ตอนที่ 3
“ขอบคุณมากนะครับ”พายุหันไปบอกเจนแต่ตอนนี้เธอไม่มีสติที่จะอยู่รับฟังคำขอบคุณของเขาแล้ว
เจนเกือบจะฟุบหมดสติลงไปนอนกองกับพื้นเพราะพิษไข้ยังดีที่พายุพยุงตัวเธอไว้ได้ทันทุกคนในห้องใคิดว่าเธอจะกลายเป็พวกนั้นหรือเปล่า
“น้องเขาโดนพวกนั้นกัดหรือเปล่าคะ”ผู้หญิงในชุดเดรสสีครีมถือกระเป๋าแบรนด์หรูลุกขึ้นมาดูอาการของเจนห่าง ๆ
“เธอไม่สบายมาก่อนเกิดเื่นี้อยู่แล้วครับ”พายุบอกกับเธอ
“เห็นน้องคนนี้ออกไปช่วยน้องมันก็อาจจะเป็ไปได้ที่น้องเขาจะโดนข่วนหรือโดนพวกมัน...”ผู้หญิงวัยกลางคนอีกคนพูดออกมา
“รอดูอาการของน้องไปก่อนถ้าน้องเขาจะเป็พวกนั้นจริงคงเป็ไปนานแล้ว เหมือนกับพวกข้างนอก”ผู้ชายสูงอายุพูดแล้วหันไปพูดกับผู้หญิงวัยกลางคนเบา ๆ “แหม่มน้องอย่าทำตัวเห็นแก่ตัวได้ไหมแค่นี้ทุกคนก็กลัวกันหมดแล้ว”
“พี่ชาติก็น้องกลัวพี่อุตส่าห์รอดมาได้ถ้ามาตายเพราะไอ้โรคบ้านี่จะทำยังไง ลูกพี่ก็รออยู่ที่บ้านนะ”‘แหม่ม’ พูดกับพี่ชายตัวเอง
“ไม่ต้องพูดแล้ว” ‘ชาติ’ตำหนิเธอแล้วบังคับให้แหม่มนั่งลงไปที่เดิม
“แต่เพื่อความสบายใจของทุกคนน้องพาเพื่อนน้องออกไปอยู่ข้างนอกก่อนดีไหมเผื่อว่าเพื่อนน้องกลายร่างขึ้นมาเราจะได้ไม่เป็อันตรายกัน”หญิงสาวในชุดเดรสคนเดิมพูดขึ้น
“ทำไม... ทั้ง ๆ ที่...”พายุพูดไม่ออก เขาพยายามข่มความโกรธเอาไว้ “ทั้ง ๆที่ผมเต็มใจช่วยและยอมที่จะเสียสละเพื่อทุกคน ผมกำลังจะตายและเธอก็มาช่วยผม...”
พายุพยายามพูดให้เป็ปกติมากที่สุดปากเขาสั่นและน้ำตาคลอด้วยความโกรธ
“คุณจะให้พวกเราเสี่ยงออกไปอยู่ข้างนอกเพื่อพวกคุณอีกเหรอครับ”
“ไม่ใช่พี่หมายถึงให้น้องผู้หญิงออกไปแค่คนเดียวส่วนน้องไม่ได้มีอาการอะไรก็อยู่ข้างในนี้กับพวกเรา ข้างนอกมันปลอดภัยแล้ว...”หญิงคนเดิมกล่าว
“คุณก็ออกไปเองสิคะ”คนที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าหรือผู้จัดการร้านพูดขึ้น แล้วมองไปยังผู้หญิงคนนั้น“ใครไม่สบายใจที่จะอยู่ร่วมกับน้องคนนี้ก็ออกไปข้างนอกเถอะค่ะตอนนี้ข้างนอกไม่มีซอมบี้แล้วเพราะน้องคนนี้ที่เป็คนไปฆ่าพวกมันประตูหน้าร้านก็ปิดแล้วเพราะน้องทั้งสองคนช่วยกัน ข้างนอกมันปลอดภัยแล้วออกไปสิคะ”
หญิงคนนั้นทำหน้าไม่พอใจก่อนจะเดินตึงตังไปนั่งที่เดิมเมื่อเห็นท่าทีของคนข้างในเริ่มสงบลงแล้วผู้จัดการร้านก็เรียกให้พนักงานผมสั้นมายืนเฝ้าประตูไว้เพราะเธอจะออกไปข้างนอกเธอแง้มเปิดประตูออกไปดูและเมื่อไม่เห็นอะไรผิดปกติภายในร้านก็ค่อย ๆ ย่องออกไปไม่ถึงหนึ่งนาทีเธอก็เข้ามาพร้อมหมอนและผ้าห่มที่ยังไม่ได้แกะเธอจัดการปูที่นอนด้วยลังกระดาษและแกะหมอนกับผ้าห่มเตรียมไว้เป็ที่นอนให้กับเจน
