My Memories
- 16 Years ago -
ปังปังปัง!
เสียงประทัดดังติดต่อกันหลายนัดจนผมต้องอุดหูไว้ พอเสียงเงียบลง ‘เ้าโบ้’ หมาน้อยขาสั้นของผมวิ่งเตลิดไปยังทุ่งนา
ผมรีบวิ่งตามทันที หูยังคงได้ยินเสียงหัวเราะไล่หลัง เ้าเด็กเกเรที่ชอบแกล้งผม ทั้งๆที่ผมเพิ่งมาที่นี่ได้แค่สองวันเอง
ผมตามแม่มาเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัดได้เพียงแค่สองวัน ก็โดนเด็กเ้าถิ่นเล่นซะแล้ว อาจจะเป็เพราะผมเป็เด็กตัวอ้วนๆ ดูติ๋มๆล่ะมั้ง เลยมักโดนแกล้งอยู่เป็ประจำ
ขาป้อมๆของผมวิ่งตามเ้าโบ้ไปจนถึงบึงใหญ่ของหมู่บ้าน หมาน้อยของผมไถลลงไปจนตกน้ำ ผมรีบไปดึงมันขึ้นมา แต่กลับกลายเป็ว่าเป็ผมที่ตกน้ำเสียเอง
และผมว่ายน้ำไม่เป็!
ในตอนนั้นผมทั้งใ ทั้งกลัว คิดว่าตัวเองคงได้เป็ผีเฝ้าบึงน้ำนี่แน่ๆ ด้วยความเป็เด็กผมก็คิดไปเรื่อยเปื่อย อธิษฐานไปว่าถ้าวันนี้ผมรอด ใครก็ตามที่มาช่วยผม ผมจะตอบแทนบุญคุณแบบถวายชีวิตให้เลย
ไม่รู้ว่าเทวดาหรือผีสางนางไม้ก็ดีที่ได้ยินคำขอของผม พลันร่างกายของผมก็ถูกดึงขึ้นฝั่ง
รู้ตัวอีกทีก็เห็นเด็กผู้ชายตัวโตกว่าผม คนผิวขาวๆ หัวไหล่เต็มไปด้วยเื
“ฮือ พี่เืออก” ผมร้องไห้ ทั้งใ ดีใจ และกลัว
น่าแปลก คนเืออกปกติต้องเจ็บไม่ใช่เหรอ? แต่พี่เขากลับยิ้มและกอดปลอบผมทั้งยังบอกว่าตัวเองไม่เจ็บ
อ้อมกอดของพี่ทำให้ผมหายกลัวได้มาก แต่กระนั้นผมก็ยังร้องไห้ไม่หยุดจนกระทั่งพี่เขาขึ้นรถไปโรงพยาบาล
จากวันนั้นผมก็แอบไปวนเวียนหาพี่เขาติดกันสองสามวัน ทั้งไปแอบดูและไปวิ่งเล่นตามติดพี่เขาต้อยๆ ประหนึ่งเป็น้องคลานตามพี่เขามาอีกคน
ความจริงผมก็ได้ยินน้องชายฝาแฝดของเขาเรียกชื่อพี่เขานะ แต่ผมเรียกเขาว่า ‘พี่ใจดี’
.
.
ผลั่ก!!
ตุ้บ!!
“ฮึก” ผมร้องไห้ทันทีที่ก้นกระแทกพื้น ตอนนั้นสำหรับผมมันทั้งรู้สึกเจ็บและแค้นที่โดนเด็กเ้าถิ่นคนเดิมผลักผมจนล้ม หมอนี่เห็นว่าตัวโตกว่าก็รังแกผมไม่หยุดเลย! แถมทำท่าทางเย้ยหยันใส่ก่อนจะเดินจากไป
ในหัวผมมีภาพมากมายที่ผมวิ่งไปะโถีบเ้าคนเกเรนั่นจนล้มหัวทิ่มร้องไห้ฟูมฟาย และผมเป็ฝ่ายเยาะเย้ยเขาคืน
ทว่าในความเป็จริง ผมทำได้แค่นั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้เอง
คิดแล้วมันน่าโมโห! ผมคว้าก้อนหินใกล้ๆ มือขึ้นมาหมายจะเขวี้ยงใส่เด็กเกเรคนนั้นให้หายแค้น
!!!!!
