“นะ..นี่มันระ..ราคาของยาน้ำเสริมกายา มันแพงขนาดนี้เลยหรือเหรอ”เสียงพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองดังออกมาจากปากของเด็กชายร่างใหญ่หน้าซื่อที่ชื่อว่าพอล
ไม่ใช่แค่พอลเท่านั้นแต่ทุกคนที่ได้เห็นต่างก็ใกันเป็อย่างมากหลังจากที่ได้รับใบรับรองสูตรยาจากสถาบันปรุงยาซึ่งออกให้โดยผอ.วินเธอร์ ซึ่งในนั้นมีการเขียนรายละเอียดของลักษณะตัวยา สรรพคุณรวมไปถึงราคากลางที่เหมาะสมในการซื้อขาย ซึ่งวินเธอร์บอกว่าคำนวนมาจากคุณสมบัติพิเศษที่ได้รับจากการใช้ยาตัวนั้น
ยาน้ำเสริมกายาของโนบลินนี้นอกจากจะเพิ่มพูนกำลังร่างกายให้สูงเทียบเท่ากับการใช้เวทเสริมกำลังของนักเวทระดับกลางแล้วยังมีระยะการออกฤทธิ์ที่ยาวนานถึงหกชั่วโมง ทำให้ราคากลางของมันต่อหนึ่งหลอดสูงถึง...สองเหรียญทอง..
“สะ..สองเหรียญทองต่อหนึ่งหลอดนะ..นี่แสดงว่า ก่อนหน้านี้เราได้ใช้ยาที่มีราคาเท่ากับเนื้อเซบัปสองกิโลไปเปล่า ๆเลยใช่ไหมเนี่ย”
บันที่ค่อนข้างหัวไวบ่นพึมพำออกมาอย่างเสียดายที่เขาและเพื่อน ๆได้ใช้ยาน้ำเสริมกายาในการดื่มร่วมสาบานและปล่อยเวลาให้เลยผ่านไปเฉย ๆโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากฤทธิ์ยาเลย
“ทำไมถึงได้ราคาสูงขนาดนั้นล่ะคุณวินเธอร์”
แอลอดถามขึ้นมาไม่ได้เพราะระดับของยาน้ำเสริมกายาก็แค่ระดับ Cเกือบ ๆ B อีกทั้งเป็ยาที่เสริมความสามารถของร่างกายเท่านั้นซึ่งเป็สิ่งที่นักเวทระดับกลางขึ้นไปสามารถใช้เวทมนต์มาทดแทนได้แล้วทำไมเหล่านักเวทถึงจะต้องมาลงทุนกับยาเสริมความสามารถของร่างกายแบบนี้กันอีก
“ฮ่า ๆ ๆเพราะพวกเ้ายังไม่เคยใช้เวทมนต์น่ะสิถึงไม่รู้ความสำคัญของการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายจริงอยู่ที่นักเวทระดับกลางขึ้นไปสามารถใช้พลังเวทมนต์ในการเพิ่มความสามารถของร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นได้แต่นั่นก็ทำให้แก่นเวทต้องจ่ายพลังเวทให้กับร่างกายอยู่ตลอดเวลาทำให้พลังเวทในร่างนั้นลดลงอย่างต่อเนื่องพอถึงคราวที่ต้องต่อสู้พลังเวทที่เหลืออยู่อาจจะไม่พอก็ได้เพราะการฟื้นฟูพลังเวทมนต์นั้นใช้เวลาค่อนข้างนานเหมือน ๆกับการที่ต้องนั่งพักให้หายเหนื่อยนั่นแหละ” วิเธอร์อธิบายให้เด็ก ๆ ฟัง
“ทีนี้พอมียาของพวกเ้าเข้ามาเสริมทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นเทียบเท่ากับการเสริมพลังด้วยเวทมนต์ถึงจะเทียบได้แค่การเสริมพลังด้วยเวทระดับกลางแต่ก็ยังถือว่าประหยัดพลังเวทมนต์ไปได้อย่างมากแถมยังนานถึงหกชั่วโมงทำให้สามารถเก็บรักษาพลังเวทมาใช้ในการต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องมาพะวงคอยจ่ายเวทเพื่อเสริมร่างกาย ทีนี้เข้าใจประโยชน์ของมันหรือยังล่ะ”วินเธอร์พริ้มตาลงนึกถึงภาพนักเวทที่สามารถใช้เวทมนต์ต่อสู้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแค่คิดเขาก็ยิ้มขึ้นมาอย่างสุขใจแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นเราไปที่ร้านคุณแอนโทนีกันเถอะจะได้เอายานี้ไปขายกัน” โนบลินกล่าวชักชวนเพื่อน ๆ
“เออนี่พวกเ้า”ก่อนที่เด็ก ๆ จะก้าวออกจากห้องวินเธอร์ก็เรียกให้เด็ก ๆ ต้องหันกลับมามอง“คือ..ถ้าหากคราวหน้ามีสูตรยาใหม่ ๆ ละก็ อย่าลืมมาที่สถาบันอีกนะ”
“แน่นอนอยู่แล้วครับเพราะยังไงเพราะยังไงผมก็ต้องมาขอใบรับรองยาตัวอื่นอีกอยู่แล้ว”โนบลินตอบและล้วงเข้าไปในกระเป๋าหนังเพื่อหยิบของบางอย่างออกมา
“นี่ผมให้เพื่อขอบคุณสำหรับการออกใบรับรองให้ครับ”โนบลินพูดพลางยื่นหลอดยาจำนวนหนึ่งไปให้กับวินเธอร์
“หืม นี่มันตะ..ตั้งสิบหลอด จะได้อย่างไรกันข้ารับไว้ไม่ได้หรอกยาแบบนี้เ้าคงมีไม่กี่หลอดจะมายกให้ข้าตั้งสิบหลอดได้อย่างไรกัน”วินเธอร์โบกมือหยอย ๆ ปฏิเสธที่จะรับยาเ่าั้ไว้
"ไม่เป็ไรหรอกครับพวกผมมีอีกตั้งหลายร้อยหลอด" เรซบอกออกไปอย่างสบายใจ
"หละ...หลายร้อยนะ...นี่เป็ไปได้ไง"
วินเธอร์ตกตะลึงอีกครั้งกับการที่ได้ยินถึงจำนวนของยาน้ำเสริมกายาที่มีหลายร้อยหลอดนั่นมันคือจำนวนเงินหลายร้อยเหรียญทองเลยทีเดียว แล้วเด็กพวกนี้...
“ถ้าพวกเ้าว่าอย่างนั้นข้าก็จะขอรับไว้ แต่ขอให้พวกเ้าอย่าลืมข้าและสถาบันปรุงยาแห่งนี้ก็แล้วกัน”วินเธอร์กล่าวทิ้งท้ายก่อนที่พวกเด็ก ๆจะออกจากสถาบันเพื่อนำยาไปขายที่ร้านของแอนโทนี
ตกเย็นเด็ก ๆกลับมาที่บ้านเด็กกำพร้าพร้อมกับเงินที่ได้จากการขายยาน้ำเสริมกายาซึ่งโนบลินตัดสินใจขายมันในราคา หนึ่งเหรียญทองกับห้าสิบเหรียญเงินเพื่อให้แอนโทนีสามารถเอาไปขายต่อในรอคาสองเหรียญทองตามราคาประเมินจากสถาบันปรุงยาได้
โนบลินเลือกที่จะขายยาน้ำเสริมกายาจำนวนสามร้อยหลอดส่วนที่เหลืออีกกว่าหกสิบหลอดนั้นเขาตัดสินใจเก็บไว้เพื่อให้เขาและเพื่อนๆ ได้ใช้
สามวันหลังจากการขายยาน้ำเสริมกายาโนบลินชักชวนเพื่อน ๆ ไปที่ถ้ำนอกเมืองที่เคยใช้เป็สถานที่หลอมยาอีกครั้ง
“พวกนายคิดว่าฝีมือต่อสู้ของตัวเองเป็ยังไงบ้าง?”อยู่ ๆ โนบลินก็ถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“หืมถ้าถามเื่นั้นฉันว่าฉันค่อนข้างเข้าใจเกี่ยวกับการใช้หอกพอสมควรแล้วนะถึงตอนนี้ถ้าต้องสู้กับเซบัปด้วยตัวคนเดียว ฉันคงพอจะเอาตัวรอดได้”เรซตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจและภูมิใจในฝีมือตัวเอง
“ส่วนของฉันมันแน่นอนอยู่แล้วขวานของฉันแยกได้แม้แต่หินผา ใครหน้าไหนก็สู้ไม่ไหวหรอก ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
พอลได้ทีอวดฝีมือตัวเองทันทีซึ่งโนบลินเองก็คิดเห็นเช่นนั้นเพราะจนถึงตอนนี้เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาคงไม่มีใครใช้ขวานใหญ่สองคมได้ดีเท่ากับพอลอีกแล้ว
บันและแอลนั้นก็ตอบในเชิงเชื่อมั่นฝีมือตัวเองในขั้นที่หนึ่งทำให้โนบลินค่อนข้างพอใจพอสมควร จากที่เฝ้ามองดูเพื่อน ๆมาตลอดั้แ่เริ่มฝึกการต่อสู้ตามที่โนบลินแนะนำพวกเขาต่างขยันฝึกซ้อมและตั้งใจทบทวนทำความเข้าใจในการใช้อาวุธของตัวเองเป็อย่างดีบวกกับที่รูปแบบแนวทางการฝึกและอาวุธที่ใช้ฝึกนั้นมาจากการวิเคราะห์ของโนบลินเองทำให้เหมาะสมกับลักษณะของแต่ละคนเป็อย่างยิ่ง
“ถ้าอย่างนั้น..ฉันอยากให้พวกนายทบทวนการฝึกที่ผ่านมาให้ดีเพราะหลังจากนี้เราอาจจะต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม”โนบลินบอกพลางครุ่นคิด
“เราจะไปไหนกันเหรอโบลิน”บันถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“อีกไม่กี่สัปดาห์ร่างกายของพวกนายก็จะพร้อมเปิดรับพลังเวทมนต์แล้วฉันว่าพวกเราควรจะรีบเตรียมการสำหรับเื่นี้กันให้ดีก่อนเพื่อให้ความเร็วในการพัฒนาแก่นเวทของพวกนายเป็ไปอย่างเร็วที่สุด”โนบลินเริ่มบอกถึงความตั้งใจของเขาแก่ทุกคน
“แล้วเราจะทำอย่างไรกันล่ะโนบลินอย่างมากก็คงเข้าป่าเพื่อหาสมุนไพรเวทมาใช้กันนิด ๆ หน่อย ๆเราคงไม่มีเงินพอจะไปซื้อยาเพิ่มเวทที่มาจากต่างเมืองมาใช้หรอกมันทั้งแพงแสนแพงอีกทั้งยังหายากอีกด้วย เพราะในเมืองนี้ไม่มีใครสามารถปรุงยานั่นได้ที่เราทำได้ก็แค่ขยันฝึกรับพลังเวทเข้าร่างหลังจากที่ธาราเวทในร่างกายเราเปิดแล้วมันก็เท่านั้น”
เรซบอกย่างปลง ๆั้แ่ที่จำความได้และต้องเข้ามาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้เขาก็ทำใจยอมรับกับโชคชะตาของตนเอง ที่ไม่สามารถมีพร้อมได้อย่างเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่สมบูรณ์และร่ำรวยได้
เขาคงไม่อาจจะเป็นักรบเวทที่เก่งกล้าเทียบเท่ากับลูกๆ ตระกูลใหญ่หรือชนชั้นสูงได้ แต่เขาหวังเพียงได้เป็ทหารชั้นแนวหน้าของเมืองเพื่อจะได้มีชื่อเสียงและเงินค่าตอบแทนที่พอจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและส่งให้คุณลอเลนซ์และบ้านเด็กกำพร้านี้ได้ใช้เท่านั้น
“นั่นนะสิ”บันเสริมขึ้น
“ถึงเราจะหาเงินได้มากจากการขายยาครั้งที่แล้วแต่เราก็ต้องเอาไปให้คุณลอเลนซ์ใช้จ่ายในบ้านเลี้ยงเด็ก เพื่อดูแลพี่น้องคนอื่น ๆอีก จะเอามาทุ่มให้กับการฝึกเวทมนต์ของเราทั้งหมดก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นฉันถึงไม่อยากตั้งความหวังไว้ให้มันมากนักเพราะยังไงเรามันก็เด็กจากบ้านเด็กกำพร้า จะไปสู้พวกลูกคนรวยได้ยังไง”
คำกล่าวของบันทำเอาเด็กคนอื่นๆ ถึงกับคอตกหมดอาลัย น้อยใจในโชคชะตาของตัวเองที่ไม่ได้มีชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมอย่างกับคนอื่น ๆ
“มันต้องมีทางสิถ้าพวกนายตั้งใจจริงฉันมั่นใจว่ามีทางช่วยให้พวกนายยกระดับขึ้นไปสู้กับพวกลูกคนรวยได้แต่ตอนนี้พวกเราจำเป็ที่จะต้องเข้าไปในป่าที่ลึกกว่าเดิมเพื่อที่จะค้นหาส่งที่จำเป็ในการช่วยพัฒนาฝีมือของพวกนายให้ทันเวลาที่ธาราเวทในร่างกายพวกนายจะเปิดขึ้น” โนบลินพูดพลางหันหน้ามองเข้าไปยังป่าลึกที่อยู่นอกถ้ำ
“ถ้านายมั่นใจอย่างนั้นฉันเอาด้วย!!” พอลตอบตกลงคนแรกอย่างห้าวหาญ
“ฉันด้วย!! ฉันด้วย!!ฉันด้วย!!”
ทุก ๆคนต่างตอบเป็เสียงเดียวกันพร้อมทั้งยื่นมือมาประสานกันและส่งสายตาเชื่อมั่นให้แก่กันและกันนับั้แ่ที่โนบลินเข้ามาในบ้านเด็กกำพร้า เขามักจะทำอะไรที่น่าประหลาดใจอยู่เสมอจนทำให้ทุกคำพูดของเขาที่กล่าวออกมาอย่างมั่นใจนั้น ได้รับการยอมรับจากเด็ก ๆอย่างสนิทใจ และพร้อมทำตามที่โนบลินบอกอย่างเต็มที่
“ถ้าอย่างนั้นอีกสองวันเราจะออกเดินทางเข้าไปในเขตป่าลึกกันอีกครั้งเพื่อค้นหาของที่จะช่วยให้การพัฒนาเวทมต์ของพวกนายสูงขึ้นกัน”
สองวันต่อมาเด็ก ๆต่างพากันเตรียมข้าวของเพื่อการเดินทางเข้าไปในเขตป่าลึกซึ่งครั้งนี้พวกเขาต้องตระเตรียมข้าวของมากกว่าปกติเพราะโนบลินบอกว่าอาจจะต้องเผื่อว่าต้องค้างคืนในป่าด้วย
ก่อนออกเดินทางโนบลินไม่ลืมที่จะแจกเครื่องป้องกันที่ทำจากหนังของเซบัปที่เคยล่ามาได้ให้กับทุกคนถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เครื่องป้องกันครบชุดเต็มตัว แต่ก็ช่วยป้องกันจุดสำคัญต่าง ๆบนร่างกายได้เป็อย่างดี ทำให้ทุกคนมีความมั่นใจในการเดินทางครั้งนี้มากขึ้นไปอีก
แม้จะไม่รู้ว่าอุปกณ์ที่ได้รับมามันมีความสามารถอะไรก็ตามแต่เมื่อมันมาจากโนบลินพวกเขาก็พร้อมใจกันเชื่อว่ามันจะต้องเป็ที่ดีอย่างแน่นอน
การเดินทางเป็ไปอย่างเรียบร้อยดีตลอดครึ่งวันที่ผ่านมาระหว่างทางเด็ก ๆ พบเห็นร่องรอยของเซบัปและสัตว์ร้ายระดับต่ำบ้างเป็ครั้งคราวแต่โนบลินก็แนะนำให้ใช้ทางเลี่ยงเพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาและต้องเสี่ยงกับสัตว์ร้ายเ่าั้
เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวันเด็ก ๆ เลือกพื้นที่โล่งริมลำธารสายน้อยที่ไหลเอื่อย ๆเป็จุดพักและกินอาหารกลางวันอย่างง่าย ๆ ก่อนที่จะเดินทางต่อ
“โนบลินนี่ก็จวนจะบ่ายสามแล้วนะเรายังไม่เจออะไรที่นาย้าอีกเหรอ”บันถามขึ้นอย่างสงสัยระหว่างที่กำลังเดินแหวกพุ่มไม้หนาทึบที่มีหนามแหลมเล็กติดอยู่เต็มกิ่งก้านของมัน
“ฉันก็ไม่แน่ใจนักนะว่าจะเจอมันไหมแต่ฉันคิดว่าถ้าเข้ามาให้ลึกกว่าเดิมเราอาจจะเจอก็ได้”โนบลินตอบอย่างไม่มั่นใจเท่าใดนัก
“นายพอจะจำกัดพื้นที่หน่อยได้ไหมว่าเราจะหามันได้จากที่ไหนเราจะได้ช่วยกันหา” เรซออกความคิดเห็น
“อืม...ปกติเวลาที่เราจะเจอสมบัติเวทมนต์...”โนบลินเอามือซ้ายมากอดอกและยกนิ้วชี้ข้าวขวาขึ้นมากัดเล็บระหว่างที่ครุ่นคิด“เราจะเจอพืชเวทมนต์ ที่มีใบเรียวแหลมสีฟ้าปลายใบมีสีม่วงจาง ๆ ดอกสีขาวเรือง ๆและกลีบดอกสีม่วงเข้ม...”
“แบบนี้น่ะเหรอ”พอลเอ่ยถามขึ้นมาเสียงดัง
“อย่าบ้าน่าพอลถ้ามันเจอง่ายขนาดนั้น นักเวทคนอื่นไม่พากันมาขนสมบัตินี่ไปหมดแล้วเหรอ”บันหันไปบ่นเพราะเชื่อว่าพอลคงเล่นมุกเห่ย ๆ แน่นอน
“หืม”โนบลินมองไปตามทิศทางของเสียงเมื่อได้ยินพอลเอ่ยถามขึ้นมา
“เห้ย!!บทจะเจอก็เจออย่างนี้เลยเหรอ”โนบลินะโขึ้นมาอย่างตื่นเต้นจากนั้นรีบวิ่งเข้าไปดูจุดที่พอลยืนอยู่เขาคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อตรวจสอบพืชต้นเล็กต้นนั้น
“ฉันคิดว่าใช่นะน่าจะเป็พืชเวทมนต์แน่นอน” โนบลินพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจมากขึ้น
“แต่มันมีแค่ต้นเดียวแสดงว่าจุดนี้คงจะห่างจากแหล่งผลึกเวทมนต์พอสมควรเราน่าจะต้องค้นหาแหล่งผลึกกันรอบ ๆ นี้กัน” โนบลินบอกเพื่อน ๆทุกคนที่ได้ยินจึงกระจายกันออกค้นหาแหล่งผลึกเวทมนต์กันอย่างตื่นเต้นโดยจากคำบอกของโนบลินแหล่งผลึกเวทนี้น่าจะอยู่ในถ้ำหินหรือซอกหินสักแห่ง
กว่าครึ่งชั่วโมงในการค้นหาแหล่งผลึกเวทมนต์เด็ก ๆ ต่างพากันคว้าน้ำเหลวและกลับมารวมตัวกันที่จุดที่พบพืชเวทมนต์ทุกคนต่างมีสีหน้าเสียดายที่ไม่สามารถหาแหล่งผลึกเวทได้แต่ถึงจะเสียดายมากเพียงใดก็ไม่สามารถทำอะไร
โนบลินเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่เพราะประสบการณ์ในอดีตนั้นเขาจำได้ว่าพวกโนมออกค้นหาผลึกเวทมนต์กันอย่างง่าย ๆและสอนให้โนบลินรู้ถึงวิธีการค้นหาผลึกอย่างง่าย ๆ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องมาหาจริงๆ นั้นมันกลับไม่ง่ายเลย
“จริงสิ” อยู่ ๆโนบลินก็โพล่งขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
“อะไรเหรอโนบลิน”เรซถามออกมาอย่างใ
“พืชเวทมนต์ชนิดนี้มันจะหันดอกไปรับไอเวทมนต์ตลอดเวลาเพราะฉะนั้น...ถ้าเราสังเกตทิศทางของดอกละก็...”โนบลินพูดพลางหันไปมองดอกไม้สีขาวกลับม่วงที่อยู่บนพื้น
“ทางนั้น”โนบลินพูดพร้อมกับชี้ไปในทิศทางเดียวกับที่ดอกไม้โน้มไป
เด็ก ๆต่างพากันมองตามนิ้วมือของโนบลิน ภาพที่เห็นคือ ..สายน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ..
“หมายถึงในน้ำเหรอ”บันถามขึ้นมา
“ไม่น่าจะเป็อย่างน้ัน”โนบลินมองไปยังทิศทางของแม่น้ำ “มันน่าจะอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำนี่” โนบลินคาดเดา
“ถ้าอย่างนั้นเราก็รีบข้ามไปกันเถอะจะได้เจอผลึกเวทกันซะที”
**********
“เป็ยังไงบ้างเจอไหม”
เรซถามเพื่อน ๆหลังจากที่เดินข้ามแม่น้ำมาถึงอีกฝั่งและกระจายตัวกันออกตามหาแหล่งที่ซ่อนของผลึกเวทมนต์แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถหาพบ จนกระทั่งเวลาเคลื่อนมาถึง่เย็น เด็ก ๆก็ยังไม่พบวี่แววของแหล่งผลึกเวทมนต์
“เฮ้อ..หากันมาตั้งนานไม่ยักกะมีวี่แววเลยเรซ”พอลบ่นขึ้นอย่างอดไม่ได้
“หรือว่า...ไม่ได้มีผลึกเวทมนต์อยู่แถวนี้อย่างนี่นายคิดล่ะโนบลิน”บันถามขึ้นมาบ้าง
“หรือว่าเรายังค้นหาไม่ละเอียดพอ”แอลถามขึ้นมาเบา ๆ
“ฉันก็...ไม่รู้เหมือนกัน”โนบลินเริ่มที่จะยอมแพ้
“แล้วอย่างนี้จะเอากันยังไงต่อดีเสียเวลามาทั้งวันแล้ว ไม่เห็นจะได้อะไรเลย”
พอลเริ่มบ่นอย่างเซ็งๆ พร้อมกับเดินไปหาที่พักบริเวณลานหินก่อนจะนั่งลงเพื่อพักผ่อนพอลกระทุ้งด้ามขวานลงกับพื้นหินอย่างแรงด้วยความเบื่อหน่าย
..แกร็ก..
เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
..แกร็ก..
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความเงียบที่คืบคลานเข้ามาในบริเวณลานหินเด็ก ๆ เริ่มพากันเดินเข้ามาจับกลุ่มกันตรงกลางลานหิน อย่างน้อย ๆถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นก็พอจะช่วยเหลือกันได้ในยามคับขัน
..แกร็ก..
เสียงนั้นยังคงดังออกมาเด็ก ๆ ต่างมองหน้ากันเลิกลัก พอลเอื้อมมือไปกระชับด้ามขวานแน่นลูกศรถูกพาดอยู่บนคันธนูในมือของบัน มีดสั้นสองเล่มถูกดึงขึ้นมาถือในมือของแอลรวมไปถึงหอกของเรซก็ถูกยกขึ้นมาถือขวางที่ระดับอก
..แกร็ก..
“เฮ้ย!!”