ปราณสีแดงพุ่งลงมา
หลินเย่หลับตาสนิท ไม่มีแรงกลิ้งร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นทำได้เพียงรอคมที่กำลังจะฟาดลงมา
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
ไม่ใช่เสียงปราณ ไม่ใช่เสียงะเิ หากเป็เสียงของร่างมนุษ์ยพุ่งเข้าชนอีกร่างด้วยน้ำหนักทั้งตัว
กงหยางอวี้ถูกกระแทกกระเด็นออกไป คมปราณสีแดงที่กำลังจะลงมาพลาดเป้า ฟาดลงพื้นห่างออกไปสองก้าว ดินแตกเป็หลุมลึก ควันฟุ้งขึ้นคละคลุ้งหลินจ้าวคุกเข่าคร่อมอยู่ระหว่างเขากับกงหยางอวี้เข่าทั้งสองข้างกดจมลงในดิน แขนสองข้างกางออกกว้างจะเอาร่างของตัวเองบังทุกสิ่งที่กำลังจะมาถึง มือที่ยันพื้นสั่น ไม่ใช่เพราะกลัว หากเพราะเืที่เสียไปจนเกือบหมดแรง
ท่อนล่างของลำตัวเปียกชุ่มสีเข้ม หยดลงดินเป็แอ่ง
"เ้า... เหตุใดเ้าถึงย้อนกลับมา"
เสียงของหลินเย่แหบแห้ง ลมหายใจสั้นและไม่สม่ำเสมอคำถามนั้นไม่สมเหตุสมผลในหัวของเขาเลยสักนิด คนที่หนีออกไปได้แล้วคนที่มีแม่และพี่ชายรออยู่ที่บ้าน คนที่เขาสั่งเองกับปากว่าให้วิ่งและอย่าหันกลับมาเหตุใดจึงย้อนกลับมาสู่ที่ที่มีแต่ความตายหลินจ้าวหันมา ใบหน้าซีดกว่าปกติในแสงเพลิงจากยันต์ที่ยังลุกอยู่รอบ
"สหายต้องช่วยกันสิ" เขาพูดเบา เค้นเสียงออกมาพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก "แม่ข้าสอนไว้ คนที่ทิ้งเพื่อนไม่ใช่ล่กผู้ชาย"
เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านหลัง
กงหยางอวี้ลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งปราณสีแดงทะลักออกมาไม่หยุด ร่างกายสั่นเทาจากวิชามารที่กัดกินจากข้างใน กระดูกและเส้นเอ็นทำงานสวนทางกับความพังทลายที่พิษกำลังลามอยู่ในตัว
ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นยังจ้องมาที่หลินเย่โดยไม่วางตาปราณมาระเิออกมาอีกครั้งแรงะเิดันร่างทั้งสองแยกออกจากกันหลินเย่กระแทกพื้น หลินจ้าวกระเด็นออกไปอีกทาง
"หนีไป"
เสียงของหลินเย่ต่ำและชัด กัดฟันดันคำออกมาจากลำคอ
"ข้าไม่รอดแล้ว ขาข้าใช้ไม่ได้ เ้าแบกข้าไปมีแต่ตายด้วยกันทั้งคู่ เ้าคิดเองก็รู้"
หลินจ้าวหันมามองเขา
กระดูกแขนซ้ายของหลินเย่โยกเยกอยู่ใต้ิั เ้าตัวเพิ่งจะรู้ว่ามันหักตอนที่เห็นสายตาของอีกฝ่ายหยุดอยู่ตรงนั้น เืที่ขาไหลเป็สายไม่หยุด สีหน้าซีดจนแทบไม่เหลือสี
ทว่าดวงตายังสว่างอยู่ท่ามกลางทุกสิ่งที่กำลังดับลงในร่างนั้นหลินจ้าวมองสภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งที่ในยามเช่นนี้ไม่ควรมีใครหัวเราะออก
"ข้าไม่เก่งคิดเหมือนเ้าหรอก" เขากัดฟัน แล้วลุกขึ้นพุ่งตัวเข้าหาหลินเย่
"แต่วันก่อนเ้าถามข้าว่าเ้ากับข้าใครวิ่งเร็วกว่ากัน วันนี้ข้าจะให้เ้าเห็นเอง"
แขนสอดเข้าใต้ตัวหลินเย่ ดึงขึ้นพาดหลังร่างของหลินเย่หนักกว่าที่เคย หรืออาจเป็เพราะแขนของเขาเองที่อ่อนแรงลงทุกขณะ
กล้ามเนื้อที่สร้างขึ้นจากการล่าหมูป่าเขี้ยวเหล็กครั้งแล้วครั้งเล่า จากการลากซากที่หนักกว่าตัวเองกลับบ้านทุกวี่วัน จากการแบกน้ำขึ้นเขาให้พี่ชายที่ป่วยกล้ามเนื้อทุกมัดที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิตเกร็งตัวขึ้นพร้อมกันในครั้งเดียวหลินจ้าวเงยหน้าขึ้นสู่ฟ้ามืด แล้วะโสุดเสียงจนสนั่นลั่นป่า
"เพื่อสหาย ข้าต้องสู้สุดชีวิต!"
