ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 56 เบเอลเซบูจ้าวแห่งซากศพ

              ณ อิตาบาชิ ช่วงเวลาย่ำรุ่ง


              “ไม่เจ็บตัวคงไม่รู้สึกสินะไม่ว่าพวกคุณจะดิ้นรนอย่างไร ล้วนไม่มีทางขัดขืนชะตากรรม และพลังอันแสนยิ่งใหญ่ที่ทำให้คนรู้สึกถึงความสิ้นหวังนี้ได้”


              ระหว่างเส้นทางที่ฮิราตะก้าวเดิน มีผู้คนมากมายเสียชีวิตตลอดเวลาหลายคนพยายามจับอาวุธพุ่งเข้าใส่เขาแต่เหมือนประดุจว่ามีพลังที่ไม่อาจต่อต้านครอบคลุมอยู่ไม่ว่าทำอะไรไปก็ไร้ความหมาย


              “พวกคุณทุกคนจะได้เป็นส่วนหนึ่งของประจักษ์พยานให้กับการเถลิงขึ้นเป็นพระเจ้าวิปลาสองค์ใหม่ ที่จะมาชำระล้างดินแดนนี้”


              ร่างโปร่งแสงขนาดยักษ์ที่คอยคุ้มครองฮิราตะปรากฏรูปลักษณ์ให้เห็นจนเด่นชัด


     


     


              ใต้ดวงตะวันครึ้มยามเช้าร่างยักษ์ใหญ่โตมโหฬารราวสิบแปดเมตรยืนตะหง่าน อย่างหยิ่งพยอง มันมีรูปลักษณ์ผสมผสานที่ดูเหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการผสมกันของสัตว์ต่างๆ ส่วนด้านบนของมันมีลักษณะคล้ายกวาง แต่หัวกลับมีลักษณะเหมือนหน้ากากที่ไม่มีตาและผมยาวสีซีดที่ปกคลุมลงมา ทำให้มันดูน่ากลัวและลึกลับอย่างยิ่ง


              แขนของมันยาวและผอมเหมือนกับกิ่งไม้ที่ดูแห้งเหี่ยวและซับซ้อน ในขณะที่ด้านหลังของมันมีมือเหมือนกิ่งก้านจำนวนมากที่แผ่ออกไปสร้างความรู้สึกเหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีความเป็นธรรมชาติผสมผสานกับความน่ากลัวเหนือธรรมชาติ


              ท่อนล่างของมันมีลักษณะคล้ายแมลงโดยเฉพาะตาสีแดงใหญ่ที่ดูคล้ายกับตาของแมลงวัน ซึ่งทำให้ดูน่ากลัวและน่ารังเกียจนอกจากนี้ยังมีขาเหมือนกับแขนที่ยืดยาว คล้ายหนวดของปลาหมึกแต่มีปลายเป็นมือที่สามารถจับสิ่งของได้ ช่างชวนให้นึกถึงเทพแห่งความตายในเทพนิยายปกรณัม


              “เหวอ— สัตว์ประหลาด!?”


              ดวงตาสีแดงโตขยับกวาดมองบรรยากาศดิบเถื่อนชวนขนลุก ให้รู้สึกคล้ายแมลงอันไร้สติปัญญาหรือความคิดเพียงแต่เข่นฆ่าเหยื่อไปตามสัญชาตญาณ


              ผู้คนวิ่งหนีกันอลหม่านกรีดร้องอย่างเสียขวัญเมื่อได้เห็นตัวตนสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์เต็มตา


              ฮิราตะแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดต่อความตายของคนเหล่านี้เพราะสุดท้ายแล้วต่อให้ต้องตายไปมากเท่าไหร่ คนพวกนี้ก็จะได้รับชีวิตที่สองกลับมาเกิดเป็นสมาชิกให้กับกองทัพของเขาได้อีกครา


              “นามของเราคือกองทัพคนตายเพราะเรานั้นมีจำนวนมากมาย จงดูดกลืนทุกสิ่งเบเอลเซบูล”


              ความตาย


              ฮิราตะนำพาสิ่งนั้นมาสู่ทุกคนอย่างเท่าเทียมทุกคนเป็นเพียงแค่วัตถุดิบ ไม่มีสิ่งใดจะจำแนก หรือแบ่งแยกได้ ผู้ที่ยืนขวางทางจนกว่าจะถึงการชี้นำในวาระสุดท้ายย่อมมีชะตาต้องถูกปัดกวาด


