ตอนที่ 30 ตั้งใจวางยา
“ห้ามขยับอะไรทั้งนั้น!”
ทันทีที่ฉาจื่ออันตอบตกลง ก็มีน้ำเสียงขุ่นเคืองดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างเขาพลันแข็งทื่อไปชั่วขณะ
เมื่อลุงฉาชีเห็นคนที่เดินเข้ามา ก็ยิ้มออกมาทันที “พวกเจ้าทั้งสองปรึกษากันก่อนเถอะ ข้าจะไปกำจัดวัชพืช”
ครั้นหลิงซานฉิงเห็นเขาเดินห่างไปไกลแล้ว ก็เขย่งปลายเท้าดึงหูฉาจื่ออัน “ไอ้ผู้ชายฟุ่มเฟือย หากเจ้าทำลายท่อนไม้เพาะเลี้ยงของข้า ข้าจะสู้กับเจ้าสุดชีวิต!” โชคดีที่นางไปที่ห้องครัวและพบสิ่งผิดปกติจึงมาทันเวลาพอดี ไม่เช่นนั้นสิ่งที่นางทุ่มเทไปทั้งหมดคงถูกคนแก่และคนหนุ่มนี้ทำลายทิ้งไปจริง ๆ
ฉาจื่ออันไม่สนว่าหูจะเจ็บหรือไม่ เขามองไปรอบ ๆ และเห็นว่ามีคนมองมาทางเขา ใบหน้าก็ยิ่งแดงมากขึ้น “เจ้า เจ้าภรรยาบ้า รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ระวังข้าจะโมโหเจ้า!”
หลิงซานฉิงยิ้มเยาะ “โมโหข้ารึ? เจ้ามันน่ารำคาญ กล้าจะทำลายเสาไม้ลับหลังข้า ข้ายังไม่โมโหเจ้าเลย!”
นางยังเป็นผู้หญิงอยู่หรือเปล่า เหตุใดถึงได้ดุร้ายถึงเพียงนี้ คำพูดของท่านอาจารย์นั้นไม่ผิดจริง ๆ มีแต่สตรีกับคนถ่อยที่เข้าหาด้วยได้ยาก!
แน่นอนว่าฉาจื่ออันเสียเปรียบ และเขาไม่อยากเสียเปรียบเป็นครั้งที่สอง ประโยคเหล่านั้นเขาแค่คิดในใจ และไม่กล้าพูดสิ่งใดออกไปอีก
เขาเปลี่ยนอารมณ์ “หากไม่ใช่เพราะครอบครัวเราใกล้จะไม่มีอะไรกินแล้ว และคิดว่าไม่ควรใช้สินสอดทองหมั้นของเจ้าไปอย่างตามใจ แม้ครั้งแรกมันจะไม่มีทางเลือก แต่มิอาจมีครั้งที่สองได้ ดังนั้นนอกจากเพาะปลูกก็ไม่มีทางเลื่อกอื่นแล้ว ข้าจึงลองทำดู แต่ใครจะรู้ว่าเจ้าจะห่วงท่อนไม้นั้นมาก” น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความน้อยใจ ราวกับว่าหลิงซานฉิงดุด่าเขาอย่างแรง
เจ้าคนซื่อบื้อนี่ทำเพื่อรักษาสินสอดของนางไว้รึ?
ความอบอุ่นที่อธิบายไม่ได้วาบผ่านหัวใจนาง แต่นางก็ยังคงทำหน้านิ่งเช่นเดิม “เจ้าพูดจริงรึ?”