เขาลุกขึ้นพร้อมหลินเย่บนหลัง
ก้าวแรกโซเซไม่มั่นคง ก้าวต่อมามั่นคงกว่า ก้าวที่สามมั่นคงกว่านั้นแล้วก็ออกวิ่ง
ในจุดตันเถียนของเขา ความอุ่นก่อตัวขึ้นเบาๆ แผ่ออกไปตามเส้นเื ลงมาที่ขาที่กำลังวิ่ง ขึ้นไปที่แขนที่กำลังแบกเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่เคยรู้สึกมาก่อนตลอดสิบสี่ปี รู้เพียงว่ามันช่วยให้ก้าวต่อไปได้อีกก้าวหนึ่ง
"หลินจ้าว เ้าทำได้" เขาพึมพำกับตัวเองระหว่างวิ่ง เสียงหอบกลับชัด "หลินจ้าวคือน้องเล็กที่เก่งที่สุด พี่ชายรอเ้าอยู่ วิ่งเข้าไป เ้าต้องวิ่ง!"
เหงื่อท่วมตาจนแสบ รองเท้าลื่นในทุกก้าวที่กระแทกลงดินเปียก เหลือเพียงก้าวถัดไปที่ต้องก้าว แล้วก็ก้าวถัดจากนั้นหลินเย่ก้มหน้าอยู่บนหลัง ลมหายใจสั้นและอ่อน เขาหลับตาลงพยายามโคจรปราณเพียงน้อยนิด แม้จะรู้ว่าในตันเถียนแทบไม่เหลืออะไรแล้วแม้แค่น้อยนิดก็อาจยื้อเวลาให้ทั้งสองคนได้อีกสักอึดใจกงหยางอวี้ตะเกียกตะกายวิ่งตามมาข้างหลัง ร่างกายขยับยากขึ้นทุกก้าวพิษจากโอสถที่ซึมอยู่ในเส้นลมปราณเริ่มแข็งตัวทีละเส้น ทีละเส้น วิชามารที่ยังลุกโชนอยู่ในตัวผลักเขาไปข้างหน้าโดยไม่สนใจว่าร่างกายจะพังแค่ไหน
สิบก้าว ยี่สิบก้าว ระยะห่างระหว่างเขากับเด็กสองคนถ่างออกทีละนิดกงหยางอวี้ค ารามออกมาเสียงต่ำด้วยความคับแค้น แล้วปล่อยปราณสีแดงพุ่งไปข้างหน้า
หลินจ้าวเห็นแสงนั้นพุ่งเข้ามาจากหางตา
เขาสะบัดตัวหมุนเอาหลังเข้ารับแทนที่จะหลบแรงปราณอัดเข้าที่กระดูกสันหลังทำให้เขาสะดุดโซซัดโซเซ ไม่ล้ม หลินเย่บนหลังไม่โดนอะไรเลยแม้แต่น้อย
เขาเหลียวมองไปข้างหลังด้วยสายตาพร่ามัว ระยะห่างยังมีอยู่และกำลังถ่างขึ้นเรื่อยๆ
อีกไม่ไกล อีกไม่ไกลก็ถึงแนวป่า
แล้วหลินจ้าวก็หยุดชะงัก
ตรงหน้ามีอสูรงูอีกตัว
ไม่ใช่ไป๋หมาง ตัวมันใหญ่กว่าไป๋หมางเท่าตัว เกล็ดสีดำทมิฬสะท้อนแสงเพลิงเป็ประกายมืด ดวงตาสีแดงฉานจ้องลงมาที่พวกเขาดุจคนมองมดที่ไต่อยู่บนพื้น
ลำตัวขดวนล้อมรอบอย่างเชื่องช้า จนทั้งสองคนตกอยู่กลางวงของมันโดยไม่ทันรู้ตัว
เสียงขู่ดังออกมาต่ำและลึกจากลำคอมหึมา ผืนดินสั่นะเืเบาๆ ตามเสียงนั้น
หลินจ้าวอ้าปาก คำพูดไม่ยอมออกมา ขาแข็งทื่อจนสมองสั่งการไม่ไหวแม้แต่กงหยางอวี้ที่คลั่งอยู่ข้างหลังก็ยังหยุดชะงักอยู่กับที่ในหัวของหลินเย่ เศษประโยคที่ค้างอยู่มาสี่คืนเต็มก็ต่อติดขึ้นมาเอง
"...อีกสองวัน... หรงซิ่ว... ส่วนตัวผู้ให้..."