แต่มือของผมก็โดนคว้าไว้ได้เสียก่อน พอหันไปมองก็พบว่าเป็พี่ใจดีที่จับข้อมือผมไว้
“อึ๊อือ โกรธแค่ไหนก็ไม่มีสิทธิ์ใช้อาวุธทำร้ายคนอื่นครับ” พี่ใจดีเอ่ยบอก
“ก็คนนั้นเขาแกล้งผมก่อนอ่ะ เขานิสัยไม่ดี”
“เขาผลักเราล้มก็จริง ถ้าเราอยากสู้คืนก็แค่ไปสู้กับเขาซึ่งๆหน้าอย่างลูกผู้ชายสิครับ ไม่เอาลับหลังแบบนี้นะ ถ้าเขวี้ยงก้อนหินไปโดน เขาอาจจะหัวแตกได้เลยนะครับ เราทำคนอื่นเืออกได้รึเปล่าเอ่ย” อีกฝ่ายพูดพร้อมลูบหัวผมคล้ายจะปลอบให้ใจเย็นลง
ผมทั้งพยักหน้ารับและส่ายหัวสำนึกผิดจนแก้มสั่น
พี่ใจดียิ้มหวานให้ผม พูดสอนผมอีกสองสามคำแล้วพาไปซื้อขนม พร้อมเดินไปส่งบ้านญาติ
แต่พอไปถึงก็เหมือนจะมีเสียงคุยกันค่อนไปทางโวยวายของผู้ใหญ่สองสามคน
“สรุปมันจริงรึเปล่า ที่หนูขโมยนาฬิกาของลุงเขาไป” แม่ของเ้าเด็กเกเรเอ่ยถามลูกชาย
“ผมไม่ได้ขโมย อันนี้ผมเก็บได้ ไม่ได้ขโมยจริงๆ” เ้าเด็กเกเรตอบทั้งร้องไห้ เดาว่าคงโดนดุมาสักพักแล้ว
ผมมองดูนาฬิกาในมือของลุงผม พลันหัวใจชาวาบ เพราะนาฬิกาอันนั้นผมเป็คนแอบเอาไปเล่น แล้วไม่รู้ว่าทำหายที่ไหน
“ถ้าไม่พูดความจริงแม่จะโทรบอกตำรวจมาจับแล้วนะ ทำไมต้องโกหก!” แม่ของเด็กเกเรทั้งคาดคั้นพร้อมทำท่ากึ่งจะฟาดด้วยไม้เรียว
เ้าเด็กเกเรยังคงปฏิเสธและร้องไห้หนักกว่าเดิม
คราแรกผมจะเดินไปบอกความจริงกับลุง แต่ก็ชะงักขาไว้
‘เ้าเด็กเกเรนี่ยังไงก็นิสัยไม่ดีอยู่แล้ว ทั้งแกล้งผม ทั้งเป็ต้นเหตุให้ผมตกน้ำเกือบตายอีกด้วย โดนมองว่าเป็ขโมยก็สมควรแล้วนี่’ นั่นคือความคิดผมในตอนนั้น
แต่ไม่ทันได้คิดหรือทำอะไรต่อ พี่ใจดีก็ย่อตัวนั่งเผชิญหน้ากับผม จับไหล่ทั้งสองข้างของผมไว้
“เรารู้เื่ด้วยรึเปล่า?” พี่ถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่สีหน้าจริงจัง
ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ต่อมสำนึกผิดของผมมันก็ตื่นมาทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้ผมพยักหน้ารับแต่โดยดี
“บางทีความโกรธมันอาจจะทำให้เราไม่สามารถยอมรับความเป็จริงได้ แต่เราไม่ควรใส่ร้ายคนบริสุทธิ์ใช่มั้ยครับถึงคนคนนั้นเขาจะเกเร แต่ที่แน่ๆคือเขาไม่ได้เป็ขโมยถูกมั้ย?”
ผมพยักหน้าอีกครั้ง
“ถ้าเรารู้ความจริงแล้วปล่อยให้มันเป็ไปแบบนั้น แล้วตัวเราจะเป็คนแบบไหนล่ะ?”
“คนไม่ดีครับ” ผมตอบ
“ใช่ครับ แล้วรู้รึเปล่าว่าคนไม่ดีน่ะ จะนอนฝันร้ายทุกวันเลยนะ” พี่ใจดีบอกผมและยิ้มให้อย่างอบอุ่น
คนอะไรยิ้มหวานจังเลย
“ไปบอกเื่ที่เรารู้กับผู้ใหญ่เถอะครับ”
ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินไปบอกความจริงกับลุง
และสุดท้ายคนที่โดนเอ็ดก็คือผมเอง และต้องขอโทษขอโพยกันยกใหญ่
ถึงผมจะโดนดุ แต่ผมกลับไม่รู้สึกเสียใจสักนิดเลยแฮะ
วันต่อมาผมซื้อขนมเยอะแยะตั้งใจจะเอาไปแบ่งให้พี่ใจดี แต่กลับพบว่าพี่เขากลับกรุงเทพไปั้แ่เมื่อคืนแล้ว
ไปทั้งๆที่ผมยังไม่ได้ขอบคุณเขาสักคำ ไปทั้งๆที่ผมยังไม่ได้บอกชื่อกับเขา ไปทั้งๆที่ยังไม่ได้เอ่ยคำลาเลย
พี่ใจดีทำไม…ใจร้ายจัง….
หลังจากวันนั้น ไม่รู้ว่าทำไม ผมเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็คนที่สามารถปกป้องตัวเองและสู้กับคนอื่นซึ่งๆหน้าได้ ผลข้างเคียงคือผมไม่เคยโดนรังแกอีกเลย
ผมมักจะนึกถึงรอยยิ้มและคำพูดของพี่ใจดีทุกครั้งที่ผมเจอเื่แย่ๆหรือวันที่ผมนอยด์ ไปๆ มาๆก็กลายเป็ว่าผมเฝ้านึกถึงเขาอยู่ตลอดมาเป็สิบกว่าปี ถึงจะไม่ใช่การเฝ้าคิดถึงทุกวัน แต่มันเป็การนึกถึงอยู่ตลอด ไม่เคยหายไปจากความทรงจำ ทั้งๆ ที่จำชื่อ จำหน้าเขาไม่ได้ และไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะได้เจอกันอีกรึเปล่า
.
.
แต่เื่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นเมื่อผมได้เจอคนที่ผมเฝ้านึกถึงมานาน ผมดีใจจนอยากจะพุ่งตัวไปกอดเขาแน่นๆให้สมกับความรู้สึกของผม แต่ตอนนั้นผมกลับทำได้แค่มองหน้าเขาผ่านกระจกใสที่กั้นเราสองคนไว้
แถมเขายังเป็พี่ใจดีคนเดิม ที่คอยทำอะไรดีๆเพื่อคนอื่นอยู่เสมอ....
โดยเฉพาะกับผม
⍣☆☆☆☆☆☆☆⍣
หนึ่งเดือนผ่านไป (ปัจจุบัน)
“โอย เหนื่อยยยยย”
เจษลินทร์บ่นพร้อมทิ้งร่างบนโซฟาทันทีที่ถึงบ้าน
“อ้าว เจษ กลับมาแล้วเหรอ ทำไมสภาพเป็งั้นอ่ะ” จิรากรที่ตั้งใจจะเดินลงมารอแฝดพี่ เอ่ยถามเ้าตัวที่นอนแผ่หลาหมดสภาพ
“เพิ่งมาถึงเลย คุณเจนนอนแล้วเหรอ”
“อื้อ น่าจะนอนแล้วมั้ง จันทร์เห็นห้องปิดไฟแล้ว”
เจษลินทร์พยักหน้ารับ “มีอะไรอุ่นๆ กินมั้ยอ่า”
“มีๆ คุณเจนทำไว้ให้อยู่ กินเลยมั้ยเดี๋ยวจันทร์อุ่นให้”
“งู้ย ใจดีจังเลย ขอแค่นมอุ่นๆก็พอ ขอบคุณน๊า มาหอมหัวหน่อยมา” เจษลินทร์เอ่ยพลางทำมือเรียกให้แฝดน้องเอาหัวมาให้เขาหอม
จิรากรส่ายหัวให้คนพี่ ก่อนเดินไปอุ่นนมมาให้เ้าตัว
“งานยังเยอะอยู่อีกเหรอ รวยแล้วมั้งเนี่ย” จิรากรเอ่ยแซวแฝดพี่ที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำตลอดหนึ่งเดือนมานี้
