ตอนที่ 4 กระสับกระส่าย
นายท่านใหญ่ดื่มจนเมาแล้ว เมื่อถูกเว่ยตงขัดอารมณ์จึงเอ่ยอย่างขัดใจ “ภรรยานั่น ทั้งวันทั้งคืนเอาแต่ห่วงนู่นห่วงนี่ นี่ก็ไม่ให้ดื่มนั่นก็ไม่ให้ดื่ม ลำบากไหมเล่า วันนี้ข้ามีความสุข ไม่ฟังนางหรอก มา พี่น้องทั้งหลาย พวกเรามาดื่มกันต่อ!”
เว่ยตงอดยิ้มฝืดเฝื่อนไม่ได้ ั้แ่นายท่านใหญ่ทราบว่าลูกสะใภ้คนรองตั้งครรภ์ ก็ไม่รู้ว่าดื่มไปกี่งานแล้ว แม้ร่างกายของเขาแข็งแรง แต่สุดท้ายก็เป็คนที่มีอายุมากแล้ว จะดื่มอย่างนี้ได้เยี่ยงไรกัน
นึกถึงคำถ่ายทอดของฮูหยินผู้เฒ่า เว่ยตงเอ่ยยิ้มๆ “นายท่านใหญ่ขอรับ ข้าน้อยได้ยินว่าดื่มเหล้ามากไปมือเท้าจะชาง่าย ภายหลังถ้าอุ้มเด็กไม่ได้จะทำเยี่ยงไรเล่า ถึงตอนนั้น...”
เว่ยตงยังไม่ทันเอ่ยจบ นายท่านใหญ่วางถ้วยเหล้าทันใด เอ่ยเสียงดัง “ไม่ดื่มแล้วๆ ข้ายังต้องอุ้มหลานสาวนี่นะ ทีหลังพวกเ้าห้ามชวนข้ามาดื่มเหล้าอีก!” นายท่านใหญ่พูดพลางลุกขึ้นยืน จากนั้นเดินโซเซจากไป ทิ้งพวกเฉิงเลี่ยไม่กี่คนมองหน้ากัน ตกลงใครเป็ฝ่ายชวนใครดื่มเหล้า
ภายใต้ความคาดหวังกังวลใจของคนสกุลม่อ สวีจิ้งเหนียงอุ้มท้องอย่างสงบสุขมาสามเดือนแล้ว
สวีจิ้งเหนียงที่ให้กำเนิดบุตรชายสี่คนแล้ว พึงพอใจทารกในครรภ์นี้มาก หลังตั้งครรภ์ก็มิได้มีอาการไม่ดีอะไร ผิวพรรณของนางยังเปลี่ยนไปมีน้ำมีนวลเป็พิเศษ ใช้คำพูดของม่อไท่เหวินมาเอ่ย ผิวขาวนวลจนเหมือนจะบีบคั้นน้ำออกมาได้ก็ไม่ปาน
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ได้ผู้หญิงแม่จะงาม ได้ผู้ชายแม่จะน่าเกลียด’ สวีจิ้งเหนียงที่แต่ไหนแต่ไรไม่กล้าตั้งความหวังมากไป จึงเริ่มคาดเดาบ้าง ตั้งครรภ์คราวนี้บางทีอาจเป็บุตรีจริงๆ ก็ได้
อันที่จริงหมอหลวงซึ่งรับหน้าที่ดูแลนาง ยืนยันกับนางั้แ่สองเดือนแรกที่ตั้งครรภ์ว่า คราวนี้เป็เด็กผู้หญิงจริงแท้ แต่เพราะก่อนหน้านี้หมอหลวงวินิจฉัยว่านางอุ้มท้องบุตรสาวถึงสองครั้ง นายท่านใหญ่ดีใจเป็ล้นพ้นจนแม้แต่ชื่อก็เลือกไว้ดิบดี แต่พอเกิดมากลับเป็ผู้ชาย
นายท่านใหญ่ที่ผิดหวังเกินบรรยาย แม้แต่ชื่อยังคร้านจะเปลี่ยนใหม่ ให้หลานทั้งสองใช้ชื่อม่อผิงอวิ๋นกับม่อผิงฟังอันสวยงามเช่นนี้ไปเสียเลย ดังนั้นต่อให้คราวนี้หมอหลวงตบอกรับประกันว่าวินิจฉัยไม่พลาดเด็ดขาด คนบ้านสกุลม่อไม่กล้าปักใจเชื่อเต็มที่อยู่ดี ได้แต่มีท่าทีเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งรออย่างกระสับกระส่ายต่อไป
ผ่านไปอีกครึ่งเดือน ทารกในท้องของสวีจิ้งเหนียงก็ออกแรงขยับตัวครั้งหนึ่ง เรียกความสนใจจากทุกคน นางใกล้จะออกมาแล้ว!
