วันที่สิบแปด
กู่ฉางเซิงนั่งนิ่งสงบอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัดก่อนรุ่งสาง
ถุงผ้าที่บรรจุยาสกัดชุดที่สองวางอยู่บนฝ่ามือขวา ััได้ถึงไออุ่นแ่เบาจากอุณหภูมิร่างกายของตนเอง
ยาชุดแรกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่เขาคำนวณไว้ในหัวสามารถนำมาใช้ได้จริง ส่วนยาชุดที่สองนี้...จะเป็ตัวบ่งชี้ว่ามันจะสำแดงฤทธิ์เดชได้มากน้อยเพียงใด — ความแตกต่างระหว่างสมมติฐานกับข้อเท็จจริงอันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ นั่นคือจุดเส้นแบ่งที่แยกวิทยาศาสตร์ออกจากความเชื่อ
เขาหลับตาลง ชักนำกระแสลมปราณรวบรวมไว้ขนานใหญ่ ก่อนจะเปิดเส้นทางชีพจรทั้งห้าสายที่เพิ่งเพียรฝึกปรือมา
จากนั้นจึงใช้ปลายนิ้วแตะตัวยาอย่างระมัดระวังลงบนจุดตันเถียน
พลัน...ความร้อนสายหนึ่งก็ทะลักจู่โจมขึ้นมาในทันที!
มันมิใช่ความร้อนแผ่ซ่านอย่างไร้ทิศทางเฉกเช่นคราก่อน หากแต่เป็ความร้อนที่ทรงพลังและมีเป้าหมายแน่วแน่ ละม้ายคล้ายกระแสน้ำอุ่นที่หลั่งไหลไปตามท่อแคบ ๆ กระจายตัวออกไปตามเส้นลมปราณทุกสายอย่างรวดเร็วและเฉียบคมกว่ายาชุดแรกถึงสองเท่า
กู่ฉางเซิงขบกรามแน่น ขืนรับแรงดันมหาศาลที่พุ่งทะยานขึ้นมาจุกอยู่ที่ทรวงอก
ยังคงทนทานรับไหว — ทว่าก็นับว่าเกือบถึงขีดจำกัดของเส้นลมปราณแล้ว
เวลาล่วงเลยผ่านไป...สิบวินาที ยี่สิบวินาที สามสิบวินาที...
กระแสความร้อนพุ่งทะยานขีดสุดก่อนจะเริ่มกระจายตัว แทรกซึมเข้าสู่ทุกอณูเซลล์ที่เส้นลมปราณไหลผ่าน ประหนึ่งผืนน้ำที่ซึมซาบลงสู่ผืนดินอันแห้งผากในหน้าแล้ง
ทว่าทันใดนั้น กลับมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น...เป็สิ่งที่กู่ฉางเซิงมิได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
มันมิใช่อาการเ็ป และมิใช่ความรู้สึกทรมานอันใด หากแต่มันละม้ายคล้ายกับผ้าผืนเก่าที่ถูกบิดจนตึงเครียดแน่น แล้วพลันถูกคลายปมออก — ทีละชั้น...ทีละชั้น...
ิับริเวณหน้าผาก
ข้อมือทั้งสองข้าง
รวมไปถึงหลังมือที่เคยปรากฏจุดด่างดำชราภาพสีน้ำตาล
ส่วนต่าง ๆ เ่าั้ส่งสัญญาณความรู้สึกระลึกรับรู้พร้อมกัน มันมิใช่ความเ็ป แต่คือความตระหนักรู้อันแจ่มแจ้งว่า...ร่างกายกำลังเกิดการแปรเปลี่ยนครั้งใหญ่
กู่ฉางเซิงนั่งนิ่งสงบ รับรู้ถึงสภาวะการผลัดเปลี่ยนอันอัศจรรย์นั้นเนิ่นนานร่วมยี่สิบนาที
กระบวนการนี้...รวดเร็วกว่าที่คำนวณไว้ถึงสามวันเต็ม
ยามที่เขาลุกขึ้นยืน ท้องฟ้านอกหน้าต่างก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีชมพูระเรื่ออ่อน ๆ
หลินชิงเสวียสาละวนอยู่ในห้องครัวั้แ่วันเริ่มผันผ่าน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคุ้นหูเดินเข้ามาเธอก็หันไปมอง
แล้วเธอก็ต้องแข็งทื่อไปในทันใด
ทัพพีที่กำอยู่ในมือค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ สายตาคู่สวยจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของกู่ฉางเซิงตาไม่กระพริบ
กู่ฉางเซิงเลื่อนเก้าอี้นั่งลงที่โต๊ะอาหาร หยิบถ้วยน้ำขึ้นมาจิบ "ตักข้าวต้มให้ข้าก่อนเถิด" เขาเอ่ยเรียบ ๆ โดยมิได้เงยหน้าขึ้นมอง
"ค่ะ..." เธอตักข้าวต้มด้วยท่าทางเชื่องช้า ละม้ายคล้ายสายตายังมิอาจหลุดพ้นไปจากภาพเบื้องหน้าได้ "รอยเหี่ยวย่นบนหน้าผากของท่านตา..."
