หลังจากส่งบิดาของเ้าของร่างกลับไปแล้ว ท่าทางอ่อนแรงที่แสดงออกก่อนหน้านี้ก็จางหายไป ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง แม้ร่างกายนี้จะยังอ่อนแอจากการต้องพิษ แต่จิตใจของอวี้หลันใช่จะอ่อนแอตาม
นางพาตัวเองมานั่งเงียบอยู่ตรงโต๊ะชาข้างหน้าต่าง แผ่นหลังตั้งตรง แววตานิ่งลึก ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ มือเรียวกุมถ้วยชาไว้แน่น น้ำชาในถ้วยเย็นชืดไปนานแล้ว แต่เื่ราวที่ได้รับรู้ก่อนหน้านี้ยังคงวนเวียนในความคิด
อวี้หลันเ้าของร่างเดิมเป็หญิงสาวผู้แบกรับความโดดเดี่ยวมาตลอดชีวิต ช่างคล้ายคลึงกับตนเองอยู่ไม่น้อย
แม้อีกฝ่ายจะมีชาติกำเนิดสูงส่ง แต่นับั้แ่มารดาจากไป อำนาจในจวนก็ตกอยู่ในมือของเซิ่งซื่อ ฮูหยินรองผู้ฉลาดเป็กรด
ไม่แน่ว่าผู้ที่วางยานางก็เป็ฝีมือของเซิ่งซื่อผู้นี้
ในจวนแห่งนี้ แม้รองเสนาบดีอวี้จะยืนอยู่ตรงศูนย์กลางของตระกูล แต่เงาที่ทอดยาวใต้เสาเรือนนั้น เป็ของเซิ่งซื่อผู้นั้นต่างหาก
ชายผู้ทะนงตนว่าฉลาดหลักแหลม คิดแต่จะแสวงหาอำนาจ หลงคิดว่าตัวเองคือผู้วางหมากในกระดาน
แต่หารู้ไม่ ว่าเขาเองก็เป็เพียงหมากตัวหนึ่งในเกมของคนอื่นไม่ต่างกัน
การใช้ชีวิตในยุคที่เต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบาย ผู้หญิงคือเครื่องมือทางการเมือง บุตรีขุนนางคือหมากตัวหนึ่งในกระดานอำนาจ และตอนนี้ อวี้หลัน อดีตหญิงสาวยุคใหม่ที่เคยใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผลและวิทยาศาสตร์ ต้องเผชิญกับโลกที่คำว่า "อำนาจ" สำคัญยิ่งกว่าความถูกต้อง
หญิงสาวเอนกายพิงหมอนอิงพลางมองท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านม่านโปร่งบาง สายลมอ่อนๆ ไล้ผ่านปลายผมของนาง ทว่าในแววตานั้นเปี่ยมไปด้วยความสงบนิ่งที่ไม่อาจเห็นได้จากหญิงสาววัยสิบห้าทั่วไป
โลกนี้ไม่ได้มีเพียงชนชั้นที่แบ่งแค่ คนรวย กับ คนจน อย่างในยุคที่นางจากมา แต่แบ่งแยกด้วยศักดินา ยิ่งสูง ยิ่งห่างไกลชีวิตธรรมดา
แม้เ้าของร่างเดิมจะอ่อนแอ หัวอ่อน และไม่เคยมีความทะเยอทะยาน แต่ความจำในหัวกลับละเอียดลึกซึ้งพอจะบอกนางได้ว่า ที่นี่คือโลกที่กฎเกณฑ์สังคมคือทุกสิ่ง โลกที่ผู้คนไม่เท่ากันั้แ่เกิด
ฮ่องเต้ คือจุดสูงสุดของพีระมิด ไม่มีผู้ใดตั้งคำถาม
ถัดลงมา คือเชื้อพระวงศ์ ที่ถือสายเืสูงศักดิ์ องค์ชายทุกพระองค์แม้ไม่ได้เป็รัชทายาท ก็ถือสิทธิ์สูงกว่าขุนนางทั้งหลาย
ขุนนางฝ่ายบุ๋น เช่น อัครเสนาบดี เ้าเมือง และตำแหน่งในหกกรม ล้วนมีอำนาจในทางบริหารบ้านเมือง
