บทที่ 28 ชาวพื้นเมืองของเกาะฉางเซียง
ทว่าพื้นที่ทางทิศตะวันออกนี้ตั้งอยู่บนที่ราบสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อย การจะขุดบ่อเพื่อผันน้ำทะเลเข้ามาโดยตรงคงเป็เื่ยากลำบาก
อย่างไรก็ตาม บริเวณประตูทิศตะวันออกกลับมีอ่าวธรรมชาติที่เหมาะแก่การหลบคลื่นลม ทั้งยังมีทิวเขาเตี้ย ๆ ช่วยกำบังลมทะเลได้อย่างดีเยี่ยม นับว่าเป็พื้นที่ที่เหมาะสำหรับการตั้งถิ่นฐานเป็อย่างยิ่ง
หลิวอวี่เริ่มวางโครงร่างแผนการในใจ เขาจะจัดสรรพื้นที่ราบทางทิศตะวันตกโดยการขุดร่องน้ำให้ตัดสลับกันเป็รูปตารางหมากรุกเก้าช่อง จากนั้นจึงขุดดินภายในตารางออกเพื่อผันน้ำทะเลเข้ามาอย่างเป็ระบบ
ด้วยวิธีนี้ เขาจะมีบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำระบบน้ำเค็มจำนวนมากสำหรับรองรับการเพาะเลี้ยงในอนาคต
นอกจากนี้ บริเวณแนวชายฝั่งทั้งสี่ทิศ เขายังสามารถใช้พื้นที่ในการเพาะเลี้ยงเม่นทะเล หอยนางรม และสัตว์ทะเลล้ำค่าชนิดอื่น ๆ ได้อีกด้วย
“เป็อย่างไรบ้างคะคุณหลิว ถ้าคุณตรวจสอบสภาพพื้นที่แล้วไม่มีปัญหาอะไร เรามาเซ็นสัญญาโอนมอบพื้นที่กันเลยดีไหมคะ?” หยางเสวี่ยเอ่ยพลางเปิดแฟ้มเอกสารและยื่นปากกาให้เขา
“หยุดเดี๋ยวนี้! หากพวกคุณยังแก้ปัญหาให้พวกเราไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะได้มีการส่งมอบพื้นที่ในวันนี้!” ทันใดนั้น เสียงะโกร้าวก็ดังมาจากทางเดินแคบ ๆ ทิศตะวันตก พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มคนขนาดใหญ่
กลุ่มคนเ่าั้ประกอบด้วยคนหลากวัย ทั้งชายหญิง คนชรา และเด็ก ๆ ทุกคนล้วนมีผิวพรรณที่กร้านแดดรำไรจากการเคี่ยวกรำด้วยลมทะเลมาตลอดหลายปี จนผิวดูหยาบกร้านและเข้มจัด
ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้จะเป็ชาวประมงพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บนเกาะฉางเซียง
พวกเขากรูเข้ามาล้อมหลิวอวี่และหยางเสวี่ยไว้ ก่อนจะพ่นคำพูดด้วยความโกรธแค้น “ฉันขอบอกเอาไว้เลยนะ ตราบใดที่ยังไม่จัดหาที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา อย่าหวังว่าใครหน้าไหนจะได้แตะต้องอะไรบนเกาะนี้เด็ดขาด!”
เมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มบานปลาย หลิวอวี่ที่กำลังจะจรดปากกาก็ชะงักมือลงทันที
“คุณหยาง ดูเหมือนจะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสียแล้วนะครับ ต้องขออภัยด้วยที่ผมยังเซ็นรับมอบพื้นที่ในตอนนี้ไม่ได้”
หยางเสวี่ยร้อนรนจนหน้าซีดเผือดแทบจะร้องไห้ออกมา “แต่เงินชดเชยทางเราก็จ่ายไปครบถ้วนแล้วนะคะ เป็พวกคุณเองที่ถูกหลอก เื่นี้บริษัทไม่ควรต้องมารับผิดชอบนะคะ!”
