.....
"โอ้นี้เหรอเ้าของร้านัทองแห่งนี้? เ้ามีโลหิตัทองเหลืออีกไหม? มีเท่าไหร่ข้าเอาหมด " เสียงของชายชราวัย70ปีที่ถูกห่อหุ้มด้วยชุดเกราะถามขึ้นมา เมื่อเขาได้ยินเซนเรียกภาคินว่านายน้อย
"ไม่!!ขายมันให้ข้าดีกว่า ข้าให้ราคาแพงกว่าเขาแน่นอน แพงเท่าไหร่ข้าเอาหมดขายมันให้ข้าเถอะ!!"
และเสียงของชายวัยใกล้เคียงกับคนแรกก็ดังขึ้นมาอีกคน ชายคนนี้สวมชุดจอมเวทย์ระดับสูงและเต็มไปด้วยหนวดเคราหรือก็คือหัวหน้าสมาคมนักเวทย์นั่นเอง
"เห้ยข้ามาก่อนนะ เ้ามาทีหลังก็ต้องรอข้าซื้อก่อนสิ!!!" เสียงของหัวหน้าสมาคมนักรบวัย70ปี ที่มีชื่อว่าสเวนดังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเขาได้ยินหัวหน้าสมาคมนักเวทย์พูดว่าจะขอซื้อในราคาที่สูงกว่า
"เอ่อ..ถึงพวกท่านจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่โลหิตัทองก็เป็ของที่ล้ำค่ามาก ผมคงไม่สามารถขายให้พวกท่านได้มากมายขนาดนั้นหรอก.."
ภาคินเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่ย่ำแย่ หมือนคนกำลังตัดสินใจว่าจะขายหรือไม่ขายดี ด้วยการแสดงออกภาคินในตอนนี้ มันจึงทำให้หัวใจของหัวหน้าสามาคมทั้งสองต่างก็รุ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ
"ได้โปรดขายมันให้พวกเรา หากไม่พอจริงๆพวกข้าทั้งสองจะช่วยกันจ่าย ขายมันให้เราเถอะนะ.."
สภาพของหัวหน้าสมาคมผู้องอาจทั้งสอง ที่บุกตะลุยเข่นฆ่าศัตรูบนสนามรบมามากมาย แต่ตอนนี้ทั้งคู่กำลังช่วยกันขอร้องเด็กน้อยวัย10ขวบคนหนึ่ง อย่างสุดความสามารถ ทำให้เซนที่ยืนข้างๆได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ เพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาศได้เห็น หัวหน้าสามาคมทั้งสองในรูปแบบเช่นนี้
"พวกคุณก็รู้ว่าโลหิตัทองเป็ของล้ำค่าอย่างแท้จริง เพราะมันสามารถเพิ่มพลังให้คนที่ดื่มมันได้ในทันที ดังนั้นหากผมขายมันในราคาที่คู่ควร ผมหวังว่าพวกท่านคงจะไม่โกรธนะครับ..." ภาคินพูดออกมาพร้อมกับทำท่าทางเสียดาย เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับว่ากำลังจะสละเืเนื้อของตัวเองเพื่อขายอย่างไงอย่างงั้น
"ไม่เลยๆน้องชาย แค่เ้าขายมันให้พวกเราก็ถือว่าดีมากแล้ว แล้วเรายังจะกล้าบ่นอะไรได้อีก แหะๆ.."
สเวนหัวหน้าสามาคมนักรบรีบพูดขึ้นมาทันที เพราะเขากลัวว่าภาคินจะเปลี่ยนใจ และมิเกลหัวหน้าสมาคมนักเวทย์ก็มีท่าทีที่ไม่ต่างไปจากสเวนเลยในตอนนี้ ส่วนเหตุผลที่ทั้งสองอยากได้เครื่องดื่มบำรุงกำลังของภาคินก็เพราะว่า มันสามารถเพิ่มพลังให้ผู้ที่ดื่มเข้าไปแทบจะทันทีและอีกเหตุผลสำคัญคือมันไม่มีผลข้างเคียงใดๆเลย หลังจากที่ดื่มมันเข้าไป ซึ่งแตกต่างจากยาต้องห้ามในยโลกนี้มาก
เพราะยาต้องห้ามในโลกนี้ มันสามารถเพิ่มพลังให้คนที่กินเข้าไปมากสุดแค่เพียง2เท่าจากปกติ และผลข้างเคียงของมันก็รุนแรงมากเป็สองเท่าอีกด้วย ดังนั้นมันจึงถูกเรียกว่ายาต้องห้าม
ดังนั้นเมื่อพวกเขาที่เป็ถึงหัวหน้าสามาคมได้มาพบเจอเข้ากับ โลหิตัทองของภาคิน พวกเขาจึงอยากได้มากอย่างที่เห็น หากเกิดาหรือเื่เร่งด่วนขึ้นมา ยาตัวนี้จะเพิ่มพลังให้สมาคมพวกเขาได้เป็อย่างมาก ดังนั้นพวกเขาจึงได้ยอมทุ่มเงินก้อนใหญ่ เพื่อให้ได้มาซึ่งของล้ำค่าที่เรียกว่าโลหิตัทองนี้
"รอซักครู่ ผมขอตัวไปเอาโลหิตัทองก่อน.."
เมื่อภาคินพูดจบก็รีบเดินขึ้นไปที่ชั้นบน และปิดประตูห้องอย่างมิดชิดทันที ก่อนจะเอาเครื่องดื่มบำรุงกำลังออกมา10ขวด และเริ่มแบ่งใส่ขวดเล็กๆที่เตรียมเอาไว้ 100 ขวด ขวดพวกนี้มีขนาดเล็กแค่1/10ของขวดเครื่องดื่มปกติ นั่นก็หมายความว่า1ขวดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง สามารถแบ่งได้ถึง10ขวดเล็กด้วยกัน
"อุตส่าห์สั่งมา150ขวด ยังไม่ถึง1ชั่วโมงก็ใช้ไป100ขวดละเห้อ.." ภาคินบ่นพึมพัมออกมาเบาๆ ในขณะที่กำลังกรอกน้ำลงไปในขวดอย่างช้าๆ ขวดแล้วขวดเล่า
หลังจากผ่านไป30นาที.....
"นี้ครับ นี้คือทั้งหมดที่ผมมีในตอนนี้..." ภาคินค่อยๆเอาขวดเล็กๆที่เต็มไปด้วยโลหิตัทอง ออกมาวางเรียงไว้บนโต๊ะทีละขวดๆ จนครบ100ขวด ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของหัวหน้าสมาคมทั้งสอง
"นี้ๆั มะมะมีัจริงๆด้วยดูสิมิเกล!!!" ทั้งสองค่อยๆใช้มือลูบคลำรูปั ที่ถูกสกีนเอาไว้บนขวดอย่างแ่เบา
"พวกท่านจะเอาแต่ลูปมันไปถึงไหนจะซื้อไหม?" ภาคินที่เห็นทั้งคู่เอาแต่ลูบๆคลำๆขวดอยู่นาน จึงเอ่ยออกมาในที่สุด และการพูดขึ้นมาของภาคินในครั้งนี้ ก็ทำให้ทั้งสองรู้สึกอับอายอยู่ไม่น้อย
"ข้าจะให้โอกาศพวกท่านเพียงครั้งเดียว เอ่ยราคาที่คิดว่ามันคู่ควรกับโลหิตัทั้ง100ขวดนี้ออกมา หากผมไม่พอใจผมก็จะไม่ขายให้พวกท่าน อย่าลืมพวกท่านมีโอกาศเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น.."
ภาคินพูดออกมาอย่างผู้มีอำนาจ แต่แท้จริงแล้วที่เขาเลือกวิธีนี้มาก็เพราะเขาไม่มั่นใจว่าควรจะขายมันเท่าไหร่ดี หากเรียกถูกไปก็จะเป็การปิดเส้นทางร่ำรวยของตัวเอง หากแพงไปก็กลัวว่าทั้งสองจะไม่มีเงินซื้อ ดังนั้นภาคินจึงคิดแผนการนี้ขึ้นมา เพื่อกดดันให้ทั้งสอง เสนอราคาที่สูงที่สุดออกมาเอง
"ข้าว่าเราลองเสนอราคาดูก่อนดีไหม?"
สเวนเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด เพราะสเวนนั้นไม่เคยคิดเลยว่าการซื้อของจะทำให้เขาเครียดขนาดนี้ ต่อให้เป็าครั้งใหญ่ เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ แต่ตอนนี้ใบหน้าของสเวนกลับเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
"เ้าโง่!! เด็กน้อยนี้ก็บอกแล้วว่าเรามีโอกาศเพียงแค่ครั้งเดียว ลองเสนอบ้าบออะไรอีก ข้าว่าเรามาตกลงกันก่อนเ้าสามารถเสนอราคาได้เท่าไหร่ในตอนนี้ เอาแบบสูงสุดเท่าที่จะไหวเลยนะ แล้วเราก็เอาเงินของพวกเรามารวมกัน ข้าว่ามันน่าจะพอซื้อโลหิตัทองพวกนี้อยู่มั้ง?"
มิเกลพูดออกมาในขณะที่สายตากำลังจับจ้องไปยังโลหิตัทองทั้ง100ขวด ที่วางอยู่ด้านหน้าด้วยสายตาที่มีความหวัง
"ข้าว่าเราขโมยไปเลยดีกว่าไหม? ทำเหมือนทุกครั้งใช้กำลังเข้าแย่งของที่อยากได้ จะได้ไม่ต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์"
ในขณะที่สเวนกำลังเสนอแผนการให้กับมิเกลอยู่นั้น พวกเขาทั้งสองกลับไม่ทันได้สังเกตแววตาเล้กๆคู่หนึ่ง กำลังจับจ้องมาที่พวกเขาอยู่ ซึ่งอันที่จริงภาคินก็รู้ั้แ่แรกแล้วว่า การเอาออกกมาถึง100ขวดในครั้งเดียว มันมีโอกาศสูงมากๆ
ที่จะโดนโกงหรือโดนทำร้ายเพื่อชิงเอาของไป แต่ภาคินก็มั่นใจว่าคนระดับหัวหน้าสมาคมคงไม่โกงเพราะเื่แค่นี้อย่างแน่นอน แต่หากโดนโกงขึ้นมาจริงๆเขาก็มีแผนอยู่แล้ว และเขารู้ว่าควรจะทำยังไงเมื่อถึงเวลานั้น
"หนอยย!!! เ้าเด็กบ้า มีของดีแต่กลับไม่บอกข้าซักคำ"
ในขณะที่ทั้งสามกำลังเข้าสู่สถานการณ์ตึงเครียดอยู่นั้น จู่ๆเสียงของเ้าเมืองนอริชก็ดังออกมา แทบจะทันทีที่รถม้าวิ่งมาถึงหน้าร้าน เพราะก่อนหน้านี้เ้าเมืองนอริชได้รับข่าวจากพ่อบ้านวัยชราว่า ภาคินคือเ้าของโลหิตัทอง ที่กำลังโด่งดังอยู่ในตอนนี้ ดังนั้นเ้าเมืองนอริชจึงได้ละทิ้งงานทุกอย่างและรีบมุ่งหน้ามายังร้านของภาคินทันที
"ท่านเ้าเมือง!!!???" หัวหน้าสมาคมทั้งสองะโออกมาแทบจะพร้อมกัน เมื่อเห็นร่างของผู้มาใหม่
"หยุดเลย!! พวกเ้ากำลังจะซื้อ-ขาย โลหิตัทองกันใช่ไหม ข้อขอร่วมด้วยคน.."
เมื่อมีเ้าเมืองมาเข้าร่วมอีกคน แผนการร้ายของสเวนก็ถูกหยุดลงทันที และแล้วทั้งสองก็อธิบายเงื่อนไขในการซื้อ-ขาย โลหิตัทองให้เ้าเมืองนอริชทราบ และการเสนอราคาก็ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง
"ข้าขอ40ขวด ส่วนพวกเ้าคนละ30ขวด"
เ้าเมืองนอริชรีบระบุจำนวนที่้าเสร็จแล้ว จึงเริ่มเสนอราคาออกมาทันที โดยไม่ปล่อยให้หัวหน้าสมาคมทั้งสองได้พูดโต้แย้งอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
"พวกข้าให้ได้ขวดละ 1,000 เหรียญทอง ทั้งหมด 100,000 เหรียญทอง"
เมื่อภาคินได้ยินราคาที่ถูกเสนอโดยเ้าเมือง เขาก็สะดุ้งเฮือกทันที เพราะ1แสนเหรียญทองนั้น มันเป็จำนวนที่มากมายมหาศาลมาก เพราะค่าเงินในยุคนี้ 1,000 เหรียญทองแดง = 1เหรียญเงิน และ10เหรียญเงิน = 1เหรียญทอง
หรือพูดง่ายๆก็คือการซื้อขายในครั้งนี้ ภาคินได้รับเงินมาทั้งหมด1แสนเหรียญทอง หรือ1พันล้านเหรียญทองแดง จากการขายเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพียงแค่ 10 ขวดเท่านั้น
"ค่าเครื่องดื่ม100 ค่าขวด700 เราลงทุนไป800บาท แต่ได้กลับมา1พันล้านนน!!!" ภาคินบ่นพึมพัมออกมา ในขณะที่กำลังนับเลขด้วยนิ้วมือทั้งสิบ อย่างอยากลำบากและในที่สุดเขาก็คำนวนเสร็จ
"เอ่อ…??" ในขณะที่ภาคินกำลังจะตอบตกลง จู่ๆเ้าเมืองนอริชก็พูดแทรกขึ้นมาทันที
"ข้ารู้... ข้ารู้ว่ามันเล็กน้อยเกินไป หากเทียบกับโลหิตัทองที่ล้ำค่า เอาอย่างนี้พวกเราจะให้ของบางอย่างเพิ่มอีกหน่อยแล้วกันรอซักครู่.." หลังจากที่เ้าเมืองนอริชเอ่ยขึ้นมา เขาก็สั่งให้หัวหน้าสมาคมทั้งสองเอาของมีค่าออกมาเพิ่มทันที
"นี้คือสมบัติที่ข้าคิดว่าเหมาะสมกับเ้าที่สุด..." มิเกลยื่นอัญมณีสีแดงสดออกมาให้ภาคิน และอธิบายเพิ่มว่า
"ข้าเห็นเ้าในวันทดสอบการต่อสู้ จากพลังงานที่มากมายมหาศาลของเ้า ข้าว่าเ้าต้องเป็สายกายภาพแน่นอนเพราะไม่มีทางที่นักเวทย์จะยกของที่หนักขนาดนั้นได้ และข้าก็ไม่เห็นเ้าดื่มโลหิตัทองก่อนการทดสอบด้วย ดังนั้นสิ่งนี้จึงเหมาะสมกับเ้าที่สุด"
อัญมณีที่มิเกลยื่นให้ภาคินนี้เรียกว่า หยดน้ำตาของาาปีศาจ อัญมณีชิ้นนี้เป็ที่้าอย่างมากสำหรับพวกนักรบ เพราะคนในยุคนี้ั้แ่กำเนิดออกมา จะถูกแบ่งออกเป็สองพวกหลักๆ
พวกแรกก็คือคนที่เกิดมาพร้อมกับพละกำลังอันมากมายมหาศาล แต่ใช้เวทย์มนตร์มนไม่ได้ พวกที่สองคือคนที่เกิดมามีร่างกายที่อ่อนแอ แต่คนกลุ่มนี้กลับสามารถใช้เวทย์มนตร์ได้ ดังนั้นหากจะให้พูดง่ายๆก็คือนักรบจะไม่สามารถใช้เวทย์มนตร์ได้ แต่หากมีอัญมณีสีแดงนี้ก็เป็อีกเื่ อัญมณีชิ้นนี้มีความสามารถในการกักเก็บพลังงานเวทย์มนต์ มาไว้ในร่างกายของผู้ที่มัน
มันจะเป็ตัวการสำคัญในการรับและส่งเวทย์มนตร์ แต่เวทย์มนตร์ที่ใช้ได้ก็จะมีเพียงเวทย์มนตร์ระดับต่ำถึงกลางเท่านั้น เพราะนี้คือข้อจำกัดของมัน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็ที่้าของนักรบจำนวนมากอยู่ดี และมันก็หายากสุดๆอีกด้วย เพราะพวกนักเวทย์จะไม่ยอมให้ของพวกนี้ตกไปอยู่ในมือของพวกนักรบอย่างเด็ดขาด เพราะสมดุลที่มีมานานอาจจะพังทลายเอาได้ แต่ตอนนี้มิเกลไม่ได้สนใจมันแล้ว ในเมื่อมีโลหิตัทอง นักเวทย์ก็สามารถ มีร่างกายที่แข็งแกร่งเทียบเท่านักรบได้เช่นกัน และที่สำคัญภาคินก็ไม่ใช่คนของสมาคมนักรบด้วย
ส่วนตัวของภาคินเองก็ไม่ได้โต้เถียงอะไรออกมา หลังจากที่ฟังมิเกลอธิบายอยู่นาน เพราะตัวของภาคินเองก็ใช้เวทย์มนตร์ไม่ได้เหมือนที่มิเกลพูดจริงๆ และหากเ้าสิ่งนี้สามารถทำให้เขาใช้เวทย์มนตร์ได้จริง แบบนั้นก็ดีไม่ใช่เหรอ? และทำไมเขาต้องปฏิเสธมันด้วย?
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ได้ปฏิเสธมิเกลจึงยิ้มออกมา และอาสาเป็คนฝังอัญมณีให้เองกับมือ โดยเลือกฝังอัญมณีชิ้นเล็กๆไว้ที่หลังมือด้านซ้าย มิเกลเริ่มร่ายเวทย์แปลกๆออกมา อัญมณีสีแดงสดก็ตอบสนอง และลอยเข้าไปที่หลังมือของภาคินช้าๆ
"ส่วนอันนี้คือของข้า มันคือดาบที่มีน้ำหนักมากอยากนักที่คนทั่วไปจะยกมันได้ แต่ข้าว่ามันเหมาะสมกับเ้าเช่นกัน" สเวนพูดออกมาพร้อมกับมอบสมบัติของตัวเองออกไปบ้าง ในขณะที่ภาคินกำลังดีใจกับเงินทองและของล้ำค่าอยู่นั้น
"อ๊ากกกกก!!!!"
ภาคินะโออกมาทันที เมื่ออัญมณีสีแดงสดเริ่มทำงานพลังงานเวทย์มนตร์ที่อยู่รอบๆตัว ถูกดูดเข้ามาในร่างอย่างรวดเร็ว จนมิเกลและสเวนยังต้องใ เพราะความเร็วที่ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของพวกเขานี้ มันชักจะแปลกประหลาดเกินไปแล้ว
"ทำไม!!! ทำไมพวกกายภาพ ถึงสามารถรองรับพลังงานเวทย์มนตร์ได้มากมายขนาดนี้!!??"
มิเกละโออกมาอย่างตกตลึงและบ้าคลั่ง เมื่อเห็นพลังงานเวทย์มนตร์จำนวนมากมายมหาศาล กำลังไหลเข้าไปในตัวของภาคินอย่างรวดเร็ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลแยม้แต่น้อย