“อาทิตย์นี้ก็เสร็จแล้วแหละ”
“งานเจษนี่ก็เหมือนคิดถึงเจษอ่ะเนอะ พอเข้าบริษัทปุ้บงานมาปั้บ ่ที่เจษไม่อยู่จันทร์ไม่เคยเห็นว่างานมันจะถาโถมมาขนาดนี้” แฝดผู้น้องว่า
“เจษเป็คนให้เขารับงานเองล่ะ ่มีงานเราต้องกอบโกยไว้ก่อนเดี๋ยวสิ้นปีไม่มีโบนัสให้เด็กๆ อีกอย่างมีแต่ลูกค้าเก่าและลูกค้าประจำทั้งนั้น เจษไม่อยากปฏิเสธอ่ะ”
“ก็อย่าให้มันเกินไปขนาดนี้เถอะ ดูสภาพตัวเองซิ ดูได้ที่ไหนกันไม่รู้ว่าเ้าเด็กนั่นทนเห็นเจษสภาพนี้ได้ยังไง”
“นี่เจษดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ? ว่าแต่มันเกี่ยวอะไรกับปืนด้วยเล่า”
“ก็เด็กนั่นไม่ใช่แฟนเจษหรือไง?”
"แค่ก!"
เจษลินทร์ถึงกับสำลักน้ำ
“ใช่ที่ไหนกันเล่า!” เขาร้อนรนตอบ
“อะไร ตามเฝ้ากันเป็เดือนๆ นี่ยังไม่ใช่แฟน?”
“บ้า จันทร์ก็ว่าไป”
“เจษ อายุก็ปูนนี้แล้ว อย่าทำเป็อึนได้ป้ะ เจษก็เป็แบบนี้ถึงได้โสดมายาวนานขนาดนี้ไง”
“แนะ อึนที่ไหน เจษพูดจริงนะ ปืนก็แค่ แค่แบบมากินข้าวมาเล่นด้วยบ่อยๆเอง เขาคงไม่ค่อยมีเพื่อนอ่ะ”
“กินข้าวด้วยกัน มาเจอมาหาแทบทุกวัน วันไหนไม่เจอก็คอยส่งอาหารมาให้ ถ้าให้เดาคงโทรคุยกันทุกวันด้วยใช่มั้ย แบบนี้ไม่ได้คิดอะไรจริงดิ? มาลงมาเล่นด้วยอะไรเจษไม่ใช่เด็กอนุบาลนะ” จิรากรเอ่ยกึ่งค่อนแคะ
“อะไรกันเล่า อยู่ดีๆจันทร์มาจี้เจษทำไมเนี่ย ใครจะเหมือนตัวเองพอเป็แฟนกันก็หวานกันซะ แต่งเลยมั้ยล่ะ”
เจษลินทร์นึกถึงตอนที่เขารู้ว่าแฝดของตัวเองเป็แฟนกับนายตำรวจลภัสวัฒน์ เขาถึงกับอ้าปากค้างเลยทีเดียว เพราะเห็นแต่ก่อนทะเลาะกันเป็ไม้เบื่อไม้เมาแท้ๆ
“เจษ ไม่ต้องมาเปลี่ยนเื่เลยนะ”
“ไม่ลับลู้ววววว” แฝดพี่ว่าพร้อมทำท่าปิดหู
จิรากรหยอกล้อกับพี่ชายอยู่อีกหลายนาที ก่อนแฟนของเ้าตัวจะโทรเข้ามา เขารับโทรศัพท์แล้ววิ่งดุ๊กดิ๊กขึ้นห้องทันที จนเจษลินทร์อดแซวตามหลังไม่ได้
เช้าวันต่อมา
“คนสวยครับ เย็นนี้เจษไม่ได้มารับนะครับ” เจษลินทร์เอ่ยบอกมารดา
“เจษ ลูกทำงานหนักเกินไปแล้ว”
“อีกสองวันครับคุณเจน ศุกร์นี้ก็เสร็จแล้วครับ สัญญาว่าต่อไปนี้เจษจะมารับคุณเจนทุกวันเลยครับ”
“อย่าหักโหมนักสิลูก ดูซิเนี่ย โทรมหมดแล้ว” เจนจิราเอ่ยพร้อมหยิกแก้มลูกชาย
“คร้าบคนสวย”
พอส่งมารดาถึงร้านเบเกอรี่ คนเป็แม่ก็ยังไม่วายย้ำกับลูกชายว่าอย่าหักโหมนัก จนเจษลินทร์เอ่ยแซวว่าแม่แก่แล้วขี้หลงขี้ลืมว่าเพิ่งบ่นไปเมื่อกี้เอง
สุดท้ายโดนคุณเจนหยิกแก้มเขียวไปหนึ่งทีฮะ
Rrrrrrrrrrr Rrrrrrrrrrrrr
เจษลินทร์รับสายโทรศัพท์ทั้งที่ไม่ได้ดูว่าใครโทรมา