“น้องพาเพื่อนน้องมานอนตรงนี้มา”ผู้จัดการร้านเรียกให้พายุพาตัวของเจนไปนอนบนที่นอนที่เตรียมไว้ให้“และอันนี้ตอนเพื่อนน้องตื่นน้องเอาให้เพื่อนกินนะ”
“ตื่นมากินเนื้อคนมากกว่ามั้ง”เสียงพูดเบา ๆ ของผู้หญิงคนเดิมดังขึ้น พายุพยายามข่มกลั้นอารมณ์ตัวเองไว้และดูเหมือนทุกคนในห้องนี้ก็กำลังทำแบบนั้นอยู่
ผู้จัดการร้านยื่นยาลดไข้กับน้ำเปล่าให้พายุจากนั้นเธอก็ฉีกแผ่นลดไข้ออกจากซองแล้วแปะไปยังหน้าผากของเจนพายุก้มหัวขอบคุณเธอและนึกขึ้นได้ว่ามีพนักงานหญิงคนหนึ่งที่โดนซอมบี้กัด
“พี่เป็อะไรไหมครับ”พายุถามด้วยความเป็ห่วงเมื่อเห็นสีหน้าของเธอดูเศร้า
“พี่ไม่เป็อะไรหรอกเพราะพี่พึ่งย้ายมาได้ไม่ถึงอาทิตย์เลยแต่สองคนนั้นน่าจะลำบากน่าดู เห็นว่าอยู่ด้วยกันมาหลายปี”เธอหันหน้าไปทางพนักงานหญิงทั้งสองคนที่ตอนนี้กำลังนั่งกอดกันร้องไห้อยู่มุมห้องเบาๆ
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเจนก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาพายุที่กำลังมองเธออยู่ก็เด้งตัวเข้ามานั่งข้างๆ เธอทันที
“ตื่นแล้วเหรอ นอนพักอีกหน่อยสิ”พายุบอก
เจนส่ายหน้าและพยายามดันตัวให้ลุกขึ้นมานั่งเธอหากระเป๋าสะพายข้างที่ใส่ข้าวของของตัวเองก็เห็นว่ามันวางอยู่ข้าง ๆ ตัวเธอเจนรีบเปิดกระเป๋าแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“เราต้องโทรหาแม่ก่อน”เจนพูดเมื่อเห็นสีหน้าของชายหนุ่มที่ดูเหมือนกำลังเป็ห่วงเธออยู่
พายุพยักหน้าก่อนจะกลับไปนั่งพิงผนังตามเดิมเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็มีเพียงการแจ้งเตือนของไลน์กลุ่มมหาวิทยาลัยและไลน์กลุ่มเพื่อนของเขาที่ตอนนี้ทุกคนปลอดภัยดีแต่การแจ้งเตือนที่เขาอยากได้ยินมากที่สุดตอนนี้ยังไม่มีแม้แต่วี่แววตอบกลับข้อความที่เขาส่งไปก็ได้เพียงแต่หวังว่าตอนนี้พ่อกำลังปลอดภัยอยู่ที่ไหนสักแห่งกับครอบครัวใหม่ของเขา
“แม่”เจนพูดขึ้นตอนนี้น้ำเสียงของเธอเริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว “หนูปลอดภัยดีแม่หนูปิดเสียงโทรศัพท์ เหตุการณ์มันวุ่นวายมากก็เลยไม่ได้รับสายที่บ้านปลอดภัยไหม... แล้วที่บ้านมีของกินเยอะหรือเปล่า... ได้สองสามวันเหรอแม่พยายามประหยัดไปก่อนนะเดี๋ยวหนูหาทางอีกที...”
