บทที่ 19: เหยื่อล่อ
ลูซีฟกระแอมไอแล้วพูดด้วยสีหน้าที่สงบเยือกเย็น โดยพยายามที่จะไม่ถลึงตาใส่ตำรวจที่พูดจาราวกับอันธพานข่มขู่
“อะไรทำให้คุณมั่นใจว่าผมจะเป็เหยื่อรายต่อไปกัน”
“ปกติแล้วเหยื่อสังเวยในพิธีกรรมคนที่กำหนดเป้าหมายไปแล้วครั้งหนึ่งจะไม่ถูกปล่อยแม้จะรอดจากพิธีกรรมไปได้ก็ตาม”ดูรว์กล่าวราวกับผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ลูซีฟเกือบห้ามมุมปากตัวเองไม่ให้กระตุกไม่ได้
“แล้วยังไง?นั่นก็แค่พิธีกรรมของพวกคลั่งศาสนานอกรีตทั่วไปไม่ใช่เหรอ แล้วพวกคุณก็รู้ว่าผมจะเป็เหยื่อรายสุดท้ายไม่คิดจะปกป้องเลยหรือไง”
“พูดแบบนี้แปลว่ายินดีเป็เหยื่อล่อเหรอครับ?”ชายหนุ่มที่ยืนข้างๆ ดูรว์พูดอย่างตื่นเต้น ลูซีฟหันขวับไปมองด้วยสายตาเ็าทันที
ใครบอกจะยอมเป็เหยื่อล่อครับ เข้าใจไปแบบนั้นได้ยังไง
นี่เขายังคุยกับมนุษย์ที่มีสติปัญญาไม่ใช่สัตว์เซลล์เดียวอยู่ใช่ไหม
แคช กลาดี้หดคอลงแล้วขยับหลบไปข้างหลังดูรว์อย่างช้าๆสายตาเ็าของลูซีฟนั้นน่ากลัวเกินไป เหมือนกับหัวหน้าเวลาโกรธเลย ไม่สิน่ากลัวกว่าอีก
แต่ลูซีฟไม่ได้โกรธ เขาแค่หงุดหงิดเล็กน้อย เพียงไม่นานสายตาที่มองพวกเขาก็กลับมาเป็ปกติออกไปทางเบื่อหน่ายเสียด้วยซ้ำ
“ผมจะออกตัวเป็เหยื่อล่อเองหรือไม่ สุดท้ายก็ยังเป็เป้าหมายอยู่ดีไม่ใช่เหรอพวกคุณควรพูดมาให้ชัดๆ ว่ามีแผนอะไร อย่าพูดว่าไม่มี ไม่อย่างนั้นมิสเตอร์เทจ โคเลอร์คงไม่ส่งพวกคุณมา...อย่าพูดว่าเดินมาเอง เราไม่ใช่เพื่อนกัน ไม่มีความสนิทสนมขนาดนั้น เข้าใจไหม?”
“...” สองตำรวจมองลูซีฟอย่างพูดอะไรไม่ออก
ช่างเป็คำพูดที่ไร้เยื่อใยอะไรอย่างนี้ทั้งที่พวกเขาออกจะเป็คนคุ้นเคย
แต่ลูซีฟกล่าวได้ถูกต้อง พวกเขามีแผนการอยู่แล้วจริงๆและหัวหน้าก็เป็คนส่งพวกเขามาขอความร่วมมือกับชายหนุ่มคนนี้
“เอ่อ หัวหน้าได้ให้ผมมาบอกว่าคุณใช้ชีวิตไปตามปกติ แต่การเฝ้าระวังจะไม่แ่ามากนักเพื่อเปิดโอกาสให้กับคนร้ายพวกเรารู้ว่าคุณปกป้องตัวเองได้ระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่เพื่อรับประกันความปลอดภัยอีกชั้นเราจะมอบสิ่งนี้ให้คุณเก็บไว้ด้วย”
ดูรว์ สเตลล์ยื่นนกหวีดสีดำส่งมาให้กับลูซีฟ มองด้วยสายตาแล้วก็ดูเหมือนนกหวีดตำรวจธรรมดาแต่พอมองด้วยสายตาผู้วิเศษจะเห็นว่ามันมีออร่าสีเหลืองจางๆ อยู่ด้วย
“นี่คืออะไร เอามาให้ผมเป่าเรียกพวกคุณในยามฉุกเฉินเหมือนเรียกสุนัขเหรอ?”
“ไม่ใช่!!” ดูรว์และแคชขึ้นเสียงพร้อมกัน
ทำไมนกหวีดที่ผ่านพิธีกรรมถึงกลายเป็นกหวีดเรียกสุนัขในสายตาของชายคนนี้ไปได้เนี่ย
ตะ... แต่... คุณสมบัติมันก็คล้ายอย่างนั้นจริงๆ
สองหนุ่มตำรวจไม่รู้จะอธิบายต่อยังไงเพื่อไม่ให้คำว่าสุนัขมันเข้าตัวตำรวจอย่างพวกเขาและไม่เปิดเผยเื่พลังพิเศษอย่างโจ่งแจ้งจนผิดกฎ
ลูซีฟมองสีหน้าไม่ดีของทั้งสองแล้วยกยิ้มมุมปากก่อนจะรับเอานกหวีดนั้นไว้อย่างไม่รีบร้อน
“เอาล่ะ เอาเป็ว่าผมเข้าใจก็แล้วกันหากเกิดเหตุฉุกเฉินที่ผมต้องเผชิญหน้ากับคนร้ายผมจะเป่ามัน ตกลงไหม?”
“ควรจะเป็อย่างนั้น”
“มั่นใจไหมว่าถ้าเป่าแล้วผมจะปลอดภัย”
“แน่นอนครับ!” แคช กลาดี้รับปากอย่างแข็งขันเพราะเขาเป็ผู้เฝ้าสังเกตการณ์ลูซีฟที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด เขาจะเร่งไปช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝันเอง
“แล้วจะรอดู” ลูซีฟกล่าวอย่างไม่ค่อยคาดหวัง “อีกเื่หนึ่งผมอยากให้เพิ่มการเฝ้าระวังครอบครัวผมหน่อย คุ้มกันสักคนก็พอคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงคงไม่เกิดอุบัติเหตุง่ายๆ แต่ผมก็ยังเป็ห่วงอยู่”
“ได้ เราจะให้ตำรวจติดตามพวกเขา” ดูรว์พยักหน้าตอบ
“งั้นก็ตกลงตามนั้น ผมขอตัวก่อน” ลูซีฟผงกศีรษะให้กับทั้งสองแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านและขึ้นห้องเช่าของตน
อลันและมาร์ชนั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว ท่าทางที่กังวลอยู่ไม่น้อยลูซีฟยิ้มบางๆ แล้วกล่าวอย่างไร้กังวล
“อย่าทำหน้ากังวลแบบนั้นสิครับ ทำเหมือนผมจะถูกตำรวจจับอย่างนั้นแหละ”
“แต่มันเหมือนจริงๆ นะพี่” มาร์ชพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมลูซีฟถึงกับชะงักค้าง ยกมือลูบหน้าอย่างไม่รู้ตัว
“หน้าพี่เหมือนคนชั่วขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ทำไมมีแต่คนบอกเขาน่าสงสัยหน้าตาเขาหาความดีไม่ได้ขนาดนั้นเชียว จากการที่ส่องกระจกทุกวัน เขาก็ว่าหน้าตาของลูซีฟก็หน้าตาคมสันดูดีดวงตาสีดำขลับหางตาชี้ขึ้นเล็กน้อย ใต้ตาก็คล้ำนิดหน่อยตามประสาคนนอนดึกตื่นเช้าไม่ได้ดูเหมือนตัวร้ายเลยนะ
อลันยิ้มแล้วมองลูซีฟที่ลูบฟน้าอย่างกังวล เขาขบขันลูกชายคนโตมาก
“ที่ดูน่าสงสัยเพราะตอนนี้ลูกเกี่ยวข้องกับคดีมากเกินไปใน่เวลาสั้นๆสำหรับคนที่ไม่รู้เบื้องลึกเื้ัก็มองว่าน่าสงสัยทั้งนั้นแหละลูซีฟ”
“ผมก็แค่พยานในที่เกิดเหตุเองนะครับพ่อ ผมไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย”ลูซีฟประท้วง
“แต่ก็เหมือนผู้ต้องสงสัยอยู่ดีนี่” มาร์ชส่ายหน้ายืนกรานให้พี่ชายเป็ผู้ต้องสงสัยให้ได้ลูซีฟรู้สึกหดหู่มองพ่อและน้องชายตาละห้อย
ท่าทางเหมือนลูกหมาถูกทิ้งตอนนี้ทำให้ทั้งพ่อและน้องชายหัวเราะออกมาอย่างขบขันความกังวลที่มีก่อนหน้านี้หายไปหมด ลูซีฟพูดคุยกับพวกเขาอย่างผ่อนคลายมากขึ้น
“อีกสองเดือนกว่าผมก็จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้ว อาจจะต้องเริ่มมองหางานได้แล้วมั้งครับ”ลูซีฟกล่าวหลังจากล้างถ้วยจานของอาหารมื้อเย็นเสร็จเขาเช็ดมือจนแห้งแล้วกลับมานั่งที่โต๊ะพร้อมกางหน้าหนังสือพิมพ์ออกเพื่อดูว่ามีอะไรอยู่บ้าง
การหางานก่อนเรียนจบสองเดือนไม่ถือว่ารีบร้อน ที่โลกเดิมก็เป็แบบนี้เพราะว่าเขามั่นใจว่าเรียนจบอย่างแน่นอน
และอัตราแย่งชิงงานในโลกยุคปัจจุบันจะมีเยอะ แต่ก็เป็ของชนชั้นล่างเท่านั้นสำหรับครอบครัวเขาที่อยู่ในระดับชนชั้นกลางงานมีค่อนข้างมาก
จำนวนบุคลากรกับตำแหน่งงานไม่สมดุลกัน ถึงจะมีสถานศึกษามาหลายแห่งแต่คนที่มีเงินเรียนในโรงเรียนหรือเรียนจนจบมหาวิทยาลัยมีอยู่ไม่มากนัก บุคลากรระดับสูงจึงขาดแคลน
แต่เป้าหมายของเขาไม่ใช่การหางานทำเป็หลักเป็แหล่งชัดเจนเขาแค่้าเงินทุนและดูทิศทางของธุรกิจและการลงทุนเท่านั้นเอง
“ไม่รอเรียนจบก่อนเหรอ แล้วจะทำงานที่ไหนก็ดูอีกที”แต่ดูเหมือนอลันจะไม่คิดอย่างนั้น เขามองว่าคนที่มีการศึกษาสูงทางเลือกในการทำงานมีเยอะกว่ามาก
ถ้าให้ทำงานบริษัทเงินรายสัปดาห์อาจไม่มากนัก ทำงานเป็อาจารย์ในมหาวิทยาลัยยังถือเป็งานที่รายได้ดีกว่าและเป็อาชีพที่มีเกียรติด้วย
คนที่เรียนคณะเดียวกับลูซีฟครึ่งหนึ่งอยากทำงานเป็อาจารย์เพื่อรายได้และสร้างเกียรติให้กับตนเองอีกส่วนหนึ่งทำงานเกี่ยวกับการวิจัยและค้นคว้าประวัติศาสตร์ซึ่งอาจได้ทำงานในราชวังหรือเดินทางออกนอกเมืองไปที่อื่นๆ มากมาย
ซึ่งรายได้ก็จะแตกต่างกันไป
หากเป็ลูซีฟคนเดิมก็คงอยากเป็แค่ครูหรืออย่างน้อยก็เป็นักข่าวแต่กับลูซีฟคนปัจจุบันไม่ใช่