ส่วนตัวผู้ให้ผู้ใดรับมือ
ลมพัดกลบไปแค่ห้าคำ และห้าคำนั้นคือทั้งหมดที่เขาต้องรู้เขาเคยยืนอยู่ใต้ชายคาคืนนั้นแล้วบอกตัวเองว่าข้อมูลไม่พอจะสรุป จึงพับมันเก็บไว้ที่มุมหนึ่งของความคิด
มันไม่ใช่ข้อมูลที่ไม่พอ มันคือข้อมูลที่ขาดไปครึ่งประโยค และเขาเป็คนตัดสินใจเองว่ามันรอได้
หัวของอสูรยกขึ้นส่ง ลิ้นสองแฉกแลบออกมาลิ้มอากาศ กวาดหาว่าเหยื่อชิ้นไหนยังดิ้นได้
แล้วมันก็พุ่งตรงมาที่หลินจ้าว
หลินจ้าวะโพร้อมผลักหลินเย่ออกไปในทิศตรงข้ามสุดแรงการกระทำนั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าความคิด เร็วกว่าการตัดสินใจ เร็วจนเป็สิ่งที่ร่างกายเลือกเองก่อนที่หัวจะตามได้ทัน
คมเขี้ยวของอสูรร้ายฉีกกระชากร่างของหลินจ้าวขาดออกจากกันเสียงร้องในลำคอของเขาสั่น แล้วก็หยุด ดังไม่ถึงหนึ่งอึดใจ หลินเย่กลับได้ยินมันชัดกว่าทุกเสียงตลอดทั้งคืน ชัดกว่าเสียงะเิ ชัดกว่าเสียงคำรามของงู ชัดจนมันฝังลงในหัวและไม่ยอมหายไปน้ำหนักที่เคยกดอยู่บนไหล่หายวับไปในทันทีกลิ่นเืสดพุ่งเข้าจมูกมาก่อนที่ตาจะหันไปทัน ร้อนและคาวร่างตกกระทบพื้นอย่างแรง
ฝนเริ่มตก เริ่มจากเม็ดเล็กๆ จากนั้นหนักขึ้นเรื่อยๆ หยดน้ำกระทบพื้นดินที่ยังร้อนจากเพลิงยันต์เป็เสียงฉ่าเบา ควันขาวลอยกรุ่นขึ้นไฟที่ลุกอยู่รอบค่อยๆหรี่ลงทีละกองตามสายฝน
จากทิศที่กงหยางฮ่าวกับไป๋หมางเคยปะทะกัน ไม่มีเสียงดาบดังขึ้นอีกแล้วหลินเย่นอนคว่ำอยู่บนพื้นชื้น
เขามองร่างของหลินจ้าวที่กำลังตะเกียกตะกายคลานมาหาเขา ทิ้งรอยเืยาวเป็เส้นตามพื้นดิน
ระยะห่างระหว่างพวกเขาไม่ไกล ห้าก้าวหากเดินได้ตามปกติ สำหรับคนที่เหลือแค่ครึ่งตัว ห้าก้าวนั้นไกลกว่าทุกระยะทางที่หลินเย่เคยเห็นมาในชีวิต
เขาพยายามลุก ร่างกายไม่ตอบสนอง ขาขวาไร้ความรู้สึก แขนซ้ายขยับไม่ได้ ปราณในตันเถียนแห้งเหือด
ได้แค่นอนคว่ำมองดู มองเพื่อนคนเดียวที่พยายามคลานเข้ามาหาทีละนิดโดยทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่จะยื่นมือออกไปข้างหลัง กงหยางอวี้ดิ้นรนรับมือกับอสูรที่หันไปเล่นงานเหยื่อซึ่งมีปราณแรงกว่า เขาปล่อยปราณสีแดงออกมาอย่างไร้ทิศทาง พิษในเส้นลมปราณแข็งตัวลามขึ้นทุกขณะ ร่างกายเริ่มไม่ฟังคำสั่ง
เสียงร้องโหยหวนดังออกมาสุดเสียง ปราณสีแดงะเิกระจาย ร่างที่แข็งทื่อนั้นช้าเกินไป