เมื่อเห็นฉาจื่ออันตอบอย่างตรงไปตรงมา นางก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชาก่อนจะปล่อยมือ
ฉาจื่ออันลูบหูตัวเองและพึมพำอะไรบางอย่าง นางได้ยินไม่ชัด และไม่ได้เข้าไปเค้นอะไรอีก นางกอดอกมองไปรอบ ๆ และแอบคิดว่าจะมีวิธีใดทำให้ครอบครัวนางร่ำรวยได้บ้าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง แววตาของนางก็เปล่งประกาย “เจ้าซื่อบื้อ สวนของเรากว้างขวางมากไม่ใช่รึ ไม่สู้เราจับห่านไก่กลับมาเลี้ยงไม่ดีกว่ารึ เลี้ยงพวกมันดี ๆ แล้วเอาไปขายในตลาด บางทีก็อาจจะทำเงินได้”
ทำเงินได้ก็เป็นเรื่องที่ดีสิ ฉาจื่ออันแสดงสีหน้าดีใจออกมา และหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ลังเลขึ้นมา “ข้าไม่เคยเลี้ยงพวกมันมาก่อนเลย จึงไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่…”
หากเลี้ยงดีแล้วทำเงินให้ก็จริงอยู่ แต่หากเลี้ยงไม่ดี เช่นนั้นมันไม่เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์หรอกรึ
หลิงซานฉิงมุ่ยปาก “เลี้ยงสัตว์มันจะไปยากอะไร ให้อาหารมันวันละสามครั้งก็จบแล้ว แม้จะไม่เอาเนื้อไปขาย แต่ก็ยังสามารถนำไข่ไปขายเอากำไรมาได้” เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนก็ไม่มีอะไรเหมาะที่จะให้ฉาจื่ออันทำมากไปกว่าการเพาะเลี้ยงแล้ว
ทั้งไม่เปลืองแรง แถมยังได้เงินอีกด้วย
เมื่อฉาจื่ออันได้ยินนางพูดเช่นนี้ เขาก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย
ไม่นานเขาก็นึกปัญหาอีกอย่างขึ้นมาได้ พลางถอนหายใจออกมา “การเพาะเลี้ยงก็ต้องใช้เงินมากเช่นกัน แล้วพวกเราจะเอาห่านไก่ที่ไหนกลับมาเลี้ยง”
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง แค่อยู่บ้านเลี้ยงพวกมันก็พอ”
ครั้นบอกว่าจะทำก็ทำทันที ดังนั้นในตอนบ่ายวันถัดมา หลิงซานฉิงก็นำห่านไก่ฝูงหนึ่งกลับมา และเลี้ยงพวกมันไว้ในกล่องไม้เสียก่อน ในกล่องไม้มีเจ้าขนปุกปุยหลายสิบตัว เจี่ยนเจี่ยนนั่งยอง ๆ อยู่ข้างกล่องไม้มองพวกมันตลอดทั้งวัน เด็กน้อยลูบลูกไก่ลูกห่านอย่างระมัดระวัง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เหล่าลูกห่านลูกไก่ก็เริ่มเติบโตขึ้น พวกมันจึงไม่น่ารักเหมือนตอนเล็ก ๆ เจี่ยนเจี่ยนก็ไม่ล้อมรอบอยู่กับมันเป็นวัน ๆ อีก
เช้าตรู่วันหนึ่ง ฉาจื่ออันกำลังรีบไปปล่อยห่านออกมา แต่บังเอิญเขาพบกับผู้หญิงที่เซ้าซี้ที่สุดในหมู่บ้านพอดี
“หืม นี่มันเจ้าสามตระกูลฉามิใช่รึ เหตุใดมาปล่อยห่านแทนที่จะอ่านหนังสือล่ะ ภรรยาเจ้าให้เจ้าออกมาปล่อยรึ?” คำพูดคำจาเจ็บแสบเช่นนี้ เพียงได้ยินก็รู้แล้วว่าเป็นผู้ใด
ฉาจื่ออันมองเหยียนเอ๋อร์ตัวเดินเข้ามาจึงตัดสินใจไม่สนใจนาง เขาไม่ได้ไหวพริบดีเฉกเช่นหลิงซานฉิง หากเกิดขัดแย้งกันขึ้นมา เขาก็มีแต่จะเสียเปรียบ
เขาไม่อยากขัดแย้งใด ๆ แต่ก็ดันมีบางคนไม่ยอม
เหยียนเอ๋อร์ตัวมองดูขนสีขาวสะท้อนแสงเหล่านั้น และแอบคิดในใจว่าห่านเหล่านี้เลี้ยงได้ไม่เลวเลย หากนำไปขายในตลาดต้องได้ราคาดีแน่นอน
หึ หากพวกเขานำไปขายเพื่อเอาเงิน นางก็จะไม่ปล่อยให้พวกเขาได้สมหวัง หลิงซานฉิง นังผู้หญิงคนนั้นรับมือยาก แต่ฉาจื่ออันไม่ได้ไหวพริบดีขนาดนั้น!
