“ไม่ต้องกลัวไปหรอกน่า อาปิง เดี๋ยวข้าจัดการเอง”เหมาเว่ยกล่าวจบก็ลุกขึ้นเพื่อเตรียมรับมือผู้ที่มีเยือน
“ใครเป็นเถ้าแก่ ไปเรียกให้ออกมาพบข้า...เดี๋ยวนี้!”ชายร่างอ้วนถามหาเถ้าแก่กับเสี่ยวเมิ่ง พลางจับจ้องหม้อชาบูและเนื้อหมูสไลด์บนโต๊ะตาเป็นมัน
“ครับ ครับ นายท่าน ข้าอยู่นี่แล้ว ข้าคือเถ้าแก่ของที่นี่”เหมาเว่ยรีบส่งเสียงของแสดงตัวโดยทันที
“ไปเตรียมจัดโต๊ะใหญ่พิเศษให้แก่ข้า และยกอาหารที่ดีที่สุดออกมาให้หมด เข้าใจไหม!!!!?”
“เข้าใจครับเข้าใจ โปรดรอสักครู่ ข้าจะรีบจัดเตรียมอาหารเลิศรสที่สุดให้แก่ท่านเอง วางใจได้”เหมาเว่ยรีบรับปากก่อนจะนำพาเหล่าเสี่ยวเอ้อเข้าไปยังด้านใน’ใกล้แค่นี้ ไม่เห็นจะต้องตะโกนใส่หูข้าเลยเจ้าหมูตอน’
ไม่เพียงแต่ลูกชายเจ้าเมืองจะปรากฏตัวขึ้นที่นี่ มันยังมาพร้อมกับทหารคุ้มกันอีกจำนวนหนึ่ง จนทำให้บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมหมี่เหลืองต้องเปลี่ยนไป ทั้งชาวบ้านหรือผู้คนที่ผ่านมากลับกลายเป็นว่าไม่มีสิทธิ์เข้ามาในโรงเตี๊ยมแห่งนี้แม้แต่คนเดียว แต่ทว่า โต๊ะอื่นที่ว่างอยู่ก็ถูกเติมเต็มกลายเป็นทหารบางส่วนของลูกชายเจ้าเมืองเข้าจับจ้องนั่งรอกินอาหารแทน
“เรื่องโต๊ะเก้าอี้ที่ข้าให้พวกเจ้าไปจัดการเรียบร้อยดีไหม เสี่ยวเมิ่ง เสี่ยวหมิง”เหมาเว่ยถามถึงเหตุการณ์ภายนอก เพราะเขาได้สั่งให้เสี่ยวเอ้อทั้งสองไปจัดการนำโต๊ะไปตั้งเรียงกันให้ดูมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ซ้ำแล้วยังต้องใช้เก้าอี้ถึงสี่ตัวในการรับน้ำหนักของลูกชายเจ้าเมืองอีกด้วย
“เรียบร้อยดีขอรับ”
“เช่นนั้นพวกเจ้ารีบนำเนื้อหมูพวกนี้ออกไปเรียงไว้บนโต๊ะ”เหมาเว่ยกล่าวจบก็หันไปทางด้านข้าง”อาปิงอาเปียว หากเตรียมเตาและหม้อเสร็จ ก็รับยกตามออกไปเข้าใจไหม ส่วนโต๊ะอื่นๆ ข้าก็ขอฝากพวกเจ้าด้วย”
“ขอรับเถ้าแก่”
“ไว้ใจได้ เรื่องนี่มันเกี่ยวพันกับความเป็นความตาย ข้าน้อยจะทำให้เต็มที่”
“ดีมาก”เหมาเว่ยกล่าวชมพลางก้าวเท้าออกจากครัวไปเพื่อต้อนรับแขกพิเศษด้วยตนเอง
แต่ไม่นานนักทุกอย่างบนโต๊ะก็ถูกจัดเตรียมเป็นที่เรียบร้อย เหมาเว่ยจึงบริการพิเศษโดยเป็นการปรุงให้สุกถึงโต๊ะ เขาค่อยๆคีบหมูชิ้นบางๆลงจุ่มในน้ำซุปจนสุกได้ที่ก่อนนำมาเสิร์ฟลงในถ้วยเล็กๆที่มีจานรอง
ภายในหม้อชาบูนั้นจะถูกแบ่งเป็นน้ำซุปสองรสชาติ มีทั้งน้ำต้มยำสีสันจัดจ้านรสชาติเข้มข้นมาพร้อมกับมันกุ้งลอยเป็นก้อนๆ และน้ำซุปใสๆมีรสชาติอ่อนๆแต่กลมกล่อมไม่แพ้กัน เมื่อชายร่างอ้วนคีบหมูนุ่มๆลงไปจุ่มกับน้ำจิ้มและนำเข้าปาก ใบหน้าบานๆก็เผยให้เห็นถึงความพึ่งพอใจในขณะที่กำลังเคี้ยวกลืนชิ้นหมูลงคอ
“เป็นอย่างไรบ้างครับ นายท่าน อาหารที่นี่ถูกปากท่านรึไม่?”เหมาเว่ยเอ่ยถามทันทีและหวังว่าจะได้รับคำตอบจากปากชายร่าวอ้วนโดยเร็ว’สีหน้าเช่นนี้คงจะถูกใจสินะ’
“อร่อย นับเป็นอาหารที่เลิศรส เร็วๆ ให้ข้าได้กินมันอีก เทลงหม้อไปให้หมด”
“เทลงทีเดียว?”
“ใช่ เจ้าจะสงสัยอะไรนักหนา? ข้าบอกให้เทก็เทอย่ามัวแต่ชักช้า เร็ว!!”
“ครับ”เหมาเว่ยตอบรับรีบทำตามคำสั่ง ซึ่งขณะนั้นโต๊ะรอบข้างก็เริ่มส่งเสียงไปในทิศทางเดียวกัน
“อร่อย! เป็นอาหารเลิศรสโดยแท้”
“ยอดเยี่ยม น้ำซุปนี่เผ็ดร้อนถูกใจข้านัก”
ระหว่างนั้นเหตุการณ์ในโรงเตี๊ยมก็เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี กว่าที่คนทั้งหมดจะกินดื่มกันอย่างอิ่มหนำ ของสดที่เหมาเว่ยได้เตรียมไว้ก็ถูกนำมาเสิร์ฟไปมากกว่าครึ่ง แต่สุดท้ายผลรับที่ปรากฏออกมาก็นับว่าประสบผลสำเร็จ เขาได้ค่าตอบแทนมากมายจากการขายอาหารให้คนเหล่านี้เพียงแค่ครั้งเดียว
เอิ๊กกก!!
ชายร่างอ้วนส่งเสียงเรอดังสนั่นเมื่อกวาดหมูสไลด์บนโต๊ะลงท้องหมดไปครั้งแล้วครั้งเล่าจนพอใจ ก่อนที่มันจะนั่งจิบน้ำชาร้อนๆพลางหันไปพูดกับเหมาเว่ยที่ยืนรออยู่ข้างๆ”ยอดเยี่ยม อาหารมื้อนี้ถูกใจข้านัก นี่คือค่าอาหาร 100 ตำลึงทอง ไว้วันหน้าข้าจะแวะมากินอาหารของเจ้าอีก รีบรับไป!”
“ขอบคุณ นายท่าน ขอบคุณมากๆ”เหมาเว่ยรีบรับถุงที่ถูกส่งมาให้กับมือ พร้อมทั้งเดินออกไปส่งลูกชายเจ้าเมืองพร้อมกับทหารที่มันนำมาด้วย’นับว่าใจปล้ำไม่เบา ถึงมันจะชอบเสียงดังแต่ก็นับว่ามีน้ำใจไม่น้อยเลย’
“เชิญ เชิญ นายท่าน ค่อยๆเดิน”
.
.
.
ผ่านไปสิบห้าวัน
นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่ชายร่างอ้วนมาเยือนโรงเตี๊ยมหมี่เหลือง เมนูใหม่ก็กลายเป็นที่นิยมขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ราวกับว่าเมนูชาบูชาบูได้รับการพิสุนจ์จากชายร่างอ้วนเรื่องรสชาติ จึงส่งผลให้เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมือง ผู้คนต่างเดินทางมาลิ้มลองไม่เว้นแต่ละวัน จนวัตถุดิบที่เหมาเว่ยตระเตรียมไว้มีไม่พอขายกันเลยทีเดียว
“นี่เงินตอบแทนที่พวกเจ้าช่วยข้าทำงาน รับไป”เหมาเว่ยส่งเงินให้แก่เสี่ยวเอ้อทั้งสี่คนละ 1 ตำลึงทอง
“ขอบพระคุณท่านมาก เถ้าแก่ พวกข้าทำงานเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ยามนี้รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าได้หายเป็นปลิดทิ้ง”
“ขอบคุณเถ้าแก่เหมา”
ภายในแต่ละวันนั้น เมนูใหม่ของโรงเตี๊ยมหมี่เหลืองถูกสั่งรวมๆแล้วมีไม่ต่ำกว่า 1,500 ชุด พร้อมทั้งเมนูเดิมที่มีอยู่ก่อนอีกวันล่ะไม่ต่ำกว่า 1,000 ชาม ซึ่งรวมๆแล้วรายได้ทั้งหมดที่ผ่านมาก็มีมากถึง 1,778 ตำลึงทอง
แต่การที่จะรองรับแขกจำนวนมากที่กำลังให้ความสนใจได้ทั้งหมด เหมาเว่ยจึงได้เปลี่ยนการจัดวางโต๊ะให้สามารถรองรับได้มากยิ่งขึ้นและเพิ่มโต๊ะเก้าอี้เข้าไปในภายหลัง ซึ่งแม้ว่าโต๊ะเก้าอี้จะถูกจัดเรียงจนภายในชั้นล่างดูแน่นไปอย่างถนัดตา แต่ก็นับว่าเป็นระเบียบสามารถรับรองแขกขาประจำและขาจรได้คราวละมากๆโดยไม่มีปัญหา
“พวกเจ้าไปช่วยกันเก็บโต๊ะ ล้างหม้อล้างถ้วยและสิ่งต่างๆในครัวให้เรียบร้อย แล้วอีกสองชั่วยามรีบมารวมตัวกันที่นี่ ข้ามีเรื่องสำคัญที่จะต้องไหว้วานให้พวกเจ้าช่วยกัน”เหมาเว่ยสั่งเสี่ยวเอ้อทั้งสี่ก่อนที่จะแอบลอบกลับไปยังโลกของตน
“ขอรับ”
“รับทราบ”
.
