คังอิงไม่ตื่นตกใจกับท่าทางขุ่นเคืองของพวกเขา เธอบอกอย่างสงบนิ่ง
"การเรียนรู้นั้นไม่มีที่สิ้นสุด เชื่อว่าทุกคนคงได้เห็นพัฒนาการของตัวเองหลังจากผ่านการอบรมในครั้งนี้ไป"
พอถึงเวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง คังอิงก็หยิบเอกสารประกอบการสอนที่เธอเรียบเรียงขึ้นมาเองขึ้นมาแจก แล้วเริ่มอธิบายกฎระเบียบการจัดการของบริษัท
ตอนที่พวกเขาฝึกทหาร ทุกคนต่างมีท่าทางเซื่องซึมราวกับจะขาดใจตาย ท่าทางต่างก็ไร้ชีวิตชีวา แต่พอได้ยินคังอิงพูดถึงหลักการ ‘ทำงานมาก ได้รับมาก ทำงานน้อย ได้รับน้อย ไม่ทำงาน ไม่ได้รับ’ ทุกคนก็เริ่มจดจ่อมากขึ้น
เมื่อคังอิงใช้กลไกการสร้างแรงจูงใจโดยพูดถึงสิทธิ์ในการถือหุ้น ทุกคนก็พากันโจษจันเซ็งแซ่ราวกับค้นพบทวีปใหม่
หลังจากคังอิงบรรยายเสร็จ เธอก็รู้สึกหิวเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นดูนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง แต่ดูเหมือนคนที่อยู่ข้างล่างจะไม่รู้ตัวเลยเลยเวลาเรียนไปแล้ว พอเห็นคังอิงบรรยายเสร็จพวกเขายังคงรู้สึกว่าไม่จุใจ
คังอิงคาดการณ์ความรู้สึกของพวกเขาเอาไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อเธอเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ก็รู้ว่าพวกเขามีคำถามมากมาย เธอไม่ได้รีบร้อนอธิบายอะไร เพียงโบกมือแล้วบอกว่า
"ฉันรู้ว่าทุกคนมีคำถามมากมาย แต่ตอนนี้เลยเวลาเลิกเรียนแล้ว ทุกคนทนฟังฉันบรรยายมาทั้งเช้า กลับไปกินข้าวกันก่อนเถอะ
อย่าลืมว่าบ่ายนี้ต้องมาเรียนต่อตอนบ่ายสามโมง
นับจากวันนี้เป็นต้นไปจะมีการเช็กชื่อเข้าเรียน ใครมาสาย หรือกลับก่อน ก็จะถูกหักเงินเดือน
วิธีการดำเนินการต่างๆ นั้น ฉันได้อธิบายอย่างละเอียดในกฎระเบียบการจัดการไปแล้ว กรุณาอย่ามองข้ามมันนะคะ"
พูดจบ คังอิงก็เดินออกจากห้องเรียนไปโดยไม่หันหลังกลับมามองแม้แต่น้อย
แม้ว่าเธอจะรู้ดีว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนมีความกระหายใคร่รู้มากที่สุด แต่หลักการพวกนี้สร้างความตกตะลึงให้พวกเขาเป็นอย่างมาก พวกเขาต้องใช้เวลาทำความเข้าใจและครุ่นคิดถึงมันอย่างถี่ถ้วน
หากเธออธิบายให้พวกเขาฟังอย่างละเอียดในคราวเดียว พวกเขาอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก หลักการบางอย่างต้องผ่านการครุ่นคิดด้วยตัวเองก่อน จากนั้นค่อยรับฟังคำชี้แนะจากผู้อื่น แบบนั้นถึงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้
แน่นอนว่า พอถึงเวลาเรียนตอนบ่ายที่พวกเขาถูก ‘ทรมาน’ มาตลอดเช้า จึงทำให้มีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นกว่าตอนเช้า และยังตรงต่อเวลามากขึ้นอีกด้วย
พอเห็นคังอิงเดินเข้ามาในห้องเรียน ทุกคนก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เมื่อเช้าประธานคังบอกว่าจะเชิญพนักงานขายยอดเยี่ยมมาสอนพวกเรานี่ครับ แล้วอาจารย์ไปไหนล่ะครับ?”
คังอิงแย้มยิ้มพลางบอกว่า “พนักงานขายยอดเยี่ยมคนนั้นก็คือฉันเอง!”