              เคยมีคนบอกกับเขาไว้ว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตพิเศษที่พระเจ้าสร้างมาให้เหมือนพระองค์เองหากนั่นคือเรื่องจริง มนุษย์คงเป็นได้เพียงผลงานอันล้มเหลวไม่คู่ควรกับสิ่งที่พระองค์อุตส่าห์ลงแรง


              “…ไม่ได้เรื่องเลยแฮะฉันคงต้องลงมือสร้างสรรค์ผลงานอันสมบูรณ์แบบขึ้นมาเองเสียแล้ว”


              ชุมชนที่เคยเป็นค่ายอพยพในอิตาบาชิบัดนี้กลายเป็นที่ราบโล่งหลังจากถูกเบเอลเซบูลถล่มจนราบเรียบภายในเขตชุมชนเหลือเพียงเศษซากของอาคารที่ถูกทำลาย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในอากาศพื้นดินที่เคยเป็นที่พักพิงของผู้คนบัดนี้เต็มไปด้วยคราบเลือดและซากศพร่องรอยของการต่อสู้และการทำลายล้างเหล่านั้นสะท้อนถึงความโหดเหี้ยมและพลังที่ไม่อาจต่อต้านได้ของฮิราตะ


              ฮิราตะนำกุญแจทั้งเก้าดอกซึ่งรวบรวมได้ออกมาถือเรียงไว้พร้อมกันตรงหน้า


              พวกมันขยับยุกยิกขึ้นราวกับมีชีวิตชิ้นส่วนทั้งหมดต่างดึงดูดหากันและกัน เสียงกลไกอันซับซ้อนดังขึ้นรวมกุญแจทั้งเก้าประกอบเป็นกุญแจรูปร่างประหลาดขนาดใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า


              ก่อนจะเริ่มลอยหมุนเป็นวงกลมต้านแรงโน้มถ่วงขึ้นจากนั้นส่วนปลายก็ขยับราวกับเข็มทิศชี้ไปยังทิศใต้แสงสีเงินปรากฏขึ้นล้อมรอบกุญแจเป็นวงแหวนประกายละอองแสงจำนวนมากมารวมกันที่ส่วนปลาย เพียงพริบตาลำแสงขนาดใหญ่หนึ่งเส้นถูกยิงออกจากปลายกุญแจพาดผ่านเป็นเส้นตรง มุ่งเข้ายังใจกลางเขตชินจูกุ


              เพียงชั่วครู่หลังจากนั้นตัวกุญแจค่อยแหลกระเหิดสลายเป็นฝุ่นกลางอากาศ พร้อมกับลำแสงรอบ ๆเริ่มจางลง


              บรรยากาศทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนผืนดินเริ่มสั่นสะเทือนเสาลำแสงขนาดยักษ์พุ่งสูงทะลุชั้นเมฆเกิดขึ้นยังสุดปลายของเส้นทางที่กุญแจได้ชี้นำพุ่งขึ้นสูงจนมองไม่เห็นปลาย


              “ราชาอยู่ที่นั่นเองงั้นสินะก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่นักหรอกหรือต้องบอกว่าสมควรแล้วดีกันล่ะ”


              คุราเบะซึ่งสังเกตการณ์อยู่บนดาดฟ้าของตึกแห่งหนึ่งใกล้ๆ เช่นกัน ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างซึ่งกำลังปรากฏขึ้นเบื้องหน้าการสัมผัสกลิ่นอายนั้นไม่ใช่เรื่องที่เขาเชี่ยวชาญสักเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นเขายังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของบางสิ่งจากที่นั่น


              อาจเพราะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ฟูมฝักมาในฐานะนักฆ่ากำลังลั่นระฆังเตือนเช่นนั้น


              แม้สภาพโดยรวมจะถูกจัดว่าเมืองนี้ยังคงดูเหมือนปกติทว่า ‘สิ่งนั้น’ ที่ดำเนินขึ้น ณโตเกียวในครั้งนี้เริ่มแสดงความพิลึกและสภาพที่บิดเบี้ยวออกมา