“คนคนนั้นก็เป็คนที่บริษัทคุณพามาไม่ใช่หรือไง! ฉันไม่สนหรอก! ยังไงถ้าเงินยังไม่ถึงมือพวกเรา อย่าหวังว่าใครจะได้เกาะนี้!” ฝูงชนเริ่มส่งเสียงโวยวายด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเรื่อย ๆ
หลิวอวี่มองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าพลางนึกถึงอดีตของตนที่เติบโตมาจากครอบครัวยากไร้ สิ่งที่เขารังเกียจที่สุดคือการรื้อถอนที่ดินอย่างไม่เป็ธรรมและการยักยอกเงินชดเชยของชาวบ้าน
หากต้องเข้าไปยึดที่ทำกินของชาวประมงเหล่านี้โดยไม่มีที่พึ่งพารองรับ พวกเขาจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่การบีบบังคับให้พวกเขาต้องตายทั้งเป็หรอกหรือ?
แววตาของหลิวอวี่ฉายแววเคร่งขรึม เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “คุณหยาง โปรดอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนเสียก่อน ไม่อย่างนั้นผมจะไม่มีวันเซ็นชื่อรับมอบเด็ดขาด และบริษัทของคุณก็อย่าหวังว่าจะได้รับเงินส่วนที่เหลือจากผม หากคิดจะฟ้องร้อง ผมหลิวอวี่คนนี้ก็พร้อมจะสู้จนถึงที่สุด!”
หยางเสวี่ยมีสีหน้าลำบากใจอย่างยิ่ง เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจยอมเผยความจริงออกมาในที่สุด
เดิมทีบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต้าตี้ที่เธอสังกัดอยู่ มีนโยบายพัฒนาพื้นที่เกาะแห่งนี้อย่างเต็มรูปแบบ จึงได้จัดสรรเงินชดเชยให้ชาวบ้านทุกครัวเรือน ครัวเรือนละสามแสนหยวน ซึ่งบนเกาะนี้มีผู้อยู่อาศัยเพียงสิบกว่าครัวเรือนเท่านั้น
แต่ทว่า ผู้เช่าเกาะฉางเซียงรายก่อนเห็นโอกาสทำเงินใน่ที่สัญญากำลังจะสิ้นสุดลง จึงคิดฉวยโอกาสกอบโกยครั้งสุดท้ายก่อนจากไป
เขาใช้คำพูดหว่านล้อมสวยหรูโดยแอบอ้างชื่อเสียงของบริษัทต้าตี้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้น่าเชื่อถือ หลังจากหลอกล่อเอาเงินชดเชยของชาวบ้านไปได้รวมกว่าสามล้านหยวน เขาก็หอบเงินก้อนนั้นหนีหายไปในวันรุ่งขึ้นทันที
“คุณหลิวคะ เื่นี้ทางบริษัทเราไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่มันเป็ความผิดพลาดที่ชาวบ้านหลงเชื่อคำลวงจนถูกหลอกเอาเงินไปเองจริง ๆ ค่ะ”
เมื่อหลิวอวี่ได้ฟังดังนั้น เขาก็เริ่มรู้สึกหนักใจ เพราะหากมองตามความจริง นี่ไม่ใช่ความผิดโดยตรงของบริษัทต้าตี้เลย
แต่ทว่า ในวินาทีนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของเขา
เขา้าจะทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่สามารถทำคนเดียวได้ทั้งหมด จำเป็ต้องมีแรงงานจำนวนมาก
และจะมีแรงงานกลุ่มไหนที่จะเชี่ยวชาญไปกว่าชาวประมงที่ใช้ชีวิตอยู่กับทะเลมาทั้งชีวิตกลุ่มนี้อีกล่ะ?
ประชากรบนเกาะมีเพียงสิบกว่าครัวเรือน ซึ่งเป็จำนวนที่เขาสามารถบริหารจัดการได้อย่างสบาย ๆ
วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของชาวบ้านได้เท่านั้น แต่ยังช่วยแก้ปัญหาเื่ขาดแคลนแรงงานของเขาได้อย่างลงตัวอีกด้วย!
“พี่น้องทุกท่าน ฟังผมก่อนครับ! บนเกาะฉางเซียงนี้มีทั้งหมดกี่ครัวเรือนกันแน่? ผมหลิวอวี่ขอสัญญาว่าจะช่วยทวงความยุติธรรมให้พวกคุณอย่างแน่นอน!” หลิวอวี่ะโก้องกลางฝูงชน
เมื่อได้ยินคำประกาศนั้น แววตาที่สิ้นหวังของชาวบ้านก็เริ่มมีประกายแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนชาวประมงกลุ่มนี้จะเป็คนซื่อตรงและพร้อมจะรับฟังเหตุผลอยู่บ้าง
“ทั้งหมดมีสิบสองครัวเรือนค่ะ เดิมทีพวกเราต้องได้เงินรวมสามล้านหกแสนหยวน แต่ตอนนี้กลับไม่เหลืออะไรเลย แถมยังถูกข่มขู่จะไล่ออกจากเกาะอีก หากต้องทิ้งเกาะฉางเซียงไป พวกเราก็ไม่เหลือทางไปแล้ว...” คุณป้าคนหนึ่งในกลุ่มเริ่มสะอื้นไห้ออกมาด้วยความอัดอั้น
“คุณหยาง แม้ว่าชาวบ้านจะถูกหลอกโดยบุคคลอื่น แต่ในฐานะที่บริษัทคุณมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะคู่สัญญาเดิม ผมมองว่าพวกคุณควรจะมีส่วนรับผิดชอบอยู่บ้าง... เอาอย่างนี้ ผมมีข้อเสนอหนึ่ง ไม่ทราบว่าพวกคุณจะยินดีรับไว้ไหม?”
“ลองว่ามาสิคะคุณหลิว” หยางเสวี่ยเริ่มมีความหวัง
“พวกคุณจ่ายค่าชดเชยให้ผมเพิ่มหนึ่งล้านสองแสนหยวน แล้วผมจะรับผิดชอบบริหารจัดการเื่ที่อยู่อาศัยของชาวบ้านเหล่านี้เองทั้งหมด เป็อย่างไรครับ?” หลิวอวี่ยื่นข้อเสนออย่างตรงไปตรงมา
“เื่นี้... ฉันต้องขออนุมัติจากเบื้องบนก่อนค่ะ คุณหลิวโปรดรอสักครู่นะคะ!”
หยางเสวี่ยรีบต่อสายโทรศัพท์หาหัวหน้าทันที สองนาทีผ่านไปเธอก็วางสายด้วยสีหน้าที่ดีขึ้น “ทางบริษัทตกลงตามเงื่อนไขของคุณค่ะ แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องเซ็นสัญญาโอนมอบพื้นที่ให้เสร็จสิ้นในทันที!”
“ตกลงครับ พอเงินเข้าบัญชี ผมจะเซ็นชื่อให้ทันที”
เพียงไม่กี่นาทีต่อมา เสียงแจ้งเตือนจากบัญชีธนาคารของหลิวอวี่ก็ดังขึ้น พร้อมกับยอดเงินหนึ่งล้านสองแสนหยวนที่ถูกโอนเข้ามาอย่างรวดเร็ว
หลิวอวี่รักษาคำพูด เขาจรดปากกาเซ็นสัญญาโอนมอบพื้นที่ในทันที
“ทุกท่าน ฟังผมนะครับ เงินจำนวนหนึ่งล้านสองแสนหยวนอยู่ที่ผมแล้ว แต่เงินจำนวนนี้ไม่เพียงพอที่จะจ่ายให้ครัวเรือนละสามแสนหยวนได้ ผมสามารถมอบให้ได้เพียงครัวเรือนละหนึ่งแสนหยวนเท่านั้น!”