“สวัสดีครับ”
[ทำไมพูดเพราะขนาดนั้น] ปลายสายเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“อ้าวคุณ ผมขับรถอยู่น่ะ เลยไม่ได้มองว่าเป็คุณโทรมา แต่ผมใส่หูฟังนะ คุยได้”
[ผมจะถามว่าวันนี้คุณกลับดึกรึเปล่า]
“อ้อ ดึกเหมือนเดิมแหละ”
[งั้นผมไปหาตอนค่ำๆนะ พอดีงานผมเสร็จช้านิดหน่อย]
“คุณไม่ต้องรายงานผมทุกเื่ก็ได้นะ คือ…”
[ก็อยากบอก อยากให้คุณรู้ว่าผมไปไหน ทำอะไร จริงๆก็อยากให้รู้ทุกอย่างนั่นแหละ เอารหัสATMมั้ยล่ะ เงินไม่เยอะหรอก แต่ให้คุณได้หมด]
“อะไรของเราเนี่ยเ้าเด็ก”
[เจษลินทร์]
ปลายสายกดเสียงต่ำ จนเจษลินทร์ต้องรีบแก้คำพูด
“อ่ะ ไม่ใช่เ้าเด็กเนอะ คุณปัณณวิชญ์”
[ปืน]
“อ่า ครับคุณปืน”
[ไม่มีคุณ]
“จ้า ปืนก็ปืนจ้ะ”
[ดีมากครับเจษ]
“โย่ว อีกหน่อยคงตบหัวกันได้เนอะ เรามันรุ่นเดียวกันแหละ”
[ทำไม เรียกแค่นี้ไม่ได้เหรอ] เจษลินทร์อดโคลงศีรษะกับน้ำเสียงเอาแต่ใจกึ่งกวนประสาทของปลายสายไม่ได้
“ได้ครับ ได้หมดเลยครับปืน เอาที่สบายใจเลย”
[จริงเหรอ งั้นผมเรียกอย่างอื่นนะ]
“ครับ เรียกมาเถอะครับ” เจษลินทร์ว่าพลางส่ายหัวอ่อนใจ
[งั้นเดี๋ยวผมไปเรียกต่อหน้าเลย]
“จ้า”
[อย่าประชดนา]
"ไม่ได้ประชด พูดจริง"
[โอเคครับ งั้นเย็นนี้เจอกัน อย่าทำงานจนลืมกินข้าวล่ะ เดี๋ยวผมสั่งให้]
“ครับผม คุณก็เหมือนกันนะ” เจษลินทร์ตอบ
[งั้นผมวางสายแล้วนะ]
“ครับ”
พอวางสายจากปัณณวิชญ์ เื่ที่จิรากรพูดกับเขาเมื่อคืนก็โผล่เข้ามาในหัวเจษลินทร์
ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ปัณณวิชญ์ตามติดเขาแทบทุกวันจริงๆ มันเป็งงๆอยู่นะ พวกเราอยู่ในสถานะอะไรก็ไม่รู้ รู้แค่อีกฝ่ายคอยมาดูแลเอาใจใส่กันอย่างดี แต่ครั้นจะให้ถามไปโต้งๆว่า ‘เราไปสนิทกันเมื่อไหร่ อย่างไร’ ก็ไม่กล้าถามอีก แถมเื่ก่อนหน้านี้ที่เขาติดคุก ปัณณวิชญ์เองก็ไม่เคยเอ่ยถึงสักครั้ง เขาเองก็จนใจจะถามเหมือนกัน
เป็อะไรที่แปลกดีเหมือนกัน คงเรียกว่าเป็ความสนิทที่ไม่สนิทล่ะมั้ง เพราะจนถึงตอนนี้เจษลินทร์ก็ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำงานอะไร รู้แค่ต้องซ้อมมอ’ไซค์บ้าง วันไหนที่เ้าตัวว่างก็จะว่างมากๆ มากจนสามารถมานั่งเฝ้าเขาได้ทั้งวันเลย แต่พอมีซ้อมก็จะยุ่งจนแทบติดต่อไม่ได้
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อเจษลินทร์ก็ขับมาถึงสตูดิโอ เขาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เรียกกำลังใจให้ตัวเองสู้ต่อกับงานอีกแค่สองวัน เขาและน้องๆในบริษัทก็จะได้พักหายใจหายคอกันได้คล่องเสียที
.
.
“อ้าว มานานแล้วเหรอคุณ” เจษลินทร์เอ่ยกับปัณณวิชญ์ที่ไม่รู้มานั่งอยู่ในห้องทำงานเขาั้แ่เมื่อไหร่เพราะเขามัวแต่วุ่นทำงานอยู่ ตอนนี้ปัณณวิชญ์เป็แขกดับเบิ้ลวีไอพีไปแล้ว เพราะเข้านอกออกในสตูและห้องทำงานเขาแบบไม่ต้องแจ้งได้เลย
พ่วน มันเป็งงๆนะ!
“โห ถ้าเป็โจรนะ คุณตายไปแล้ว” อีกฝ่ายเบ้ปากตอบ
“ถ้าคุณเป็โจร พี่ยามคงไม่ยอมให้คุณเข้ามาหรอก”
ปัณณวิชญ์โคลงศีรษะอ่อนใจก่อนจะเอ่ยอีกครั้ง “กินข้าวรึยัง”
“ยังไม่ว่างเลยอ่ะ”
“แต่นี่มันจะสองทุ่มแล้ว อาหารที่ผมสั่งมาให้คุณก็ยังไม่ได้กินเหรอ”
“อ่า ผมยุ่งอยู่น่ะ พอดีหน้างานมีปัญหานิดหน่อย” เจษลินทร์ตอบโดยที่ตายังมองที่หน้าจอโน๊ตบุ๊คอยู่
พอเห็นปัณณวิชญ์เงียบไป จึงเงยหน้าขึ้นไปดู ทว่าก็ไม่เห็นอีกฝ่ายแล้ว
‘เอ๋? หรือเราละเมอว่าปืนมาเหรอ?’ เจษลินทร์พึมพำกับตัวเองพร้อมมองซ้ายมองขวา
ครู่ต่อมาปัณณวิชญ์ก็ปรากฏตัวพร้อมถาดอาหารในมือ สีหน้าเ้าตัวค่อนไปทางบึ้งตึง
“มากินข้าวก่อน” คนเด็กเอ่ยเสียงเรียบ
“อีกนิดนึงคุณ” เจษลินทร์ตอบ มือก็รัวพิมพ์งานยิกๆ
รู้ตัวอีกทีก็มีอาหารมาจ่ออยู่ที่ปาก
“อะไรเนี่ยคุณ” เจษลินทร์ถาม
“จะกินดีๆ หรือจะให้ผมป้อน?”
“ผมบอกว่าแป-”
“เจษลินทร์”
“อ่า โอเคครับ กินก็กินเนอะ ป่ะๆไปนั่งกินดีๆ เดี๋ยวผมกินเอง”
สุดท้ายคนโตก็กว่ายอมแพ้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมทุกครั้งที่ปัณณวิชญ์กดเสียงต่ำเรียกชื่อจริงเขาทีไร เขาเป็ต้องยอมให้ทุกทีสิหน่า
เขาลุกมานั่งที่คอฟฟี่เทเบิ้ล โดยมีปัณณวิชญ์ตามติดทุกย่างก้าว
เขามองดูอาหารโปรดของตัวเองที่อีกคนเอาไปอุ่นมาให้ พร้อมกาแฟร้อนที่วางข้างๆกันก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจ
“ขอบคุณนะ” เขาว่าพร้อมยิ้มหวานถึงตาไปให้คนตรงหน้า
“กินให้หมด ผมถึงจะถือว่าคุณขอบคุณจริง”
"แล้วคุณไม่กินเหรอ?"