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะมองดูคังอิงตั้งแต่หัวจรดเท้า มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ค่อนข้างกล้าหาญเอ่ยขึ้น “ประธานคังล้อเล่นหรือเปล่าครับ? คุณยังดูอ่อนกว่าพวกเราอีกนะ”
ความหมายก็คือประสบการณ์การทำงานของคังอิงยังน้อยกว่าพวกเขาเสียอีก แต่เธอกลับกล้ามาสอนพวกเขา
คังอิงแย้มยิ้มพลางบอกว่า “ฉันล้อเล่นหรือเปล่าน่ะ พวกคุณลองฟังฉันสอนก็รู้เอง”
บอกจบ คังอิงก็เริ่มบรรยายอย่างมั่นใจ ทั้งเรื่องจิตวิทยาการตลาด วิธีปลุกศักยภาพของพนักงานขายยอดเยี่ยม ฯลฯ คังอิงพูดจาฉะฉานและมีหลักการ ทำเอาทุกคนต่างพากันตะลึงงัน
เมื่อได้ยินคังอิงพูดถึงเรื่องวิธีการให้บริการด้วยความกระตือรือร้น อ่อนโยน และเอาใจใส่ เห็นลูกค้าเป็นพระเจ้าต่างๆ นานา พวกเขาก็เริ่มรู้ตัวว่า ความคิด ทัศนคติ และความคิดริเริ่มในการทำงานของตนต้องเปลี่ยนแปลง มิฉะนั้น ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่ได้ ‘ทำงานมาก ได้รับมาก’ ตามที่คังอิงบอก แต่อาจจะไม่มีคุณสมบัติในการถือหุ้นด้วยซ้ำ
พอเห็นว่าทุกคนเริ่มจดบันทึกอย่างตั้งใจ คังอิงก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ประสบการณ์การตลาดเหล่านี้มีค่ายิ่งนัก ล้วนแต่เป็นแก่นแท้ที่เธอได้เรียนรู้มาจากการปฏิบัติจริง เธอได้กำจัดข้อเสียและวิธีการที่ไร้ประโยชน์ออกไป หากคนพวกนี้สามารถเข้าใจมันได้อย่างแท้จริง ก็จะรู้ว่าสิ่งที่เธอสอนนั้นเป็นความรู้ที่มีค่ายิ่ง
การบรรยายที่เต็มไปด้วยความจริงใจเช่นนี้ หากเป็นในชาติที่แล้ว หนึ่งคาบต้องเสียค่าเล่าเรียนหลายหมื่นหยวน
แน่นอนว่าคังอิงไม่มีทางเก็บค่าเล่าเรียน เพราะอย่างไรมันก็เป็นผลประโยชน์ของบริษัทเอง ตอนนี้สิ่งที่เธอสนใจก็คือการพาทีมงานนี้ไปสู่ความสำเร็จ
“ประธานคังบอกว่าลูกค้าเปรียบเสมือนพระเจ้า ทำไมลูกค้าถึงเป็นพระเจ้าล่ะ? ของของพวกเรา พวกเขาต้องมาอ้อนวอนให้พวกเราขายให้ พวกเขายังต้องอ้อนวอนให้เราเซ็นใบสั่งซื้อสินค้าให้ พวกเราต่างหากที่ควรเป็นพระเจ้า”
หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม
คังอิงแย้มยิ้มพลางบอกว่า “ที่พี่สาวคนนี้พูดก็ถูก นี่คือความเคยชินทางความคิดที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน [1] ในอดีตกำลังการผลิตของประเทศจีนล้าหลัง ความต้องการสินค้ามีมากกว่าปริมาณสินค้าที่มีอยู่
แต่ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจีน ทุกคนคงสังเกตเห็นใช่ไหมว่ากำลังการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทที่มีลักษณะเดียวกันในตลาดก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ
ยกตัวอย่างเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่อก่อนอาจจะมีแค่ไห่โซงตี้ ว่านเป่าหลง และฉางหง แต่ตอนนี้ก็มีบริษัทอย่างเก๋อหลี่ [2] TCL โผล่ขึ้นมาอีก
การแข่งขันในตลาดจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น สินค้าชนิดเดียวกันจะมีปริมาณมากมาย ปรากฏการณ์ที่ตลาดของผู้ซื้อและผู้ขายกลับด้านในอดีตจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า
หากทุกคนยังคงไม่สามารถคว้าโอกาสในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ และปรับเปลี่ยนทัศนคติกับแนวคิดการให้บริการขาย พวกเราจะถูกคลื่นลูกใหญ่ของยุคสมัยนี้ทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง ฉันไม่ต้องการให้พวกคุณกลายเป็นคนกลุ่มแรกที่ว่า
ช่วงเวลาสำคัญนี้พวกเราต้องเอาชนะใจผู้บริโภค ในฐานะที่เป็นบุคลากรแนวหน้าที่ติดต่อโดยตรงกับผู้บริโภค พวกเราต้องสร้างความประทับใจที่ดีที่สุดให้กับพวกเขาด้วยบริการที่เปี่ยมล้นไปด้วยความจริงใจ
ลองคิดดูว่า หากเป็นพวกคุณ พวกคุณชอบบริการแบบไหนตอนไปซื้อของ ชอบการได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น หรือชอบเจอกับสีหน้าเย็นชาตอนที่พวกคุณก้าวเข้าไปในร้านกันล่ะ?
ฉันรู้ดีว่าทุกคนมีทั้งพ่อแม่ที่ต้องดูแลและลูกที่ต้องเลี้ยงดู ทุกคนล้วนเป็นเสาหลักของครอบครัว ขอเพียงแค่ตั้งใจเรียนรู้กับฉัน ฉันจะมอบอนาคตที่ดีกว่าให้กับทุกคนอย่างแน่นอน”
คำพูดของคังอิงสร้างความตกตะลึงให้กับพวกเขาอย่างไม่เคยมีมาก่อน
แนวคิดการให้บริการแบบ ‘ลูกค้าคือพระเจ้า’ เพิ่งจะเริ่มเป็นที่นิยมในยุคหลังๆ ส่วนตอนนี้ที่ทุกคนต่างดำเนินชีวิตตามความเคยชินที่ตกทอดมาจากระบบเศรษฐกิจแบบเก่า ต่างยังคงจมปลักอยู่ในความรุ่งโรจน์ในอดีต ไม่สามารถก้าวออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยได้
สิ่งที่คังอิงกำลังทำอยู่ในตอนนี้ก็คือ การผลักพวกเขาออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยโดยตรง ต้องลองดูว่าหลังจากได้รับแรงกระตุ้นเช่นนี้ พวกเขาจะตื่นขึ้นมาอย่างมีพลังหรือไม่
ทันใดนั้นบรรยากาศในห้องเรียนก็เงียบลง คังอิงไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เธอต้องการให้พวกเขามีพื้นที่ในการคิดด้วยตนเอง เธอไม่สามารถคิดแทนพวกเขาได้ตลอดเวลา ขอแค่พวกเขาคิดและรู้สึกด้วยตนเอง นั่นถึงจะสามารถผลักดันให้พวกเขาก้าวหน้าต่อไปได้
คังอิงคิดไม่ถึงเลยว่าฟู่ซินหลางจะรีบร้อนเดินทางมาถึงวิทยาลัยครูอำเภอหลี่ว์
แท้จริงแล้ว ฟู่ซินหลางมีเพื่อนที่เรียนกวดวิชาด้วยกันคนหนึ่งชื่อหลิวไห่ เขาสอบเข้าวิทยาลัยครูอำเภอหลี่ว์ได้ก่อนฟู่ซินหลางหนึ่งปี แถมยังเป็นกรรมการสภานักศึกษาอีกด้วย
พอหลิวไห่รู้ว่าฟู่ซินหลางสอบติดวิทยาลัยครูอำเภอหลี่ว์ หลิวไห่จึงบอกกับฟู่ซินหลางว่าช่วงปิดเทอมฤดูร้อนทางวิทยาลัยขาดสมาชิกทีมป้องกันและดูแลความเรียบร้อย เขาถามฟู่ซินหลางว่าสนใจจะมาทำหน้าที่นี้ไหม
คนที่ถูกกำหนดให้มาทำหน้าที่นี้แต่เดิมมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นในครอบครัว เขาเลยกลับบ้านไปตั้งแต่ช่วงเริ่มปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว
สมาชิกทีมป้องกันและดูแลความเรียบร้อยในวิทยาลัยนั้นได้รับค่าตอบแทน ทางมหาวิทยาลัยจะให้เงินเดือนเดือนละยี่สิบหยวน พร้อมที่พักและอาหารฟรี แม้ว่าค่าตอบแทนจะไม่มากนัก แต่ข้อดีก็คือเขาอาจทำความรู้จักกับเหล่าอาจารย์ได้ก่อน อย่างน้อยๆ ก็ได้สร้างความคุ้นเคยต่อหน้าอาจารย์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเป็นสมาชิกสภานักศึกษา หรือมุ่งมั่นเพื่อตำแหน่งนักศึกษาดีเด่นในอนาคต
เชิงอรรถ
[1] ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน หรือระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมการผลิตและการจัดสรรทรัพยากรทั้งหมด
[2] เครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อ Gree