ขุนนางฝ่ายบู๊ เช่น แม่ทัพใหญ่ หัวหน้ากองกำลัง รักษาพรมแดน หรือควบคุมราชองครักษ์
ต่ำลงมา คือ พ่อค้า นักวิชาการ ช่างฝีมือ และสามัญชน ซึ่งนับว่ามีค่าแค่เพียง จำนวน ไม่ใช่ สิทธิ
แม้นางจะเป็ธิดาของรองเสนาบดี แต่หากไร้การหนุนหลัง ไร้อำนาจต่อรอง สตรีเช่นนางก็ไม่ต่างอะไรกับหมากตัวหนึ่ง
อวี้หลันย้อนนึกถึงตนเองในอดีตที่เกิดในโลกซึ่งสิทธิ ความสามารถ และเหตุผล เป็ตัวกำหนดคุณค่าของชีวิต แต่ในโลกนี้ ชาติกำเนิดเพียงอย่างเดียว กลับมีอำนาจยิ่งกว่าสิ่งใด
จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม อวี้หลันได้เรียนรู้ว่า
ผู้หญิงไม่ได้มีสิทธิ์ครองทรัพย์สินของตนเอง ทั้งหมดตกอยู่ในมือสามี หรือผู้เป็หัวหน้าตระกูล
การแต่งงานคือเครื่องมือทางการเมือง ตำแหน่งชายา พระสนม หรือแม้แต่ภรรยารองล้วนขึ้นอยู่กับสถานะและจุดยืนทางการเมืองของแต่ละฝ่าย
คำว่า คุณหนู หรือ ฮูหยิน แม้จะฟังดูสูงศักดิ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิเหนือชีวิตตนเอง
เพียงเพราะนางเกิดในตระกูลขุนนาง ใช่ว่าชีวิตจะปลอดภัยจากเงื้อมมือของเกมการเมือง
อวี้หลันรู้ดีว่าหากยังยอมผู้อื่นเหมือนเช่นเ้าของร่างเดิม ก็คงไม่ต่างอะไรจากการเดินเข้าสู่สุสาน
ในเมื่อฟ้าส่งนางมายังยุคนี้ นางก็จะไม่ยอมถูกบีบให้เดินตามเส้นทางที่ใครวางไว้
บางทีการที่์ส่งนางมาอยู่ที่นี่ ก็อาจจะให้นางทำความดีชดใช้บาปก็ได้
อวี้หลันเหลือบสายตาขึ้นมองเงาในกระจก แววตาของเ้าของร่างเดิมที่เคยมีแต่ความหวาดกลัว บัดนี้กลับแน่วแน่ดั่งหินผา
นางไม่ใช่อวี้หลันที่แสนอ่อนแอผู้นั้นอีกต่อไป และในเมื่อฟ้าประทานโอกาสที่สองให้มาอยู่ในร่างนี้ นางก็จะใช้มันให้คุ้มค่า
และหากโลกนี้จะเล่นหมาก นางก็จักเป็ผู้วางหมากเอง
นับจากนี้ไป ตัวตนใหม่ของนางในโลกนี้คือ "อวี้หลัน" บุตรีของรองเสนาบดีกรมพิธีการ
มือเรียวที่กำถ้วยชาไว้แน่นค่อยๆ คลายออก อวี้หลันมองขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กที่วางอยู่ข้างมือ ภายในบรรจุยาถอนพิษเม็ดกลมสีดำที่ท่านหมอตู้มอบไว้ให้ ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาเปิดฝา เทยาเข้าปากโดยไม่ลังเล รสขมฝาดแตะปลายลิ้น แต่ดวงตากลับนิ่งสงบ
ก่อนที่นางจะลงมือทำสิ่งใด สิ่งแรกที่ควรทำคือรักษาและฟื้นฟูร่างกายนี้ให้แข็งแรงเสียก่อน และนับว่านางยังพอมีโชคอยู่บ้าง ที่ได้พบกับหมอเทวดาผู้นี้เข้า ฝีมือการรักษาเช่นเขา หากไม่เรียกว่าเป็หมอเทวดา ก็คงไม่มีคำใดเหมาะสมไปกว่านี้แล้ว
เรือนฮวาหงยามนี้เงียบสงบ เสียงลมยามค่ำคืนพัดผ่านแ่เบา อวี้หลันเหลือบสายตาไปยังเงาร่างที่เคลื่อนไหวอยู่หลังช่องหน้าต่าง แม้จะเพียงพริบตาเดียว แต่ก็ไม่พ้นสายตาของนาง
นิ้วเรียวยาวค่อยๆ ลูบวนบนขอบถ้วยชาในมือแ่เบา ก่อนจะยกยิ้มบางอย่างเยือกเย็น แววตาปรากฏร่องรอยคล้ายเย้ยหยัน
"หนูสกปรกในเรือนนี้ดูท่าจะมากเกินไป"
อวี้หลันพึมพำออกมาเสียงเบา ก่อนที่นางจะวางถ้วยชาลง ลุกขึ้นเดินไปยังเตียงอย่างเงียบงัน ท่วงท่าของนางดูเหนื่อยอ่อนราวไร้เรี่ยวแรง ร่างบางทรุดตัวลงนอนอย่างสงบ หลับตาลงช้าๆ ราวกับไม่สนใจอีกแล้วว่าเงานั้นจะยังอยู่หรือไม่
ปล่อยมันให้วิ่งเล่นไปก่อนก็แล้วกัน
รอให้นางฟื้นตัวเมื่อใด...
คงถึงเวลารื้อเรือนนี้ครั้งใหญ่
ในเวลาเดียวกันนั้นขณะที่อวี้หลันกำลังหลับใหลอย่างสงบ
ภายในเรือนเหมยเยี่ย เรือนของคุณหนูใหญ่อวี้เหมย กลับปั่นป่วนราวกับพายุพัดผ่าน เสียงข้าวของแตกกระจายดังลั่นเรือน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นของเ้าของเรือน
อวี้เหมย คุณหนูใหญ่ผู้มีรูปร่างหน้าตางดงาม แต่เื้ัความงามนั้นกลับแฝงไว้ด้วยนิสัยริษยาและจิตใจคับแคบ นางนั้นนิสัยต่างกันกับมารดาโดยสิ้นเชิง หากจะบอกว่าอวี้เหมยโง่งมก็ไม่ผิดนัก เพราะนางมักจะเก็บอาการไม่ค่อยอยู่เพียงแค่ถูกยั่วยุเล็กน้อย ในขณะที่มารดาเป็สตรีร้ายลึก แต่บุตรสาวคิดสิ่งใดก็มักจะพูดออกมาแบบนั้น อารมณ์ร้อนและปากคอร้ายกาจ
อวี้เหมยเติบโตมาพร้อมกับอวี้หลัน ทว่าหาได้รักใคร่กลมเกลียวกันไม่ นางมักหาทางกลั่นแกล้งน้องสาวร่วมบิดามาตลอด ในทางตรงกันข้าม อวี้เหมยมองอวี้หลันเป็ดั่งหนามตำใจอยู่เสมอ นางไม่เคยยินดีแม้แต่น้อยที่ต้องเห็นอวี้หลันได้รับความรักและการยอมรับในฐานะบุตรีของฮูหยินเอก ไม่ยินดีที่อีกฝ่ายเหนือกว่าตน น้องสาวผู้นี้จึงเป็ดั่งศัตรูที่นางต้องกำจัด
"เหตุใดนางถึงยังไม่ตาย"
อวี้เหมยกรีดเสียงอย่างเดือดดาล แววตาเต็มไปด้วยโทสะและความหวาดหวั่น น้ำตาไหลอาบสองแก้ม
"เ้าใจเย็นลงก่อนเถิด เหมยเอ๋อร์"
เซิ่งซื่อที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รีบเข้ามาประคองบุตรสาว
"เ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าตอนนี้เ้าก็ได้ชื่อว่าเป็บุตรสาวของฮูหยินเอกเช่นกัน"
นางเอ่ยอย่างใจเย็น พลางลูบหลังอวี้เหมยเบาๆ อย่างปลอบโยน แต่แววตาแฝงไว้ด้วยความเคร่งเครียด นางรู้สึกได้ว่าเด็กคนนั้นไม่เหมือนเดิม แต่ไม่รู้ว่ามันแปลกไปตรงไหน
"ระหว่างบุตรสาวของฮูหยินที่ตายไปแล้ว ทั้งบ้านเดิมของมารดายังล่มสลาย กับเ้า ผู้ที่เป็บุตรสาวคนโตของฮูหยินเอกคนปัจจุบัน อีกทั้งเ้าก็มีท่านตาที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพ เปี่ยมด้วยบารมี องค์ชายห้ายังจะเลือกใครได้อีกเล่า"
เสียงของเซิ่งซื่อฟังดูอ่อนโยน ทว่าเต็มไปด้วยความมั่นใจ บ่งบอกชัดว่าทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุมของนาง
ถ้อยคำนั้นเปรียบเสมือนหยาดน้ำค้างยามเช้าที่หล่นลงบนเปลวเพลิงในอกของอวี้เหมย แม้ไม่อาจดับไฟได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยให้นางพอสงบใจลงได้บ้าง แววตาที่เคยวาวโรจน์ด้วยโทสะเริ่มอ่อนลงเล็กน้อย
และคำพูดเ่าั้ แท้จริงแล้วก็เป็เสมือนถ้อยคำปลอบใจตัวเองของเซิ่งซื่อเช่นกัน
ไม่ว่าอวี้หลันจะฟื้นขึ้นมาด้วยปาฏิหาริย์ใด หรือจะมีเจตนาใดซ่อนอยู่ในใจ ตอนนี้อีกฝ่ายยังจะทำอะไรได้อีก ฐานะของนางแม้จะเป็บุตรสาวของฮูหยินเอกผู้ล่วงลับ แต่ก็เป็เพียงแค่ชื่อเสียงที่ถูกลืมเลือน ไม่มีบ้านเดิมของมารดาคอยหนุน ไม่มีผู้ใดยืนหยัดอยู่ข้างกาย
ต่างจากนาง นางคือฮูหยินเอกคนปัจจุบันของรองเสนาบดีอวี้จิ้ง เป็นายหญิงโดยสมบูรณ์ของจวนรองเสนาบดี
ซ้ำยังมีตระกูลเซิ่ง บ้านเดิมที่ยิ่งใหญ่เป็ที่พึ่งพิง ท่านพ่อของนางคือแม่ทัพแห่งแผ่นดิน มีทหารใต้บัญชาหลายหมื่นนาย
ตำแหน่งพระชายาขององค์ชายห้า เหตุใดนางจะไม่สามารถหยิบยื่นมันวางแทบเท้าบุตรสาวของตนได้
เป็อย่างที่อวี้หลันคิด ผู้ที่ลงมือวางยานางไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็เซิ่งซื่อและอวี้เหมย พวกนางวางแผนทุกอย่างมานานแล้ว หวังกำจัดอวี้หลันให้พ้นทาง แล้วผลักดันอวี้เหมยขึ้นแทนตำแหน่งคู่หมั้นขององค์ชายห้า บุรุษผู้ที่เป็หนึ่งในชายหนุ่มที่มีอำนาจและเป็ที่หมายปองที่สุดในเมืองหลวง
ตามแผนเดิมแล้ว ทุกอย่างควรจะดำเนินไปตามแผนการ อวี้หลันควรจะสิ้นใจลงเงียบๆ ภายในเรือน
ไร้เสียงร้อง
ไร้คำถาม
ไร้ผู้สืบสาวราวเื่ สืบหาความจริง
ไร้ผู้แยแสสนใจ
เมื่อถึงเวลานั้นตำแหน่ง ธิดาผู้เกิดจากฮูหยินเอกผู้ล่วงลับ ก็จะถูกลบเลือนจากความทรงจำของทุกผู้คน ถูกแทนที่ด้วยนามของอวี้เหมย คุณหนูใหญ่ผู้เพียบพร้อมเพียงคนเดียวของตระกูลอวี้
หากแต่พวกนางไม่คาดคิดว่า อวี้หลันจะยังมีลมหายใจ
แต่ยังนับว่า์มีเมตตาต่อพวกนาง ถึงแม้ว่าจะไม่อาจพรากลมหายใจของอวี้หลันได้ แต่ตระกูลเซิ่งกลับผงาดขึ้นอย่างไม่คาดคิด นั่นมิเท่ากับมอบแต้มต่อให้พวกนางหรอกหรือ