อสูรงูเกล็ดทมิฬพุ่งกัดกลืนลงไปทั้งตัว เสียงกระดูกแตกละเอียดดังขึ้นแล้วเสียงกรีดร้องก็ถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอนั้นก่อนจะดังออกมาจนครบคำความเงียบแผ่ปกคลุมออกมาในสายฝน
เหลือเพียงเสียงฝนกระทบดิน และเสียงหายใจรวยรินของสองร่างที่นอนอยู่กลางลานเื
หลินจ้าวคลานมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
ใบหน้าหันมาทางหลินเย่ ดวงตายังลืมอยู่แม้แสงในนั้นจะหรี่ลงทุกที ปากขยับเล็กน้อย ไม่มีเสียงออกมาเลยสักคำ
ทว่าหลินเย่อ่านริมฝีปากนั้นออก
"ต้องรอด"
สองคำนั้นไม่ได้พูดถึงตัวหลินจ้าวเอง
มันคือคำสั่งที่เขาเหลือแรงพอจะสั่งได้เป็ครั้งสุดท้าย สั่งให้สิ่งที่เขาทุ่มทั้งชีวิตลงไปในคืนนี้มีความหมาย สั่งในสิ่งที่คนกำลังจะตายไม่ควรต้องเป็ห่วงอีกแล้ว
มีอะไรในลำคอของหลินเย่ดันขึ้นมากั้นไว้ แน่นและแสบจนหายใจไม่ออกความรู้สึกที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนตลอดชีวิตสิบสองปีหรืออาจเคยรู้จักมันครั้งหนึ่งตอนเจ็ดขวบ คืนที่ยืนเกาะกรอบประตูในฤดูหนาว รอคนที่ไม่มีวันกลับมา
ความรู้สึกนั้นจางหายไปนานแล้ว เขาฝังมันไว้ลึกจนลืมไปว่ามันเคยมีอยู่และตอนนี้มันกลับมา หนักกว่าเดิมหลายเท่าหลินจ้าวหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจยังมีอยู่ เบาลงเรื่อยๆ จนแทบไม่เห็นไหล่ขยับ
อสูรงูเกล็ดทมิฬเคี้ยวกลืนกงหยางอวี้จนสิ้นเสียง แล้วหันหัวมาที่เด็กสองคนเลื้อยเข้ามาช้าๆ ลิ้นแลบลิ้มกลิ่นเืที่หอมหวานในอากาศบนฝ่ามือของหลินเย่ที่แบราบอยู่กับพื้นนั้น ยังมีก้อนเล็กๆ อยู่ในกำปั้นที่คลายออกทีละนิดตามสติที่หลุดลอย
ก้อนสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลอมเหลือง ลูกกวาดที่หลินจ้าวให้เขามาในอกของหลินเย่มีอะไรบางอย่างแตกออก
ไม่มีเสียง ทว่ามีน้ำตา ราวกับทำนบที่กั้นบางสิ่งเอาไว้มานานเกินไปจนผนังร้าวและพังลงในพริบตา
สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่ความเศร้าที่มีชื่อเรียก มันหนักและร้อนและมืดกว่านั้นร่างกายเริ่มยืนหยัดลุกขึ้น
เขาไม่รู้ว่าลุกขึ้นได้อย่างไร ขาขวาที่ตอบสนองไม่ได้มาทั้งคืนกลับรับน้ำหนักขึ้นได้ แขนซ้ายที่หักโยกเยกแกว่งออกไปข้างลำตัวความร้อนที่ปะทุขึ้นจากข้างในทำหน้าที่แทนกล้ามเนื้อและกระดูกที่แตกหักมันไม่ได้มาจากตันเถียนที่แห้งเหือดไปแล้ว มันมาจากที่ที่ลึกกว่านั้นความเจ็บยังอยู่ตรงนั้น ไม่ได้หายไปไหน เพียงถอยห่างออกไปราวกับเสียงที่ได้ยินลอดผนังมาจากอีกห้องหนึ่ง
เหลือเพียงเป้าหมายเดียวที่ต้องเผาไหม้อยู่เบื้องหน้าดวงตาแปรเปลี่ยน ไม่มีการรับรู้ในขณะที่มันเปลี่ยนไป มีเพียงความมืดที่แผ่ขึ้นมาจากข้างใน กลืนแววตาที่เคยคิดทุกอย่างจนหมดสิ้นเหลือเพียงดวงตาสีดำสนิทที่จับจ้องไปยังงูที่เลื้อยเข้ามาร่างกายวิ่งตรงเข้าหามันโดยไม่ได้คิด
ภาพหนึ่งแวบขึ้นมาในหัว ไม่ใช่ความทรงจำ ไม่ใช่ความฝัน มันอยู่ต่ำและลึกกว่าทั้งสองอย่างจนไม่อาจหาคำอธิบายใดๆไฟสีแดงสดอมดำบนมือขวาที่เคยกำบางสิ่งซึ่งร้อนและเชื่อฟัง ร่างที่ทะยานผ่านสนามรบที่ไม่มีชื่อ เพลิงที่ลุกโชนอยู่บนฝ่ามือร่างกายเข้าใจภาพเ่าั้ก่อนที่หัวสมองจะทันตีความมือขวากำขึ้นความร้อนที่ลุกอยู่ข้างในเคลื่อนขึ้นมาตามแขน ตามข้อมือไหลออกมาที่ฝ่ามือราวกับน้ำที่รู้จักทางเดินของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร
"เพลิงอสูร!!"
เสียงนั้นออกมาจากที่ลึกกว่าลำคอ ลึกกว่าปอด ลึกกว่าตัวตนของเด็กอายุสิบสองปีที่ชื่อหลินเย่
"เ้าจงสังหารมันให้สิ้น!"
ไฟลุกขึ้นพวยพุ่งออกมาจากมือขวาเป็สีแดงดำ มันไม่ไหม้แขนที่ยื่นมันออกไป มันอยู่ตรงนั้นประหนึ่งคุ้นเคยกับที่ที่ตัวเองอยู่มาตลอดหลายภพหลายชาติสายฝนที่ตกลงมาระเหยกลายเป็ไอก่อนจะแตะถึงมือร่างะโเกาะขึ้นไปบนหัวของงูั์ มือข้างที่ไม่หักจิกลงที่เกล็ดเหนือกระหม่อม
งูส่ายหัวดิ้นรนพยายามสลัดร่างเล็กนั้นทิ้ง มือเล็กกำแน่นไม่ยอมปล่อยไฟลามออกจากฝ่ามือตรงจุดที่กดอยู่
งูหยุดส่ายหัวไปชั่วอึดใจ ดวงตาเหลือบลงมามองจุดััระหว่างเกล็ดกับมือเล็กนั้น ลิ้นสองแฉกแลบออกมาลิ้มอากาศรอบเปลวไฟมันมีชีวิตอยู่มานานพอจะรู้ว่าไฟคืออะไรและมันไม่เคยเจอไฟเช่นนี้มาก่อน ไฟที่พุ่งออกมาจากฝ่ามือของสิ่งมีชีวิตกระจ้อยร่อยที่มันคิดว่าจะกลืนลงคอได้ในคำเดียวเพลิงนั้นแผ่ออกรอบมืออย่างว่องไว
อสูรงูเกล็ดทมิฬส่ายหัวรุนแรง ร้องโหยหวนก้องป่า เปลวไฟลามออกจากจุดัั เผาไหม้ไปตามเกล็ดทีละอัน ทีละแถว เสียงเกล็ดไหม้ดังแตกปะทุเป็ชุดความร้อนทวีขึ้นตามความโกรธที่ลุกโชนอยู่ข้างในมันสะบัดหัวอีกครั้งฟาดลำตัวลงพื้นอีกครั้ง ไฟไม่ยอมดับ ไม่เหมือนไฟธรรมดาที่มันเคยพบเจอมาตลอดชีวิต
"ฆ่า! ฆ่า! เ้าจงฆ่ามันให้มอดดับลงไป!"