"ตื้นลงไปมากใช่หรือไม่"
"ตื้นลงไปมากเหลือเกิน" เธอเอ่ยเสียงแ่เบาคล้ายละเมอ "ทั้งบริเวณแก้มทั้งสองข้าง...รวมไปถึงสีผิวที่หลังมือ..." หลินชิงเสวียวางทัพพีลงในหม้อ พลางจ้องมองใบหน้าของชายชราละม้ายคล้ายหมอยาที่กำลังประเมินอาการคนไข้เด็ดขาด "ยาชุดที่สองนี้ สำแดงผลแตกต่างจากชุดแรกมากมายนัก"
"เพราะมันมีความเข้มข้นยิ่งกว่า" กู่ฉางเซิงตอบกลับ
"และมันเห็นผลรวดเร็วกว่าที่ท่านตาคาดการณ์ไว้ด้วยใช่ไหม"
เด็กคนนี้...ช่างมีไหวพริบและสังเกตเห็นทุกสิ่งอย่างจริง ๆ
"รวดเร็วกว่าเดิมเล็กน้อย" เขาเอ่ยพลางหยิบช้อนขึ้นมา
คำตอบของเขา มิได้มีคำปดมดเท็จ ทว่าก็มิใช่ความจริงทั้งหมด เพราะคำว่า "เล็กน้อย" ในความหมายของอดีตนักวิทยาศาสตร์เช่นเขา...หมายถึงเวลาที่รวดเร็วขึ้นถึงสามวันเต็ม
หลินเต๋อเจี้ยเดินออกมาจากห้องตรวจยาใน่สายของวัน ใบหน้าและดวงตาอิดโรยบ่งบอกชัดแจ้งว่าตรากตรำทำงานมาตลอดทั้งคืน ขอบตาของเขามีรอยแดงช้ำ ในมือยังคงถือม้วนกระดาษบันทึกสมุนไพรอยู่
ทว่าเมื่อเขาเหลือบไปเห็นกู่ฉางเซิงที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหาร ฝีเท้าของเขาก็พลันหยุดชะงักลงในทันใด
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ...หนึ่ง...สอง...สามวินาที
"ท่านกู่...เริ่มใช้ยาชุดที่สองแล้วสินะ" เขาเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงมิใช่ประโยคคำถาม
"เริ่มั้แ่่เช้าตรู่"
หลินเต๋อเจี้ยสืบเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหาร เฝ้ามองใบหน้าของกู่ฉางเซิงประหนึ่งหมอยาที่มีประสบการณ์ร่วมสามสิบปีกำลังจดจ้องสิ่งอัศจรรย์ที่ไม่เคยพบพานมาล่วงหน้า เขาเพ่งพินิจรายละเอียดทุกตารางนิ้วอย่างถี่ถ้วน
"ตัวข้าประกอบอาชีพหมอยามาเนิ่นนาน" เขาเอ่ยช้า ๆ "เคยพบเห็นคนไข้ใกล้ตายฟื้นคืนสติ เคยเห็นโอสถชั้นเลิศรักษาโรคร้าย และเคยเห็นสมุนไพริญญาสำแดงฤทธิ์เดชเกินคณา" เขาเว้นจังหวะ "ทว่าสิ่งที่ข้าได้ประจักษ์ต่อสายตาในยามนี้ — กลับละม้ายคล้ายกับการเฝ้ามองสายน้ำที่ไหลย้อนกลับคืนสู่ยอดเขา"
หลินชิงเสวียนั่งนิ่งเงียบ สองคนพ่อลูกต่างสบสายตากันแวบหนึ่งคล้ายรับรู้ความนัย
"ข้ามีคำถามหนึ่ง...ที่ติดค้างอยู่ในใจมาสักพักใหญ่แล้ว" หลินเต๋อเจี้ยเดินไปทรุดตัวนั่งลงบนม้านั่งไม้ด้านข้าง "ท่านกู่...คิดจะพำนักอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้อีกนานเท่าใดกัน"
คำถามที่ทุกคนต่างล่วงรู้ผลลัพธ์ล่วงหน้า ทว่าอย่างไรเสียก็ยังคงต้องเอ่ยปากถามออกไป
กู่ฉางเซิงวางถ้วยน้ำลง ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาเป็ลำสีทองทาบทับบนพื้นไม้
"ข้าจำเป็ต้องออกเดินทางเพื่อเสาะหาสมุนไพริญญาในระดับที่สูงล้ำกว่าที่มีอยู่ในผืนป่าแห่งนี้" เขาบอกกล่าวตรงไปตรงมา "และข้าจำเป็ต้องศึกษาวิชาความรู้เื่ลมปราณจากนักฝึกตนที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่าตัวข้าในยามนี้"
"ซึ่งสองสิ่งนั้น...มิอาจค้นพบได้ในหมู่บ้านชิงหยาน"
"มิมีเลย"
หลินเต๋อเจี้ยนิ่งงันไปครู่ใหญ่ นิ้วมือของเขาบดถูเข้าหากันเบา ๆ อันเป็กิริยาของคนที่กำลังตระเตรียมตัดสินใจเื่ราวสำคัญในจิตใจ
"ชิงเสวีย" เขาเอ่ยเรียกบุตรสาวโดยมิได้หันหน้าไปมอง "ตัวเ้า...ปรารถนาสิ่งใด"
หลินชิงเสวียเอ่ยตอบโดยมิมีความลังเลแม้เพียงกระผีกริ้น
"ข้า้าออกเดินทางติดตามท่านกู่ไป...ท่านพ่อ"
ห้องพักพลันตกอยู่ในความสงัดเงียบอีกครา
หลินเต๋อเจี้ยจ้องมองบุตรสาวของตน เนิ่นนานพอที่จะแลเห็นทุกสิ่งอย่างที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น — ทั้งความตั้งใจอันแน่วแน่ไร้ซึ่งความลังเล ความกล้าหาญอันลึกซึ้งที่มิต้องป่าวประกาศ และแววตาที่เขาเคยเห็นนับั้แ่วันแรกที่นางวิ่งหน้าตาตื่นกลับมาบอกเล่าเื่ราวของชายชราประหลาดผู้ล่วงรู้ลึกซึ้งถึงตัวยา
"ข้า...คงมิมีสิ่งใดจะสั่งสอนเ้าได้อีกแล้ว" เขาเอ่ยน้ำเสียงแ่เบา ทว่ามิใช่ความเศร้าโศก หากแต่เป็การยอมรับในสัจธรรมของคนล่วงรู้การณ์ล่วงหน้าและพร้อมจะเผชิญหน้ากับมัน "และหากท่านกู่คือผู้ที่จะช่วยชี้แนะสั่งสอนเ้าสืบไป..."
สายตาของเขาเลื่อนกลับมาจับจ้องที่กู่ฉางเซิงอีกครา
"ตัวข้า...คงต้องขอกราบกรานท่านกู่ ช่วยเป็ธุระดูแลบุตรสาวของข้าด้วย" น้ำเสียงของเขา มิใช่การร้องขอความเมตตา หากแต่เป็การส่งมอบสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตให้ดูแล
กู่ฉางเซิงจ้องมองชายวัยห้าสิบปีเบื้องหน้า ััได้ถึงประสบการณ์สามสิบปีของการเป็หมอในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่หลอมรวมอยู่ในสายตาคู่นั้น
"ข้าจะดูแลนางให้ดี" เขาตอบกระชับ ไร้ซึ่งคำประดิษฐ์ประดอย
หลินเต๋อเจี้ยผ่อนลมหายใจออกยาว ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา เป็รอยยิ้มที่แฝงไว้ทั้งความภาคภูมิใจและความรวดร้าวในเวลาเดียวกัน
ใน่สายของวัน เฉินิเหลียงได้ส่งคนมาเชิญกู่ฉางเซิงไปพบ
ที่พำนักของเขายังคงดูโอ่อ่าเฉกเช่นเดิม ทว่าในวันนี้ บรรยากาศภายในห้องรับแขกกลับมีบางสิ่งแปรเปลี่ยนไป เฉินิเหลียงนั่งตัวตรงสง่า สีหน้าดูมีเืฝาดและเปล่งปลั่งกว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างเห็นได้ชัด
"หลังจากรับการรักษาในคราแรก อาการปวดหน่วงที่สีข้างด้านขวาของข้าทุเลาลงไปราวครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว" เขาเอ่ยเปิดฉากทันทีที่กู่ฉางเซิงนั่งลง
"กระแสลมปราณในเส้นชีพจรสายตับเริ่มไหลเวียนได้คล่องตัวขึ้น" กู่ฉางเซิงเอ่ยเสริม "ข้ารู้อยู่แล้ว"
กู่ฉางเซิงยื่นมือออกไป ข้างฝ่ายเฉินิเหลียงก็ส่งข้อมือให้ตรวจโดยมิมีความลังเล
กระแสชีพจรแข็งแรงและสม่ำเสมอยิ่งขึ้น จุดตีบตันในเส้นลมปราณสายตับหดเล็กลงไปราวสิบเปอร์เซ็นต์ นั่นคือสัมฤทธิผลจากการรักษารอบแรก — หากรับการรักษาต่อเนื่องอีกห้าถึงหกรอบ จุดตีบตันนั้นจะสลายตัวไปเองโดยมิต้องหักโหมทำลาย เพียงแค่ใช้ตัวยาค่อย ๆ ละลายมันออกไป
กู่ฉางเซิงถอนมือกลับพลางลุกขึ้นเดินไปที่ตะกร้าสมุนไพร
"เริ่มการรักษาต่อได้เลย"
"ช้าก่อน...ก่อนจะเริ่มลงมือ" เฉินิเหลียงเอ่ยรั้ง "ข้ามีเื่สำคัญจำเป็ต้องแจ้งแก่ท่านกู่"
กู่ฉางเซิงหันกลับมามอง
"ข้าได้ส่งจดหมายด่วนไปยัง 'สำนักโอสถอันดับหนึ่ง' เป็ที่เรียบร้อยแล้ว" เฉินิเหลียงเอ่ย น้ำเสียงนิ่งเรียบราวกับกำลังแจ้งผลการตัดสินใจทางธุรกิจ "ในจดหมายระบุว่า มีนักโอสถผู้มีอัจฉริยภาพซ่อนตัวอยู่ที่หมู่บ้านชิงหยานแห่งนี้ และตัวข้าปรารถนาจะเสนอชื่อท่านให้เข้าสู่สำนัก"
"โดยที่มิได้ไต่ถามความสมัครใจของข้าก่อนงั้นหรือ"
"ข้ากระทำไปในฐานะของผู้ที่ปรารถนาจะตอบแทนพระคุณ" เฉินิเหลียงเอ่ยตรงไปตรงมา มิคิดแก้ตัว "หากท่านมิพึงใจ ข้าจะส่งคนไปเอาผิดจดหมายยกเลิกเสีย ทว่าหากท่านพึงใจ..."
"สำนักโอสถอันดับหนึ่งย่อมต้องส่งคนมาตรวจสอบความจริงเสียก่อน" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัด "แล้วในจดหมายฉบับนั้น ท่านเขียนระบุว่าข้ามีความสามารถประการใดบ้างเล่า"
"ข้าเขียนไปตามความจริงที่ได้ประจักษ์แจ้ง" เฉินิเหลียงตอบ "ทั้งเื่ที่ท่านสามารถเยียวยารักษาโรคร้ายที่หมอยาทั่วไปมืดแปดด้าน เื่การค้นพบวิธีกระบวนการสกัดสมุนไพริญญารูปแบบใหม่ที่มิเคยมีผู้ใดทำได้มาก่อน และเื่ที่ท่านกำลังรักษาโรคตับแข็งของข้า...ซึ่งหมอยาชื่อดังถึงสามคนต่างเคยออกปากว่าหมดหนทางเยียวยา"
"แล้วหากคนของสำนักเดินทางมาตรวจสอบ แล้วพบว่าตัวข้ามิได้มีความสามารถตรงตามที่ท่านเขียนไว้เล่า"
"นั่นย่อมเป็ปัญหาของข้า...มิใช่ปัญหาของท่านกู่"
คำตอบของคนที่ผ่านกระบวนการคิดมาอย่างรอบคอบและพร้อมจะน้อมรับผลลัพธ์ด้วยตนเอง
กู่ฉางเซิงหันกลับไปสนใจตะกร้าสมุนไพรตามเดิม "เริ่มลงมือได้"
การรักษารอบที่สองนี้ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าคราแรกอยู่บ้าง
กู่ฉางเซิงลงมือเปิดเส้นลมปราณเพิ่มขึ้นอีกสองจุด ทั้งยังเลือกใช้ยาสกัดที่มีความเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมถึงสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เฉินิเหลียงนั่งตัวตรงสงบนิ่งตลอดเวลา ทว่า่หัวไหล่กลับค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเรื่อย ๆ ละม้ายคล้ายของหนักมหาศาลที่เคยแบกไว้บนบ่ากำลังถูกยกออกไปทีละน้อย
"อาการเ็ปที่สีข้างด้านขวาจางหายไปมากทีเดียว" เขาเอ่ยขึ้นหลังจากกู่ฉางเซิงถอนเข็มเงินออกหมดแล้ว
"มันอาจจะกลับมามีอาการปวดหน่วงอยู่บ้างในอีกสองสามวันข้างหน้า ทว่าย่อมจะน้อยกว่าคราก่อนมาก"
เฉินิเหลียงนั่งนิ่งอึ้งอยู่พักหนึ่ง สายตาจดจ้องไปยังพื้นที่ว่างเปล่าภายในห้อง
