แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ยามอัศดงค่อย ๆ จมหายไปเื้ัแนวทิวเขาสลับซับซ้อน ทิ้งไว้เพียงทัศนียภาพของเส้นแสงสีส้มหม่นพาดผ่านขอบฟ้าทอดตัวยาวเหนือผืนป่าเวเรนท์อันกว้างใหญ่ ลมราตรีเริ่มโชยพัดพาเอาความเหน็บหนาวเข้ามาแทนที่ไอแดด
ขบวนคาราวานผู้รอดชีวิตเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าบนถนนดินสายเล็กที่ทอดผ่านเนินเขา เสียงล้อเกวียนบดไปกับกรวดหินและเสียงฝีเท้าของม้าศึกดังเป็จังหวะเนิบนาบ บรรยากาศรอบด้านในเวลานี้เงียบเชียบผิดปกติ ทว่าหลังจากผ่านพ้นวิกฤตการณ์ความเป็ตายร่วมกันมาในป่าลึก ความตึงเครียดอันหนักอึ้งที่เคยปกคลุมจิตใจของเหล่าพ่อค้าและทหารรับจ้างก็เริ่มผ่อนคลายลงทีละน้อย าแของคนเจ็บได้รับการพันผ้าพันแผลอย่างลนลานแต่ก็ปลอดภัยดี
เรน เดินนำอยู่ด้านหน้าสุดของขบวนด้วยท่าทีสบายอารมณ์ดึงดูดสายตา ชายหนุ่มล้วงมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋าเสื้อโค้ตยุทธวิธีสีขาวดำตัวโปรด ก้าวเท้าอย่างมั่นคงราวกับกำลังเดินเล่นในสวนสาธารณะมากกว่าเพิ่งผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายมา ขณะที่ เอลิ เมร่า เดินกระตับกระเตงอยู่ข้าง ๆ มือบางกุมไม้เท้าเวทมนตร์เอาไว้แน่น สายตาของเธอยังคงคอยสอดส่องมองพุ่มไม้รอบข้างด้วยความระแวดระวังตามสัญชาตญาณของจอมเวท
หลังจากปล่อยให้ความเงียบทำงานอยู่พักหนึ่ง เด็กสาวผมทองก็เหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเรน ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
"คุณเรนคะ"
"หืม? มีอะไรเหรอ" เรนตอบโดยไม่ละสายตาจากเส้นทางข้างหน้า
"คือ...คุณไม่รู้สึกกลัวบ้างเลยเหรอคะ?" เอลิถามพลางลดระดับไม้เท้าลงเล็กน้อย "เื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นน่ะ"
เรนเลิกคิ้วขึ้นสูง แอบปรายสายตามองหญิงสาวข้างกาย "เธอจะให้ฉันกลัวอะไรล่ะ?"
"ก็...พวกสัตว์อสูรกลายพันธุ์พวกนั้นไงคะ ไหนจะพลังงานมืดบิดเบี้ยว แล้วก็...สาวกหน้าจากลัทธิโครนอสคนนั่นอีก สิ่งที่พวกเราเผชิญหน้ามันขัดต่อกฎธรรมชาติและอันตรายมากเลยนะคะ"
ชายหนุ่มหยุดเดินไปเสี้ยววินาที ใบหน้าคมคายแปรเปลี่ยนเป็ความครุ่นคิดอย่างจริงจัง ดวงตาสีน้ำเงินเข้มหรี่ลงคล้ายกำลังพิจารณาปัญหาระดับโลกอยู่ราวสองวินาที ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ
"...เอาจริงๆ นะเอลิ"
"คะ?" เอลิเบิกตากว้าง ตั้งใจฟังคำตอบอันลึกซึ้งที่คาดว่าจะได้รับจากอดีตยอดฝีมือต่างมิติ
"ฉันกลัวอย่างอื่นมากกว่าพวกนั้นสะอีกนะ"
"อะไรเหรอคะ? พลังเวทมนตร์โบราณ? หรือว่าคำสาป?"
