องค์ชายห้าแห่งหลานหลิง

    บทที่ 38 อ่านฟรี



    "เสี่ยวชุน พี่ว่าน้องควรลดอาหารของเสี่ยวไป๋บ้างแล้ว ดูสิ ตอนนี้เจ้าตัวเล็กมีพุงกลมจนท้องจะติดพื้นยามเดินอยู่แล้ว เดี๋ยวจากที่เรียกเสี่ยวไป๋จะกลายเป็นต้าไป๋ในอนาคตนะ"


    จวินหลิงอู๋ซวนเอ่ยหยอกเจ้าลูกแมวตัวกลมที่นั่งอยู่บนตักของน้องชายคนเล็ก ปลายนิ้วเรียวจิ้มลงบนท้องของลูกแมวที่เริ่มตัวไม่น้อยแล้ว ก่อนจะต้องรีบดึงมือหลบกรงเล็บของเสี่ยวไป่ที่ตวัดมายังนิ้วเขาอย่างอารมณ์เสีย


    องค์ชายสี่มองหน้าบึ้งๆ ของเสี่ยวไป๋ที่กำลังเกรี้ยวกราดแล้วก็รู้สึกขบขัน


    เจ้าแมวตัวนี้ไม่รู้ว่าเสด็จพ่อไปได้มาจากที่ใดถึงได้ฉลาดเฉลียวราวกับเข้าใจในสิ่งที่มนุษย์พูดรู้เรื่องอย่างน่าอัศจรรย์ แถมยังชอบเป็นลูกคู่รับส่งกับเสี่ยวชุนตลอดเวลาจนเขาคันไม้คันมือและอดไม่ได้ที่จะแกล้งเสี่ยวไป๋ให้ได้อารมณ์บูดเสียทุกครั้ง


    ยิ่งยามใบหน้ากลมๆ ของมันใช้หางตามองเขาพร้อมกับสะบัดหางอย่างหงุดหงิด เขาจะรู้สึกชอบใจและมีความสุขเป็นพิเศษ บางวันที่เขาจัดการงานของตัวเองเสร็จเร็วก็จะแวะมานั่งหยอกเสี่ยวไป่จนเจ้าตัวเล็กถอนหายใจแล้วนอนหันก้นมาทางเขาเลยทีเดียว


    องค์ชายสามที่ไม่รู้ตัวว่าตอนนี้บัญชีความแค้นที่ระบบจดขึ้นเพื่อองค์ชายสามโดยเฉพาะได้ยาวไปหลายหน้ากระดาษแล้ว มันรอวันที่ร่างแมวจะเติบโตขึ้นจนสามารถใช้เขี้ยวเล็บอันแหลมคมขย้ำองค์ชายผู้นี้อยู่ทุกเมื่อ


    ตอนนี้มันยังเป็นเพียงลูกแมวตัวน้อย เพียงแค่องค์ชายนิสัยไม่ดีคนนี้รวบมันไว้ในฝ่ามือเดียว มันก็ไร้สิ้นหนทางจะดิ้นหนี ทำได้เพียงเก็บความคับข้องใจเอาไว้เพื่อรอวันเองคืนอย่างสาสม!


    "พี่สาม เสี่ยวไป่ของข้าไม่ได้อ้วนสักหน่อย ท่านกำลังเข้าใจผิดแล้ว ก้อนกลมๆ ที่ท้องมันคือก้อนความน่ารักต่างหาก เพราะเสี่ยวไป่น่ารักมากๆ ก้อนความน่ารักจึงใหญ่ตามไปด้วย ใช่ไหมเสี่ยวไป๋"


    จวินหลิงหยางชุนหันไปย่นจมูกให้พี่สามที่ชอบกลั่นแกล้งเสี่ยวไป๋ให้อารมณ์เสียตลอดเวลา จนเขากลัวเหลือเกินว่าระบบจะข่วนใบหน้าอันหล่อเหลาของพี่สามจนได้เลือดเข้าสักวันหนึ่ง


    "เมี้ยว!" ใช่แล้ว นี่คือก้อนน่ารักต่างหาก! 