ทว่าทุกคนในสกุลม่อกลับยิ่งว้าวุ่นวุ่นวายใจ เพราะั้แ่ที่ทารกขยับครั้งแรก สวีจิ้งเหนียงค้นพบว่า เด็กในท้องช่างขยับตัวมากเหลือเกิน ทุกวันไม่ว่าสวีจิ้งเหนียงจะเดิน จะยืน จะนั่ง หรือจะนอน ทารกในท้องก็แทบขยับตลอดเวลา กระทั่งว่ามีครั้งหนึ่งสวีจิ้งเหนียงตื่นจากฝัน นางยังถูกทารกน้อยเตะสองที
การขยับรุนแรงบ่อยครั้งนี้อดทำให้นางนึกถึงคราที่ตั้งครรภ์ม่อผิงอวิ๋นไม่ได้ ตอนนั้นทารกขยับตัวรุนแรงเช่นกัน ผลปรากฏคือเมื่อม่อผิงอวิ๋นเกิดมาเรี่ยวแรงก็เยอะเป็พิเศษ นายท่านใหญ่บอกว่าเป็หน่ออ่อนที่เหมาะแก่การฝึกวรยุทธ์แต่กำเนิด หรือว่าในท้องคราวนี้ยังคงเป็เด็กผู้ชาย
สวีจิ้งเหนียงกระวนกระวาย ทันทีที่นางกระวนกระวาย คนสกุลม่อยิ่งใจไม่สงบไปกันใหญ่ นายท่านใหญ่ม่อกังวลจนไม่มีกะจิตกะใจเข้าร่วมแม้แต่งานชมดอกไม้ของฮ่องเต้
ฮ่องเต้ได้ฟังว่านายท่านใหญ่ม่อไม่มาเข้าร่วมงานเพราะกังวล พลันหัวเราะลั่น ก่อนส่งมือดีด้านรักษาสตรีประจำสำนักแพทย์หลวงไปให้โดยตรง หลังหมอหลวงหลายสิบคนเวียนกันตรวจชีพจรสวีจิ้งเหนียง ก็รายงานโดยยืนยันรับรองนายท่านใหญ่ม่อว่า ครรภ์ครั้งนี้เป็เด็กผู้หญิง!
นายท่านใหญ่ม่อนิ่งงันครู่หนึ่ง ก่อนจะตกรางวัลอย่างงามให้ด้วยความดีใจสุดขีด พวกหมอหลวงผ่อนคลาย ในที่สุดบ้านสกุลนี้ก็เชื่อคำพูดของพวกเขาแล้ว ไม่ง่ายเลยจริงๆ!
คนสกุลม่อดีใจเป็ล้นพ้น ตื่นเต้นจัด ถ้ามิใช่เพราะสวีจิ้งเหนียงขยับไม่ได้ ม่อผิงชูก็แทบอยากให้คนไปตีฆ้องตีกลองจุดประทัด ประกาศทั่วทั้งถนนใหญ่ว่าพวกเขามีน้องสาวแล้วจริงๆ!