แผนมากมายผุดขึ้นในหัวเหยียนเอ๋อร์ตัว เมื่อฉาจื่ออันเห็นว่านางมีท่าทางแปลกไปก็รีบเดินไปไล่ห่านทันที
เมื่อไล่ห่านกลับมาแล้วก็เห็นเจี่ยนเจี่ยนยืนอยู่ข้างคอกห่านพลางกะพริบตาปริบ ๆ มองบางอย่างอยู่ เขาจึงไล่ห่านเข้าไป และอุ้มเจี่ยนเจี่ยนขึ้นมา “เจี่ยนเจี่ยนกำลังคิดสิ่งใดอยู่? เหตุใดถึงได้คิดจนเหม่อลอยถึงเพียงนี้?”
เจี่ยนเจี่ยนอ้าปากและเลียริมฝีปาก เด็กน้อยวาดมือทำท่าทางที่ฉาจื่ออันไม่เข้าใจ
เขากระแอมเบา ๆ และอดรู้สึกละอายไม่ได้ เขาที่เป็นถึงบิดาไม่เข้าใจสิ่งที่ลูกชายของตัวเองสื่อออกมาเลย นี่ไม่ควรละอายใจรึ?
“เจี่ยนเจี่ยน เจ้าหิวรึ?”
เจี่ยนเจี่ยนพยักหน้า ฉาจื่ออันรู้สึกดีใจอย่างมาก โชคดีที่เขาเดาถูก “เจี่ยนเจี่ยนอยากทานอะไรรึ?” หลังจากที่เขาเอ่ยคำพูดนี้ออกไป เจี่ยนเจี่ยนก็ดิ้นออกมาจากอ้อมแขนเขา แล้วดึงกางเกงเขาเดินไปที่โต๊ะอาหารในสวน
บนโต๊ะนั้นมีกระดาษอยู่แผ่นหนึ่ง ฉาจื่ออันหยิบขึ้นมาดูครู่หนึ่ง มุมปากได้รูปของเขากระตุกขึ้น “ผู้หญิงคนนี้สุรุ่ยสุร่ายก็ช่างมันไป แต่ยังจะตะกละถึงเพียงนี้อีก จะกินปลาอะไร แล้วจะไปหาซื้อได้ที่ไหน” เขาบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ จงใจทิ้งกระดาษแผ่นนั้นไปเสีย
เจี่ยนเจี่ยนดึงกางเกงเขาไม่ยอมปล่อย “อา อาอา...”
มุมปากฉาจื่ออันกระตุกอีกครั้ง “เจ้ายังโต้เถียงเพื่อนางอีกรึ? หรือเจ้าจะบอกว่าอยากกินปลา? ถึงอย่างไรมันก็อยู่ในปากนางอยู่ดี” เขาก้มตัวลงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา
กินปลาก็ได้ แต่มิควรใช้เงินตามอำเภอใจ ฉาจื่ออันยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเผยรอยยิ้มออกมา “ปะ พวกเราไปตกปลาที่ริมแม่น้ำกัน”
ได้ทั้งปลามากินและไม่ต้องใช้เงินด้วย ช่างเป็นความคิดที่ไม่เลวเลย
ยิ่งฉาจื่ออันคิดก็ยิ่งพึงพอใจมาก เขาเดินออกไปจากสวน โดยไม่ทันสังเกตว่ามีคนเดินออกมาจากตรงหัวมุม
ครั้นเหยียนเอ๋อร์ตัวเห็นเขาเดินออกไปไกลแล้ว นางก็เข้าไปในสวนอย่างองอาจ ทันทีที่เข้าไปก็เห็นคอกห่านขนาดใหญ่ เมื่อชำเลืองมองเข้าไปก็เห็นห่านตัวใหญ่ขนขาวยี่สิบกว่าตัว นางมองไปรอบ ๆ พลางยืนอย่างสบายอารมณ์
“มีเยอะเสียจริง หากตายไปหมดคงน่าเสียดายแย่” นางพึมพำด้วยความเสียดาย แล้วนำ ‘อาหาร’ ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าโยนเข้าไปในคอกห่าน “กินกินเข้าไปซะ ช่างน่าเสียดายที่พวกแกต้องตายกันหมด หากจะโทษก็โทษที่เจ้านายของพวกแกเป็นคนไม่ดี ถึงได้ทำให้พวกแกลำบากไปด้วย”
แม้ว่าห่านตัวใหญ่จะเพิ่งกินหญ้าจากข้างนอกมา แต่เมื่อพวกมันเห็นอาหารที่ไม่เคยได้กินเช่นปกติ แต่ละตัวก็ยื่นคอออกมาจิกกิน
เหยียนเอ๋อร์ตัวมองดูห่านตัวใหญ่กำลังกิน ‘อาหาร’ และนางก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาด้วยความพอใจ
ฉาจื่ออันพาเจี่ยนเจี่ยนไปตกปลาที่ริมแม่น้ำ น้ำในแม่น้ำไม่ลึกมาก และยังใสจนเห็นข้างใต้ ทำให้มองเห็นปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำได้ง่ายดาย
บนใบหน้าเจี่ยนเจี่ยนแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มร่าเริงและสนใจ ขาเล็กเดินไปยังริมแม่น้ำ เมื่อถึงริมแม่น้ำ ทันทีที่เด็กน้อยยื่นมือออกไปก็ถูกผู้เป็นพ่อดึงขึ้นมา
ใบหน้าของฉาจื่ออันแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม “เจี่ยนเจี่ยน ริมแม่น้ำอันตรายนัก เจ้าดูพ่อจับปลาอยู่ด้านบน และรอหอบปลากลับบ้านก็พอ”
เขาปล่อยเจี่ยนเจี่ยนไว้ด้านหลังพลางพับแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะถอดรองเท้าและลงน้ำไป
อาทิตย์สาดส่องร้อนดั่งไฟแผดเผา น้ำในแม่น้ำไม่เย็นมากนัก แต่กลับให้ความรู้สึกสบายเล็กน้อย
เจี่ยนเจี่ยนมองเขาก้มลงไปจับปลา เด็กน้อยปรบมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉาจื่ออันยังคงอยู่ในท่าก้มตัวไม่ขยับไปไหน แต่รอยยิ้มที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้ากลับยิ่งลุ่มลึก เขายืนเช่นนี้มานานแล้ว ปลาเหล่านั้นคงคิดว่าเขาเป็นวัตถุอย่างหนึ่งที่ไม่เคลื่อนไหวใด ๆ และไม่สามารถทำอะไรพวกมันได้ จึงได้วางใจเข้ามาแหวกว่ายล้อมรอบเขา
ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าใด พวกมันก็ยิ่งเข้าใกล้มากขึ้นจนกล้าที่จะสัมผัสมือเขา
ใกล้แล้ว ๆ จังหวะกำลังจะมาถึงแล้ว
เจี่ยนเจี่ยนชะงักค้างอยู่ในท่าปรบมือ เห็นเพียงฉาจื่ออันยืดตัวขึ้น และเขาก็จับปลาหลีขนาดสามจินจากในน้ำขึ้นมาได้
“อาอา...” เจี่ยนเจี่ยนกระโดดด้วยความดีใจ ท่านแม่ได้กินปลาแล้ว แถมยังจับมาจากแม่น้ำด้วย!