    ระบบขี้คร้านจะสนใจมนุษย์ขี้แกล้งอย่างองค์ชายสามที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเขามาตลอดตั้งแต่ที่มันอาศัยร่างของลูกแมวเวลาอยู่ด้านนอกมิติส่วนตัว 


    "เอาล่ะๆ พี่สามยอมแล้ว ก้อนน่ารักก็ก้อนน่ารัก แต่เรื่องลดอาหารพี่จริงจังนะ หรือไม่ถ้าอย่างนั้นน้องก็ต้องให้เสี่ยวไป่ออกกำลังกายบ้าง ช่วงนี้พี่เห็นไม่น้องก็นางกำนัลคอยอุ้มเสี่ยวไป่ตลอดเลย ไม่รู้ว่าขาเล็กๆ นี่จะยังใช้เดินได้อยู่รึเปล่า"


    จวินหลิงอู๋ซวนไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองรึเปล่าที่เห็นลูกแมวทำหน้าค้อนใส่เขาทันทีที่พูดจบ


    เขาสะบัดหัวไล่ความคิดไร้สาระของตัวเองก่อนจะยกมือยอมแพ้เมื่อเห็นน้องชายทำหน้ามุ่ยใส่เขาอีกครั้ง มือใหญ่เอื้อมลูบกลุ่มผมนุ่มของน้องชายก่อนจะหอมแก้มนิ่มไปสองฟอด แล้วจึงนั่งเงียบๆ อ่านตำราเกี่ยวกับการดูแลแมวต่อ 


    ร่างสูงคิดว่าเขาคงต้องเอาคำแนะนำของตัวเองไปบอกกับนางกำนัลของน้องชายให้ช่วยเข้มงวดเรื่องอาหารของเสี่ยวไป่มากขึ้นแทน เพราะไม่อยากให้น้องชายตัวน้อยโกรธเขาอีกคน



    "นี่เป็นทับทิมที่น้องได้มาเมื่อวานจากจวนหยางขอรับ เสี่ยวถิงให้น้องเป็นของฝาก น้องจึงนำมาให้ทุกคนลองชิมดู เมื่อวานน้องลองชิมที่จวนหยางมีรสชาติเปรี้ยวมาก แต่เมื่อลองชิมอีกผลหนึ่งก็พบว่ามีรสชาติหวานอมเปรี้ยวอร่อยมากเลยขอรับ ต้นทับทิมของเยี่ยนถิงน่าจะมีรสชาติอร่อยกับเปรี้ยวคละเคล้ากัน ทุกคนต้องลองเสี่ยงดูแล้วขอรับว่าจะได้ลูกที่เปรี้ยวจนทานไม่ได้หรือจะได้ลูกที่อร่อย"


    เสียงเล็กๆ ของจวินหลิงหยางชุนเอ่ยอย่างขี้เล่น เขาก็พูดให้ตื่นเต้นไปอย่างนั้นแหละ แต่ความจริงแล้วผลทับทิมในมือของทุกคนคือวัตถุดิบห้าทั้งหมด รับรองว่าได้ลิ้มรสความหวานอมเปรี้ยวแสนอร่อยของทับทิมอย่างทั่วถึงแน่นอน


    "อื้ม หวานอมเปรี้ยวแล้วก็เคี้ยวได้เลยต่างจากที่พี่เคยทานมาก่อนจริงๆ" องค์ชายรองเอ่ยขึ้นหลังจากได้ลองกัดเมล็ดทับทิมในผลที่เขาถือไว้

    คนอื่นๆ ก็เช่นกันพยักหน้ารับเห็นด้วยคำพูดของจวินหลิงจ้าวเหยียน ยกเว้น...


    "เปรี้ยวมาก! แค่กๆ"


    องค์ชายสามโพล่งออกมาเสียงดัง จากนั้นก็รีบคายเมล็ดทับทิมใส่ผ้าเช็ดหน้าที่หยิบมาจากแขนเสื้อของเขา ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวจากรสสัมผัสของเมล็ดทับทิมที่ยังคงตกค้างอยู่ในปาก ปลายหางตาคมมีร่องรอยของน้ำตาเล็กน้อยเพราะทนรับรสชาติอันแสนเปรี้ยวเข็ดฟันของทับทิมลูกที่เขาได้รับไม่ไหว


    "ฮ่าๆๆ พี่สามช่างโชคร้ายจริงๆ พวกเราต่างได้ผลทับทิมที่อร่อยทั้งนั้น นี่ๆ ท่านลองชิมของข้าสิ" 


