หลังจากวันนั้นที่คิมหันต์ได้พูดคุยกับเซนว่าตนสนใจอยากจะเป็นนักปราบผี เพียงแค่เวลาไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์เซนก็จัดการเอกสารจำเป็นต่อการสมัครเป็นนักปราบผีฝึกหัดให้เธอ
มันรวดเร็วจนเจ้าตัวยังคงอึ้งอยู่ว่าผู้ชายคนนี้ทำไมถึงจัดการได้ไวขนาดนี้ แถมข้อมูลส่วนของเธอยังครบถ้วนถูกต้อง จนทำให้เผลอสงสัยว่าเขาไปหาข้อมูลเหล่านี้มาจากไหนกันแน่
ซูซาคุพอได้รู้ว่าคิมหันต์กำลังจะไปสมัครเป็นนักปราบผีฝึกหัด เขาถึงกับตาโตเป็นไข่ห่านเพราะไม่คิดว่าคนกลัวผีอย่างเธอจะกล้าได้ขนาดนี้ ส่วนไพลินเธอไม่ได้ตกใจเวอร์แบบซูซาคุแต่ก็ค่อนข้างจะเหนือความคาดหมายของเธอพอสมควร เจ้าตัวนึกว่าเพื่อนสาวจะยอมเป็นเหยื่อล่อไปตลอดซะอีก
ก่อนจะออกเดินทางคุณเซนผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์ได้เซ็นรับรองเอกสารให้กับเด็กสาว เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าเธอเป็นคนที่เขาแนะนำให้กับสำนักงาน และได้มอบหมายงานให้ไพลินกับซูซาคุที่ต้องไปเลื่อนขั้นสถานะอยู่แล้วพาคิมหันต์ไปด้วย
สำนักงานของเหล่านักปราบผีมีการป้องกันหนาแน่นพอสมควรและถูกซ่อนจากสายตาของเหล่าบุคคลธรรมดา คนที่จะเข้ามาได้นั้นล้วนแล้วแต่เป็นผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น
“ถึงแล้วที่นี่ไง” ซูซาคุที่หยุดเดินแล้วพูดขึ้น
คิมหันต์ที่ตื่นเต้นอยากจะเห็นว่าสำนักงานเป็นอย่างไรก็ต้องผิดหวังเพราะสิ่งที่เห็นต้องหน้าเป็นเพียงแค่ซากตึกร้างขนาดใหญ่แค่นั้นเอง
“ไม่เห็นจะไม่มีอะไรเลยสักอย่าง นายพามาผิดที่รึเปล่าเนี่ย”
“ยัยโง่! ถ้ามองเห็นด้วยตาเปล่ามันจะหลบซ่อนจากคนธรรมดาได้ยังไงเล่า ใช้หัวคิดบ้างสิโว้ย”
“ฉันว่าแสดงให้ดูน่าจะง่ายกว่าพูดให้เธอฟังนะ” ไพลินเสนอความเห็นก่อนจะเดินมายืนตรงหน้าของเพื่อนทั้งสองแล้วยื่นแขนออกไปพร้อมกับทำท่าทางเหมือนว่าเธอกำลังสัมผัสอะไรสักอย่างตรงหน้าของเธออยู่
พรึ่บ
เสียงบางสิ่งบางอย่างดังขึ้น จู่ๆ พื้นที่รกร้างตรงหน้าก็ปรากฏเหมือนเป็นอะไรสักอย่างที่มีสีใสๆ กำลังครอบคลุมพื้นที่นี้อยู่ ตำแหน่งที่ไพลินยื่นมือออกไปนั้นเกิดช่องโหว่ขึ้นมาพอดีให้ตัวคนสามารถเดินเข้าไปได้เหมือนกับเป็นประตูทางเข้า
“เข้าไปสิ” เธอพูดสั้นๆ พร้อมกับหลีกทางให้คิมหันต์เดินเข้าไปก่อน เจ้าตัวพยักหน้ารับรู้แล้วก้าวขาเข้าไปยังด้านในนั้น
ภายในสิ่งปลูกสร้างนี้แตกต่างจากด้านนอกโดยสิ้นเชิง ราวกับว่ามันอยู่กันคนละโลกเลยทีเดียว สภาพจากตึกร้างกลายเป็นตึกแนวยุโรปปนเอเชียที่มีชีวิตชีวาขึ้นมา แถมยังมีเป็นสะพานปูนให้เดินข้ามลำธารไปอีกฝั่งหนึ่งด้วย แล้วยังมีร้านกาแฟให้ผู้คนมานั่งพักผ่อนอีกต่างหาก มองเห็นผู้คนเดินกันไปมาค่อนข้างเยอะพอสมควร
“ทำไมตอนเราอยู่ข้างนอกถึงมองไม่เห็นกันล่ะ?” เธอหันไปถามเพื่อนนักปราบผีฝึกหัดที่เดินตามเข้ามาอย่างสงสัย
“เพราะว่าที่แห่งนี้มีม่านพลังหรือที่เราเรียกกันว่า เขตอาคมไม่ก็เขตแดนยังไงล่ะ มันมีคุณสมบัติคือสามารถครอบคลุมพื้นที่ให้แยกออกจากมิติที่เราอยู่ ยิ่งเขตอาคมใหญ่ขนาดไหนมันก็จะค่อนข้างจะใช้พลังเยอะตาม ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นพวกเขาจะไม่ใช้เขตอาคมที่ค่อนข้างใหญ่แบบนี้” ไพลินอธิบายพอสังเขป
“ส่วนเวลาต่อสู้เราก็มักจะใช้แค่เขตอาคมขนาดย่อมพอ แต่ถ้าคนนั้นมีพลังวิญญาณสูงก็อีกเรื่องหนึ่งล่ะนะ” ซูซาคุเสริมให้ฟังเล็กน้อย
“แล้วเคยมีคนธรรมดาหลงเข้ามาบ้างไหม?”