"ท่านกู่..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำกว่าปกติ "เกี่ยวกับเื่เนื้อความในจดหมายที่ข้าส่งถึงสำนักโอสถ...อันที่จริงข้ามิได้บอกเล่าความจริงไปทั้งหมดดอก"
กู่ฉางเซิงมิได้ขยับกาย
"ข้าเขียนระบุว่าท่านกู่กำลังรักษาโรคตับที่หมอสามคนถอดใจ" เฉินิเหลียงเอ่ยช้า ๆ "ทว่าข้ากลับจงใจปกปิด...มิได้เขียนเล่าว่าท่านกู่กำลังกระทำสิ่งใดกับร่างกายของตนเองอยู่"
กู่ฉางเซิงหันกลับมาสบตาในทันใด
ชายผมเทาผู้นี้กำลังจ้องมองชายชราตรงหน้าด้วยแววตาที่แปรเปลี่ยนไปจากทุกครา มิใช่สายตาของพ่อค้าผู้เจนโลก และมิใช่สายตาของคนไข้ผู้สิ้นหวัง ทว่ามันคือสายตาของคนที่มองเห็นความนัยบางอย่าง และล่วงรู้แจ้งว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใด
"ข้าเฝ้าสังเกตเห็นความผิดปกติมาได้ร่วมสิบวันแล้ว" เขาเอ่ย "ท่านมิได้เพียงแค่ปรุงยาสกัดเพื่อรักษาโรคระบาดให้ชาวบ้าน ทว่าท่านกลับใช้ตัวยาสูตรเดียวกันนั้นกับร่างกายของตนเอง...และร่างกายนั้นกำลังแปรเปลี่ยนไปในทิศทางที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่ง"
ข้างฝ่ายกู่ฉางเซิง มิได้เอ่ยปากยอมรับ และมิได้เอ่ยปากปฏิเสธ
"หากข้าเลือกที่จะเขียนระบุเื่นี้ลงในจดหมายฉบับนั้นด้วย" เฉินิเหลียงเอ่ยสืบไป "ผู้ที่สำนักส่งมาตรวจสอบในครานี้...ย่อมมิใช่เพียงแค่ศิษย์ระดับกลางเป็แน่"
เขาล่วงรู้แจ้งแล้วว่าเวลานี้ตนเองถือครองข้อมูลที่มีค่ามหาศาลเพียงใด และกำลังพิจารณาเลือกหนทางที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด
"แล้วท่าน...คิดจะเขียนบอกพวกเขาในภายหลังหรือไม่"
เฉินิเหลียงจ้องมองกู่ฉางเซิงเนิ่นนาน
"มิเขียน" ในที่สุดเขาก็ตอบ "ข้าจะปล่อยให้เื่ราวอันอัศจรรย์นั้นเป็ความลับของท่านกู่แต่เพียงผู้เดียว ส่วนท่านจะเลือกเปิดเผยมันออกมาเมื่อใด...นั่นย่อมเป็สิทธิ์อันชอบธรรมของท่าน"
"เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น"
"เพราะอาการป่วยของข้ายังมิหายขาดน่ะสิ" เฉินิเหลียงตอบตรงไปตรงมาอย่างที่สุด "และข้าปรารถนาให้ท่านกู่มีแรงจูงใจที่จะอยู่รักษาข้าต่อไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ"
มุมปากของกู่ฉางเซิงยกขึ้นเล็กน้อย
เป็คำตอบในวิสัยของพ่อค้า...ทว่าก็นับว่าเป็พ่อค้าที่ซื่อสัตย์อย่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก
คนจากสำนักโอสถอันดับหนึ่งเดินทางมาถึงใน่บ่ายของวันรุ่งขึ้น ซึ่งนับว่ารวดเร็วกว่าที่เฉินิเหลียงคาดการณ์ไว้มาก
บุรุษหนุ่มอายุราวสองสิบปีต้น ๆ ควบม้าศึกสีขาวปลอดเข้ามาในหมู่บ้านชิงหยานเพียงลำพัง เครื่องแต่งกายของเขาสะอาดสะอ้านสีขาวบริสุทธิ์ ปักตราสัญลักษณ์ประจำสำนักเด่นชัดที่ทรวงอก เส้นผมยาวถูกรวบขึ้นสูงตรึงไว้ด้วยปิ่นหยกเนื้อดี ใบหน้าคมคายฉายแววหยิ่งทะนงตามสไตล์ของผู้ที่คุ้นชินกับการถูกผู้คนยกย่องบูชา
กู่ฉางเซิงกำลังยืนอยู่ตรงแผงขายยาของหลินเต๋อเจี้ยยามที่ชายหนุ่มผู้นั้นควบม้าผ่านหน้าไป สายตาของศิษย์สำนักใหญ่กวาดมองผ่านร่างของชายชราผมขาวที่นั่งอยู่เฉกเช่นผงคลีไร้น้ำหนัก ผ่านร่างของเด็กสาวข้างกาย แล้วก็ทอดมองเลยผ่านไปราวกับมองทะลุผ่านความว่างเปล่า
"ที่พำนักของท่านเฉินิเหลียงไปทางใด" ชายหนุ่มเอ่ยถาม น้ำเสียงมิได้เจาะจงถามกู่ฉางเซิงโดยตรง ละม้ายคล้ายเป็การเอ่ยถามลอย ๆ กลางอากาศ
"มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือของตลาด บ้านหลังที่สาม" กู่ฉางเซิงบอกทาง
ชายหนุ่มมิได้เอ่ยคำขอบคุณ เขาเพียงแค่สะบัดบังเหียนหันม้าจากไปในทันที
หลินชิงเสวียทอดสายตามองตามหลังจนกระทั่งอาชาสีขาวลับสายตาไปตรงหัวมุมถนน
"นั่นคือคนจากสำนักอันดับหนึ่งใช่ไหม"
"ถูกต้องแล้ว"
"ท่าทางของเขา...ดูมิได้มีใจคิดจะให้เกียรติผู้ใดเลย"
"ผู้ที่ไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้...มักจะมีกิริยาเช่นนั้นเป็ธรรมดา"
กู่ฉางเซิงเดินทางมาถึงที่พำนักของเฉินิเหลียงในจังหวะที่ชายหนุ่มผู้นั้นเพิ่งจะก้าวลงจากหลังม้าพอดี
ภายในห้องรับแขก เฉินิเหลียงนั่งรออยู่ก่อนแล้ว สายตาของเขาเลื่อนมองจากศิษย์หนุ่มมายังกู่ฉางเซิง มีแววตาบางอย่างที่บ่งชี้ว่าเขาก็คิดเห็นเฉกเช่นเดียวกัน
"ข้ามีนามว่า หลิวเฉียนหยวน ศิษย์สายที่สามแห่งสำนักโอสถอันดับหนึ่ง" ชายหนุ่มเอ่ยแนะนำตนเองโดยมิได้น้อมศีรษะคารวะตามธรรมเนียม "ท่านปรมาจารย์มีคำสั่งให้ข้าเดินทางมาตรวจสอบรายงานของท่านเฉิน"