"ไอ้หาญมันบังคับให้กินั้แ่เย็นแล้ว"
เจษลินทร์พยักหน้ารับ ปัณณวิชญ์เคยพูดถึงคนชื่อหาญที่เป็เพื่อนสนิทของเ้าตัวให้ฟังบ่อยๆ เขาเลยพอรู้จักบ้าง
เ้าของห้องหันมาจัดการอาหารหอมๆตรงหน้า ความจริงเขาก็หิวจนไส้จะกิ่วอยู่แล้ว
ปัณณวิชญ์ส่ายหัว มองดูคนโตกว่าที่ตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารท่าทางน่าอร่อย แถมรอยยิ้มนั่นอีก คนๆนี้อ่ะนะแค่ได้กินของอร่อยเ้าตัวก็ยิ้มได้แล้ว
เจษลินทร์เป็คนร่าเริงและยิ้มง่ายมาก มีหรือคนมองอย่างเขาจะไม่ยิ้มตาม
“คุณ คุณ ได้ยินผมรึเปล่า?”
เสียงเจษลินทร์เรียกปัณณวิชญ์ให้ออกจากภวังค์
“เมื่อกี้คุณว่าไงนะ” คนเด็กกว่าเอ่ยถาม
“คุณเหนื่อยเหรอ โอเครึเปล่า? ผมบอกคุณแล้วว่าไม่ต้องมาทุกวันก็ได้ เพราะผมเลิกดึ-” เจษลินทร์พูดยังไม่ทันจบก็ต้องรีบเม้มปากไว้ เพราะโดนอีกฝ่ายส่งสายตาพิฆาตมาให้
“เราคุยเื่นี้กันหลายครั้งแล้วคุณเจษ หรือว่าคุณไม่อยากให้ผมมา?” ประโยคหลังปัณณวิชญ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาลง
‘หรือว่าที่เจษลินทร์ดูอึนๆ เพราะไม่อยากให้เขามาหา ไม่ได้อยากเจอหน้ากัน?’
“ไม่ใช่แบบนั้นคุณ ผมแค่เห็นว่าคุณเหนื่อยไง น่าจะได้พักผ่อนดีกว่ามานั่งรอผม”
“ก็บอกว่ารอได้ แต่ถ้าคุณอึดอัดไม่อยากให้ผมมา บอกมาตรงๆได้เลย” ปัณณวิชญ์ตอบกึ่งตัดพ้อ
“โอเคๆ เราจะไม่พูดเื่นี้อีก” เจษลินทร์ว่า เพราะทนสายตาและหน้าที่ยิ่งทวีความบูดบึ้งของคนตรงหน้าไม่ไหว
“พูดแล้วนะ ถ้าคุณพูดเื่นี้อีก ผมจะทำโทษคุณ อ้อ! เื่ที่เรียกผมว่าเด็กด้วย”
“มีทำโทษดั้ว?” เขาโคลงศีรษะอ่อนใจแล้วเดินไปนั่งทำงานต่อ
“ผมจริงจังนะ”
“ครับ รู้แล้วครับ” คนโตกว่าเอ่ยทั้งๆที่มือก็กดแป้นพิมพ์รัวๆตาก็จ้องมองคอมพิวเตอร์อยู่
ปัณณวิชญ์มองดูคนตรงหน้าแล้วก็ส่ายหัวบ้าง รู้แหละว่าเ้าตัวรับปากไปอย่างนั้นเอง
.
.
แล้ววันนี้ก็เป็อีกวันที่เขาอยู่คอยเจษลินทร์จนเ้าตัวทำงานเสร็จ
“กลับบ้านดีๆนะ” คำกล่าวลาเหมือนเดิมรอยยิ้มสดใสของเ้าตัวก็เหมือนเดิมกับที่ปัณณวิชญ์ได้มาตลอดระยะเวลาร่วมเดือนนี้ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือความรู้สึกในใจของเขาต่างหาก ที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น……
TBC
งู้ย อะไรยังไงนะ อีกคนก็เหมือนจะออกตัวแรง ขนาดรหัส ATM ก็จะให้เขา ว่าซ่านนนน
อาการมันเป็ยังไงคะน้องปืน
-ติชมกันเข้ามาได้นะคะ-
LOVE