เจนมองพื้นเหมือนคนที่กำลังพยายามโกหก
“หนูสบายดีแม่ยังไม่ได้เจอซอมบี้อะไรนั่นเลย” เจนเม้มปากตอนนี้เธอกำลังโกหกแม่เธออยู่“แม่เห็นข่าวเหรอ... ใช่ ที่มอปิดประตูได้ทันพอดีตอนนี้ก็เลยปลอดภัยแล้วแม่ไม่ต้องห่วงนะ ล็อกประตูรั้วดีแล้วใช่ไหม ปิดผ้าม่านด้วยไม่ต้องเปิดเลยล็อกประตูบ้าน หน้าต่างให้ดีนะแม่ ไม่ต้องออกมาจากบ้านเลยโอเคเดี๋ยวหนูโทรหาอีกทีนะ”
เจนวางสายจากแม่เพราะกลัวแม่ถามอะไรมากกว่านี้
“แม่เราเป็โรคหัวใจก็เลยไม่อยากให้เป็ห่วง”เจนพูดเพื่อให้พายุเข้าใจว่าทำไมเธอต้องโกหกแม่ของเธอพายุพยักหน้าแล้วหันไปหยิบอะไรบางอย่างข้าง ๆ เขา
“กินข้าวหรือยัง” เจนส่ายหน้า“กินนี่แทนข้าวไปก่อนนะแล้วก็กินยาตาม”
พายุยื่นขนมปังกับน้ำและยาให้เจนเจนก้มมองดูมือตัวเองที่คิดว่าน่าจะเปื้อนเืของซอมบี้พวกนั้นแต่ก็ไม่มีเืติดมืออย่างที่คิดพอมองไปข้างพายุก็เห็นถังน้ำที่น้ำเป็สีแดงจาง ๆ ตั้งอยู่เธอรู้ได้ทันทีว่าพายุเป็คนเช็ดเืออกให้เธอ
“ขอบคุณนะ”เจนยิ้มให้พายุก่อนจะยื่นมือไปรับขนมปังกับน้ำและยามาไว้กับตัว
เพล้ง!
อยู่ ๆก็มีเสียงแตกของอะไรบางอย่างดังขึ้นจากภายนอกพายุรีบลุกไปส่องกระจกทางเดียวตรงประตูนิรภัยก็เห็นว่ามีซอมบี้หลายตัวพยายามกระแทกกระจกเข้ามาในร้านตัวที่เข้ามาได้ก็เดินไปยังลำโพงที่มีเสียงโฆษณาแล้วส่งเสียงครางในลำคอเหมือนเจอเหยื่อรายใหม่
“พวกมันเข้ามาข้างในได้แล้วข้างนอกคงจะเงียบพวกมันเลยพังกระจกตามเสียงเข้ามา” พายุพูด“ปิดเสียงโทรศัพท์แล้วพูดกันเบา ๆ นะครับ”
คนที่ลุกเพื่อไปดูเดินกลับไปยังที่ของตัวเองช้าๆ เพราะกลัวซอมบี้ภายนอกได้ยินในห้องนี้แคบมากเนื่องจากชั้นวางของที่ใหญ่แทบจะกินสองในสามของพื้นที่ดีที่คนในห้องนี้มีไม่ถึงสิบคน ไม่งั้นคงจะลำบากกว่านี้
“ในนี้ร้อนนะคะ ไม่มีแอร์เหรอคะ”แหม่มพูดขึ้นเบา ๆ
“ไม่มีค่ะ”พนักงานผมสั้นตอบกลับเบา ๆ
ในพื้นที่เล็ก ๆ นี้มีคนอยู่เก้าคนถึงแม้ว่าจะไม่ได้นั่งเบียดกัน แต่ความร้อนของสภาพอากาศและเป็ห้องที่แทบจะไม่มีที่ระบายอากาศ ทำให้ตอนนี้ทุกคนเหงื่อท่วมตัวกันหมดถ้ายังอยู่แบบนี้พวกเขาคงต้องตายกับความร้อนแน่ ๆผ่านไปเป็ชั่วโมงแล้วที่ต้องทนร้อนและหายใจไม่สะดวก พายุเอากระดาษหนา ๆในกระเป๋าของตัวเองมาพัดให้เจน
“พี่ภาเปิดห้องแช่เย็นดีไหม”พนักงานร้านคนเดิมถามความเห็นผู้จัดการร้าน
“แต่มันเสียงดังนะแล้วเสี่ยงพวกมันเห็นอีก” ห้องแช่เย็นเอาไว้แช่น้ำเพื่อขายให้กับลูกค้าเป็ห้องใหญ่ที่พนักงานสามารถเดินเข้าไปเติมสินค้าข้างในได้ซึ่งเชื่อมกับภายนอกโดยมีประตูกระจกกั้นอยู่และประตูห้องแช่เย็นทั้งหนักและหนาเพื่อเก็บความเย็นของอุณหภูมิในตู้ เวลาเปิดจึงจะมีเสียงดังอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ดังก็ต้องเปิดแล้วไหมไม่งั้นก็ตายเพราะขาดอากาศกันหมดร้านสะดวกซื้อบ้าอะไรไม่มีแอร์ติดในห้องเก็บของสักตัว”ผู้หญิงในชุดเดรสสีครีมคนเดิมพูดออกมาอย่างใส่อารมณ์เบา ๆ
“หรือไม่ก็เปิดประตูทางเข้านั้นแง้มๆ เอาอากาศเข้ามาบ้างแล้วก็หาคนเฝ้าประตูไว้ไหมคะ”ผู้หญิงวัยรุ่นผมสั้นเสนอความเห็น
“จะบ้าหรือไงถ้าพวกมันมาแล้วปิดไม่ทันล่ะเปิดห้องแช่เย็นนั่นแหละมันไม่รู้หรอกว่าเราอยู่ข้างใน”
หลายคนขมวดคิ้วทันทีเพราะอดทนกับการกระทำที่แสนจะเื่มากของผู้หญิงคนนี้มาั้แ่เที่ยงจนตอนนี้เกือบจะบ่ายสอง
“ไม่มีใครเปิดใช่ไหมเดี๋ยวฉันเปิดเอง” หญิงในชุดเดรสคนนั้นเดินไปยังประตูของห้องแช่เย็นเธอทำการเปิดประตูโดยกดที่จับให้ลงไปข้างล่าง แต่ประตูก็ไม่เปิดทำแบบนั้นอยู่สองสามครั้งก็ไม่มีวี่แววว่าเธอจะเปิดมันได้ เพราะเธอไม่รู้วิธี“ประตูบ้านี่ ไม่คิดจะมาช่วยเปิดเหรอคะ จะให้ร้อนตายกันก่อนไหม”
แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีนี้เป็วิธีที่ดีที่สุดแล้วผู้จัดการร้านลุกจากที่แล้วเดินไปเปิดประตูช้า ๆ โดยการกดที่จับลงกลั้นใจอยู่ครู่หนึ่งและเกร็งตัวเพื่อให้การเปิดประตูนี้เบาที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้เธอกระชากประตูให้เปิดทันที ทำให้เกิดเสียงดังของประตูอยู่ครู่หนึ่งซอมบี้ภายนอกร้านเริ่มวิ่งพล่านเพื่อหาต้นตอของเสียงทุกคนแทบจะหยุดหายใจยืนนิ่งกันหมด เมื่อพวกมันไม่รู้ที่มาของแหล่งกำเนิดเสียงไม่นานความวุ่นวายภายนอกก็สงบลง
ลมเย็นผ่านเข้ามาในห้องที่ก่อนหน้านี้เกือบจะเป็เตาอบทำให้คนภายในห้องเริ่มสงบลงและเริ่มอารมณ์เย็นขึ้น ลุงชาติเดินเข้าไปในห้องแช่เย็นโดยมีแหม่มน้องสาวของเขากึ่งห้ามกึ่งก้มเข้าไปด้วยเขาหยิบน้ำเปล่าลำเลียงออกมาให้คนอื่น และก็ต้องระวังการเคลื่อนไหวของตัวเองเพราะซอมบี้สามารถเห็นเขาผ่านประตูกระจกได้
ตี๊ด ตี๊ด
ผ่านไปเกือบห้านาทีที่ห้องแช่เย็นนี้เปิดอยู่ในขณะที่ทุกคนเริ่มผ่อนคลายกันแล้ว อยู่ ๆ ก็มีเสียงดัง ไปทั่วบริเวณเป็เพราะสัญญาณแจ้งเตือนของตู้แช่เย็นจะเตือนเมื่อเปิดประตูเป็เวลานานเพื่อกันไม่ให้อากาศภายในห้องเย็นเพิ่มขึ้น
เสียงดังได้สามครั้งซอมบี้ก็รู้แล้วว่าต้นตอของเสียงมาจากข้างในพวกมันเอาตัวกระแทกประตูกระจก พายุรีบเข้าไปปิดประตูห้องแช่เย็นทันทีซอมบี้ตัวหนึ่งวิ่งมากระแทกประตูนิรภัยแล้วหันหน้าด้านข้างมาติดกระจกประตูคล้ายกับ้าเห็นสิ่งที่อยู่ภายในทุกคนในห้องหยุดชะงักอยู่กับที่ไม่มีใครขยับเลยแม้แต่คนเดียวเพราะกลัวว่าซอมบี้ตัวนั้นจะเห็นสิ่งเคลื่อนไหวภายในห้องถึงแม้ว่ามันจะเป็กระจกทางเดียวก็เถอะและเมื่อเสียงดังหยุดไปแล้วไม่นานซอมบี้ภายนอกก็สงบลงอีกครั้ง
“เหมือนว่าถ้าเปิดไว้นานมันจะมีเสียงเตือนให้ปิดประตูค่ะ”พนักงานหญิงผมสั้นพูดขึ้น
“แล้วทำไมไม่บอกั้แ่แรกเกือบตายกันหมดแล้วเห็นไหม”
“หยุดพูดบ้างเถอะครับเห็นบ่นมาั้แ่เช้าแล้ว” ลุงชาติพูดขึ้นเพราะเริ่มทนกับพฤติกรรมของสาวเ้าไม่ไหวเธอทำหน้าไม่พอใจแล้วนั่งกอดอกมองไปทางอื่น
“พี่ชาติใจเย็นหน่อย”
“ขอโทษค่ะพอดีว่าหนูลืมเพราะปกติพวกเราไม่ได้เติมของในห้องแช่เย็นค่ะ แต่เป็คนที่ตายข้างนอก”พนักงานอีกคนพูด
“ไม่ต้องพูดแล้ว...เมย์พาหนึ่งไปนั่งก่อน” พนักงานผมสั้นที่ชื่อ ‘เมย์’ พา ‘หนึ่ง’ ไปนั่งที่มุมเดิม
หนึ่งเริ่มร้องไห้หนักขึ้นเมื่อพูดถึงคนที่ตายอยู่ข้างนอกเหมือนกับว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่พิเศษต่อกัน
“แล้วทางหนีไฟล่ะคะเปิดไปแล้วข้างนอกเป็พื้นที่ของร้านหรือเปล่า”ผู้หญิงผมสั้นชี้ไปยังทางประตูหนีไฟที่อยู่ข้างหลังห้องน้ำ
“ไม่แน่ใจเหมือนกันนะคะพอดีว่าไม่เคยออกไปแต่ลองเปิดไปดูก็ได้ค่ะข้างหลังร้านเป็ตึกน่าจะมีอะไรกั้นไว้อยู่”ผู้จัดการร้านพูดเสร็จก็เดินไปยังตู้สีแดงข้างประตูทางเข้ามีกุญแจหลายดอกอยู่ข้างในเธอเลือกหยิบกุญแจที่เขียนว่าไฟออกมาแล้วเดินไปยังประตูหนีไฟเพื่อไขกุญแจ
พอปลดแม่กุญแจออกมาได้แล้วพายุก็อาสาเป็คนเปิดประตูเองเขาค่อย ๆ แง้มประตูให้เปิดออกอย่างเบามือเพราะกลัวว่าจะมีเสียงฝืดของประตูเกิดขึ้นพอเปิดจนเห็นข้างนอกแล้วก็เห็นว่าเป็พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าไม่กว้างมากมีกำแพงปิดล้อมไว้ อากาศก็ถ่ายเท ่เวลานี้ไม่มีความร้อนจากแดดสาดมายังฝั่งนี้และที่สำคัญไม่มีซอมบี้แม้แต่ตัวเดียวเห็นดังนั้นคนที่อยู่ในร้านก็พาก็เดินออกมารับอากาศและความเย็นจากช่องลม
เจนปลีกตัวออกจากทุกคนกลับมานั่งที่มุมห้องเธอพยายามโทรหาวินอยู่เพราะเธอไม่สามารถติดต่อเขาได้ั้แ่ตื่นมาแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบ 4 ชั่วโมงเจนคิดในทางที่ดีว่าวินอาจจะแบตหมดหรือทำโทรศัพท์ตกไว้ที่ไหนสักที่“ขอให้แกยังปลอดภัยดีนะ”