    องค์ชายสี่หัวเราะพี่ชายของตัวเอง ก่อนจะใจดียื่นผลทับทิมที่เขาแบ่งครึ่งเอาไว้ให้อีกฝ่ายได้ลองอย่างไม่คิดหวงแหน


    ท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคนที่ขบขันในความโชคร้ายของพี่สาม มีเพียงองค์ชายน้อยที่เหล่มองลูกแมวตัวสีขาวบนตักด้วยท่าทางครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยถามเสี่ยวไป๋ในใจ


    'ทำไมผลทับทิมของพี่สามถึงได้มีรสเปรี้ยวล่ะเสี่ยวไป๋ เป็นฝีมือของนายใช่ไหมเนี่ย'


    ระบบกระดิกใบหูสีขาวของมันพลางสายหางอย่างอารมณ์ดี แล้วตอบกลับเจ้านายของตัวเอง


    [นี่เป็นบทลงโทษของการลบหลู่ลูกแมวที่แสนน่ารักอย่างระบบขอรับ]


    'คิกๆ โอ๋ๆ อย่าโกรธพี่สามเลยนะเสี่ยวไป๋ พี่สามชอบนายมาก เลยชอบหยอกนายไง นายก็เห็นนี่นาว่าช่วงนี้พี่สามอ่านตำราเกี่ยวกับแมวตลอดเลยเพราะพี่สามเป็นห่วงนายนะ แล้วก็ไม่รู้ความจริงสักหน่อยว่านายไม่ใช่แมวธรรมดาน่ะ'


    นิ้วเล็กของจวินหลิงหยางชุนเกาที่คางของเสี่ยวไป๋พร้อมทั้งพูดถึงความดีของพี่สามให้อีกฝ่ายได้ฟัง เสี่ยวไป๋จะได้ไม่ตั้งแง่กับพี่ชายคนนี้ของเขามากนัก


    [ระบบไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นอยู่แล้วขอรับ ระบบเพียงแค่หยอกล้อองค์ชายสามนิดหน่อยเท่านั้น]


    ระบบถูหัวของมันเข้ากับมือน้อยจากนั้นก็ดึงนายท่านเข้าสู่หัวข้ออื่น ส่วนภายในใจของมันนั้นตอนนี้กำลังยิ้มกริ่มอย่างชั่วร้าย


    รอให้นายท่านเผลอก่อนเถอะ ข้าจะแก้แค้นองค์ชายโรคจิตผู้นี้ให้ครบทุกความแค้นที่ข้าจดไว้เลย!



    หลังอาหารเช้าจวินหลิงหยางชุนอุ้มเสี่ยวไป๋ขึ้นเกี้ยวไปยังตำหนักของเสด็จแม่เพื่อนำผลทับทิมสมุนไพรระดับหนึ่งไปให้อีกฝ่ายหนึ่งผลจากนั้นก็พูดคุยกันอีกเล็กน้อย ก็ขึ้นเกี้ยวเดินทางไปยังตำหนักของฮองเฮาต่อ และเขาก็ถูกฮองเฮาดึงตัวไว้กว่าหนึ่งชั่วยาม จอมนางแห่งวังหลังถึงยอมปล่อยตัวเขาให้นำของฝากซึ่งเป็นผลทับทิมไปให้ยังตำหนักของพระสนมยศเฟยอีกสามคนที่เหลือ 


    ระยะเวลาเดือนกว่าที่ผ่านมานี้ นอกจากที่เขาจะสนิทสนมกับฮองเฮาแล้ว ยังสนิทสนมกับมารดาของพี่ชายคนอื่นๆ อีกด้วยเพราะถูกเสด็จพ่อหนีบไปทานข้าวยังตำหนักของแต่ละพระองค์อยู่หลายครั้ง บางครั้งก็เป็นพี่ชายที่พาเขาไปด้วยตัวเองเนื่องจากมารดาของอีกฝ่ายต้องการคุยเล่นกับเขา 

    องค์ชายน้อยที่กลายเป็นที่โปรดปรานของทุกคนในวังจนบางครั้งเขาก็ค่อนข้างยุ่งในการจัดสรรเวลาสำหรับไปเยือนตำหนักต่างๆ