“ไม่เคย ที่นี่เป็นสำนักงานประจำเขตนี้แถมยังค่อนข้างมีชื่อเสียงพอสมควรจึงต้องคุมเข้มพอตัว และที่นี่มีหน่วยงานคอยดูแลเขตอาคมเฉพาะอยู่ด้วย” เพื่อนสาวข้างตัวอธิบาย
“อย่างนี้นี่เอง” ตอนนี้คิมหันต์รู้สึกว่าเหมือนตัวเองได้เปิดโลกใบใหม่สุดๆ เพราะตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตมาถึงอายุ 16 ปี พึ่งเคยได้รับรู้เป็นครั้งแรกว่าโลกของเรามีอะไรแบบนี้อยู่ด้วย
“รีบไปต่อกันดีกว่า เดี๋ยวจะเสียเวลาไปมากกว่านี้” ซูซาคุบอกเพื่อนทั้งสองของเขา
พวกเธอพยักหน้าตกลงแทนคำพูดและเดินตามเด็กหนุ่มเข้าไปในตัวอาคาร เมื่อเข้ามายังด้านในดวงตาของคิมหันต์นั้นยิ่งเต็มไปด้วยประกายแห่งความตื่นเต้นมากกว่าเดิมเสียอีก เพราะภายในนี้เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายแถมทุกคนที่อยู่ตรงนี้คือผู้เกี่ยวข้องกับนักปราบผีทั้งสิ้น
ทำไมเธอถึงไม่เคยรู้เลยนะ ว่าบนโลกของเรามีที่แบบนี้หลบซ่อนสายตาอยู่ด้วย
ส่วนการตกแต่งภายในนี้ก็เป็นเหมือนกับสไตล์ยุโรปผสมเอเชียนิดๆ ทั้งที่มันน่าจะให้ความรู้สึกแปลกแต่กลับลงตัวกันอย่างบอกไม่ถูก แถมข้าวของเครื่องใช้ก็แทบไม่ได้ต่างจากสำนักงานของคนธรรมดาเลยสักนิด
“เดี๋ยวเราจะต้องแยกกันตรงนี้นะ” ไพลินหันมาพูดกับเด็กสาวที่มัวแต่ตื่นเต้นกับการมาเยือนสำนักงานแห่งนี้ครั้งแรก
“เอ๋? ไหงงั้นล่ะ ฉันไม่รู้ทางเลยนะ” เด็กสาวถึงกับสงสัยทันที อีกใจหนึ่งก็กลัวโดนพวกนี้ทิ้งกลางทางอีก ยิ่งชอบแกล้งอำอยู่ด้วย
“ฉันกับไพลินจะต้องไปทำเรื่องเลื่อนขั้นกัน เพื่อไม่ให้เสียเวลาเลยให้ทางไปจัดการด้วยตัวเองเลยจะได้เสร็จเกือบพร้อมกันๆ” เด็กหนุ่มไขข้อสงสัยของเพื่อนสาวก่อนจะพูดต่ออีก
“เดินไปตรงเคาน์เตอร์ที่มีพนักงานผู้ชายนั่งอยู่แล้วยื่นซองเอกสารนี่ให้เขา รู้เรื่องใช่ไหม?” เขาบอกสิ่งที่คิมหันต์จะต้องทำต่อไปนี้พร้อมกับชี้ไปยังเคาน์เตอร์ไม้ที่มีพนักงานหนุ่มกำลังนั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างขะมักเขม้น
“อะ โอเค รู้เรื่องแล้วน่าไม่ต้องย้ำก็ได้”
“ไม่ย้ำไม่ได้หรอก ยิ่งบื้อๆ อย่างเธอมันต้องย้ำแล้วย้ำอีกให้มันเข้าไปสู่สมองน้อยๆ ของเธอไงล่ะ” ซูซาคุไม่พูดเปล่าพลางเอานิ้วบี้หน้าผากเธออย่างแรงราวกับว่าไปโมโหอะไรมา
“โอ๊ย ฉันเจ็บนะ” เธอร้องออกมาด้วยความเจ็บ
“รีบไปกันเถอะซูซี่ เราจะได้กลับบ้านกันเร็วๆ” ไพลินพูดกับเด็กหนุ่มก่อนจะเดินนำเขาไปก่อน
“ไม่ได้ชื่อซูซี่โว้ย ยัยนี่ก็อีกคนกวนประสาทกันได้ทุกวี่ทุกวัน ฮึ่ย” คนที่ถูกเรียกว่า ซูซี่ ได้แต่เดินโมโหตึงตังตามไพลินไป
นายก็เอาแต่แกล้งฉันได้ทุกวี่ทุกวันเหมือนกันแหละน่าซูซาคุ เด็กสาวคิด
เธอเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ที่มีพนักงานนั่งทำงานอยู่ตามที่เด็กหนุ่มบอก พอมาถึงเจ้าตัวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเรียกพนักงานชายตรงหน้า
“เอ่อ ขอโทษนะคะ”
“........”
สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือความเงียบเพราะเหมือนพนักงานคนนี้มัวแต่ก้มหน้าก้มตาพิมพ์จนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลยสักนิด