ณ เมืองเพลิงมรกต ทางทิศประจิมมีหอการค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ที่แห่งนี้คือหอการค้าจันทร์ดับ ซึ่งเป็สมาคมการค้าอันลือนามของยุทธภพ
แม้ว่าจะเป็หอการค้า หากแต่วรยุทธ์ก็มิใช่ชั่ว อีกทั้งมีสมบัติ์เช่น สะพานเชื่อมบูรพา สามารถจัดส่งสินค้ากำลังทหารได้ทั่วทุกสารทิศ อาศัยเพียงอำนาจบารมีก็ไม่มีผู้ใดหาญกล้าท้าทาย
ทว่าด้วยการซื้อขายราคาที่ยุติธรรม กระทั่งจอมยุทธ์เช่นปรมาจารย์ทั้งปวงก็ยังอ่อนข้อให้ห้าส่วน หวังว่าหอการค้าจะให้ตนเป็แขกผู้มีเกียรติ มีส่วนลดทั่วทุกหนแห่งยุทธจักร
วันนี้เป็ประมูลสินค้าของรอบเดือนผู้คนสัญจรจึงคลาคล่ำปานตลาดเช้า รถม้าแล่นมาจอดไม่ขาดสายต่อแถวยาวดั่งัหมอบ
ท่ามกลางเสียงกล่าวของชาวยุทธ์ บุรุษผู้หนึ่งเดินตรงไปยังผู้ดูแลอย่างไม่สนใจผู้คนต่อแถว ทุกคนจึงเงียบขึ้นตามส่วน หวังว่าจะเห็นบุรุษอาภรณ์เพลิงผอมแห้งเช่นขอทานน้อยถูกโยนกลับไปท้ายแถว
“ก็ยังครึกครื้นเช่นเคย…” กังเว่ยกล่าวพลางหยิบป้ายหยกออกมา เขายื่นให้ผู้ดูแลหนุ่ม จากนั้นยินเพียงเสียงสบถไม่พอใจออกมาเล็กน้อย แล้วจึงเผยสีหน้าตื่นตระหนกตามมา บนใบหน้าเปี่ยมด้วยความไม่เชื่อ
“นายท่าน!” ผู้ดูแลก้มศีรษะไม่กล้ามองหน้า มือถือป้ายหยกสั่นสะท้านอย่างไม่อาจห้ามปราม ในใจพลันนึกสงสัยไฉนบุรุษผู้นี้ถึงได้มีป้ายผู้าุโแห่งหอจันทร์ดับได้
“เชิญด้านในขอรับ…”
บุรุษหนุ่มสืบเท้าตามไป แม้ว่าร่างกายจะสั่นสะท้านด้วยแรงกดดันมากมายของผู้คนที่ไม่ค่อยพอใจนัก เพียงแต่ลำตัวยังตั้งตรงตะหง่านดั่งภูผาที่ไม่เอนเอียงไปตามสายลมเล็กน้อย เมื่อมาถึงห้องรับรองพิเศษก็นั่งลงรอคอยอย่างเงียบงัน
ครั้นเวลาผ่านไปไม่นานชายชราผู้หนึ่งก็ก้าวเดินเข้ามา ใบหน้าผุดรอยยิ้มเล็กๆ เพียงว่าดวงตาแฝงความเวทนาได้ตามส่วน “ลมอะไรหอบเ้ามาที่นี่เล่า ผู้าุโตะวันดับ” เขากล่าวจบก็นั่งลงอย่างนิ่มนวล
“ท่านว่ากล่าวมากไปแล้ว ตำแหน่งนี้สืบทอดมาจากท่านพ่อของข้า ตอนนี้มันเป็เพียงความกลวงเปล่าที่ต่อไปอาจถูกริบคืนไป” บุรุษหนุ่มกล่าวด้วยวาจานุ่มละไม
“ส่วนวันนี้ข้ามีบางสิ่งมาให้ท่านช่วยประเมินราคา” เขาหยิบขวดโอสถออกมาทั้งหมดห้าขวด โอสถสีขาวทอแสงประกายชายชราเผยสีหน้าสับสนอย่างเห็นได้ชัด มองโอสถสลับกับใบหน้าชายหนุ่ม แล้วจึงยิ้มออกมาจางๆ
“์ประทานพร ทว่าก็ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยเปล่า จงเลือกให้ดีอย่าได้เป็เช่นบิดามารดาที่ไว้ใจผู้คนมากจนเกินพอดี ส่วนโอสถทั้งหมดนี้ทางหอการค้าจะรับซื้อไว้เอง ขวดละสองร้อยผลึกปราณ”
“ผู้าุโเฉิน เกรงว่าจะทำเช่นนั้นไม่ได้ โอสถล้ำค่าถึงเพียงนี้ขายเพียงราคาตลาด ท่านคงกดขี่ข้ามากเกินไปกระมัง” กังเว่ยกล่าว ดวงตาฉายแสงสีชาดโดยประหลาดพิสดาร แม้ว่าจะถูกสะกดข่มด้วยกลิ่นอายน่าสะพรึงก็หาได้มีแววความกลัวปรากฏบนใบหน้า
“หากเ้าเปิดเผยว่าเป็เ้าของโอสถนี้ กลุ่มที่ปองร้ายจะเผยตัวออกมาทันที แน่ใจหรือว่า้าเช่นนั้น” ชายชราสายตาทอแววคมกริบจิตสังหารคุกรุ่นบรรยากาศจึงตึงเครียดขึ้นตามส่วน
“ผู้รู้จักพอจะมีสุขยืนยาว ผู้ละโมบจะมีทุกข์กะทันหัน”
กังเว่ยเมื่อสดับดังนั้นก็ผุดรอยยิ้มจาง แค่นเสียงอย่างดุดันครั้งนึง “ ในยามนี้มันมิใช่ความละโมบ แต่เป็โอกาสที่ข้าจะต้องคว้าเอาไว้”
“ดี…ดีมาก สมกับเป็คนสกุลกัง กล้าหาญดุจเพลิง พัฒนาตนอยู่เสมอ ข้าจะให้คนนำสิ่งนี้ขึ้นงานประมูล แต่อย่าได้วางใจไปจำไว้ครั้งนี้หากเ้าพลาด เ้าจะทรมาณเสียงยิ่งกว่าตาย”บุรุษชรากล่าว จากนั้นจึงกรายเท้าออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัด และคำกล่าวที่ก้องกังวานสะท้อนอยู่ในใจชายหนุ่ม
กังเว่ยแม้ว่ายามนี้จะวิตกกังวลมากนัก ทว่ากลับมีใบหน้าเรียบนิ่ง ถอนหายใจคราหนึ่งร่างกายเย็นเฉียบประหนึ่งเผชิญกับยมทูตมาไม่นาน และรับรู้ได้ทันทีว่าหากพ้นเขตหอการค้าแล้ว ตนจะต้องพบกับอันตรายอย่างไม่อาจเลี่ยง มีหลายวิธีที่สามารถรีดเค้นความจริงแก่นักโทษ โอสถพิษทั้งมวลถือเป็ของชั้นเลิศ
“ทางรอดเดียวของข้าก็คือ ต้องกลับไปให้ถึงหอโอสถ บุรุษลึกลับผู้นั้นคือความหวังเดียวของข้า หากไม่แล้วข้าจะตกตกสู่เงื้อมมือมารอีกคราเป็แน่แท้”
ครั้นเมฆาบดบังอาทิตย์จรัสแสง ภายในห้องของเฉินิ มีสองร่างยืนอยู่ หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษชรา
“เฒ่าิ บุรุษผู้นี้ไม่เลวเลยอายุเพียงสิบแปด ทว่ามีกำลังภายในสูงยิ่ง เพียงแต่อัจฉริยะมักจะอายุสั้น เพียงว่าการที่เขาดื้อดึงจะนำสิ่งนี้ขึ้นประมูล ก็เท่ากับว่าก้าวขาลงสู่น้ำพุเหลืองไปครึ่งแล้ว” สตรีผู้นั้นกล่าว ส่ายหน้าถอนหายใจอย่างเวทนา ั์ตาและเรือนผมสีม่วงทอปรากายแปลกประหลาด
เฉินิเมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาก็ไม่เปลี่ยนแปลง เอ่ยอย่างเ็า “แต่หากเขารอดไปได้ ก็นับว่าคู่ควรที่จะสนับสนุน”
“ก็คงเป็เช่นนั้น ว่ากล่าวกันว่าสถานการณ์หล่อหลอมวีรบุรุษ อันตรายชักนำสู่ผู้กล้า เห็นทีวาจานี้คงไม่ปลอมแปลง ทว่าหากเขาไร้ความสามารถก็ตายๆไปเสียเถิด”