"ลำบากท่านต้องเดินทางไกลแล้ว" เฉินิเหลียงเอ่ย น้ำเสียงสุภาพทว่ามิได้แสดงอาการนอบน้อมจนเกินงาม
สายตาของหลิวเฉียนหยวนเลื่อนมาหยุดอยู่ที่กู่ฉางเซิงซึ่งนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ตรงมุมห้อง "นี่คือนักโอสถชราที่ท่านเฉินระบุไว้ในจดหมายงั้นหรือ"
"ท่านผู้นี้คือ ท่านกู่ฉางเซิง" เฉินิเหลียงแนะนำ
ชายหนุ่มจ้องมองชายชราอยู่ครู่หนึ่ง ในแววตาคู่นั้นมิใช่กระแสของการดูถูกเหยียดหยาม ทว่ามันคือความผิดหวังอย่างแท้จริง
"คราแรกข้าคาดหวังว่าจะได้พบพานกับนักโอสถที่มีชื่อเสียงเรียงนามในยุทธภพอยู่บ้าง" เขาเอ่ย "ทว่าท่านเฉินกลับเขียนบรรยายสรรเสริญเสียยกใหญ่ว่าสามารถรักษาโรคร้าย สกัดสมุนไพริญญาด้วยกระบวนการรูปแบใหม่ ทั้งยังสามารถเยียวยาโรคตับที่ยากจะฟื้นฟูได้ ตัวข้าจึงเกิดความกังขาใจยิ่งนักว่าเื่ราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจริง...หรือเป็เพียงเื่ลวงโลก"
กู่ฉางเซิงหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบอย่างเชื่องช้า มิได้เอ่ยคำใดตอบโต้
"หากท่านกู่มีความปรารถนาจะพิสูจน์ความสามารถอันแท้จริงให้เป็ที่ประจักษ์แก่สำนักของเรา" หลิวเฉียนหยวนเอ่ยสืบไป พลางเผยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก "ตัวข้าก็ยินดีจะช่วยทดสอบ ข้าเพียรฝึกลมปราณมานานสิบสี่ปีเต็ม หากท่านมีความสามารถพอจะทำให้ข้ายอมรับในฐานะนักโอสถได้ ข้าจึงจะรายงานต่อท่านปรมาจารย์ตามความจริง"
ฝึกปรือมาสิบสี่ปี ท่าทางมั่นใจในฝีมือประหนึ่งอาวุธที่พร้อมจะทิ่มแทง — บุรุษผู้นี้มิได้เดินทางมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หากแต่มาเพื่อหาข้ออ้างในการปฏิเสธเสียมากกว่า
กู่ฉางเซิงวางถ้วยชาลง "คิดจะทดสอบด้วยวิถีใดเล่า"
หลิวเฉียนหยวนเผยรอยยิ้มกว้างละม้ายคล้ายรอคอยคำถามนี้อยู่แล้ว เขาชักมีดสั้นเล่มบางออกจากฝัก ก่อนจะกรีดลงบนท่อนแขนซ้ายของตนเองอย่างเชี่ยวชาญ น้ำหนักมือลึกพอที่จะทำให้โลหิตสีแดงฉานหลั่งไหล ทว่ามิได้ลึกจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ เกิดเป็าแยาวราวสองนิ้ว
"สามารถรักษาาแนี้ให้สมานตัวหายดีภายในครึ่งชั่วยามได้หรือไม่"
"ย่อมได้" กู่ฉางเซิงเอ่ยตอบ "ทว่าข้าก็มีเงื่อนไขข้อแลกเปลี่ยนเช่นกัน"
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น "เงื่อนไขอันใดของท่าน"
"หากข้าสามารถรักษาแผลของท่านให้หายดีได้ ท่านต้องยินยอมให้ข้าตรวจชีพจรร่างกายของท่าน และต้องรับฟังสิ่งที่ข้าค้นพบ หากสิ่งที่ข้ากล่าวไปถูกต้องเที่ยงตรง ท่านต้องรายงานต่อสำนักตามความจริงทุกประการ"
"ร่างกายของข้าสมบูรณ์พร้อม มิเคยมีปัญหาอันใด"
"หากเป็เช่นนั้น...ท่านก็มิมีสิ่งใดต้องสูญเสียมิใช่หรือ"
กู่ฉางเซิงหยิบสมุนไพรสามชนิดออกมาจากตะกร้าที่หลินชิงเสวียถือประคองอยู่ตรงประตูห้อง เขาลงมือบดขยี้มันด้วยฝ่ามืออย่างรวดเร็ว ผสมน้ำต้มสุกอุ่นลงไปเล็กน้อย
จากนั้นจึงนำตัวยาทาลงบนาแอย่างประณีตบรรจง
สิบนาทีล่วงเลยผ่านไป...โลหิตพลันหยุดไหลสนิท
ยี่สิบนาทีล่วงเลยผ่านไป...ปากแผลเริ่มดึงรั้งเข้าหากัน
ครึ่งชั่วยามผ่านพ้น...าแปิดสนิทเป็เนื้อเดียวกัน แม้จะยังหลงเหลือรอยแดงจาง ๆ อยู่บ้าง ทว่ากลับมิปรากฏหยาดโลหิตหรือรอยอักเสบอันใดเลย
หลิวเฉียนหยวนจ้องมองท่อนแขนของตนเองเนิ่นนาน ปากอ้าค้างมิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้
"ถึงคราวเงื่อนไขข้อที่สองแล้ว" กู่ฉางเซิงเอ่ยเสียงเรียบ "ส่งข้อมือของท่านมา"
ชายหนุ่มยอมกระทำตามแต่โดยดี สายตาของเขาดูนิ่งสงบลง ทว่ากล้ามเนื้อตรงสันกรามกลับบดแน่นขึ้นเล็กน้อย
กู่ฉางเซิงวางปลายนิ้วลงบนชีพจร พลางหลับตาลง เขาใช้เวลาตรวจสอบมิถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ
กระแสลมปราณภายในกายของอีกฝ่ายเข้มข้นและสม่ำเสมอยิ่ง นับว่าเพียรฝึกปรือมานานสิบสี่ปีจริงแท้ ทว่ากลับมีสิ่งผิดปกติบางประการซ่อนเร้นอยู่ตรงเส้นลมปราณสายกระดูกสันหลัง — มันมีแรงกดทับที่สะสมมาจากท่วงท่าการฝึกปรือที่ผิดวิธีมานานหลายปี เวลานี้ยังมิสำแดงอาการอันใด ทว่าหากปล่อยปละละเลยไปอีกสามถึงห้าปี ย่อมต้องเกิดอาการชาที่ท่อนแขนขวาเป็ระยะอย่างแน่วแน่
เขาลืมตาขึ้น
"เส้นลมปราณสายกระดูกสันหลังของท่าน..." กู่ฉางเซิงเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ "มีแรงกดทับที่ผิดปกติสะสมอยู่บริเวณส่วนบน สืบเนื่องมาจากการฝึกปรือท่าร่างลมปราณด้วยท่วงท่าที่บีบฝ่าเท้าชิดกันจนเกินไปใน่สามถึงสี่ปีแรก หากมิรีบแก้ไขภายในสองปีนี้ ย่อมต้องเกิดอาการชาที่ท่อนแขนขวาอยู่เป็นิจ"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักในทันใด
หลิวเฉียนหยวนชักข้อมือกลับช้า ๆ ใบหน้าถอดสี "...ท่าน...ล่วงรู้เื่นี้ได้อย่างไรกัน เื่ท่วงท่าการฝึกปรือครานั้น มิเคยมีผู้ใดล่วงรู้ว่าข้า—"
"กระแสลมปราณเป็ตัวบ่งชี้ข้อเท็จจริง" กู่ฉางเซิงเอ่ยสั้น ๆ พลางขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าว "จงรายงานต่อสำนักตามที่ท่านได้ประจักษ์แจ้ง นั่นคือข้อตกลงของเรา"
หลิวเฉียนหยวนนั่งนิ่งงันอยู่ครู่ใหญ่ ดวงตาจับจ้องมองชายชราตรงหน้าด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจ ละม้ายคล้ายคนที่ภาพความจำในหัวถูกทลายลงจนหมดสิ้น
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน สืบเท้าก้าวออกไปได้สองก้าวก่อนจะหยุดชะงักลง
"ข้า...จะรายงานต่อสำนักตามที่ตาเห็น" เขาเอ่ยโดยมิได้หันหลังกลับมามอง "ทว่าท่านกู่ควรตระหนักรู้ไว้ด้วยว่า สำนักย่อมต้องส่งคนเดินทางมาทดสอบท่านอีกคราเป็แน่...และคนที่จะมาในครั้งหน้า ย่อมมิใช่ศิษย์ระดับเดียวกับข้า"
กล่าวจบ เขาก็ก้าวเดินออกจากห้องพักไปในทันที
เฉินิเหลียงทอดสายตามองตามหลังจนกระทั่งเสียงฝีเท้าเงียบหายไป
"ท่านสามารถทำให้เขาต้องยอมสยบถอยฉาก ทว่ากลับมิได้ลงมือหักหน้าเขาจนแตกหัก" เขาเอ่ยชื่นชม
"เพราะหากข้าลงมือหักหน้าเขาจนย่อยยับ ชายหนุ่มผู้นั้นย่อมมิต้องรายงานตามความเป็จริงเพื่อรักษาเกียรติของตนเองเป็แน่" กู่ฉางเซิงเอ่ยพลางเก็บงำอุปกรณ์ "ทว่าในยามนี้ เมื่อเขายังคงรักษาหน้าไว้ได้ เขาจะเลือกรายงานตามข้อเท็จจริง...เพื่อพิสูจน์ให้สำนักเห็นว่าตนเองเป็ผู้มีความซื่อสัตย์"
เฉินิเหลียงนิ่งคิดทบทวนบทเรียนอันลึกซึ้งนี้อยู่ครู่หนึ่ง
"ท่านกู่...หากสำนักส่งคนมาทดสอบท่านในคราที่สอง ท่านจะพร้อมรับมือหรือมิต่างกัน"
การทดสอบในคราที่สอง ย่อมต้องเป็บุคคลในระดับที่สูงล้ำกว่า กระแสลมปราณย่อมแข็งแกร่งและเจนโลกยิ่งกว่า และอาจจะแฝงมาด้วยเจตนาร้ายอันตราย — ร่างกายของเขาในยามนี้แม้จะแปรเปลี่ยนไปมากจากวันแรก ทว่าหากจะให้รับมือกับยอดฝีมือแท้จริง...นับว่ายังมิเพียงพอ
"จักพร้อมหรือไม่...อย่างไรเสียพวกเขาก็ต้องมาอยู่ดี" กู่ฉางเซิงเอ่ย ก่อนจะหันไปหาเฉินิเหลียง "ท่านมีสิ่งใดปรารถนาจะให้ข้ากระทำอีกหรือไม่ ก่อนที่ข้าจะละทิ้งหมู่บ้านแห่งนี้ไป"
"ข้าปรารถนาให้ท่านรักษาโรคของข้าให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ มิสมควรต้องรีบร้อนอันใด" เฉินิเหลียงเอ่ย พลางลุกเดินไปที่โต๊ะทำงาน เขาเปิดลิ้นชักแล้วหยิบม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้ "และสิ่งนี้..."
กู่ฉางเซิงรับม้วนกระดาษมาคลี่ออกดู
มันคือ...แผนที่ระบุเส้นทางอย่างละเอียด รายชื่อของนักโอสถผู้มีคุณธรรมที่น่าเชื่อถือ และบันทึกข้อมูลตลาดซื้อขายสมุนไพริญญาภายในเมืองหลิงหยาง
"ข้าตระเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้พร้อมสรรพ นับั้แ่วันที่ส่งจดหมายด่วนฉบับนั้นแล้ว" เฉินิเหลียงกล่าว
กู่ฉางเซิงบรรจงพับแผนที่เก็บเข้าอกเสื้อ โดยมิได้สำแดงสีหน้าประหลาดใจอันใดออกมา
ชายผู่นี้...ช่างเป็คนที่วางแผนการณ์ไว้ไกลอยู่เสมอจริง ๆ
ในค่ำคืนนั้น
หลินชิงเสวียนั่งอยู่ริมหน้าต่างห้องพักของตน ทอดสายตามองผืนฟ้าที่ดารดาษไปด้วยหมู่ดาว
เสียงฝีเท้าแ่เบาที่ดังขึ้นตรงระเบียงทำให้นางต้องเหลียวหลังไปมอง กู่ฉางเซิงหยุดยืนอยู่ตรงชานระเบียง ในมือถือม้วนแผนที่ฉบับเมื่อกลางวันอยู่
"เ้ายังมินอนอีกหรือ" เขาเอ่ยถาม
"ข้ายังมิรู้สึกง่วงเลย"
กู่ฉางเซิงสืบเท้าเดินออกมาทรุดตัวนั่งลงบนพื้นระเบียง หลังพิงฝาผนังไม้ หลินชิงเสวียขยับเข้ามานั่งเคียงข้าง แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันดวงน้อยที่นางจุดไว้ สาดส่องลงบนแผ่นแผนที่ที่กางออกตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง
"หลังจากก้าวออกจากหมู่บ้านชิงหยานไปทางทิศตะวันออก" กู่ฉางเซิงใช้นิ้วชี้ลากไปตามเส้นทาง "พวกเราต้องผ่านเมืองหยินฉวน จากนั้นจึงมุ่งหน้าขึ้นสู่ทิศเหนือเพื่อไปยังเมืองหลิงหยาง อันเป็ที่ตั้งของตลาดซื้อขายสมุนไพริญญา แล้วจึงค่อยหักเลี้ยวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมุ่งสู่สำนักโอสถอันดับหนึ่ง"
หลินชิงเสวียจ้องมองแผนที่นิ่ง ดวงตาคู่สวยเคลื่อนไหวตามเส้นทางที่นิ้วของเขาชี้แนะ "ระยะทางเล่า..."
"หากเดินเท้า...ย่อมต้องใช้เวลาราวสองเดือนเต็ม หากมิมีเหตุเภทภัยอันใดมาขัดขวาง"
"ตัวข้า...มิเคยเดินทางออกนอกเขตหมู่บ้านแห่งนี้ไกลเกินกว่าสิบลี้เลย" นางเอ่ยเสียงแ่
"ข้ารู้ดี"
"ทว่าข้า...ก็ยังคงปรารถนาจะไปเปิดหูเปิดตาอยู่ดี"
กู่ฉางเซิงจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่งภายใต้แสงไฟสลัวจากตะเกียง เฝ้ามองดวงตาที่จับจ้องแผนที่อย่างแน่วแน่ มือเรียวบางประคองขอบกระดาษไว้แ่เบา ท่าทางของนางมิใช่กิริยาของคนที่หวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้จัก ทว่ามีความตั้งใจจริงที่จะทำความรู้จักกับโลกภายนอก
ลูกสาวหมอยาที่เติบโตมากับผืนป่าและดงสมุนไพร ล่วงรู้จักสมุนไพรทุกต้นในรัศมีสิบลี้ ล่วงรู้จักจำแนกรอยเท้าสัตว์และรอยเท้าคน ล่วงรู้ถึงความเงียบสงัดของป่าที่คอยส่งสัญญาณเตือนภัย — นางมิใช่ภาระอันหนักอึ้ง ทว่านางคือขุมทรัพย์ทางปัญญาชั้นเลิศสำหรับการเดินทาง
"เ้ายังจำเป็ต้องเรียนรู้วิชาความรู้อีกหลายแขนงก่อนออกเดินทาง" กู่ฉางเซิงกล่าว "ข้าจะเคี่ยวเข็ญสั่งสอนเ้าในเวลาสามวันที่เหลืออยู่นี้"
หลินชิงเสวียเงยหน้าขึ้นสบตาในทันใด ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นสะท้อนแสงไฟตะเกียงเป็ประกายแวววาว แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่มากกว่าความยินดี "ท่านตาจะสั่งสอนสิ่งใดแก่ข้าหรือ"
"วิชาการรักษาาแฉุกเฉิน การจำแนกพิษร้ายด้วยการัั และการฝังเข็มในจุดวิกฤตฉุกเฉินที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงยามอยู่กลางป่าลึก" กู่ฉางเซิงเอ่ย "สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จะต้องนำไปใช้จริงในเส้นทางข้างหน้า มิใช่สิ่งสวยหรูดูน่าประทับใจที่ถูกจารึกไว้ในตำราโบราณเพียงอย่างเดียว"
หลินชิงเสวียจ้องมองใบหน้าของเขาเนิ่นนาน ก่อนจะพพยักหน้ารับคำด้วยความจริงจัง
"ข้าทราบแล้ว"
กู่ฉางเซิงพับแผนที่เก็บเข้าที่พลางลุกขึ้นยืน
"ไปนอนพักผ่อนเสียเถิด พรุ่งนี้เช้าเราจะเริ่มเรียนรู้กัน"
เขาก้าวเดินกลับเข้าห้องพักของตนไป
หลินชิงเสวียทอดสายตามองตามหลังแผ่นหลังของชายชราที่เดินจากไป จนกระทั่งร่างนั้นหายลับเข้าไปหลังบานประตู ทว่าสายตาของนางยังคงจับจ้องอยู่ที่เดิมมิคลาย
เขายังคงมีรูปลักษณ์ภายนอกเป็ชายชรา...
ทว่า...กลับมิใช่ชายชราคนเดิมที่นางเคยรู้จักมักคุ้นอีกต่อไปแล้ว
ตลอดสามวันต่อจากนั้น กู่ฉางเซิงทุ่มเทสั่งสอนหลินชิงเสวียเฉกเช่นที่ลั่นวาจาไว้ ข้างฝ่ายเด็กสาวก็นับว่าเป็ผู้มีปัญญาเลิศล้ำ นางเรียนรู้ได้รวดเร็ว จดจำเนื้อหาได้อย่างแม่นยำ ไต่ถามคำถามตรงประเด็นทุกครา และมิเคยต้องให้เขาคอยพร่ำสอนสิ่งเดิมซ้ำเป็หนที่สอง
หากนางได้พบพานกับอาจารย์ผู้เก่งกาจคอยชี้แนะั้แ่วัยเยาว์...ป่านนี้นางคงจะก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าจะคาดเดาได้แล้วเป็แน่
กระบวนการรักษารอบที่สามของเฉินิเหลียงเสร็จสิ้นลงด้วยดี อาการป่วยของเขาทุเลาลงอย่างเด่นชัด ชายหนุ่มให้สัญญามั่นเหมาะว่าจะมิส่งคนมารบกวนในระหว่างที่กู่ฉางเซิงออกเดินทาง
ข้างฝ่ายเว่ยเป้าจงก็ส่งข่าวคราวมาแจ้งว่า เ้าฉีหยงถูกส่งฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็ทางการแล้ว ส่วนน้ำในบ่อน้ำกลางหมู่บ้านหลังจากทำการตรวจวัดซ้ำอีกคราก็พบว่าสะอาดปลอดภัย ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้น้ำได้ดังเดิม
เื่ราวทุกอย่างที่เริ่มต้นขึ้น ณ หมู่บ้านชิงหยานแห่งนี้...บัดนี้ได้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์
วันสุดท้ายก่อนออกเดินทาง
กู่ฉางเซิงนั่งสนทนากับหลินเต๋อเจี้ยเป็เวลานานที่สุดนับั้แ่เขาได้มาพำนักอยู่ที่เรือนหลังนี้
ทั้งเื่รายชื่อตำราโอสถที่สมควรให้หลินชิงเสวียได้ศึกษาเพิ่มเติม เื่ของนักโอสถผู้มีคุณธรรมในเมืองหยินฉวนที่หลินเต๋อเจี้ยเคยรู้จักมักคุ้นในอดีต รวมถึงเื่กฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ภายในสำนักโอสถอันดับหนึ่งที่ชายวัยห้าสิบปีพอล่วงรู้มาจากข่าวลือในยุทธภพ
และเื่สุดท้าย...
"หากตัวข้า...มิอาจพานางกลับมาส่งคืนให้แก่ท่านได้" กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้น
"ข้าจะสั่งสำทับให้ชิงเสวียเดินทางกลับมาด้วยตนเอง" หลินเต๋อเจี้ยเอ่ยขัดจังหวะน้ำเสียงเด็ดขาด "มิสมควรต้องเอ่ยคำอัปมงคลอันใดสืบไปอีก"
กู่ฉางเซิงจ้องมองชายวัยห้าสิบปีตรงหน้า
"ท่านเอง...ก็ล่วงรู้อยู่เต็มอกแล้วใช่หรือไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นในภายภาคหน้า"
"ข้าประกอบอาชีพหมอยาอบรมสั่งสอนผู้คนมานานร่วมสามสิบปี" หลินเต๋อเจี้ยเอ่ยเสียงเรียบสงบ "ข้าย่อมล่วงรู้ดีว่า บุคคลผู้มีความสามารถล้ำเลิศเฉกเช่นท่าน ย่อมมิอาจยอมอุดอู้อยู่กับที่ได้นานวัน และข้ารู้ดีว่า บุตรสาวของข้าได้ตัดสินใจเลือกหนทางชีวิตของนางแล้ว...นับั้แ่วันแรกที่นางได้พบพานกับท่าน"