สวีจิ้งเหนียงดีใจแต่ยังกังวลอยู่บ้าง ในเมื่อเป็เด็กผู้หญิง ทำไมถึงขยับได้ขนาดนี้กันนะ นางอดถามไม่ได้ “เด็กคนนี้ขยับแรงแบบนี้จะไม่เป็ไรใช่ไหม”
หมอหลวงยิ้มตอบ “ฮูหยินวางใจได้ ทารกขยับตัวแตกต่างไปตามคน เด็กบางคน่ที่อยู่ในครรภ์ชอบขยับไปขยับมา เด็กลักษณะนี้โดยทั่วไปกำลังวังชาและพละกำลังจะค่อนข้างแข็งขัน สุขภาพจะแข็งแรงมาก แต่อาจทำให้มารดาต้องเหนื่อยนิดหน่อย หากท่านมีเวลาว่าง ฮูหยินไปที่โรงฝากครรภ์เพื่อเรียนรู้การอบรมบุตรในครรภ์ได้ ฟังดนตรีไพเราะมากหน่อย รักษาอารมณ์ให้ดี ก็ช่วยปลอบโยนทารกได้”
โรงฝากครรภ์ก่อตั้งโดยฮ่องเต้หญิงไคหยวน ให้ประชาชนราชวงศ์ซย่าเริ่มรับการอบรมั้แ่อยู่ในครรภ์มารดา เด็กที่เกิดจากการฟังดนตรีไพเราะก็จะได้รับการสอนให้รู้จักภาษาั้แ่เล็ก พออายุได้หกขวบ เข้าเรียนระดับต้น เรียนหกศิลปะ[1]สี่ตำราห้าคัมภีร์[2]นานหกปี เมื่อเรียนจบ สอบผ่านเข้าเรียนระดับสูง จึงจะมีคุณสมบัติเข้าร่วมการสอบคัดเลือกขุนนางฝ่ายบู๊ฝ่ายบุ๋น กลายเป็บุคคลผู้มีความสามารถของประเทศ
รูปแบบการศึกษานี้พัฒนาเผยแพร่ในราชวงศ์ซย่ามามากกว่าห้าสิบปี จนสมบูรณ์มากแล้ว พี่น้องทั้งหลายในสกุลม่อต่างเติบโตมาเช่นนี้ แต่พอถึงครรภ์นี้ อาจคงเพราะคร่ำเครียดเกินไป ทุกคนจึงลืมเื่อบรมบุตรในครรภ์เสียสนิท
จากคำเตือนของหมอหลวง ทุกคนจึงรู้ตัวว่าลืมเื่สำคัญขนาดนี้เสียแล้ว พริบตานั้นพลันไม่ว่างมีความสุข เร่งรีบวุ่นวายทันที
นายท่านใหญ่และฮูหยินผู้เฒ่าออกหน้าเองอย่างหาได้ยาก คนหนึ่งโวยวายว่าจะเชิญคณะแสดงมาเล่นวรรณกรรมผู้กล้าโด่งดังให้หลานสาว คนหนึ่งหยิบกู่ฉินที่แน่นิ่งมานานออกมาจะปลูกฝังอารมณ์ศิลป์ของหลาน ม่อไท่อู่ที่ยุ่งตัวเป็เกลียวก็เจียดเวลา จะแสดงรำดาบขี่ม้าของสกุลม่อให้หลานสาวดูมากๆ ม่อไท่เหวินดึกดื่นค้นหนังสือโบราณออกมาจะฝึกฝนความสามารถทางวรรณคดีให้บุตรสาว…
ส่วนม่อผิงอาน ม่อผิงเสียน กับม่อผิงเฉิง สามพี่น้องที่อยู่ชายแดนไกลก็ไม่อยู่ว่าง เค้นสมองเสาะหาของเล่นที่เด็กผู้หญิงน่าจะชอบหลายคันรถ จัดคนส่งไปถึงจวนของม่อไท่เหวินอย่างไม่หวั่นระยะทางไกล ทำให้มารดาของพวกเขาอวี๋ซูเจินอดทอดถอนใจไม่ได้ ปีนั้นตอนครบรอบวันเกิดของนางยังไม่เห็นเหล่าลูกชายทำตัวลำบากเช่นนี้เลย ที่แท้ผู้ชายสกุลม่อต่างป่วย อาการป่วยชนิดนี้เรียกว่า...โรคบ้าน้องสาว!