“มองหาไว้ก่อนน่ะครับ ยังไงจุดมุ่งหมายแรกก็เป็อาจารย์ในมหาวิทยาลัยสักแห่งถ้าโชคดีอาจได้รับจดหมายแนะนำไปสมัคร” ลูซีฟตอบพลางหัวเราะ “ถ้าได้งานที่มหาวิทยาลัยเมืองอื่นเราก็คงต้องย้ายบ้านกันอาจจะค่อนข้างเสียเวลานิดหน่อย ผมว่าจะมองหางานในเมืองนี้ก่อน”
นักศึกษาที่เรียนจบแล้วหาก้าจะทำงานในมหาวิทยาลัยจะไม่อาจสมัครงานในมหาวิทยาลัยที่ตัวเองเรียนได้ในปีแรกหลังเรียนจบจึงต้องไปสมัครที่อื่นก่อน
ไม่มีใครจะรอให้หนึ่งปีผ่านไปเปล่าๆ โดยไม่ทำอะไรเลย
“ตามใจลูก” อลันยังคงปล่อยให้ลูกชายได้ตัดสินใจด้วยตัวเองเป็ความรักและตามใจอย่างที่สุด “แต่ถ้าหาไม่ได้มาทำงานที่บริษัทพ่อก็ได้นะ”
“ผมคิดว่าพ่อควรชวนมาร์ชนะครับ บริษัทต่างๆ ในเมืองแคนดร้าขาดแคลนบุคลากรด้านบัญชีที่สุด”เขาชี้ไปที่น้องชาย มาร์ช ฮิลเกรมยิ้มแล้วส่ายหน้ากับคำหยอกล้อของพี่ชาย
“ไม่หรอก คนที่เรียนบัญชีเยอะจะตาย”
“อ้อใช่ ที่ขาดแคลนที่สุดในไม่ใช่บัญชี แต่เป็ผู้บริหารและรัฐบาลดีๆต่างหาก ดูหมอกมลพิษนี่สิ ช่างมืดหม่นเหมือนอนาคตของประเทศนี้เลย”
“ก็พูดเกินไป!” อลัน ฮิลเกรมหัวเราะเสียงดังกับคำเสียดสีของลูกชายแม้แต่มาร์ชก็ยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะจนไหล่สั่น
ลูซีฟยิ้มแล้วยักไหล่ ก่อนจะอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไปก่อนจะสะดุดตากับข้อความหนึ่งในหนังสือพิมพ์ เขาเห็นคอลัมน์นี้มาสักพักแล้ว มันไม่มีอะไรนอกจากประโยคโฆษณาขายผ้าแต่โฆษณานี้ไม่ได้มาอย่างสม่ำเสมอทุกวัน และแต่ละครั้งผ้าที่ขายมันจะมีอยู่สองแบบคือผ้าไหมและผ้าขนสัตว์
ดูแปลกประหลาดดี เหมือนโฆษณาร้านแข่งกัน
แต่ทักษะการตลาดค่อนข้างแย่ แบบนี้จะขายกันได้จริงหรือเปล่าเนี่ย
ลำบากกันหน่อยนะที่ยุคนี้การบริหารและจัดการไม่มีเปิดสอนมีแต่ต้องศึกษาเองด้วยประสบการณ์หรือครอบครัวมีธุรกิจอยู่แล้วจึงรับฟังประสบการณ์จากผู้าุโได้
อีกหนึ่งสัปดาห์ที่ยังคงดำเนินชีวิตไปอย่างปกติสุข แต่ก็ยังระมัดระวังลูซีฟไม่รู้สึกถึงการคุกคามแต่อย่างใดเขายังคงถูกจับตามองอยู่รอบๆ เสมอ โดยไม่รู้ว่าเป็สายตาของใครบ้าง เพราะระยะค่อนข้างไกลแต่ก็ยังพอจับจุดที่พวกเขาจับตาอยู่ได้อย่างเลือนราง
ถือเป็พัฒนาการจากพลังประเภทกายภาพที่พัฒนาขึ้นมาเป็ระดับสองแล้วและการเรียนรู้เกี่ยวกับพลังพิเศษประเภทกายภาพก็ค่อนข้างก้าวหน้าเรียกว่าการศึกษาพลังประเภทนี้เหมือนศึกษากายวิภาคเลยก็ว่าได้
จากควบคุมเพียงกล้ามเนื้องก็เจาะลึกลงเป็อวัยวะภายใน ก่อนจะลึกลงไปในระดับเส้นเืฝอยในร่างกายอีกหน่อยเขาน่าจะศึกษาระดับเซลล์
เหมือนกลับไปเรียนชีววิทยาระดับมัธยมอีกครั้งเลยแฮะ
พลังกายภาพนี้แซมบอกว่ายิ่งรู้เกี่ยวกับร่างกายตัวเองละเอียดเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีประโยชน์ในการควบคุมมากเท่านั้นและยิ่งพลังเพิ่มมากขึ้นก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นชัดเจน
แม้แต่สมองก็พัฒนา อาจจะไม่ถึงกับเรียกได้ว่าฉลาดล้ำเลิศแต่การใช้ความคิดจะใช้เวลาสั้นลง จากปกติใช้เวลาเป็สิบชั่วโมงอาจจะเหลือแค่สองสามชั่วโมง
เรียกอย่างเป็วิทยาศาสตร์หน่อยก็คือความเร็วคลื่นสมองเพิ่มขึ้น
กลายเป็คนหัวดีและมีร่างกายแข็งแรงมันช่างยอดเยี่ยมความรู้สึกปวดหลังปวดคอเมื่อสมัยนั่งทำงานในบริษัทจนแทบเป็ออฟฟิศซินโดรมทำให้เขาเกือบลืมไปแล้วว่าสุขภาพดีเป็ยังไง
ถ้ากลับไปได้เขาจะออกกำลังทุกวันเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง
กลับมาที่สภาพรอบกายยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากชีวิตประจำวันมากนักเมื่อต้องไปเรียนก็เรียน มีเวลาว่างก็อ่านหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็สื่อบันเทิงเดียวที่มีสำหรับเขาหากมีเวลาว่างอีกสักเล็กน้อยเขาก็จะออกไปเดินเล่นรอบๆเพื่อทำตัวเป็เหยื่อล่อที่ดี...
แต่ดูเหมือนเหยื่ออย่างเขาจะตกอะไรไม่ได้เลยผ่านมาทั้งอาทิตย์แล้วก็ยังคงว่างเปล่าจนน่าประหลาดใจ
หรือไม่คนร้ายก็รู้อยู่แล้วว่ามีการดังซุ่มอยู่รอบตัวเขาพวกมันจึงไม่บุ่มบ่ามบุกเข้ามา
เขาคิดว่ามีความเป็ไปได้มากทีเดียวถ้าหากอีกฝ่ายเป็กลุ่มคนที่ทำงานร่วมกันและไม่ได้บ้าคลั่งเหมือนมิสฆาตกรที่จับได้เมื่อคราวนั้นพวกเขาจะต้องวางแผนอย่างรัดกุมก่อนที่จะลงมืออีกครั้ง
ลูซีฟก็เพิ่มความระมัดระวังให้ตัวเองอยู่ตลอดถึงแม้ท่าทางจะดูผ่อนคลายแต่สัญชาตญาณและประสาทการรับรู้ของเขายังเฉียบคมเสมอแม้แต่ตอนนอนหลับก็ยังมีแซมเฝ้าระวัง