เรนสบตาเธอตรง ๆ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่หนักแน่น "ฉันกลัวเงินหมด"
"..." เอลิอ้าปากค้าง
"และฉันก็กลัวไม่มีข้าวกินด้วย" เรนพูดต่ออย่างไร้อารมณ์ขัน "แล้วที่สำคัญที่สุด...ฉันกลัวโดนใช้งานฟรี โดยเฉพาะผู้หญิงชุดขาว ผมสีทอง และถือคฑาเป็อาวุธแถวนี้"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมเอลิไปชั่วอึดใจ ก่อนที่หญิงสาวจะหลุดหัวเราะพรืดออกมาเบาๆ อย่างหมดท่า ใบหน้าเนียนใสที่เคยเคร่งเครียดกลับมีรอยยิ้มประดับขึ้นมา "คุณเรนนี่นะ...ในสถานการณ์แบบนี้ยังจะห่วงเื่พวกนั้นอีกเหรอคะ ^ ^ "
"นี่มันเื่คอขาดบาดตายและส่งผลต่อชีวิตทั้งนั้นนะ" เรนพยักหน้ายืนยันความพากเพียรในอุดมการณ์ของตัวเองอย่างจริงจัง "พวกสัตว์ประหลาดน่ะ ถ้ามันโผล่มาก็แค่ใช้ปืนยิงหัวมันซะ...แต่ความจนเนี่ยสิ มันไม่ต้องโผล่มาให้เห็นตัว มันก็ฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็ได้แน่นอน" เรนพูดไปพลางนึกย้อนวันวานที่เขากินบะหมี่ถ้วยทั้งเดือนเป็อาหารหลักที่โลกเก่า
"ฟังดูมีเหตุผลเลยค่ะ" เอลิส่ายหัวอย่างระอา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตรรกะสุดโต่งของชายหนุ่มมันมีความจริงซ่อนอยู่
"เห็นไหมล่ะ ในที่สุด เธอก็เริ่มเข้าใจมุมมองอันลึกซึ้งของฉันแล้ว"
"ไม่ได้เข้าใจเลยสักนิดค่ะ! ฉันแค่ยอมแพ้ที่จะเถียงด้วยต่างหาก" เอลิสวนกลับทันควัน
เรนหัวเราะในลำคอเบาๆ ตลอดชีวิตในโลกก่อนที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายและจำเจ เขาไม่ใช่คนที่ชอบเปิดใจหรือพูดล้อเล่นกับใครง่ายๆ ความสัมพันธ์รอบตัวมีเพียงเื่ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีสาระสำคัญใดๆ แต่ทว่าการได้เดินทางร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเด็กสาวนักเวทคนนี้ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้ความเ็าในอกเริ่มสั่นคลอน ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าการมีเพื่อนร่วมทางที่คอยตบมุกและเป็ห่วงกันอย่างจริงใจ...มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ตอนแรก
ส่วนตัวของเอลิเองก็เริ่มคุ้นเคยกับนิสัยเฉพาะตัวอันแสนประหลาดของชายหนุ่มมากขึ้น อย่างน้อยในเวลานี้ เธอก็สามารถแยกแยะออกได้แล้วว่า เวลาไหนที่ใบหน้าเรียบนิ่งของเขากำลังพูดเื่จริงจัง และเวลาไหนที่เขากำลังใช้ใบหน้าตาย ๆ นั้นกวนประสาทคนอื่นเพื่อคลายความเครียด
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินคุยกันอยู่นั้น หัวหน้าคาราวานที่เดินอยู่ด้านหลังก็ส่งเสียงร้องะโขึ้นมาด้วยความดีใจ พลางชี้มือไปข้างหน้า
"ทุกคนดูนั่นสิ! ถึงแล้วครับ! หมู่บ้านอัลเทีย!"
เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งหมดคือ หมู่บ้านอัลเทีย ชุมชนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาอันเงียบสงบ ตัวบ้านเรือนส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตด้วยหินสีขาวนวลตัดกับโครงสร้างไม้โอ๊กหนาทึบ ดูสวยงามตามสไตล์หมู่บ้านแถบชายขอบอาณาจักรซันเดย์ล่าร์
ทว่า...หากเป็ในยามปกติที่พระอาทิตย์ตกดินเช่นนี้ หมู่บ้านเกษตรกรรมและทางผ่านคาราวานควรจะเต็มไปด้วยแสงไฟสีส้มอบอุ่นจากตะเกียงมานา เสียงหัวเราะสรวลเสเฮฮาของเด็ก ๆ และกลิ่นอายกับข้าวโชยมาตามลม
แต่ในเวลานี้ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็ความเงียบงันอันน่าขนลุก...บานหน้าต่างและประตูไม้ของบ้านแทบทุกหลังปิดสนิทราวกับบ้านร้าง ไม่มีแสงไฟลอดออกมาแม้แต่น้อย ไม่มีเด็กวิ่งเล่น ไม่มีแม้แต่เสียงสุนัขเห่าหอนรับขบวนเดินทาง บรรยากาศรอบด้านนิ่งสนิทราวกับว่ากระแสเวลาของทั้งหมู่บ้านได้หยุดชะงักลงเพราะความหวาดกลัวต่อสิ่งลี้ลับบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
"บรรยากาศแบบนี้…เหมือนหนังผีเกรดบีไม่มีผิดเลยแฮะ" เรนกวาดสายตามองรอบ ๆ พลางพึมพำออกมาเสียงเบา
"หนังผีเกรดบี? มันคืออะไรเหรอคะคุณเรน" เอลิเอียงคอถามด้วยความสงสัยกับศัพท์แปลก ๆ จากต่างโลกอีกครั้ง
"มันเป็ภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่เนื้อเื่เดาได้ง่ายๆ...แต่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ตัวละครในเื่มักจะชอบแยกกันเดินสำรวจตอนกลางคืนในที่มืดๆ เสมอ"
"แล้วหลังจากแยกกันเดิน.. เกิดอะไรขึ้นต่อเหรอคะ?"
"ก็ตายไงล่ะ" เรนตอบสั้นๆแต่แอบยิ้มมุมปาก
เอลิได้ยินดังนั้นก็ลอบส่ายหน้าเบาๆ พลางกระชับไม้เท้าเข้าหาตัว "โลกเดิมของคุณนี่...มีเื่ราวน่ากลัวและเข้าใจยากอยู่เยอะเหมือนกันนะคะ"
"ไม่หรอก โลกใบนี้ของเธอต่างหากที่น่ากลัวกว่าเยอะ" คำตอบนิ่งๆ แต่แฝงความจริงของเรนทำให้ทั้งคู่ลอบหัวเราะออกมาเบาๆ ช่วยลดทอนความวังเวงของบรรยากาศรอบตัวไปได้ชั่วขณะ
เมื่อชาวบ้านที่แอบซุ่มมองอยู่หลังม่านหน้าต่างเห็นว่าขบวนที่เดินทางมาคือคาราวานสินค้าและคนในหมู่บ้านที่รอดชีวิต หลายคนจึงเริ่มทยอยเปิดประตูและวิ่งออกมาต้อนรับด้วยความดีใจจนน้ำตาไหล ทว่ารอยยิ้มเ่าั้ก็พลันจางหายไปในพริบตา เมื่อพวกเขาได้เห็นสภาพเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยเืและาแฉกรรจ์ของเหล่าทหารรับจ้าง รวมถึงข่าวร้ายเื่การเสียชีวิตของเพื่อนร่วมบ้านบางคนที่ทิ้งร่างไว้ในป่าเวเรนท์ เสียงร้องไห้ระงมเริ่มดังขึ้นเบา ๆ
ไม่นานนัก ท่ามกลางความโกลาหลเล็ก ๆ ชายชราร่างผอมสูงในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเทาหม่นก็เดินก้าวออกมาจากศาลาประชาคมกลางหมู่บ้าน เคราสีขาวโพลนยาวลงมาถึงกลางอกและดวงตาที่ลึกโหลเต็มไปด้วยแววตาแห่งความเหนื่อยล้าทางจิตใจ บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเขาแทบไม่ได้ข่มตานอนมาหลายวันค่ำคืน
"ผมมีนามว่า ฟีลิกซ์ อาร์คาเดีย เป็หัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้..." ชายชราก้าวมาหยุดตรงหน้าเรนและเอลิ ก่อนจะก้มศีรษะลงแสดงความเคารพอย่างสูงสุด "กระผมในนามของชาวอัลเทียทุกคน ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านทั้งสองจากใจจริง ที่ช่วยปกป้องและนำพาคนของเราให้รอดชีวิตกลับมาจากเงื้อมมือของปีศาจร้ายในป่านั่น"
เรนคลี่ยิ้มบาง ๆ ตอบรับตามมารยาท "ไม่เป็ไรหรอกครับพวกเรายินดีช่วยเหลือ..." ทว่าประโยคถัดมาของเขากลับทำให้คนฟังเกือบปรับอารมณ์ไม่ทัน "...แต่ผมหวังว่าหมู่บ้านนี้จะยังมีเสบียงอาหารอุ่นๆ อร่อยๆตอบแทนพวกเรานะครัับ"
ฟีลิกซ์ถึงกับกระพริบตาปริบ ๆ อ้าปากค้างไปเล็กน้อยกับความตรงไปตรงมาของผู้กล้าตรงหน้า "...อ่า มีครับ มีแน่นอน หมู่บ้านเราแม้จะขัดสนแต่เื่อาหารรับรองแขกผู้มีพระคุณย่อมไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่ก็พอจะมีวัตถุดิบเหลืออยู่บ้าง"
"ดีเลย ฟังแบบนี้แล้วผมเริ่มชอบหมู่บ้านนี้ขึ้นมาหน่อยแล้วล่ะ" เรนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เอลิที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับยกมือกุมขมับตัวเองด้วยความอับอาย พลางส่งเสียงกระซิบกระซาบเอ็ดชายหนุ่ม "คุณเรน! ช่วยรักษาภาพลักษณ์ผู้กอบกู้โลกหรือวีรบุรุษผู้ทรงเกียรติหน่อยได้ไหมคะ! พูดเื่ของกินออกมาได้หน้าตาเฉยเลย!"
"ภาพลักษณ์มันกินไม่ได้เอลิ แล้วฉันก็ยังไม่ได้เซ็นสัญญาจ้างในตำแหน่งผู้กอบกู้โลกเลยนะ สวัสดิการก็ไม่มี ค่าจ้างโดยเฉลี่ยก็ไม่คุ้มค่าแรงด้วย" เรนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
ฟีลิกซ์ อาร์คาเดีย ที่ยืนมองดูคนหนุ่มสาวทั้งสองหยอกล้อกัน ก็หลุดหัวเราะหึๆ ออกมาเป็ครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ แม้จะเป็เพียงเสียงหัวเราะสั้นๆ แ่เบา แต่มันก็ช่วยให้ความอึดอัดและบรรยากาศอึมครึมภายในหมู่บ้านอัลเทียคลายตัวลงไปไม่น้อย
หลังจากนั้นไม่นาน เรนและเอลิก็ถูกจัดให้อาศัยและพักผ่อนอยู่ในบ้านพักรับรองหลังเล็กที่สร้างจากไม้ซุงของหมู่บ้านเป็การชั่วคราว เพื่อรอเวลาการนัดประชุมสอบถามข้อมูลอย่างจริงจังจากหัวหน้าหมู่บ้านใน่ดึก
ระหว่างที่กำลังรอคอยอาหารค่ำที่ชาวบ้านกำลังจัดเตรียมมาให้ เอลิเลือกที่จะออกมานั่งพักผ่อนอยู่ที่ระเบียงไม้ด้านนอกตัวบ้าน ดวงตาสีฟ้าทอดสายตามองดูแสงไฟจากตะเกียงตามบ้านเรือนต่างๆที่ค่อยๆ ถูกจุดขึ้นทีละหลังอย่างระมัดระวัง ความมืดมิดของราตรีเริ่มกลืนกินทุกสิ่ง
“เฮ้ออ ดูท่าคืนนี้แสงดาวจะส่องสว่างมองเห็นชัดเจนเหมือนเดิมเลยนะ”
เรนเดินถือแก้วน้ำอุ่นออกมาระเบียงช้า ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ข้าง ๆ เด็กสาว ความเงียบงันทำหน้าที่ของมันอยู่ครู่หนึ่ง ลมหนาวพัดเอาปอยผมสีทองของเอลิปลิวไสว ก่อนที่เธอจะเป็ฝ่ายเปิดฉากพูดความในใจขึ้นมา
"คุณเรนคะ...คุณคิดถึงบ้านไหมคะ?"
คำถามอันอ่อนโยนทว่าจู่โจมหัวใจนั้น ทำให้มือที่กำลังถือแก้วน้ำของเรนชะงักไปเล็กน้อย ชายหนุ่มนิ่งไป ทอดสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าราตรีอันมืดมิดที่บัดนี้เริ่มมีหมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับดั่งเพชรเม็ดงาม
"ก็คิดถึงนะ..." เรนตอบเสียงเบา
"โลกเดิมของคุณ...โลกที่มีหนังผีเกรดบี มีปืนนิวเคลียร์ และไม่มีเวทมนตร์บิดเบี้ยวพวกนี้นั่นน่ะ"
"อืม โลกที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและเงินตรา...มันก็มีข้อดีของมันแหละ"
"แล้ว...คุณอยากกลับไปที่นั่นไหมคะ?" เอลิหันมาสบตา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสงสัยและแฝงความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
เรนนิ่งคิด ทบทวนเื่ราวในหัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยความสัตย์จริง "อยากสิ...ใครล่ะจะอยากอยู่ต่างโลกที่ตัวเองไม่รู้จักแบบนี้ล่ะ" คำตอบที่ตรงไปตรงมาอย่างไร้การเสแสร้งทำให้เอลิแอบใจหายเล็กน้อย ทว่าเรนกลับพูดเสริมพร้อมยักไหล่ "แต่ตอนนี้ยังกลับไม่ได้หรอก อย่างน้อยที่สุด...ฉันก็ต้องหาพ่อของฉันให้เจอซะก่อน"
เอลิพยักหน้าเบาๆ ยิ้มรับเธอเคยได้ยินเื่ราวนี้มาบ้างแล้วจากปากของเขาในตอนที่พบกันแรก ๆ แต่เมื่อได้ยินความมุ่งมั่นอันแรงกล้าจากปากเ้าตัวอีกครั้งท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบเช่นนี้ มันยิ่งทำให้เธอเข้าใจแจ่มแจ้งว่า ทำไมชายหนุ่มคนนี้ถึงยังคงยอมแบกรับความเสี่ยงและก้าวเดินหน้าต่อไปในดินแดนที่ไม่รู้จัก
"คุณต้องหาเขาเจอแน่นอนค่ะ ฉันมั่นใจ" เอลิเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น
เรนหันมามองใบหน้าหวาน "หืม? เธอมั่นใจขนาดนั้นเลย? เอาอะไรมาการันตีล่ะยัยจอมเวทฝึกหัด"
"มั่นใจสิคะ!" หญิงสาวยกยิ้มกว้าง แววตาทอประกายล้อเลียน "ก็เพราะว่าคุณน่ะ...เป็คนที่มีหัวรั้นและดื้อด้านที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบเจอมาในชีวิตเลยยังไงล่ะคะ ลองถ้าคุณปักใจจะทำอะไรแล้ว ต่อให้มีสัตว์อสูรเป็ร้อยตัวมาขวาง คุณก็คงยิงหัวพวกมันแล้วเดินต่ออยู่ดี"
เรนหลุดหัวเราะออกมาทันทีเมื่อได้รับคำนิยามตัวตน "นี่ฉันควรจะถือว่านั่นเป็คำชมจากใจจริงดีหรือเปล่านะ?" เราหัวเราะไปพลางนึกถึงริน ที่มีนิสัยจู้จี้เหมือนกับเอลิไม่มีผิด ทำให้เขาเกิดความรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาบ้าง
"แล้วแต่คุณเรนจะนำไปตีความเลยค่ะ" เอลิหัวเราะคิกคัก
ทั้งสองนั่งคุยสัพเพเหระกันต่อไปอีกพักใหญ่ที่ระเบียงไม้แห่งนั้น ใน่เวลานี้ พวกเขาไม่ได้หยิบยกเื่ราวของภารกิจอันหนักอึ้งขึ้นมาพูด ไม่ได้พูดถึงสัตว์อสูรกายกลายพันธุ์ และไม่ได้เอ่ยถึงเงาร้ายของลัทธิมืดโครนอส...มันเป็เพียงบทสนทนาธรรมดา ๆ ของเพื่อนร่วมทางสองคนที่กำลังเปิดใจและเรียนรู้จักตัวตนของกันและกันมากขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดของโลกภายนอกที่กำลังก่อตัว
จนกระทั่งย่างเข้าสู่่ดึกสงัด บรรยากาศแห่งความผ่อนคลายก็ถูกดึงกลับเข้าสู่ความจริงอันโหดร้าย เรนและเอลิถูกเชิญตัวไปยังห้องประชุมลับขนาดเล็กภายในศาลาประชาคมของหมู่บ้าน โดยมีฟีลิกซ์และหัวหน้ากองกำลังป้องกันตนเองอีกสองคนนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดลนลาน แผนที่ผืนป่าเวเรนท์ถูกกางออกบนโต๊ะไม้โอ๊กเก่า ๆ
ข้อมูลสำคัญที่ได้รับจากปากของหัวหน้าหมู่บ้านชรา ทำให้บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ กลับมาตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้องอีกครั้ง
"ภายในเวลาเพียงแค่สองสัปดาห์ที่ผ่านมา...มีชาวบ้านของเราหายตัวไปอย่างเป็ปริศนาแล้วถึงยี่สิบสามคนครับท่านเรน" ฟีลิกซ์เอ่ยเสียงสั่นเครือ พลางใช้ปลายนิ้วที่แห้งเหี่ยวชี้ลงไปบนจุดสีแดงหลายจุดที่แต้มอยู่บนแผนที่รอบ ๆ ขอบชายป่า
"ยี่สิบสามคนภายในสองสัปดาห์..." เรนขมวดคิ้วแน่น ั์ตาสีน้ำเงินฉายแววจริงจัง "แล้วพวกเศษซากศพ ร่องรอยการต่อสู้ หรือว่าพยานที่เห็นเหตุการณ์ล่ะ? ไม่มีเลยเหรอ?"
"ไม่มี...ไม่มีอะไรเลยครับ" ฟีลิกซ์ส่ายหน้าด้วยความสิ้นหวังอย่างที่สุด "ไม่มีหยดเื ไม่มีร่องรอยการขัดขืน ทุกคนหายตัวไปกลางดึกจากในบ้านของตัวเอง หรือบางคนก็หายไปขณะออกไปเก็บของป่าตอนกลางวัน ราวกับว่าพวกเขาถูกลบตัวตนออกไปจากโลกใบนี้ในพริบตา..."
สีหน้าของเรนเริ่มทวีความเคร่งเครียดขึ้น สมองส่วนนักสืบและสายลับวิเคราะห์สถานการณ์ทันที การลักพาตัวคนจำนวนมากขนาดนี้โดยไม่ทิ้งร่องรอยการต่อสู้หรือรอยเืไว้เลยในหมู่บ้าน แปลว่าศัตรูต้องใช้เวทมนตร์ประเภทสะกดจิต ลบประสาทัั หรือไม่ก็เป็พลังงานมานามืดบิดเบี้ยวที่สามารถควบคุมสติปัญญาของเหยื่อให้เดินเข้าหาความตายด้วยตัวเอง เหมือนชายชาวบ้านที่พวกเขาพบว่ากลายพันธุ์เป็อสูรกายในตอนที่แล้ว
"พวกขาหายไปทุกคืนเลยงั้นเหรอ?" เรนถามย้ำ
"ใช่ครับ...และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ทุกครั้งที่มีคนหายไป จะมีเสียงประหลาดดังแว่วตามสายลมมาจากส่วนลึกของป่าเวเรนท์ชั้นใน..."
"เสียงแบบไหน?" เอลิแทรกขึ้นมา ิัเริ่มลุกซู่ด้วยความกลัว
ชายชรานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาดั่งคนจับไข้ ก่อนจะเค้นเสียงตอบออกมาด้วยความยากลำบาก "มันเป็เสียง...ที่เหมือนกับเสียงของคนจำนวนมากกำลังร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเ็ปเจียนตาย...ทว่าในเวลาเดียวกัน ภายในคลื่นเสียงนั้น มันกลับมีเสียงของคนกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและอิ่มเอมใจผสมปนเปกันอยู่... มันเป็เสียงที่ฟังแล้วชวนให้เสียสติมากครับ"
ความเงียบงันอันเย็นเยือกเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องประชุมทันทีหลังจากสิ้นคำอธิบาย เอลิรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวจนต้องเอามือกอดอก ตัวตนของศัตรูในครั้งนี้ไม่ใช่แค่สัตว์ป่ากระหายเืธรรมดา แต่มันคือความบ้าคลั่งที่มีการวางแผนและเปี่ยมด้วยเจตนาร้ายเด่นชัด
ทว่าในวินาทีนั้นเอง...
วิ้งงงง—!!!
ประสาทัั [ออโร เซ้นต์] ภายในแกนพลังงานของเรนพลันสั่นะเืและทำงานขึ้นมาอย่างรุนแรงฉับพลัน! มันรุนแรงจนชายหนุ่มต้องนิ่วหน้า คลื่นพลังงานด้านลบสีดำทมิฬขนาดมหาศาลปะทุแผ่ซ่านออกมาจากส่วนลึกของป่าเวเรนท์ชั้นใน มันเป็กระแสพลังงานที่เย็นเยียบ ชั่วร้าย ดุดัน และเต็มไปด้วยความเกลียดชังเคียดแค้น...ซึ่งรุนแรงกว่าคลื่นพลังงานที่เขาเคยััจากข้ารับใช้หน้ากากเหล็กแห่งลัทธิโครนอสก่อนหน้านี้หลายเท่าตัว!
เรนตวัดสายตาคมกริบหันไปมองออกไปนอกหน้าต่างไม้ สู่ความมืดมิดของผืนป่าที่อยู่ห่างไกล ดวงตาสีน้ำเงินเข้มหรี่แคบลงจนดูน่ากลัว จิตสังหารอันเยือกเย็นเริ่มแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาโดยไม่รู้ตัว
"...คืนนี้แหละ" เรนพึมพำเสียงเรียบต่ำ
"คะ? อะไรคืนนี้เหรอคะคุณเรน?" เอลิหันมาถามด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปเป็คนละคนของชายหนุ่ม
เรนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดแจงเช็กะุออโรเลี่ยนในซองปืนพกเจเนซิส ข้างเอวให้เข้าที่ ก่อนที่มุมปากของเขาจะค่อย ๆ ยกยิ้มแสยะขึ้นมา...มันเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์และดุดันแบบเดียวกับเวลาที่เขากำลังจะออกไปหาเื่หรือไล่ล่าเป้าหมายที่หมายหัวไว้
"คืนนี้...พวกเราจะไปเดินเล่นในป่าเวเรนท์กันสักหน่อย"
"เอ๋!? ไปตอนนี้เนี่ยนะคะ!?" เอลิอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน
"ใช่ ฉันเริ่มอยากจะรู้เต็มแก่แล้วล่ะ..." เรนเอ่ยพลางตบด้ามปืนคู่ใจเบา ๆ แววตาสว่างวาบในความมืด "...ว่าไอ้เ้าของคลื่นพลังงานน่ารำคาญที่ส่งเสียงหัวเราะบ้าๆบอๆ อยู่ในป่านั่น...จะใช่ไอ้หมอนั่นที่ชื่อ เอเรบัส รึเปล่า"
เอลิลอบถอนหายใจยาวเหยียดออกมาทันที ไหล่เล็ก ๆ ห่อลงอย่างยอมจำนนในโชคชะตา "เฮ้อ...บางทีฉันเริ่มคิดแล้วล่ะค่ะ ว่าคนที่น่ากลัวและบ้าบิ่นที่สุดในป่าแห่งนี้...อาจจะไม่ใช่พวกลัทธิโครนอสหรอก แต่เป็คุณต่างหากล่ะคะ"
"ขอบคุณสำหรับคำชม"
"ฉันไม่ได้ชมค่ะคุณเรน!!" เอลิแหวใส่ทันควัน
เสียงหัวเราะเบาๆ ของเรนดังขึ้นช่วยทลายความอึดอัดในห้องประชุมเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่สายตาของทุกคนรวมถึงหัวหน้าหมู่บ้านจะแปรเปลี่ยนเป็ความหวังและจริงจังขั้นสุดในการเตรียมพร้อมรับมือกับค่ำคืนล่าสังหารที่กำลังจะเปิดฉาก
ทว่า...ห่างไกลออกไปหลายกิโลเมตร ท่ามกลางความมืดมิดอันสมบูรณ์แบบ ณ ส่วนลึกใต้ดินของซากวิหารโบราณที่ถูกความมืดกลืนกินจนหมดสิ้น
ผลึกคริสตัลทมิฬขนาดั์บนแท่นบูชายังคงสูบฉีดไอมานาสีม่วงเข้มข้นออกมาไม่หยุดสาย โดยมีเอเรบัสเป็ผู้ดำเนินพิธี ทันใดนั้น ดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิตนกคู่หนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงามืดใต้แท่นบูชาก็ค่อย ๆลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้า ๆ รอยแยกของดวงตานั้นเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง สันหลังและิัขยับเคลื่อนไหวราวกับรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังมุ่งหน้าตรงมาทางนี้
เสียงหัวเราะแหบพร่า หยาบโลน และน่าขนลุกดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในส่วนลึกของวิหารทมิฬ
"หึหึหึ…ในที่สุด......"
"ผู้ถือครองพลังแห่งพระแม่ไมอาร์...เจเน็ส...มันเริ่มขยับตัวก้าวเข้ามาหาความตายในกรงขังด้วยตัวเองแล้ว..."