ไม่ใช่คำสั่ง มันคือบางสิ่งที่คำรามออกมาจากที่ลึกกว่าเหตุผลใดๆ จากที่ที่หลินเย่ไม่รู้ว่ามีอยู่ในตัว
เพลิงไม่หยุด สายฝนไม่อาจดับมัน สายลมไม่อาจดับมันงูดิ้นทุรนทุรายอย่างที่ไม่เคยดิ้นมาก่อนในชีวิต ลำตัวม้วนเข้าและคลายออกสลับกัน ฟาดพื้นดินจนแตกร้าวเป็ทางยาวรอบตัวทว่าร่างของเด็กอายุสิบสองปีที่แขนหักขาพังนั้น หลอมพลังออกมาได้เพียงเท่านี้
ไฟที่ลุกโชนเริ่มริบหรี่ลง อสูรที่ใหญ่กว่าไป๋หมางทั้งตัวย่อมไม่ล้มลงเพียงเพราะเพลิงชุดเดียวจากมือที่กำลังจะหมดแรงมันเพียงาเ็ เกล็ดครึ่งหัวไหม้ดำ ดวงตาข้างหนึ่งบอดจากความร้อนคลุ้มคลั่งด้วยความเจ็บที่ไม่เคยรู้จัก
มันสะบัดหัวเหวี่ยงร่างเล็กของหลินเย่หลุดกระเด็นตกลงกับพื้นเพลิงที่มือดับว่บลงพร้อมสติที่หลุดลอย
แล้วแสงดาบสีเขียวก็ผ่ากลางสายฝนลงมา
หัวของอสูรงูเกล็ดทมิฬขาดกระเด็นออกจากลำตัวในดาบเดียวเืดำพุ่งเป็ลำ ร่างมหึมาล้มลงช้าๆ ราวกับต้นไม้ใหญ่ที่ถูกโค่นแล้วยังไม่รู้ตัวว่าโดนโค่นลงมา ลำตัวพับทับลงทีละส่วน กระแทกพื้นดินดังสนั่นะเืร่างหนึ่งลงยืนกลางลานเื ผ้าคลุมเปียกฝนแนบกับไหล่ แสงสีเขียวที่ทอดยาวออกจากฝ่ามือค่อยๆ หดสั้นลงแล้วดับไปกู่เหวยกวาดสายตาไปทั่วสมรภ่มิที่เหลือแต่ซากและเืก่อนจะหยุดลงที่ร่างเล็กสองร่างกลางสายฝนสีหน้าที่ปกติเยือกเย็นนั้นแข็งทื่อไปชั่วขณะความร้อนที่ลุกไหม้อยู่ข้างในตัวหลินเย่ถอยร่นจากิักลับลึกลงไปอีกครั้งราวกับคลื่นที่ซัดขึ้นสูงสุดแล้วก็ถอยกลับสู่ทะเลทุกอย่างที่ความมืดเคยกดเอาไว้กลับคืนมาในคราวเดียวขาขวา แขนซ้าย ซี่โครงด้านขวาที่หายใจไม่เต็มปอด เืที่ไหลออกจากหลายแผลพร้อมกัน
ข้างกายเขา ร่างของหลินจ้าวนอนแน่นิ่ง ไม่ขยับตัวลูกกวาดหลุดออกจากฝ่ามือที่คลายในความสลบ กลิ้งตกลงบนพื้นชื้นข้างตัวเขา
เม็ดฝนกระทบมันเบาๆ ล้างดินและเืที่เกาะอยู่ออกทีละนิด จนเผยสีน้ำตาลอมเหลืองเดิมออกมา
เสียงฝีเท้ารีบเร่งเหยียบน้ำเข้ามาใกล้ ทว่าหลินเย่ไม่ได้ยินแล้วมือที่หักของเขาขยับ นิ้วที่แทบไม่มีแรงคืบคลานไปบนดินเปียก ช้าและสั่นจนปลายนิ้วแตะขอบลูกกวาดเม็ดนั้น
แล้วค่อยๆ โอบมันไว้ในอุ้งมือ ก่อนที่ความมืดจะกลืนทุกอย่างลงไป