              เนื่องจากภาพที่ปรากฏแก่สายตาช่างเหนือความจริงเป็นทิวทัศน์อันน่าประหลาดทั้งยังทำให้รู้สึกถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ราวกับวันพิพากษาซึ่งปรากฏในหนังสือวิวรณ์ของพระคัมภีร์เก่า


              หลังจากนี้ บางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น ณที่แห่งนั้น …แต่นั่นล้วนไม่ใช่เรื่องของเขาอีกต่อไปเขามาส่งน้องชายจนสุดทางตามเป้าประสงค์เวลาที่เหลือนับจากนี้จะเป็นความสนุกของเขาซึ่งเฝ้าบ่มเพาะมาเนิ่นนาน


              “ฉันไม่ใจแคบขนาดนั้นเหมือนนายหรอกนะไอ้น้องชายสิ่งปลอมปนที่ก่อตัวเป็นมนุษย์ล้วนมีความดีงามในแบบของสิ่งปลอมปนเป็นความงามอันน่าฉงนที่มีเฉพาะในเหล่าผู้โง่เขลา...สิ่งนั้นแหละที่เหมาะสมกับฉันมากกว่า”



     

              ช่วงเวลาบ่ายคล้อยกองทัพซากอันเน่าเปื่อยในที่สุดได้กรีธามาถึงใจกลางชินจูกุ


              “เมื่ออยู่ต่อหน้ากองทัพผีดิบนับหมื่นๆ ของฉัน ต่อให้เป็นราชาปีศาจก็ไม่อาจต้านทานคลื่นแห่งความตายเมื่อถูกถาโถมเข้าใส่”


              สิ่งที่ฮิราตะพูดอาจไม่เกินจริงเลยเมื่อกองทัพซามูไรซึ่งกระจายอยู่เต็มพื้นที่ชินจุกุบัดนี้กลับจมลงไปในกระแสคลื่นของฝูงผีดิบที่กำลังเคลื่อนผ่านประหนึ่งแม่น้ำใหญ่เชี่ยวกรากพวกซามูไรปีศาจพยายามต่อต้านเต็มที่ทว่าสุดท้ายก็ถูกถมด้วยจำนวนมหาศาลจนถูกจัดการอยู่ดีพวกมันแผ่ตัวปกคลุมทั่วทั้งเขตโดยไร้ช่องโหว่ราวกับภาพโมเสกก็มิปาน


              กองกำลังที่ติดตามฮิราตะมาต่างตกตะลึงกับภาพอันเกิดขึ้นต่อสายตานี่เป็นครั้งแรกที่หัวหน้าของพวกเขาแสดงให้เห็นจำนวนซากศพทั้งหมดที่ทุกคนช่วยกันรวบรวมมาพวกเขาแทบไม่ต้องเปลืองแรงอะไรเลย รู้สึกว่าพลังของตนนั้นแทบไม่ถูกใช้ประโยชน์


              โยซึรุซึ่งติดตามอยู่ข้างกายฮิราตะไม่ห่างพอเห็นภาพนี้จึงรู้สึกว่าตนตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแล้ว


              หลังจากเคลียร์พื้นที่กำจัดปีศาจโดยรอบจนหมดเรียบร้อยฮิราตะนำทุกคนเดินทางมาถึงหน้าประตูโทริอิขนาดยักษ์ ตั้งตระหง่านอยู่กลางสี่แยกมันมีลวดลายสลับซับซ้อนแปลกแยกจากสิ่งปลูกสร้างอื่นจนเหมือนอยู่คนละโลก


              ลำแสงประหลาดที่กุญแจชี้นำยังคงแผ่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง


              บริเวณช่องว่างตรงกลางประตูปรากฏแสงสะท้อนส่องเหมือนผิวน้ำที่กำลังถูกตกกระทบจนกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น


              “จุดหมายอยู่ตรงหน้านี้เอาล่ะทุกท่าน... ถึงเวลาอันเหมาะสมแล้วที่พวกเราจะไปพิชิตราชาและดินแดนแห่งนี้ให้อยู่ใต้กำมือ”


              ทุกคนส่งเสียเฮลั่นตอบรับคำพูดให้แก่ผู้นำของพวกเขา

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน