ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 106 ถามคำถามล็อกเป้าหมาย

            ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามู่หลิวเยวี่ยมักจะเชิญมู่ชิงอู่ไปดื่มชาที่โรงชาเทียนเซียงทว่าความถี่นั้นก็ไม่บ่อยมากนักและไม่ตรงกับความถี่ของการวางพิษ

            อย่างไรก็ตามนักดื่มชาส่วนใหญ่ซื้อชาจากโรงน้ำชาและชาที่พวกเขาซื้อนั้นแน่นอนว่าจะถูกชงเป็นประจำทุกวัน

            เดิมทีหานอวิ๋นซีก็ให้ความสนใจไปที่ชาอยู่แล้วแต่หลังจากได้ยินสิ่งที่มู่ชิงอู่พูด นางก็ยิ่งให้ความสนใจมากขึ้น

            มู่ชิงอู่นึกย้อนกลับไปและพูดอย่างจริงจังว่า“ปกติแล้วหากไปจะซื้อชากลับมาไม่น้อยชาที่นั่นดีกว่าที่อื่นและมีพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์มากมาย”

            หานอวิ๋นซีพยักหน้าอย่างครุ่นคิดนางตรวจสอบชาของมู่ชิงอู่ที่อยู่ในบ้านและชาที่ส่งมาจากค่ายทหารก่อนหน้านี้แล้วทั้งหมดต่างไม่มีพิษ

            “ใบชาเหล่านั้นที่ข้าตรวจสอบครั้งก่อนก็ซื้อมาจากโรงน้ำชาเทียนเซียงใช่หรือไม่?” หานอวิ๋นซีถามอีกครั้ง

            เมื่อหานอวิ๋นซีถามคำถามมาถึงจุดนี้หากมู่ชิงอู่ยังคิดไม่ได้ว่าชามีปัญหา เขาก็คงเป็นคนโง่แล้วล่ะ

            “หวังเฟยสงสัยว่าพวกเขาวางยาพิษในชาอย่างนั้นหรือ?” มู่ชิงอู่ถามอย่างสงสัย

            “บอกได้เพียงว่าไม่สามารถตัดชาออกไปได้และมันน่าสงสัยยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด” หานอวิ๋นซีพูดตามความจริง

            มู่ชิงอู่ขมวดคิ้วและครุ่นคิดอย่างจริงจังหลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาก็อธิบายรายละเอียด “ข้าค่อนข้างจู้จี้จุกจิกเรื่องชาชาในกองทัพก็เป็นข้าที่นำไปเอง ชาในบ้านบางส่วนก็ได้รับจากสหายส่วนหนึ่งก็เป็นหลิวเยวี่ยที่นำมาให้”

            มู่ชิงอู่พูดด้วยรอยยิ้ม“ที่ข้าซื้อมาเองไม่ได้มากขนาดนั้น”

            หานอวิ๋นซียิ้มออกมาโดยทั่วไปแล้วคนดื่มชาจะไม่ซื้อชาและผู้ซื้อชาก็จะไม่ดื่มชามู่ชิงอู่เป็นแม่ทัพใหญ่ คงมีคนไม่น้อยที่เข้าแถวเพื่อมอบชาดีๆ ให้เขาใช่หรือไม่?

            หากพิษงูหมื่นตัวไม่ใช่พิษเรื้อรังที่ต้องใช้เวลานานในการกลืนกินอย่างช้าๆคาดว่าพวกเขาต้องหาเบาะแสในชาที่ส่งมาจากคนจำนวนมาก และมันคงไม่ง่ายขนาดนั้นโชคดีที่การวางพิษนี้มีความถี่พวกเขาเลยสามารถตามเบาะแสของความถี่เพื่อค้นหามันได้

            โดยไม่รอให้หานอวิ๋นซีถามมู่ชิงอู่ก็รู้ได้อย่างชัดเจน เขาจึงพูดขึ้นมาอีกครั้งว่า“ชาที่ส่งมาโดยคนนอกมีความถี่ไม่แน่นอน ดังนั้นจึงสามารถตัดออกได้...”

            เมื่อเขาพูดมาถึงตรงนี้ก็ตกใจมองไปที่หานอวิ๋นซีอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว“หรือจะเป็นทางฝั่งของหลิวเยวี่ย?”

            หานอวิ๋นซีสงสัยมานานแล้วแต่นางไม่สามารถพูดออกมาได้

            ตอนนี้ในเมื่อมู่ชิงอู่พูดมันออกมาด้วยตนเองแล้วนางก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป “ถ้าปัญหาคือชาจริงๆมู่หลิวเยวี่ยคือคนที่น่าสงสัยมากที่สุด” ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาใบหน้าของมู่ชิงอู่ก็ซีดลง แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร

            หานอวิ๋นซีเข้าใจความลำบากใจของเขาจึงพูดอย่างใจเย็นว่า “แม่ทัพใหญ่ ตอนนี้เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นเราต้องตรวจสอบก่อนว่าใบชามีพิษจริงๆ จึงจะสามารถคาดเดาต่อไปได้ แน่นอนข้าเชื่อว่าน้องสาวของท่านไม่มีเจตนาที่จะฆ่าท่านอย่างแน่นอนเกรงว่า...นางจะถูกหลอกใช้เสียมากกว่า”

            ท้ายที่สุดนางก็เป็นน้องสาวแท้ๆ ไม่ว่ามู่ชิงอู่จะเป็นซื่อสัตย์และซื่อตรงเพียงใดก็มีความรู้สึกเช่นกัน หลังจากได้ยินสิ่งที่หานอวิ๋นซีพูดเขาก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “หวังเฟยวางใจได้ข้าจะให้ความร่วมมือในการสืบสวนของท่านอย่างดีที่สุด”

            ด้วยคำพูดเหล่านี้หานอวิ๋นซีจึงรู้สึกโล่งใจนางรินชาให้มู่ชิงอู่ด้วยตัวเองและถามต่อไปว่า “แม่ทัพใหญ่ ท่านลองคิดให้ดีมีชาในบ้านที่ยังไม่ได้ตรวจสอบอีกหรือไม่?”

            มู่ชิงอู่ที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยเขาก็ตอบอย่างแน่ใจว่า “ไม่มี”

            “ชาที่ท่านดื่มครั้งก่อนยังเก็บกาไว้หรือไม่?” หานอวิ๋นซีถามอีกครั้งพร้อมกับคิ้วเรียวที่ขมวดเล็กน้อยอยู่ตลอดเหมือนกับท่าทางการล้างพิษของนางที่จริงจังอย่างมาก

            มู่ชิงอู่ยังคงส่ายหัวเขาค่อนข้างจู้จี้จุกจิกกับเรื่องชา ส่วนใหญ่แล้วใบชาจะถูกเททิ้งก่อนที่จะดื่มเสร็จเพราะแม้ว่าจะเก็บรักษาไว้อย่างดี แต่ใบชาที่ปล่อยทิ้งไว้นาน รสชาติก็จะเปลี่ยนไป

            “เช่นนั้นชาหนึ่งกระป๋อง แม่ทัพใหญ่ใช้เวลาดื่มนานเท่าไร?” หานอวิ๋นซีถามอย่างสงสัย

            “ก็ไม่แน่นอนใบชาแต่ละชนิดมีวิธีและเวลาเก็บต่างกัน นานที่สุดคือสองเดือนและสั้นที่สุดคือสิบกว่าวัน”มู่ชิงอู่ตอบตามความเป็นจริง

            หานอวิ๋นซีพยักหน้าจำมันไว้ในใจแล้วถามว่า “แล้วแม่ทัพใหญ่จำใบชาที่น้องสาวของท่านส่งมาได้หรือไม่ว่าส่วนใหญ่เป็นชาประเภทไหนและมาจากที่ไหน?”

            ในเมื่อจะตามเบาะแสนี้แล้วแน่นอนว่าต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้ความเป็นไปได้ใดๆ หลุดลอยไป

            มู่ชิงอู่นึกไปพลางตอบไปพลางว่า “มีพันธุ์ชามากมายที่ส่งมาแต่ที่นางส่งมาทุกครั้งก็จะมีชาใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วงบางครั้งก็ส่งชาดอกไม้มาให้บ้าง”

            “ชาดอกไม้?” หานอวิ๋นซีงุนงง ปกติแล้วจะเป็นสตรีเสียมากกว่าที่ชอบดื่มชาดอกไม้พูดตามตรง ชาดอกไม้ไม่ได้ถือว่าเป็นชาเสียด้วยซ้ำ

            เมื่อเห็นความสงสัยของหานอวิ๋นซีมู่ชิงอู่ก็รู้ว่านางเข้าใจผิดและรีบอธิบายว่า “จริงๆแล้วน่าจะเรียกว่าชาเขียวที่มีกลิ่นหอมของดอกไม้มากกว่าด้วยเพราะใช้กลิ่นหอมตามธรรมชาติของดอกไม้ในการรมควันใบชาเพื่อให้ใบชามีกลิ่นหอมของดอกไม้และจะมีกลิ่นหอมของดอกไม้มากขึ้นหลังการต้ม”

            ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาหานอวิ๋นซีก็ตื่นตัวไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาที่มีกลิ่นหอมดอกไม้นี้สามารถซ่อนกลิ่นของพิษได้ไม่น้อย

            “แม่ทัพใหญ่จำได้หรือไม่ว่าดื่มประเภทไหนบ่อยๆ?” หานอวิ๋นซีถาม

            มู่ชิงอู่คิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ขอพู่กันและกระดาษ เขียนพันธุ์ชาทั้งหมดที่เขาจำได้ว่ามู่หลิวเยวี่ยส่งมาโดยเขียนออกมาทีละรายการอย่างชัดเจน

            ในบรรดาใบชาที่มู่หลิวเยวี่ยส่งมานั้นมีชาเขียวมากที่สุด รองลงมาคือชาเขียวกลิ่นดอกไม้ ชาแดงมีน้อยที่สุดและชาขาวกับชาดำเพียงครั้งสองครั้ง

            “ชาเขียวและชาเขียวกลิ่นดอกไม้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานเท่าไร?” หานอวิ๋นซีถามต่อไป

            “ชาเขียวอยู่ได้นานกว่าหนึ่งเดือนถ้าเก็บรักษาอย่างดีก็อยู่ได้หนึ่งเดือนครึ่งส่วนชาเขียวกลิ่นดอกไม้อยู่ได้สองเดือน” มู่ชิงอู่ตอบ

            ดูจากสิ่งนี้แล้วเมื่อตัดสินจากความถี่ของการวางพิษเป้าหมายถูกตรึงไว้ที่ชาเขียวและชาเขียวกลิ่นดอกไม้

            รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากของหานอวิ๋นซีและถามว่า“น้องสาวของท่านซื้อชาเหล่านี้ทั้งหมดมาจากโรงน้ำชาเทียนเซียงใช่หรือไม่?”

            มู่ชิงอู่พยักหน้า“ส่วนใหญ่มาจากโรงน้ำชาเทียนเซียงบนกระป๋องชาเองก็มีสัญลักษณ์ของโรงน้ำชาเทียนเซียงอยู่ อย่างไรก็ตามมีบางอันที่ไม่มีสัญลักษณ์ คงจะเป็นคนอื่นส่งมาให้นาง”

            คนอื่นส่งมา? เรื่องนี้คงยุ่งยากมากกว่าเดิมแล้วล่ะ

            หานอวิ๋นซีไม่ได้รีบร้อนนางค่อยๆ ค้นหาเบาะแสทีละคน เมื่อมองไปข้างนอก ก็เห็นว่าฟ้าเริ่มมืดแล้วหากจะออกไปโรงน้ำชาเทียนเซียงในเวลานี้เดาว่าท้องฟ้าคงมืดพอดี

            “แม่ทัพใหญ่พรุ่งนี้เราไปโรงน้ำชาเทียนเซียงกันดีหรือไม่?”

            “ตามที่หวังเฟยเห็นสมควรได้เลย”มู่ชิงอู่ยังคงเป็นคนที่พูดคุยได้ง่ายมาก แม้ว่าจะมีหน้าที่มากมายในกองทัพแต่เขาเองก็ไม่กล้าที่จะยืดเยื้อเรื่องนี้ ด้วยเพราะประการแรกมันเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาเอง และประการที่สอง ฉินอ๋องคอยจับตามองอยู่...

            หลังจากนัดหมายการเดินทางในวันพรุ่งนี้เสร็จมู่ชิงอู่ก็ขอตัวลากลับไป อย่างไรก็ตามหานอวิ๋นซีก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ

            “ชาเขียว...ชาเขียวกลิ่นดอกไม้...”

            นางพึมพำกับตัวเองมุดเข้าไปในห้องตำรา จนกระทั่งฟ้ามืดก็ยังไม่ออกมา

            แม่นมจ้าวเดินไปเดินมาหน้าประตูห้องตำราอยู่หลายครั้งลังเลว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่ เจ้านายคนนี้ยังไม่ได้ทานอาหารสักมื้อ!

            ฟ้าเริ่มมืดแล้วตอนนี้ก็เกือบจะเลยเวลาอาหารไปแล้ว แม่นมจ้าวทนไม่ไหวอีกต่อไป นำอาหารไปที่ประตู

            แม่นมจ้าวที่กำลังจะเคาะประตูแต่หลงเฟยเยี่ยกลับเข้ามา

            เมื่อเห็นเช่นนี้แม่นมจ้าวจึงวางอาหารไว้ข้างๆ แล้วรีบถอยออกมา พร้อมกับคำนับด้วยความเคารพ“ท่านอ๋อง”

            ร่างของหลงเฟยเยี่ยเต็มไปด้วยฝุ่นละอองตลอดทั้งวันก็คงยุ่งไม่น้อยเช่นกัน เขาเหลือบมองไปในห้องและพูดด้วยน้ำเสียงไม่แยแสว่า “คนล่ะ?”

            แม่นมจ้าวรู้ชัดเจนว่าเขากำลังถามถึงใครแต่จงใจแสร้งทำเป็นโง่ “ท่านอ๋องทรงถามถึง...หวังเฟยหรือเพคะ?”

            จู่ๆน้ำเสียงของหลงเฟยเยี่ยก็เย็นชาขึ้น แต่ยังคงพูดคำสองคำง่ายๆ “คนล่ะ?”

            แม่นมจ้าวจะไปกล้าแกล้งทำเป็นโง่ได้อย่างไรและตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า “หวังเฟยอยู่ในห้องตำรา”

            แม่นมจ้าวคิดว่าเขาจะเดินเข้าไปเมื่อกำลังจะพูดคุยเกี่ยวกับอาหารค่ำ แต่ใครจะรู้ว่าหลงเฟยเยี่ยกลับโยนถุงใส่ของอย่างลวกๆและพูดด้วยน้ำเสียงที่แย่มาก “เอาไปให้นาง บอกนางให้ดูแลมันให้ดีสิ่งนี้จะทิ้งมั่วซั่วไม่ได้”

            มันคือผ้าผืนหนึ่งที่ห่อของชิ้นเล็กๆไว้ แม่นมจ้าวถือมันไว้ในมือและแอบลูบ ทว่าก็ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน

            แน่นอนว่านางก็ไม่กล้าถามคำถามอะไรอีกจึงตอบไปว่า “เพคะ”

            หลงเฟยเยี่ยที่ดูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างทว่ากลับเม้มปากและออกไปโดยไม่พูดอะไรเลย

            “ท่านอ๋องช้าก่อนเพคะ!” แม่นมจ้าวรีบเรียกเขาไว้

            หลงเฟยเยี่ยหันกลับมาโดยไม่แม้แต่จะอ้าปากพูด ช่างถนอมคำพูดดั่งทองคำจริงๆ!

            แม่นมจ้าวคุ้นที่เคยกับมันมานานแล้วดวงตาของนางฉายแววหยอกล้อและพูดอย่างจริงจังว่า “ท่านอ๋อง เวลาก็มืดค่ำแล้วทำไมท่านไม่เสวยอาหารค่ำที่นี่ล่ะเพคะ?”

            “ไม่จำเป็น”หลงเฟยเยี่ยปฏิเสธโดยไม่แม้แต่จะคิด นอกจากงานเลี้ยงที่จำเป็นแล้วเขาไม่เคยมีนิสัยชอบกินข้าวกับคนอื่นเลย แม้แต่กับอี้ไท่เฟย เขาก็มักจะปฏิเสธ

            อย่างไรก็ตามแม่นมจ้าวถอนหายใจเบาๆ และพูดอย่างหมดหนทางว่า “ท่านอ๋องหวังเฟยทรงอยู่ในห้องตำรามาทั้งวัน ยังไม่ได้เสวยอาหารสักมื้อหม่อมฉันไม่อาจเกลี้ยกล่อมได้ บางทีหากท่านอ๋องพูด หวังเฟยอาจจะฟังก็ได้เพคะ”

            ความไม่พอใจฉายชัดในดวงตาลึกล้ำของหลงเฟยเยี่ยเขามองไปที่ห้องตำราที่ประตูปิดแน่น

            แม่นมจ้าวรับใช้ท่านอ๋องมาหลายปีและรู้นิสัยของเขาดีเขาต้องคิดบางอย่างอยู่แน่นอน ไม่เช่นนั้นคงเดินออกไปนานแล้ว

            แม่นมจ้าวตั้งตารอโดยไม่รู้ตัวแต่ใครจะรู้ว่าหลงเฟยเยี่ยที่มองอยู่เป็นเวลานาน กลับพูดอย่างเย็นชาว่า“ไม่กินมันก็เรื่องของนาง ไม่เกี่ยวกับข้าเสียหน่อยต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้”

            เอ่อ…

            เอาเถอะแม่นมจ้าวไม่ได้แปลกใจสักเท่าไร แค่ผิดหวังเล็กน้อย

            แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อหลงเฟยเยี่ยพูดจบจู่ๆ เสียง “เอี๊ยด” ก็ดังขึ้นพร้อมกับประตูห้องตำราที่เปิดออก

            เห็นหานอวิ๋นซีเดินออกด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            นางอยู่ที่ในห้องตำราทั้งวันเสียที่ไหนกัน? วันนี้นางนอนหลับไปตั้งครึ่งวัน ไม่ใช่หรือ?

            นางไม่ได้ทานอาหารสักมื้อที่ไหนกันเป็นเพราะยุ่งจนลืมต่างหาก ไม่ใช่หรือ?

            นางไม่ใช่คนที่ไม่ดูแลตัวเองทันทีที่รู้สึกหิวก็ต้องออกมาหาอะไรกิน ใครจะรู้ว่าเมื่อกำลังจะเปิดประตูก็ได้ยินแม่นมจ้าวกำลัง “ฟ้อง” แล้วก็ได้ยินเสียงที่โหดเหี้ยมและไร้ความปรานีของหลงเฟยเยี่ย

            คนผู้นี้ไม่มีความเห็นอกเห็นใจเอาเสียเลย!

            หานอวิ๋นซีที่ออกมาอย่างกะทันหันทั้งแม่นมจ้าวและหลงเฟยเยี่ยต่างก็ประหลาดใจเล็กน้อยแม่นมจ้าวรู้สึกอายอย่างมากเพราะกลัวว่าสิ่งที่นางเพิ่งพูดจะถูกเปิดเผย

            อย่างไรก็ตามหานอวิ๋นซีก็ไม่ได้น่าเบื่อขนาดนั้น เท้าของนางยังเจ็บอยู่เล็กน้อยเดินกะโผลกกะเผลกและพูดว่า “ท่านอ๋อง”

            “อืม”

            คำพูดที่บีบออกมาจากปากแข็งๆของเขา หลงเฟยเยี่ยขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าตนเองรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับอะไร

            หานอวิ๋นซีที่ทำตัวตามสบายหันกลับมาถามว่า “แม่นมจ้าว ข้าหิวแล้ว ไปทานข้าวกันเถอะ”

            ขณะที่นางพูดก็เดินไปที่ห้องโถงด้านข้างโดยไม่แม้แต่จะมองหลงเฟยเยี่ย

            หลงเฟยเยี่ยขมวดคิ้วอีกครั้งเมื่อเห็นเช่นนี้แม่นมจ้าวก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายและไม่กล้าพูดอะไรทำได้เพียงก้มศีรษะลงและไปเอาอาหารมา

            หลงเฟยเยี่ยถูกปล่อยให้เคว้งคว้างอยู่ในห้องนั่งเล่นโดยไม่มีใครสนใจ

            แม่นมจ้าวที่กำลังถืออาหารหอมกรุ่นมาก็ไม่กล้าที่จะเดินผ่านเขาดังนั้นจึงอ้อมไปส่งที่ห้องโถงด้านข้าง

            หานอวิ๋นซีหิวอย่างมากทันทีที่อาหารวางลง นางก็เริ่มกินทันที

            ใครจะไปรู้ว่าหลังจากกินไปได้ไม่กี่คำบางอย่างที่ห่อด้วยผ้าทอก็ถูกโยนลงมาจากข้างนอกและตกลงมาตรงหน้านาง

            นางหันศีรษะไปและเห็นหลงเฟยเยี่ยเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเย็นชาที่ยังคงบูดบึ้ง

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ] ที่คุณอ่าน