ในวันอาทิตย์ของสัปดาห์นี้อลันและมาร์ชชวนลูซีฟไปทำพิธีบูชาขอบพระคุณองค์เทพที่โบสถ์ลูซีฟไม่มีเหตุผลอะไรให้หลีกเลี่ยง เขาจำใจต้องไปนั่งภาวนาและฟังเทศนาจากนักบวชของโบสถ์
นักบวชของโบสถ์สวมด้วยชุดสีดำกลวมเท้าติดเข็มกลัดตราของศาสนาที่นับถือของผู้นับถือองค์เทพทั้งสิบยังคงเป็สัญลักษณ์คล้ายหน้าปัดนาฬิกาที่กลางโบสถ์เป็ธงที่มีสัญลักษณ์ขององค์เทพเพื่อให้ผู้ศรัทธาได้สวดภาวนาต่อพระองค์
ไม่มีรูปปั้นหรือรูปสลักขององค์เทพทั้งสิบเพื่อแสดงรูปลักษณ์ขององค์เทพทำให้ไม่รู้สึกกระอักกระอ่วมมากนักเมื่อต้องสวดภาวนาแม้ไม่ได้ศรัทธา
แม้แต่โลกเดิมลูซีฟก็ไม่ได้ศรัทธาในศาสนาใดเป็พิเศษแต่เขาก็มีความเชื่อในเื่ของคุณธรรม จริยธรรม จากการเรียนรู้ั้แ่เด็กเื่เหนือธรรมชาติเขาก็ไม่ได้เชื่อถือมากนักทว่าเมื่อมาถึงโลกใบใหม่นี้เขาต้องเปลี่ยนความคิดและความเชื่อใหม่เกือบทั้งหมด
ศาสนาที่นี่ก็มีการสอนคุณธรรมจริยธรรมที่สอดคล้องกันถ้าให้เปรียบเทียบอย่างละเอียดลูซีฟไม่สามารถบอกได้เพราะเขาไม่ใช่คนเคร่งศาสนาสรุปโดยย่อว่ามันคล้ายกับการรวมกันของศาสนาของโลกเดิม
สัญลักษณ์ที่แสดงถึงผู้นำศาสนาที่โลกเดิมเป็เทวรูปพระพุทธรูปหรือจาลึกภาพที่พระองค์ในแต่ละศาสนาเพื่อแสดงลักษณ์ของพระองค์ให้สาวกได้ประจักษ์ว่าพระองค์นั้นเคยดำรงอยู่บนโลกในขณะที่โลกนี้ใช้เพียงสัญลักษณ์แต่สาวกก็เชื่อว่าพระองค์มีอยู่จริงโดยไม่ได้ตะขิดตะขวงใจ
ถ้าไม่ใช่ว่าที่โลกใบนี้มีพลังพิเศษที่เขาสามารถให้ได้อย่างชัดเจนเขาก็คงไม่เชื่อว่าโลกนี้มีองค์เทพอยู่จริง ยิ่งเมื่อรู้ว่ามีพลังสายพิธีกรรมที่ต้องมีการสวดภาวนาต่อเทพเพื่อช่วยชี้นำพลังเขายิ่งเชื่อว่าเทพมีอยู่จริง เขาจึงไม่อยากมาที่โบสถ์ขององค์เทพสักเท่าไหร่
กลัวจะถูกจับได้ว่าเป็ผู้มาจากต่างโลกมาก
แต่จนกระทั่งทำพิธีเสร็จแล้วก็ยังไม่ถูกใครจับตามองและไม่เป็ที่สนใจลูซีฟก็สามารถโล่งใจได้เปราะหนึ่ง
ครอบครัวฮิลเกรมทยอยออกจากโถงผ่านกล่องบริจาคอลันหยิบเงินหนึ่งซิลออกมาหยอดลงกล่องก่อนจะเดินออกไปก่อน ลูซีฟและมาร์ชก็ทำตามเช่นกันอลันกล่าวว่าการใส่เงินบริจาคลงในกล่องด้วยตนเองจะเป็การสร้างบุญให้ตัวเองเขาจึงแจกเงินให้ลูกคนละหนึ่งซูลก่อนเข้ามาในโบสถ์เพื่อบริจาค
เมื่อเดินออกมาลูซีฟกับมาร์ชต้องขมวดคิ้วเมื่อพวกเขาไม่พบพ่อของพวกเขารออยู่ข้างนอก
อลันหายไปไหน?