    ในวังหลังทั้ง 5 ตำหนัก จะมีเพียงสนมอีกสี่คนที่เป็นมารดาของพี่สาวที่แต่งงานกันไปหมดแล้วเท่านั้นที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ไปยุ่งเกี่ยว ยามเสด็จพ่อไปเยือนตำหนักของสนมเหล่านั้นก็ไม่ได้พาเขาไปด้วย


    เขาเคยถามเหตุผลจากพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ก็ตอบเพียงว่าการไม่ยุ่งเกี่ยวกันจะดีที่สุด


    คำตอบที่เหมือนไม่ใช่คำตอบแบบนี้ทำเอาเขารู้สึกยุบยิบในใจอย่างบอกไม่ถูก จนสุดท้ายก็ได้ระบบช่วยแถลงไขให้ว่า พระสนมทั้งสี่คนนั้นเมื่อก่อนมักสร้างปัญหาให้เหล่าพระชายาเอกทั้งสี่รวมถึงฮองเฮา จนฮองเฮายื่นคำขาดไม่ให้สนมทั้งสี่คนเข้ามาข้องเกี่ยวกับฝ่ายหน้าและองค์ชายคนอื่นๆ อีก


    แม้แต่เสด็จพ่อเองก็ถูกฮองเฮาเอ่ยอย่างเด็ดขาดว่าห้ามให้คนของฝ่ายนั้นเข้ามาตีสนิทหรือหาทางใกล้ชิดองค์ชายน้อยเด็ดขาด


    จวินหลิงหยางชุนที่ได้ยินจากระบบอย่างนั้นก็กะพริบตาอย่างมึนงงว่าทำไมฮองเฮาจึงต้องเข้มงวดกับเขาเป็นพิเศษด้วย และก็เป็นระบบอีกเช่นเดิมที่บอกว่าเพราะฮองเฮากลัวเขาจะถูกชักจูงจนพาให้หลงผิดได้ง่ายๆ จึงต้องป้องกันเอาไว้ก่อน


    ร่างเล็กได้แต่คิดกับตัวเองว่าเขาดูหัวอ่อนขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ก็ไม่คิดขัดขืนคำสั่งของฮองเฮาเช่นกัน เพราะจากที่ระบบพูดมา การที่ฮองเฮาทรงไร้เยื่อใยกับสตรีอีกสี่นางนั้น แสดงว่าต้องมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นในอดีตเป็นแน่


    เขาจึงไม่ได้เข้าหาพระสนมคนไหนอีกนอกจากมารดาของพี่ชายและอันซูเฟย เวลามีของดีอย่างสมุนไพรวิญญาณระดับสามที่เขาจะแบ่งไว้ให้เสด็จแม่กับพระชายาคนอื่น จึงไม่เคยถูกปันส่วนไปให้สนมอีกสี่คนเลย ส่วนวัตถุดิบสำหรับทำอาหารที่ถูกอัปเกรดนั้นเขาได้กระจายมันอย่างเท่าเทียม ไม่อย่างนั้นคงน่าสงสารเกินไปที่จะปล่อยให้ทั้งสี่ตำหนักได้กินแต่อาหารรสชาติไม่อร่อย


    เมื่อกลับมาจากตำหนักของอันซูเฟยซึี่งเป็นตำหนักสุดท้ายที่เขานำของฝากไปให้แล้ว เวลาที่ยังเหลือก่อนถึงมื้อกลางวันอยู่พอสมควร องค์ชายน้อยจึงเลือกกลับไปยังแปลงทดลองปลูกที่ตำหนักเก่าของเขา


    หลังจากลูกฟักทองทั้งหมดถูกเก็บไปหมดเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จากกรมการเกษตรก็นำคนมาไถกลบเถาของฟักทองที่เหลือให้เขาพร้อมทั้งยกร่องแปลงปลูกให้ใหม่เพื่อให้เขาสามารถพร้อมปลูกทุกอย่างได้อีกครั้ง


    จวินหลิงหยางชุนตกลงกับระบบแล้วว่า เพื่อไม่ให้ดึงดูดความสนใจมากเกินไป พวกเขาจะหาพืชอย่างอื่นมาปลูกด้วย ไม่ใช่ปลูกเพียงแต่วัตถุดิบระดับห้าอย่างเดียว และในช่วงเวลาสั้นๆ นี้เขาจะจัดเตรียมเมล็ดแตงโมที่ขอมาจากตำหนักของฮองเฮาที่นำมาจัดเป็นของว่างให้เขามาปลูกยังแปลงทดลองเสียเลย


    แตงโมเองก็เป็นพืชล้มลุกเช่นเดียวกับฟักทอง มีลำต้นเป็นเถาเลื้อยไปตามพื้นดิน วิธีการปลูกก็คล้ายกับฟักทองเช่นกัน ไม่ยุ่งยากและยังเป็นพืชที่สามารถเก็บเกี่ยวได้รวดเร็วกว่าฟักทองเสียอีกเพราะเพียงแค่  60-65 วันก็สามารถเก็บผลแตงโมมาทานได้แล้ว


    วันนี้แปลงทดลองปลูกของเขาดูเงียบเหงาเหลือเกิน คุณหนูเพ่ยเองช่วงนี้คงวุ่นอยู่กับงานของกรมการเกษตรที่กำลังมีงานใหญ่รออยู่อย่างการแจกต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ให้ประชาชนทั่วแคว้น


    มือเล็กขององค์ชายห้าช่วยใช้ผ้าซับน้ำจากเมล็ดแตงโมที่นำไปล้างน้ำสะอาดให้พอแห้ง ก่อนจะนำเมล็ดสีดำมาเกลี่ยให้กระจายบางๆ บนถาดขนาดใหญ่และนำไปวางตากแดดเอาไว้ให้แห้งสนิท จากนั้นค่อยให้คนนำไปเก็บไว้ให้ดี พรุ่งนี้เช้าเขาจะนำเมล็ดแตงโมมาแช่น้ำอุ่นเพื่อกระตุ้นให้เมล็ดแตงโมงอกได้ไวขึ้น แล้วค่อยนำไปหยอดลงหลุมเช่นเดียวกับตอนปลูกฟักทอง


    "องค์ชายห้าเพคะ ใกล้ได้เวลามื้อกลางวันแล้วเพคะ"อี้ฟางย่อกายลงแจ้งองค์ชายน้อยของนางที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับการจัดการเมล็ดแตงโม


    ดวงหน้าน่ารักพยักหน้าให้กับคำพูดของอี้ฟาง จากนั้นจึงละจากงานตรงหน้าเดินนำนางกำนัลเข้าไปในตำหนักของเขาเพื่อล้างไม้ล้างมือและเช็ดหน้าให้สะอาด เพื่อกลับไปทานมื้อกลางวันกับทุกคน


    เพราะวันนี้เขานั่งเกี้ยวมาทั้งเช้าแล้วเลยตัดสินใจเดินเท้ากลับตำหนักอักษรของเสด็จพ่อผ่านทางอุทยานหลวงไปพร้อมกับผู้ติดตามคนอื่นๆ โดยมีเสี่ยวไป๋ที่ตัวเริ่มไม่น้อยเดินอยู่ข้างเขาด้วยขาสั้นๆ ทั้งสี่ข้าง


    ต้องขอบคุณอี้ฟางที่เผื่อเวลาเดินทางของเขาไว้พอสมควร เขาจึงไม่ต้องรีบเดินมากนัก ยังสามารถเดินชมดอกไม้ข้างทางเรื่อยๆ พร้อมคุยในใจกับระบบไปด้วยว่าจะไปหาต้นไม้อะไรในวังหลวงมาปลูกอีกดี


    ระหว่างที่ระบบกำลังเอ่ยแนะนำต้นไม้ ขบวนของเขาก็บังเอิญไปเจอเข้ากับขบวนของหนึ่งในสนมทั้งสี่ที่อยู่ในแบล็คลิสต์ของฮองเฮาเข้าเสียได้


    "ช่างบังเอิญเหลือเกิน หม่อมฉันซ่งเจาอี๋ขอถวายความเคารพองค์ชายห้าเพคะ"




    Talk : เอาล่ะ เอาล่ะอะไรไม่รู้ ทิ้งไว้ให้มีอะไรเฉยๆ ค่ะ 55555

    เจาอี๋ ตำแหน่งของสนมที่รองมาจากพระชายาเอกขั้นเฟย




    คล้ายกับเรื่ององค์ชายห้าแห่งหลานหลิง ที่คุณอ่าน