ดังนั้นม่อผิงถิงกับสี่พี่น้องม่อผิงชูย่อมไม่ยอมน้อยหน้า ยื้อแย่งกันดูแลเื่ในบ้านเพียงเพื่อทำให้สวีจิ้งเหนียงดีใจ
สวีจิ้งเหนียงถามตนเอง หลายปีมานี้ที่แต่งเข้าสกุลม่อ แม้ม่อไท่เหวินทะเลาะใหญ่โตกับคนในบ้าน จนพวกเขาจำต้องอาศัยอยู่จวนนอก ทว่าวันคืนผ่านไปด้วยดี พอแต่งเข้ามาตนต้องบริหารจัดการงานในเรือน สามีผู้หล่อเหลาเอาใจใส่ดูแลนางเชื่อฟังนางเป็อย่างดี ลูกชายต่างฉลาดหลักแหลมร่างกายแข็งแรง พ่อแม่สามีถึงยึดติดหลานสาวมากไปหน่อย แต่ยังปฏิบัติต่อนางดุจบุตรีแท้ๆ ไม่เคยเอ่ยถ้อยคำรุนแรงใส่นางสักครึ่งคำ พี่สามีและภรรยาคอยดูแลเป็การส่วนตัวตลอดเวลา มิเช่นนั้นการค้าของนางกับสามีคงไม่ราบรื่นสมปรารถนาอย่างนี้มาตลอด
ทว่าเื่เ่าั้เทียบกับตอนนี้ไม่นับเป็อะไรเลย ั้แ่รู้ว่าในท้องตนคือเด็กผู้หญิงจริงๆ สวีจิ้งเหนียงยิ่งเข้าใจว่าอะไรคือทุกสายตาจับจ้องราวดาวล้อมจันทร์[3] เป็ไปได้ว่าหากตอนนี้นางเอ่ยว่าอยากได้จันทร์บนฟ้า คนสกุลม่อคงไม่แม้กระทั่งถาม แต่ปีนบันไดขึ้นไปสอยมาให้นางทันที!
หลังจากนี้หากเด็กเกิดแล้ว ด้วยความกระตือรือร้นเช่นนี้ของคนสกุลม่อ ก็ยังไม่รู้ว่าเด็กจะโตเป็คนเช่นไร สวีจิ้งเหนียงเริ่มกังวลนิดๆ
แต่พวกผู้ชายบ้านรองของสกุลม่อไม่ได้คิดมากถึงเพียงนั้น พวกเขายุ่งอยู่กับการแก่งแย่งเอาใจต่อหน้าสวีจิ้งเหนียง เพียงเพราะบังเอิญได้ยินคนจากในโรงฝากครรภ์พูดว่า ใครทำให้หญิงมีครรภ์ดีใจมากที่สุด ในอนาคตเด็กที่เกิดมาจะชอบผู้นั้นมากที่สุด
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/0278e9df5d182182d98848bc2c6b22f2
[1] หกศิลปะ ได้แก่ รีต ดนตรี การยิงธนู การขับรถม้า การคัดลายมือ และการคำนวณ
[2] สี่ตำรา ได้แก่ ต้าเสวีย (ตำรามหาบุรุษ) จงยง (ตำราทางสายกลาง) หลุนอวี่ (ตำราวิจารณ์พจน์) และเมิ่งจื่อ ส่วนห้าคัมภีร์ ได้แก่ อี้จิง (คัมภีร์โหราศาสตร์) ซั่งซู (คัมภีร์ประวัติศาสตร์) ซือจิง (คัมภีร์กวี) หลี่จี้ (คัมภีร์พิธีกรรม) และชุนชิว (บันทึกพงศาวดารและปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ)
[3] เป็สำนวนจีน หมายถึง ทุกคนปฏิบัติตัวต่อคนคนหนึ่งดังเขาเป็สิ่งมีค่า