"วันแรกงั้นหรือ"
"วันแรกที่ท่านลงมือเยียวยารักษาเด็กน้อยตระกูลหวังนั่นอย่างไรเล่า" หลินเต๋อเจี้ยเอ่ยพลางยิ้มบาง "ชิงเสวียวิ่งหน้าตาตื่นกลับมาบอกเล่าแก่ข้าว่า 'ท่านพ่อ มีชายชราประหลาดคนหนึ่ง สามารถอธิบายเหตุผลได้อย่างแจ่มแจ้งว่าเหตุใดตัวยาจึงสำแดงฤทธิ์ มิใช่เพียงแค่บอกว่ายากินแล้วหายโรค' ข้าล่วงรู้ได้ในทันทีนับแต่วันนั้นว่า เื่ราวต่อจากนี้ย่อมต้องมิธรรมดาเป็แน่"
กู่ฉางเซิงนิ่งเงียบไปนานแสนนาน
"ขอบคุณท่านมาก...ที่ให้ความไว้วางใจในตัวข้า" ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากออกมา ไร้ซึ่งคำประดับประดาสวยหรู
"ฝากดูแลนางด้วย" หลินเต๋อเจี้ยเอ่ย น้ำเสียงมิใช่การร้องขอ ทว่ามันคือคำฝากฝังที่หนักอึ้งและทรงคุณค่าที่สุดเท่าที่ชายผู้นี้เคยฝากไว้กับผู้ใดในชีวิต
ก่อนรุ่งสางของวันออกเดินทาง
กู่ฉางเซิงสืบเท้าเดินออกไปยังลำธารเพียงลำพังเป็คราสุดท้าย
สายหมอกบางเบาลอยล่องอยู่เหนือผิวน้ำ แสงสีเทาจาง ๆ ก่อนรุ่งอรุณสาดสะท้อนลงมา แว่วเสียงกระแสน้ำไหลกระทบโขดหินเบา ๆ เป็ท่วงทำนองที่เขาคุ้นหูมาตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าค่ำคืนที่ผ่านมา
เขาทรุดตัวนั่งลงริมตลิ่ง ครานี้มิได้เดินลมปราณเพื่อดูดซับพลังงานอันใด ทำเพียงแค่นั่งนิ่งสงบอารมณ์อยู่เงียบ ๆ
ยี่สิบกว่าค่ำคืน ณ ลำธารสายนี้...ยี่สิบกว่าค่ำคืนที่เขาเพียรพยายามนั่งรับพลังงานิญญาจากสายน้ำที่หลั่งไหลมาจากต้นไม้ล้ำค่าที่ไม่มีชาวบ้านผู้ใดล่วงรู้คุณค่าเลย
ชาวบ้านในหมู่บ้านชิงหยานแห่งนี้ใช้น้ำจากลำธารประทังชีวิตมานานหลายสิบปี ทว่ากลับไม่มีผู้ใดระลึกรู้เลยว่าสายน้ำนี้กักเก็บพลังงานพิเศษเอาไว้ ละม้ายคล้ายกับผู้คนที่อาศัยอยู่ข้างเหมืองทองคำ ทว่ากลับมิเคยล่วงรู้เลยว่าผืนดินที่ตนเหยียบย่ำนั้นมีมูลค่ามหาศาลเพียงใด
ในโลกใบเก่า ข้าเคยคิดมาตลอดว่าความรู้คือทุกสิ่งทุกอย่าง ทว่าในยามนี้ข้าจึงได้ประจักษ์แจ้งว่า ความรู้ทำหน้าที่เพียงแค่เปิดดวงตาให้มองเห็น — การลงมือกระทำต่างหาก...คือสิ่งที่จะสามารถแปรเปลี่ยนทุกสิ่งอย่างให้เกิดขึ้นจริงได้
กู่ฉางเซิงวางฝ่ามือลงบนผิวน้ำ รับรู้ถึงกระแสพลังงานจาง ๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เป็คราสุดท้าย
จากนั้นจึงลุกขึ้นยืน และสืบเท้าเดินกลับไป
ยามรุ่งเช้า
กู่ฉางเซิงยืนสงบนิ่งอยู่หน้าเรือนของหลินเต๋อเจี้ย บนบ่าสะพายถุงผ้าใบเล็ก ภายในบรรจุสมุนไพรสำคัญ เข็มเงินที่ผ่านการต้มสุกฆ่าเชื้อ อุปกรณ์การรักษาขั้นพื้นฐาน และถุงผ้าใบหนาที่เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ต้นเทพสังหารอันล้ำค่าไว้สองเมล็ด
หลินชิงเสวียยืนเคียงข้าง ในมือประคองตะกร้าสมุนไพรที่บรรจุสิ่งของไว้อย่างแ่าและจัดแต่งอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
ข้างฝ่ายหลินเต๋อเจี้ย ยืนส่งอยู่ที่บานประตูเรือน
"ออกเดินทางได้แล้ว" เขาเอ่ย น้ำเสียงแหบพร่าทว่ามิปรากฏรอยสั่นเครืออันใด
หลินชิงเสวียก้าวสืบเท้าเข้าไปสวมกอดบิดาเนิ่นนานครู่หนึ่ง มิมีการหลั่งหยาดน้ำตา และมิมีคำกล่าวอำลาใด ๆ ละม้ายคล้ายกับการออกเดินทางไกลในครานี้ เป็เื่ราวที่คนทั้งสองต่างตระเตรียมจิตใจรองรับมาเนิ่นนานแล้ว
กู่ฉางเซิงยืนรอคอยอย่างสงบ
เมื่อหลินชิงเสวียผละตัวถอยออกมา เขาก็เริ่มสืบเท้าเดินนำหน้าออกไปในทันที
ฝีเท้าของเขามั่นคงและสม่ำเสมอ ก้าวเดินออกจากเขตหมู่บ้านชิงหยาน สู่ถนนดินทอดยาวที่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก
หลินชิงเสวียก้าวเดินตามหลังห่างหนึ่งก้าวเฉกเช่นเดิม
คนทั้งสอง...มิคิดหันหลังกลับมามองอีกเลย
หมู่บ้านชิงหยาน — สถานที่ที่กู่ฉางเซิงลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างชราภาพอันทรุดโทรม สถานที่ที่เขาได้เรียนรู้ระเบียบกฎเกณฑ์การทำงานของโลกใบใหม่นี้ และเป็สถานที่ที่เขาได้เริ่มต้นก้าวแรกของการเดินทางอันยาวนานแสนไกล
ระยะเวลายี่สิบกว่าวัน — สภาพร่างกายเกิดการแปรเปลี่ยน กระแสลมปราณเพิ่มพูน วิชาความรู้เติบโตงอกงาม
ทว่า...นับว่ายังมิเพียงพอ
ในโลกใบนี้ยังคงมีสิ่งเร้นลับที่เขายังมิอาจล่วงรู้อีกมหาศาล ทั้งสำนักโอสถอันยิ่งใหญ่ที่มีวิชาความรู้สะสมมานานหลายร้อยปี ผืนป่าสมุนไพริญญาอันกว้างใหญ่ที่มิอาจค้นพบได้ในหมู่บ้านเล็ก ๆ และยอดฝีมือผู้มีอัจฉริยภาพที่เขาทำยังมิเคยได้พบพาน
ถนนดินทอดยาวไกลออกไปเบื้องหน้า แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาฉาบทับเส้นทางจนกลายเป็สีทองอ่อนละมุน
กู่ฉางเซิงสืบเท้าก้าวเดินออกไปท่ามกลางแสงตะวันส่องสกาวครานั้น
รูปลักษณ์ภายนอก...เขายังคงเป็ชายชรา
ทว่า...ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดินออกไปในยามนี้ กลับมิใช่ท่วงท่าของคนชราอีกต่อไปแล้ว