หลังจากฉาจื่ออันมัดปลาอย่างดีแล้ว ก็อุ้มเจี่ยนเจี่ยนด้วยมือขวา และถือปลาด้วยมือซ้าย เดินกลับบ้านโดยหัวเราะพูดคุยไปตลอดทาง
“เจ้าสาม ข้านำชั้นวางไปส่งที่บ้านเจ้าเมื่อครู่ เหตุใดสัตว์ที่เจ้าเลี้ยงยังหลับอยู่ล่ะ แต่ละตัวไม่เคลื่อนไหวใด ๆ เลย”
ช่างไม้หลี่เดินเข้ามาหาและถามด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
ฉาจื่ออันส่งเสียงตอบรับด้วยรอยยิ้ม เขาเดินไปไม่กี่ก้าว พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันใดนั้น เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
สัตว์ที่พวกเขาเลี้ยงไม่มีนิสัยชอบงีบหลับ และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เคลื่อนไหวเมื่อมีคนเข้าไป ปกติเมื่อมีคนเดินผ่านเข้าไปใกล้ ห่านทุกตัวก็จะส่งเสียงร้องออกมา แต่นี่ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ย่อมผิดปกติแน่นอน
คล้ายกับเจี่ยนเจี่ยนสัมผัสบางอย่างได้ เด็กน้อยกอดคอเขาเอาไว้อย่างมีไหวพริบ
ฉาจื่ออันที่เพิ่งมาถึงบ้านก็วางเจี่ยนเจี่ยนลง และก้าวเดินอย่างรวดเร็วไปที่คอกห่าน พลันปลาที่ถูกมัดก็หล่นลงจากมือ เขาสูดหายใจเข้าลึก “เหตุใดถึง…”
เหตุใดห่านเหล่านี้ถึงไม่ขยับเลย คงจะไม่... ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ฉาจื่ออันรีบเข้าไปในคอกห่าน แล้วจับห่านแต่ละตัวขึ้นมาตรวจสอบ
ไม่ขยับ ไม่ร้อง จะห่านหนึ่งตัวหรือสองตัวก็เป็นเหมือนกันหมด แสดงว่ามันตายแล้ว!
เจี่ยนเจี่ยนยืนกะพริบตาอยู่ในสวน เด็กน้อยไม่ได้ยินเสียงร้องของห่านก็รู้สึกไม่สบายใจ แม้จะไม่ค่อยเข้าใจความตายมากนัก แต่เมื่อเห็นท่าทางของฉาจื่ออันก็รู้ว่าเกิดเรื่องแย่ขึ้น เด็กน้อยเดินเข้าไปในคอกห่าน และนั่งลงลูบห่านไปมา
ขนห่านที่มันเงายังคงอุ่นอยู่ ราวกับว่าพวกมันแค่กำลังหลับไปเท่านั้น เจี่ยนเจี่ยนปาดน้ำตาทิ้ง แต่กลับไม่ร้องไห้เสียงดังออกมา
ฉาจื่ออันตรวจดูห่านที่เหลือ ร่างกายเขาพลันรู้สึกชาไปหมด เขาวางห่านตัวสุดท้ายลงอย่างเหม่อลอย
ฉาจื่ออันเดินออกมาจากคอกห่าน ทันทีที่ก้าวออกมาได้ เขาก็ล้มลงบนพื้น
เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ ก่อนพวกเขาจะออกไปก็ยังดีอยู่แท้ ๆ เหตุใดชั่วครู่เดียวก็ตายเสียแล้ว
หรือเป็นเพราะวันนี้เขาปล่อยพวกมันในที่ใหม่ และกินของที่ไม่ควรกินเข้าไปรึ?
นอกจากสิ่งนี้ เขาก็คิดอย่างอื่นไม่ออกแล้ว เช่นนั่นมันก็เป็นความผิดของเขาเอง
หลิงซานฉิงที่กลับมาจากด้านนอกยังไม่ทันได้เข้าบ้านก็สังเกตเห็นเขานั่งอยู่บนพื้นจากระยะไกล แววตาอีกฝ่ายเจือไปด้วยความผิดหวัง และไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
นางเดินเข้าไปใกล้และมองอย่างละเอียด แม้แต่เจี่ยนเจี่ยนเองก็แปลกไป เด็กน้อยนั่งอยู่ในคอกห่านและลูบห่านอยู่
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับทั้งสองคน?
นางเดินเข้าไปเตะฉาจื่ออันเบา ๆ “นี่ เกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ วันนี้ปล่อยห่านหรือยัง?” นางเหลือบมองไปทางคอกห่าน พลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา
ฉาจื่ออันชะงัก ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ไม่ต้องปล่อยแล้ว ข้าทำพวกมันตาย ข้าช่างไร้ประโยชน์จริง ๆ แม้แต่ห่านก็เลี้ยงไว้ไม่ได้” น้ำเสียงแฝงไปด้วยความรู้สึกผิด
ตายแล้ว?
หลิงซานฉิงวางของในมือลง พลางเข้าไปตรวจสอบห่านอย่างไม่เร่งรีบ นางเหลือบมองไปที่เล้าไก่ เห็นไก่นอนระเกะระกะอยู่บนพื้นก็รู้ทันที
“ไก่ก็ตายแล้ว” นางถึงกับขมวดคิ้วมุ่น