ถัดจากวันหวยออกไม่กี่วันก็เป็วันพระใหญ่แถมยังเป็วันเช็งเม้งในฐานะที่ตากับยายมีเชื้อสายจีนเต็มขั้นพอตอนเช้าทำบุญเลี้ยงพระเพลแล้วก็เดินทางไปกราบไหว้ฮวงซุ้ยบรรพบุรุษต่อเรียกว่าทั้งสองงานในวันนี้ล้วนจัดใหญ่จัดเต็มกันเลยทีเดียวส่วนสารถีประจำบ้านก็คือคุณตาทองสุกคนเดิม
ทุกครั้งเมื่อมีคนถามว่าเอาเลขเด็ดมาจากไหนพวกเราจะพูดตรงกันว่ายายกิมฮวยฝัน พอถูกถามว่าได้เงินมาเท่าไหร่ก็จะพูดปัดไปว่าหลังจากใช้หนี้แล้วก็เหลือเพียงนิดหน่อยแม้นแถวบ้านไม่เคยมีโจรขโมยจี้ปล้นแต่ก็ควรระวังภัยไว้ก่อน โชคดีที่ครอบครัวของตายายไม่เคยทำตัวมั่งมีหรูหราฟู่ฟ่าคนฟังจึงเชื่อสนิทใจวัดดวงครั้งหน้าทุกคนในบ้านต่างมีแผนในใจและยังไม่ลืมที่จะสำรวจแหล่งรับซื้อเลขเด็ดโดยเน้นเส้นทางที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน
“อีเอิงงงง…อยู่บ้านมั้ย?”
เสียงะโเรียกดังมาจากหน้าบ้านในเช้าวันหนึ่งเมื่อชะโงกหน้าไปดูพบว่าเป็สุนันทาเพื่อนสนิทในแก๊งค์ที่อยู่ทางบ้านใต้ขี่มอเตอร์ไซด์มาจอดหน้าบ้าน
“มึงเอารถเข้ามาจอดในบ้านนั่งรอบนแคร่ก่อน…เดี๋ยวกูลงไป” ปิยะลักษณ์ะโบอกเพื่อนเพราะประตูหน้าบ้านเปิดไว้อยู่แล้ว
“อีทามึงมีอะไร?” เด็กหญิงถามเพื่อนสนิทก่อนวางข้าวเหนียวสังขยาลงตรงหน้าต้อนรับแขก
“กูจะมาถามมึงว่าวันสงกรานต์มึงจะไปเที่ยวงานวัดรึเปล่าปีนี้มีสร้างโบสถ์ขนทรายเข้าวัดได้บุญใหญ่นะมึง!” สุนันทาคุยไปจ้วงขนมเข้าปากไป
“บ้านกูไปทุกปีอยู่แล้วปกติตอนขนทรายเข้าวัดจะมีแค่กูไปกับน้าชาย แต่ปีนี้สงสัยคงไปกันยกบ้านแหละ” ปิยะลักษณ์ใช้ขันน้อยตักน้ำเย็นๆ ในกระติกส่งให้เพื่อนดื่มชื่นใจ
สุนันทารับน้ำมากินจนหมดขัน ก่อนถามต่อ“ได้ข่าวว่ายายมึงโชคดีถูกหวยเหรอ?”
“เออแต่ยายถูกไม่เยอะหรอกใช้หนี้ใช้สินแล้วก็มีเงินเหลือไว้เก็บไว้ทำบุญนิดหน่อย แล้วมึงจะไปไหนต่อเนี่ยะ?”
“กูไม่ไปไหนแล้วกูขี่มอไซด์เลาะถามอีหยุดกับ อีมิ้มแล้วก็มาหามึง ส่วนอีขวัญแม่งอยู่ไกลตั้ง ดงเศรษฐีโน่น มันคงไม่มาเล่นน้ำสงกรานต์ที่นี่…”
มิ้ม มธุรส ทา สุนันทา และสายหยุด สุภาณีอยู่ทางบ้านใต้ใกล้ ๆ กัน ส่วนบ้านของ ขวัญ ศิริขวัญ ต้องขึ้นไปทางบ้านเหนือ
“งั้นมึงก็ว่างดิ?”
“เออกูโคตรว่างงงง…”
“งั้นไปชวนอีหยุดกับอีมิ้มไปขี่รถเล่นกันเดี๋ยววันนี้กูเป็เ้ามือเองเติมน้ำมันให้ด้วย”
ั้แ่ปิดเทอมมาปิยะลักษณ์ไม่ได้เจอเพื่อนนานเป็เดือนแล้วใครจะรู้ว่าชาติที่แล้วหลังผ่าน่สงกรานต์ไปไม่กี่วันพ่อกับแม่ก็มารับเธอกับน้องๆ ไปอยู่ที่กรุงเทพฯกระทันหัน ทำให้ไม่ได้มีโอกาสร่ำลาบรรดาเพื่อนสนิทเลย
“หูย… หูย… แม่มหาเศรษฐี แม่คนรวย” สุนันทาส่งเสียงแซว
“เออ สมพรปากนะมึง! กูจะประเดิมกล้องถ่ายรูปใหม่เว้ย!หากมึงยังไม่สวยกูให้โอกาสมึงแวะกลับไปแต่งตัวที่บ้านได้ เดี๋ยวกูจะเอาฟิล์มไปหลายๆ ม้วน”
ั้แ่เข้าเมืองครั้งที่แล้วปิยะลักษณ์ได้ซื้อกล้องถ่ายรูปพร้อมกับฟิล์มมาหลายโหลสมัยนี้ยังใช้กล้องใส่ฟิล์มแบบเสียบรูหนามเตยอยู่ซึ่งเธอสามารถใช้ได้อย่างชำนาญเพราะตอนมหาวิทยาลัยเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ส่วนกล้องคู่ใจในตอนนั้นก็เป็ Nikon fm10 ถ้าเข้ากรุงเทพฯก็ตั้งใจว่าจะซื้อกล้องแมนวลที่สามารถวัดแสงตั้งค่าISO กับ F-Stop ได้ เพิ่มอีกสักตัว
สุดท้ายเด็กสี่คนกับรถมอเตอร์ไซด์คู่ชีพสองคันก็ลัดเลาะไปไกลถึงดงเศรษฐี
“ลมอะไรหอบพวกมึงมาถึงบ้านกูได้”ศิริขวัญถามขึ้นอย่างแปลกใจ หลังพาเพื่อน ๆ เข้ามาสวัสดีพ่อแม่ในบ้าน
“เดี๋ยวหลังสงกรานต์พ่อกับแม่จะมารับกูไปอยู่กรุงเทพฯกูเลยอยากมาถ่ายรูปกับพวกมึงไว้เป็ที่ระลึก” ปิยะลักษณ์บอกเพื่อนไปตรง ๆ จะได้คลายความสงสัยกัน
“ปิดเงียบเลยนะมึง มิน่าล่ะ… วันนี้ถึงใจดีพาพวกกูเที่ยวแถมยังเลี้ยงขนมอีกต่างหาก”มธุรสต่อว่าเพื่อนอย่างไม่จริงจัง
“อ้าวนี่ขนมของมึงพวกกูช่วยกันเลือกแต่อีเอิงเป็คนจ่าย”สุภาณีวางถุงใบใหญ่ลงตรงหน้าข้างในมีขนมหลายอย่าง
“เผื่อให้น้องมึงกินด้วย” สุนันทาเสริม
พอพ่อแม่ศิริขวัญเห็นเพื่อนลูกมาบ้านก็เข้าครัวทำอาหารมาเลี้ยงหลายอย่างโดยมีสุนันทากับสุภาณีที่ทำกับข้าวเก่งสุดเข้าไปช่วยในครัวส่วนมธุรสกับศิริขวัญก็มาปูเสื่อตำส้มตำอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านในขณะที่ปิยะลักษณ์เดินไปเดินมาเก็บภาพทุกคน หากถ่ายรูปหมู่หรือรูปที่มีตนเองก็จะไหว้วานให้พ่อของเพื่อนช่วยถ่ายรูปให้
“เดี๋ยวกูอัดรูปมาให้พวกมึงคนละชุดให้เก็บไว้เป็ที่ระลึกส่วนอีขวัญกูคงไม่ได้เอารูปมาให้มึงด้วยตัวเองแต่จะฝาก อีทาเอามาให้” ปิยะลักษณ์บอกเพื่อนทุกคน
“เออ กูขอบใจมึงมากหวังว่ารูปคงจะไม่เบลอหรือถ่ายออกมาแล้วหัวขาดตีนขาดนะ” ศิริขวัญกลั้วหัวเราะ
“หากภาพมันเบลอหรือหัวมันขาดก็คงเป็เพราะมึงนั่นล่ะอีขวัญ”
“ทำไมวะ?”
“ก็มึงมันขี้เหร่จนแม้แต่กล้องยังไม่อยากจะเห็นหน้ามันเลยถ่ายติดแค่ตัวกับขาที่ดูดีกว่าหน้าตามึงไงฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
คำพูดของปิยะลักษณ์ทำให้ทุกคนหัวเราะกันครื้นเครงแม้แต่พ่อกับแม่ของขวัญก็ยังขำตามเพราะศิริขวัญเป็เด็กหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักทุกคนจึงรู้ว่านี่เป็เพียงการเย้าแหย่เท่านั้นหลังจากเม้าท์มอยไปกินไปจนอิ่มหนำสำราญดีแล้วทุกคนก็ยกมือไหว้ลาพ่อแม่เพื่อนกลับบ้าน
หลังจากวันนั้นปิยะลักษณ์ก็เข้าตัวเมืองไปกับน้าสาวอีกสามครั้งเพื่อเอาฟิล์มที่ถ่ายแล้วทั้งหมดไปล้างเลือกรูป อัดเพิ่ม และใส่กรอบ
“หูย มึงขยายรูปใส่กรอบมาแจกพวกกูบานใหญ่มาก…” สุภาณีลากเสียงยาวอย่างตกตะลึงตอนนี้ทุกคนยกเว้นขวัญได้มารวมตัวกันที่บ้านของมธุรส
“หมดหลายตังค์เลยดิมึง” สุนันทาพูดขึ้นอย่างเกรงใจ
“ถ้าแลกกับการที่รูปนี้จะหลอกหลอนพวกมึงไปจนตลอดชีวิตทำให้พวกมึงไม่ลืมกูมันก็คุ้ม”ปิยะลักษณ์ไม่วายพูดติดตลก เธออัดรูปใส่อัลบั้มมาให้เพื่อนคนละชุดและเลือกรูปที่ทุกคนดูดีที่สุดขยายเป็บานใหญ่ใส่กรอบให้อีกคนละหนึ่งบาน
“เดี๋ยวกูจะแขวนไว้ในส้วมเลยมึงเวลาขี้ไม่ออกจะได้นั่งมองหน้าพวกมึง ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”มธุรสหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ
“กูกลัวมึงจะพานขี้ไม่ออกมากกว่ามีงคิดดูมีสายตาตั้งสี่คู่จ้องมองมึงอยู่ ถ้าเบ่งขี้ออกก็ให้มันรู้ไปสิ ฮ่า ฮ่าฮ่า!” สุภาณีโต้กลับ
“ไปกินข้าวเที่ยงบ้านลุงกำนันกันเห็นว่าป้าเชียรแกเพิ่งเปิดขายน้ำแข็งใสเพิ่มด้วย”ปิยะลักษณ์ชวนเพื่อนทุกคนไปร้านขายอาหารตามสั่งประจำหมู่บ้านหลังจากนั่งหัวเราะกันจนพอใจแล้ว
“มึงเลี้ยง?” สุภาณีถาม
“เออ กูเลี้ยง”
“งั้นมึงรอนี่ก่อนเดี๋ยวกูกับอีหยุดเอารูปไปเก็บที่บ้านก่อนจะได้ไปเตร็ดเตร่กับพวกมึงสะดวกให้ อีหยุดมันแวะไปเอามอไซด์ด้วย” สุนันทาบอก
“เออ ๆเดี๋ยวกูกับอีมิ้มรอพวกมึงที่นี่แหละ”
“วันนี้มึงเอากล้องมาอีกดิ?” มธุรสชวนคุยระหว่างรอเพื่อนอีกสองคนกลับมา
“เออกูเอามาเดี๋ยวไว้กูไปล้างรูปที่กรุงเทพฯจะส่งกลับมาให้ตามที่อยู่ที่พวกมึงเขียนให้กูไว้”
“มึงก็โทรมาหากูบ้างนะ กูคงคิดถึงมึง”มธุรสเป็คนเดียวที่มีโทรศัพท์บ้านเพราะมีฐานะดีสุด
“ได้สิ กูไม่ลืมพวกมึงหรอก”
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วปิยะลักษณ์ย้ำนักย้ำหนาไม่ให้เพื่อนทุกคนขาดการติดต่อกับเธอและหากมีโอกาสไปกรุงเทพฯ ให้แวะไปหาบ้างโดยเฉพาะสุนันทาที่วันหน้าต้องเข้ากรุงเทพฯและมีชีวิตที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ ซึ่งเธอก็ไม่ได้บอกในสิ่งที่เธอรู้ให้ใครฟัง
•✡°・*.☆° .:*❅❀❅*:. °☆. *・°✡•
ฟินจิกหมอนก่อนใครไม่ต้องรอนาน!
กับ E-BOOK ที่ Meb