หลิวอวี่ยังไม่ทันได้อธิบายต่อ ชาวประมงชายวัยกลางคนก็โพล่งขึ้นด้วยความตื่นตระหนก “ไม่ได้! แค่แสนเดียวพวกเราจะไปตั้งตัวที่ไหนได้ นี่มันไม่ต่างอะไรกับการบีบให้พวกเราไปตายเลยนะ!”
“ใช่แล้ว! ลำพังแค่แสนเดียวเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวยังไม่รอดเลย!” เสียงคัดค้านดังขึ้นระงม
“ทุกคนเงียบก่อนครับ! ผมยังพูดไม่จบ!” หลิวอวี่ยกมือขึ้นขอความสงบ
เมื่อทุกคนเงียบลง หลิวอวี่จึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เงินหนึ่งแสนหยวนนั้นคือเงินชดเชยเบื้องต้น และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ... ผมจะไม่ไล่พวกคุณออกจากเกาะฉางเซียงแห่งนี้!”
“ผมตั้งใจจะทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำขนาดใหญ่บนเกาะนี้ ซึ่งผม้าแรงงานที่เชี่ยวชาญ ผมจึงอยากจ้างพวกคุณทุกคนมาทำงานกับผม โดยที่ทุกคนจะได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าสี่พันหยวนต่อเดือน!”
สิ้นคำประกาศ ชาวบ้านทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบงันด้วยความอัศจรรย์ใจ เงินเดือนสี่พันหยวนนั้นถือเป็รายได้ที่สูงมาก เพราะปกติการออกเรือในแต่ละเดือน พวกเขาได้รับส่วนแบ่งเพียงสองถึงสามพันหยวนเท่านั้น แถมยังต้องเสี่ยงชีวิตในทะเลลึก
แต่ตอนนี้ หลิวอวี่กลับเสนอรายได้ที่มั่นคงและสูงกว่าเดิมให้ถึงที่!
“ที่คุณพูดมา... เป็ความจริงหรือ?” ชายชราคนหนึ่งถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
“คำไหนคำนั้นครับ ขอเพียงอายุอยู่ระหว่างสิบแปดถึงห้าสิบห้าปี ไม่ว่าชายหรือหญิงผมรับเข้าทำงานทั้งหมด! เงื่อนไขเดียวคือต้องขยันและตั้งใจทำงาน”
“หากพวกคุณตกลง ผมจะให้คนเตรียมสัญญาจ้างงานจากในเมืองทันที เมื่อเซ็นสัญญาแล้ว ทุกคนก็ถือเป็พนักงานของผมอย่างเป็ทางการ” หลิวอวี่กล่าวเสริมอย่างชัดเจน
“ฉันตกลง!”
“ฉันก็ด้วย! ตกลง!”
ตัวแทนจากทั้งสิบสองครัวเรือนไม่มีใครคัดค้านแม้แต่คนเดียว ทุกคนต่างยอมรับข้อเสนอด้วยความเต็มใจ
เมื่อเห็นความพร้อมเพรียงเช่นนั้น หลิวอวี่ก็เผยรอยยิ้มอย่างพึงใจ
เขารู้ดีว่าชาวประมงเหล่านี้คือผู้เชี่ยวชาญตัวจริงที่คลุกคลีกับทะเลมาทั้งชีวิต การได้พวกเขามาเป็กำลังสำคัญย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจของเขาอย่างมหาศาล
“คุณหยางครับ ผมรบกวนคุณช่วยจัดการพิมพ์สัญญาจ้างงานจากในเมืองมาให้หน่อยได้ไหมครับ?” หลิวอวี่เอ่ยขอความช่วยเหลือ
“ได้ค่ะคุณหลิว! ฉันจะรีบจัดการพิมพ์สัญญามาให้คุณเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!” หยางเสวี่ยตอบรับด้วยความยินดีพลางรีบออกไปทำหน้าที่ของเธอทันที