…เขมณัฏ์ฐ…
ในห้องที่ควบคุมปริมาณอนุภาคของฝุ่นในอากาศห้องหนึ่งเสียงคีย์คอมพิวเตอร์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็เวลานานก่อนที่จะหยุดลงพร้อมร่างสูงร่างหนึ่งที่เหยียดแขนขึ้นบิดี้เีจากการนั่งทำงานมาเป็เวลานานฉันมองไปรอบๆห้องที่ตัวเองนั่งอยู่พลางอดสงสัยไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดสำนักพิมพ์พึ่งตั้งใหม่ที่ไม่มีเงินจ้างนักเขียนดีๆมาเป็นักเขียนประจำจนต้องใช้นักเขียนมือสมัครเล่นอย่างฉันถึงได้มีห้องควบคุมปริมาณอนุภาคฝุ่นในอากาศอย่างดีแบบนี้เพราะความจริงแล้วโปรแกมคอมพิวเตอร์ที่พวกเขาจ้างฉันเข้ามาเขียนตามสัญญาจ้างมันก็ไม่ได้้าเครื่องคอมที่advance ขนาดต้องเก็บในห้องแบบนี้ แต่ก็นะสิ่งหนึ่งที่ฉันปฏิเลธไม่ได้คือความเร็วในการประมวลผลที่สูงมากของคอมที่เขาให้ฉันใช้จนฉันสามารถเขียนโปรแกรมแทบทั้งหมดที่เขา้าให้เขียนได้เสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์
ครืดๆๆ เสียงสั่นของมือถือดังขึ้นเรียกให้ฉันหันไปมองข้อความที่ปรากฎบนหน้าจอทำให้ท้องร้องขึ้นมาแทบจะในทันใดฉันมองไปรอบๆอีกครั้งเพื่อตรวจความเรียบร้อย ก่อนจะคว้ามือถือและเดินออกจากห้องไป
“มาซะทีเขม นึกว่าต้องรอจนหิวตายซะแล้ว”วิพูดทันทีที่ฉันเดินมาถึงสถานที่นัดหมายของเราพลางเอามือทั้งสองข้างเท้าสะเอว
“ก็คนมันาเ็อยู่นี่วิ เพราะงั้นอย่าบ่นมากได้ไหม” ฉันตอบกลับแทบจะในทันที
“เออจริงด้วย ไปโดนไรมาหล่ะนั่น”วิถามเมื่อสังเกตุเห็นเฝือกอ่อนที่ข้อเท้าฉัน แต่ก่อนที่ฉันจะได้ตอบ เพื่อนอีกคนที่มาด้วยกันก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน
“ตกลงไปกันได้รึยัง หรือจะรอให้มีคนหิวจนเป็ลมล้มพับไปก่อนถึงจะยอมเดิน”สายเพื่อนร่วมงานอีกคนที่มาด้วยกันถามเสียงเรียบแต่แววตาน่ากลัวใช้ได้ เธอเป็สาวร่างสูงหุ่นนางแบบ ผมยาวสลวยปล่อยไปทางด้านหลัง
“ไปกินข้าวแล้วก็ได้จ้า”วิว่าแบบเสียวสันหลังหน่อยๆก่อนที่พวกกเราทั้งหมดจะออกเดิน เมื่อมาถึงโรงอาหารก็แยกย้ายกันไปซื้อข้าวกินแล้วกลับมารวมตัวกันอีกทีที่โต๊ะที่จองไว้
“ว่าแต่ไปโดนอะไรมาหล่ะเขม”สายเปิดฉากถามทันทีที่ทุกคนมารวมตัวกันแล้ว
“อ๋อพอดีเกือบโดนรถชนมาหน่ะ”ฉันว่าเรียบๆแต่ดวงตาของเพื่อนทั้งสองกลับเบิกกว้างขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย
“เกือบโดนรถชน!!”วิร้อง
“ไปทำอีท่าไหนหล่ะเขม”สายถามต่อแทบจะในทันทีฉันมองหน้าเพื่อนทั้งสองแล้วเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้เธอทั้งสองฟังน่าแปลกที่ฉันรู้สึกเหมือนจะจำภาพใบหน้าของคู่กรณีได้แม่นและยอมทำตามสิ่งที่เขาบอกแต่โดยดี ขอย้ำแต่โดยดีทั้งที่ฉันน่าจะเจอเขาเป็ครั้งแรกและเวลาที่พวกเราใช้ร่วมกันก็ไม่น่าเกิน 1ชั่วโมง
“เขม”วิพูดขึ้นด้วยท่าทางครุ่นคิดระหว่างที่พวกเราเดินทางกลับไปทำงาน“เราว่าเธอได้บทเริ่มของนิยายรักที่บก ให้เธอเขียนแล้วหล่ะ”
“หมายความว่าไง”ฉันถามด้วยความสงสัย
“ก็เหตุการณ์ที่เธอพึ่งเล่าให้เราฟังไง มันเอาไปเป็การเริ่มเื่ได้เลยนะลองนึกดูสินางเอกของเื่ออกไปวิ่งกลางดึกและพระเอกเกือบขับรถชนด้วยความรู้สึกผิดพระเอกก็เลยอาสาพานางเอกไปส่งที่บ้านและทำแผลให้นางเอกรู้สึกขอบคุณเลยขอเลี้ยงคืน จากนั้นทั้งสองก็สานสัมพันธ์กันเรื่อยมาเกิดเป็ความรักและก็ลงเอยกันในที่สุด”วิพูดด้วยแววตาเพ้อฝันทำเอาฉันได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา …เอาแล้วไงนิสัยเ้าแม่นิยายแจ่มใสของยัยนี้เริ่มทำงานแล้วไง…
“ว่าแต่เขม เธอมีใช่ไหม ช่องทางการติดต่อผู้ชายที่เกือบชนเธอ”สายถามแต่ฉันส่ายหน้า“เขมคนคนนั้นทำเธอได้รับาเ็นะ อย่างน้อยเขาก็ควรจะชดใช้บ้างสิ”สายดุ
“ใช่ๆ เธอควรจะมีไว้นะช่องทางการติดต่อเขาหล่ะ ไม่แน่นะคราวนี้เธออาจจะได้สละโสดจริงๆก็ได้”วิว่าล้อๆฉันเลยได้แต่ถอนหายใจและขอตัวแยกไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง …จะให้เอาคนปากเสียแบบนั้นเป็พระเอกของเื่ที่ฉันจะเขียนแบบนี่มันออกจะและการเอาเื่ที่เกิดกับตัวเองมาเขียนแบบนี้ไม่เท่ากับยกตัวเองเป็นางเอกของเื่หรือไงกันและอีกอย่างด้วย contact ที่ไม่ได้คิดจะขอไว้ทำให้โอกาสจะเจอกันอีกแทบเป็ไปไม่ได้เลยแล้วแบบนี้ไม่เท่ากับฉันต้องมานั่งมโนเื่เองทั้งหมดหรือไงถ้าเป็แบบนั้นจริงไอ้หนึ่งบรรทัดที่เขียนได้เมื่อวานก็น่าจะเป็ตัวบอกได้เป็อย่างดีไม่ใช่หรือไงว่าฉันเก่งเื่นี้มากแต่ไหน…ฉันคิดพลางทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ทำงานแต่แล้วดวงตาของฉันก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเหลือบไปเห็นปฏิทินบนโต๊ะทำงาน และ deadlineงานเขียนที่ใกล้เข้ามา…เอาวะ เขียนๆไปก่อนก็ได้ แต่ไหนๆมันก็เป็นิยายตามมโนของฉันละเอาพระเอกให้อ่อนโยนกว่าคนที่ฉันเจอมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลยก็แล้วกัน…แล้วจากหนึ่งบรรทัดที่เขียนได้ก็เพิ่มเป็สองสาม สี่ และไปเรื่อยๆ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดถ้าไม่ใช่ร่างสูงร่างหนึ่งที่มายืนกดดันตรงหน้าโต๊ะทำงานฉัน
“มีไรวิ ไม่มีงานทำหรือไงถึงได้มายืนกวนคนอื่น”ฉันว่าโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง
“ฉันทำงานเสร็จแล้วหย่ะ และนี่ก็เลิกงานแล้วด้วย ใครกันแน่ลืมนัด”เธอว่าพลางทำแก้มป่องด้วยความไม่พอใจ
“นัด??”ฉันหันไปมองเธอด้วยสีหน้าเหรอหรา
“ก็วันนี้มีนัดเลี้ยงรุ่นม.4ไง อย่าบอกนะยัยเขมว่าเธอลืมหน่ะ”วิว่าพลางมองฉันด้วยสายตาคาดคั้น
“อ๋อ”ฉันลากเสียงยาว “ไม่ไป าเ็” ฉันว่าเรียบๆและหันไปทำงานต่อ…ไอเดียกำลังมา อย่าพึ่งมากวนได้ไหม…
“ไม่ได้”วิว่าด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “กี่ครั้งแล้วที่เธอไม่ไป แล้วก็นะยัยเขม ครั้งนี้เห็นกฤษบอกจะไปด้วยนะ”วิว่าด้วยน้ำเสียงเหมือนเชิญชวนซึ่งมัน…
ได้ผล…ฉันแอบชะงักแทบจะในทันใดที่ได้ยินชื่อนั้น
“ว่าไงหล่ะเขม ยังไม่อยากไปอยู่ไหม”วิพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนจะมีชัยทำเอาฉันถอนหายใจยาว
“5 นาที ขอเวลาเก็บของ 5 นาที”ฉันว่าเรียบๆ แต่ก้อนเนื้อในอกซ้ายกลับเต้นแรงเมื่อได้ยินชื่อนั้น…อย่างที่หลายคนน่าจะพอเดาได้ กฤษคือคนที่ฉันแอบชอบเมื่อตอนม.ปลายเขาเป็หนุ่มป๊อบหน้าตาดี การเรียนเด่น กีฬาเลิศ กิจกรรมไม่เป็รองใคร แต่พวกนั้นเป็เพียงสิ่งที่เสริมให้ฉันชอบเขามากขึ้นเท่านั้นเพราะเหตุผลหลักๆคงมาจากนิสัยชอบช่วยคนและความอ่อนโยนของเขาก็เป็ได้แต่ไม่รู้ทำไมกฤษดูจะเกลียดขี้หน้าฉัน
“5 นาทีจะพอเร่อ ท่าทางใครบางคนต้องแต่งสวยด้วยนี่”วิว่าล้อๆ
“เสร็จแล้ว ไปกันเถอะวิ”ฉันว่าเสียงเรียบพลางสะพายกระเป๋าและออกเดินออกจากบริเวณนั้นทันทีก็ไม่อยากจะยอมรับแต่ตอนนี้อยากไปถึงที่งานมากๆเลย
…………………………………………………………………………………………………………………………………
ณ ห้องอาหารแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มหญิงสาวมากหน้าหลายตากำลังทักทายสนทนากันด้วยความสนุกสนานหญิงสาวร่างสูงผมหยักศกยาวประบ่าหน้าตาธรรมดาๆคนหนึ่งกำลังเดินเป๋ๆอยู่ในงานถ้าจะว่ากันตามตรงในรุ่นของฉันนอกจากวิแล้วฉันก็ไม่ได้สนิทกับใครมากเป็พิเศษประกอบกับการที่ไม่ค่อยได้มางานแบบนี้ ทำให้ขาดการติดต่อจากเพื่อนหลายคนไปเอาเข้าจริงแม้จะมีเฟสบุ๊ดรุ่นแต่ฉันก็แทบจะไม่ได้เปิดเข้าไปดู และหน้า newfeed facebook ที่เปิดแบบผ่านๆ ทำให้ฉันไม่คุ้นหน้าหลายคนที่มาในวันนี้…รู้แบบนี้ไม่มาซะก็ดีไม่น่ามีอารมณ์ชั่ววูบเลยจริงๆ…
“โอ๊ย”ฉันร้องเมื่ออยู่ๆก็มีคนเดินมาชนฉันจากทางด้านหลังความจริงแรงชนก็ไม่ได้มากมายอะไรแต่ข้อเท้าที่ตอนนี้ไม่ค่อยปกติมันทำให้ฉันเจ็บจึงเซไปด้านหน้าทว่าก่อนที่ฉันจะล้มลงแขนข้างหนึ่งก็รับร่างฉันไว้ก่อน แล้วก็…
“ชนนิดเดียวก็ล้มนี่ ขอโทษนะครับไม่สำออยไปหน่อยเหรอ”เสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือหัวทำเอาฉันชะงักและตัวแข็งไปอีกรอบ…ปากแบบนี้ ชอบทำลายมโนคนอื่นแบบนี้ ไม่จริงน่า…ฉันค่อยๆหันไปมองเ้าของเสียงก่อนจะะโออกจากอ้อมแขนของเขาอย่างรวดเร็ว
“นายคนเมื่อคืน”ฉันร้องลั่นพร้อมนึ้วชี้ที่เหยียดออกมาชี้หน้าเขา ก่อนที่ความเ็ปจะเข้าโจมตีฉันจนต้องย่อตัวลงไปกุมข้อเท้าเสียงถอนหายใจยาวดังขึ้นพร้อมคนตรงหน้าที่ย่อตัวลงข้างๆฉันและมือที่ยื่นมาพยายามแกะมือของฉันออกจากข้อเท้า
“ทะ ทำอะไรของนายหน่ะ”ฉันพูดรอดไรฟันแต่ก็ยอมให้เขาดูอาการข้อเท้าแต่โดยดี พร้อมความรู้สึกร้อนๆที่ใบหน้า เสียงถอนหายจากปากคนตรงหน้าดังขึ้นอีกรอบ …จะถอนหายใจอะไรกันนักหนา…
“นี่คุณ เมื่อคืนผมไม่ได้บอกหรือไงว่าให้ไปเข้าเฝือกอ่อนไห้ดีๆและถ้าเป็ไปได้ให้พยายามหลีกเลี่ยงการเดิน” เขาดุตาคมของเขาจ้องมาที่หน้าฉัน จนฉันอดเสียวสันหลังไม่ได้
“แล้วไง จะให้ไม่ไปทำงานด้วยเื่แค่นี้เนี่ยนะบ้านเราไม่ได้เป็โรงงานพิมพ์ธนบัตรนะ ถึงได้สามารถไปทำงานเป็งานอดิเรกได้”ฉันพยายามเถียงเื่อะไรต้องยอมให้คนที่พึ่งเคยเจอกันแบบนี้มาข่มด้วยหล่ะ เขาถอนหายใจอีกรอบ …3รอบหมอนี่เป็คนแก่หรือไงกันถึงถอนหายใจเป็อย่างเดียว…
“มาสิ”เขาว่าเสียงเรียบพลางยันตัวขึ้นและส่งมือให้ฉัน ก่อนจะพูดต่อว่า “เดี๋ยวพาไปรักษา”
“เห ใครบอกนะว่าให้พยายามหลีกเลี่ยงการเดิน”ฉันว่าใบหน้าปรากฎรอยยิ้มยียวน…ขอหน่อยเถอะ หมั่นไส้มานานละ…
“จะให้อุ้มไปหรือไง โทษทีนะ ยังไม่อยากแขนหัก” เขาว่าเสียงเรียบฉันจึงตวัดสายตาขึ้นมองเขาด้วยความรู้สึกอยากจะตอกไปเหลือเกินว่าเพราะใครกันฉันถึงอยู่ในสภาพนี้ฉันมองเขาด้วยสายตาแบบนั้นพักหนึ่ง ก่อนจะพยายามลุกขึ้นเอง ซึ่งหมอนั่นก็เอาแต่ยืนดูโดยไม่มีท่าทีจะช่วยเหลือ…พ่อพระจริงๆ…
“กฤษอยู่นี่เอง เตรียมตัวพร้อมรึยังถ้าพร้อมแล้วเดี๋ยวขึ้นเวทีได้เลยนะ จะได้เริ่มงานกันเลย”เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลังเรียกให้ฉันหันไปมอง…เดี๋ยวนะ คนคนนี้เรียกหมอนี่ว่ากฤษอย่างนั้นเหรอ?...
“นน โทษทีนะ วันนี้เราขอโดดการทำหน้าที่โฆษกรุ่นซักวันนะพอดีมีธุระแทรกหน่ะ”เขาว่าพลางยกมือไหว้
“อ้าวหรอ แย่จัง แต่ช่วยไม่ได้นี่เนอะ ครั้งหน้าห้ามเบี้ยวนะกฤษ”นนว่า เขาพยักหน้ารับแต่ฉันกลับชะงัก …อีกแล้ว…นนเรียกเขาว่ากฤษอีกแล้ว…
พอนนเดินจากไปและเขาตั้งท่าจะเดินต่อฉันเลยเผลอดึงแขนเสื้อเขาไว้
“มีอะไร”เขาถามเสียงเรียบ
“นายคือกฤษอย่างนั้นเหรอ”ฉันถามเสียงเบา ในใจภาวนาให้ฟังผิดไป
“ใช่”เขาว่า ทำเอาดวงตาของฉันเบิกกว้างออก …ไม่จริง…