53 2-2
ตอนที่ 86 เป็นเพียงโอสถขยะเม็ดหนึ่ง
หลังจากเรอออกมาคำโตเสร็จสรรพ เหลิงหยุนเจียวยังกล่าวต่อว่า
“ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าเองก็ควรทราบดีว่ายามนี้ข้ามีระดับลมปราณขั้นใด แล้วมีหรือที่ข้าอยากจะเป็นศัตรูกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเช่นเจ้า? สู้ทำดีเอาอกเอาใจเข้าไว้ เพื่อขอหยิบยืมห้วงมิติพื้นที่ไว้ใช้ประโยชน์ไม่ดีกว่ารึ?”
“ต่อให้เจ้าตายไป ใช่ว่าข้าจะฉกฉวยห้วงมิติของเจ้าไปใช้ได้จริงหรือไม่? เป็นถึงยุทธภัณฑ์วิญญาณ ย่อมมีพันธะผูกติดกับตัวเจ้าของโดยตรง จะให้ถอดถอนทิ้งย่อมมิใช่เรื่องง่าย?”
เหลิงหยุนเจียวย่อมทราบดี คำอธิบายเหล่านี้ของตนล้วนถูกต้องสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว หากยังไม่เชื่ออีกล่ะก็ เห็นทีคงต้องไล่ไปกินหญ้าสักเที่ยว
เพราะหากพินิจพิเคราะห์ในแง่มุมนี้ให้ดี จะพบว่าการตายของโม่เฉินหยวนนั้นไม่สร้างประโยชน์อันใดให้แก่ตัวนางเลย ตรงกันข้าม ทุกอย่างจะกลับกลายเป็นเรื่องยุ่งยากทันทีหากไร้ซึ่งบุรุษผู้นี้
โม่เฉินหยวนกับหวู่เหวินต่างสบตาจ้องหน้าเหลิงหยุนเจียวไม่คลายอ่อน พยายามเสาะหาร่องรอยความน่าสงสัยบนใบหน้าของนาง
แต่ท้ายที่สุดนี้ ก็ไม่พบพานความผิดปกติอันใด
…….
ณ อารามแห่งหนึ่ง
“ท่านอาจารย์ ข้าเฝ้าศึกษาสูตรโอสถชนิดนี้กว่าครึ่งเดือนแล้ว มันไม่ดูแปลกพิกลอย่างนั้นรึ?”
เบื้องหน้าปรากฏเป็นชายชราอาวุโสผมเผ้าขาวโพลนผู้หนึ่ง เขาก็คือท่านอาจารย์ฉินที่กำลังลูบเครายาวปั้นสีหน้าจริงจัง สายตาคู่นั้นจับจ้องโอสถเม็ดหนึ่งตาเขม็งไม่คลาย ประหนึ่งว่า ต่อให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย เขาก็จะไม่ยอมละสายตาไปมองอื่นใด
“หากบอกว่าไม่แปลกก็คงเสียสติแล้ว! ใช้บัวหิมะเหมันต์หลอมผสมเข้ากับหญ้าเพลิงแดงโลกันตร์เช่นนี้มีที่ใดกัน! ไฉนไม่เอาไปใส่เข้าปากไปเลยเล่า!!”
“มิเพียงเท่านั้น ยังจะใส่สมุนไพรซึ่งเป็นส่วนประกอบเสริมเบ็ดเตล็ดอะไรเข้าไปอีกตั้งมากมาย? แต่ละชนิดล้วนเป็นสมุนไพรล้ำค่าประเมินราคามิได้ แต่กลับเอามายัดรวมกันเช่นนี้นับว่าเป็นการสิ้นเปลืองโดยแท้!!”
“ในคราแรกที่สบพบ ข้าเองก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งยวด แทบจะปฏิเสธทันทีที่พบเห็น แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งโดยตรงจากท่านผู้นั้น อย่างไรเสียก็ต้องจำใจหลอมกลั่นให้ แต่เรื่องที่น่าเหลือเชื่อไปกว่านั้นก็คือ ทุกอย่างกลับสามารถผสมผสานเข้ากันได้อย่างน่าอัศจรรย์! แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังเชื่อว่า นั่นเป็นเพียงโอสถขยะเม็ดหนึ่ง!”
ท่านอาจารย์ฉินเอียงคอไปทางฟางซิ่วเหอผู้เป็นลูกศิษย์ แต่ถึงกระนั้น สายตาก็คงจับจ้องอยู่ที่โอสถในมือไม่มีอ่อนคลาย
“เตรียมวัตถุดิบหลอมกลั่นพร้อมแล้วหรือไม่? ยังต้องหลอมกลั่นอีกชุดจนกว่าจะวัตถุดิบจะหมด! อย่าให้รู้ว่าหน้าไหนที่เป็นคนเขียนสูตรยานี้ขึ้นมา ข้าจะจับมันเฆี่ยนเสียให้ตาย! เอากองสมบัติล้ำค่ามาเปลี่ยนเป็นขยะโดยแท้!”
ฟางซิ่วเหอเหลือบดูกองสมุนไพรวัตถุดิบทั้งหมดที่เหลืออยู่ข้างตัว ภายในใจถึงกับร้องคร่ำครวญด้วยความเสียดาย
ผู้ใดกันที่คิดทำเรื่องสิ้นเปลืองเช่นนี้ขึ้นมา?
จบกัน บั้นปลายชีวิตของเขาในฐานะประมุขแห่งสามราชันโอสถศักดิ์สิทธิ์ เกรงว่าหลังสิ้นลมหายใจ เขาคงต้องถูกเทพเซียนแห่งโอสถบนสวรรค์บีบคอสังหารตายอีกหนเป็นแน่
...............
ยามรัตติกาล
ณ เรือนพิรุณจรัส จวนตระกูลเหลิง
ปรากฏเงาดำร่างหนึ่งปีนข้ามกำแพง แอบลอบเข้าเรือนด้านในผ่านทางหน้าต่าง
กวาดสายตาเฝ้าสังเกตรอบบริเวณโดยรอบอยู่หลายครา คล้อยหลังจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนั้น จึงค่อยๆเอื้อมมือออกไปเปิดบานหน้าต่าง แล้วย่องเบาก้าวข้ามมาอย่างเงียบสนิท
ทุกอากัปกิริยาการเคลื่อนไหวล้วนไร้ซึ่งปัญหาติดขัด แต่กลับราบรื่นเป็นอย่างดี ปราศจากสุ้มเสียงไม่พึงประสงค์ใดหลุดลอดออกมาแม้แต่น้อย
ภายในเรือนนอนห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัส บรรยากาศมืดสลัวเคียงประดับด้วยแสงเทียนจางอ่อน วิสัยทัศน์การมองเห็นล้วนถูกบดบังเกินครึ่ง อาศัยความจำและความคุ้นชิน เงาดำร่างนั้นค่อยๆย่องเบาไปทางเตียงนอน
แลเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังขดนอนอยู่บนนั้นอย่างสบายอกสบายใจ เสียงหายใจเสถียรเป็นจังหวะบ่งบอกว่าน่าจะหลับลึกมิใช่น้อย รู้เช่นนั้นแล้ว เงาดำร่างนี้ถึงกับหัวเราะคิกคักกับตนเองอยู่ภายในใจอย่างมีความสุข ลอบชักกริชคมเล่มหนึ่งออกมาจากเอวอย่างเงียบงัน เพ่งเล็งไปยังตำแหน่งจุดตายของอีกฝ่าย แล้วจ้วงแทงออกไปอย่างสุดกำลัง!
เหลิงหยุนเจียวสัมผัสได้ถึงคลื่นจิตสังหารที่แผ่ซ่านเข้าใกล้ เสี้ยวพริบตานั้น นางรีบพลิกตัวหลบเลี่ยงฉับพลัน
คมกริชเล่มนั้นสังหารพลาดเป้า พุ่งไปติดหนึบอยู่บนเตียงแทน
เหลิงหยุนเจียวกะระยะถอยหลบออกจากเตียงอย่างคล่องแคล่ว อนึ่งเป็นเพราะระดับลมปราณที่พัฒนาก้าวหน้า จึงส่งผลให้วิสัยทัศน์การมองเห็นของนางดีขึ้นตามลำดับไปด้วย
แม้ภายในห้องจะมืดสลัวเพียงใด แต่นางก็ยังสามารถมองเห็นคนร้ายที่กำลังเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจน
เห็นว่าเงาดำร่างนั้นกระชากคมกริชที่จมติดเตียงออกมาได้ และกำลังถลาพุ่งเข้าโจมตีใส่นางเป็นคำรบสอง เหลิงหยุนเจียวเร่งจัดท่าสัประยุทธ์ ระดมพลังลมปราณขุมใหญ่อัดฉีดลงบนฝ่ามือขวา แล้วตบกระแทกอัดเข้าใส่ช่วงท้องของอีกฝ่ายทันที
“กรี๊ดดด!”
เหลิงเจียวเจียวกรีดร้องลั่นอย่างน่าเวทนาสุดแสน เสียงกรีดร้องของนางดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้องคราหนึ่ง
แล้วร่างทั้งร่างของนางก็ทรุดฮวบลงกับพื้น นอนชักเกร็งไม่หยุดด้วยความทรมานเจ็บปวดระคนอับอาย ลมหายใจสั่นไสวไร้เสถียรแทบประคองไม่อยู่
เหลิงหยุนเจียวเขย่าแขนเสื้อสะบัดทีหนึ่งเพื่อจุดเทียนทั้งหมด แล้วห้องทั้งห้องก็สว่างไสวขึ้นในบัดดล
นางเดินกลับไปนั่งที่ขอบเตียง ยกขาขึ้นไขว่ห้าง พลางปรายตาชำเลืองมองเหลิงเจียวเจียวที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น แววตาของนางแอบฉงนงุนงงไม่น้อย
“นี่เจ้าคิดจะทำสิ่งใด? เป็นเพียงแค่สวะชิ้นหนึ่งแท้ๆ ยังกล้าลอบสังหารข้าอีกรึ?”
รูม่านตาดำของเหลิงเจียวเจียวตีบแคบบีบตัวเท่ารูเข็ม สีหน้าการแสดงออกดูหวาดกลัวสุดขีด ยิ่งได้สัมผัสถึงพลังความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายในยามนี้ นางถึงกับดวงตาเบิกโพลงเหงื่อแตกพลั่กอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เป็น...เป็นไปได้เยี่ยงไร!? ภายในเวลาอันสั้นเพียงเท่านี้...เจ้าสามารถทะลวงขึ้นสู่ขั้นกลางได้แล้วรึ!?!”
เหลิงเจียวเจียวตกใจจนใบหน้าซีดราวกับพบเจอภูติผี และคล้ายจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จู่ๆนางก็ร้องตะโกนลั่นแผดออกมาสุดเสียง