.
.
ณ โกดัง
“ฮัลโหล ใกล้ถึงยังว้ะ”เยลต่อสายถึงนัททันทีที่กลับมาถึง
“เออใกล้แล้ว อีกไม่เกินห้านาที”
ไม่นานนักรถตู้คันเดิมก็ขับเข้ามาจอดหน้าโกดัง พร้อมกับนายทหารผู้นำเอากระเป๋าใบใหญ่ติดเข้ามาด้วยถึงสามใบ โดยที่กระเป๋าสองใบแรกบรรจุอาวุธสงครามเป็นเครื่องยิงจรวดอาร์พีจีพร้อมจรวดสำรองที่หัวติดวัตถุระเบิดเอาไว้
ส่วนกระเป๋าใบสุดท้ายเป็น CheyTac M200 ปืน Sniper สัญชาติ USA ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นขาตั้งและเครื่องกระสุน .408 CheyTac อีกจำนวนหนึ่ง เยลเบิกตาค้างลูบคลำไรเฟิลสีดำด้านไม่หยุด ก่อนจะเอ่ยคำขอบคุณต่อเพื่อนสนิทพร้อมตบที่บ่าเบาๆ
“ขอบคุณมึงมากจริงๆว่ะเพื่อน พูดแล้วน้ำตาจะไหล”
“ไม่เป็นไร ว่าแต่ทำไมถึงรีบให้กูมาส่งจังว้ะ”
“กูกำลังจะออกเดินทาง ก็เลย..เปล่าๆ ไม่มีอะไร”เยลเกือบจะเผลอหลุดปากพูดถึงการเดินทางของตนที่ต่างโลก
“ฮ๊ะ? เดินทางอะไรว้ะ มึงจะไปไหน?”
“เปล่าๆ แค่กะว่าจะเดินทางไปเที่ยวในที่ต่างๆไม่มีอะไร ก็เลยอยากจะให้รีบเอามาส่งนี่ไง กลัวจะไม่ว่างรอเอาของพวกนี้จากมึง”เยลเผยสีหน้าปกติโกหกคำโตต่อเพื่อนสนิท
“งั้นหรอ เดี๋ยวนี้เป็นคนชอบออกไปเที่ยวตั้งแต่เมื่อไหร่ น่าสงสัยจริงๆนะมึง”
“เออน่า ยังไงกูก็ขอขอบใจมึงมากจริงๆนัท ถ้าไม่ได้มึงก็ไม่รู้จะไปหาได้ที่ไหน....”
ทั้งคู่นั่งสนทนากันกว่าพักใหญ่ก่อนที่นัทจะขอตัวกลับ หลังจากนั้นเยลก็ต้องรอช่างมาติดตั้งอินเตอร์เน็ตต่อสักพักกว่าจะเสร็จ แต่เมื่อจัดการธุระส่วนตัวจนเรียบร้อย ก็นำกระเป๋าทั้งสามใบมุ่งไปยังต่างโลกทันทีเพื่อจัดเตรียมเรื่องภายในโรงเตี๊ยมต่อ
.
.
.
ณ โรงเตี๊ยมหมี่เหลือง
เมื่อกลับมาถึง เหมาเว่ยก็นำอาวุธสงครามเข้าไปเก็บซ่อนไว้ในห้องส่วนตัวเป็นอย่างดี พลางกลับไปสนทนาสั่งงานเกี่ยวกับที่นี่ให้เรียบร้อย เพื่อเตรียมออกเดินทางไปยังสำนักพยัคฆ์อัสนีต่อในวันรุ่งขึ้น
เหมาเว่ยยังคงให้ทุกคนทำงานในตำแหน่งเดิม เพียงแต่จะให้อาปิงและอาเปียวช่วยกันทำหน้าที่เป็นเถ้าแก่คอยดูแลเรื่องเงินควบไปด้วย ซึ่งเขาก็ได้ให้เหตุผลว่าจะเดินทางกลับไปที่บ้านเกิด ส่วนระยะเวลาทั้งหมดที่เขาจะไม่ได้อยู่ควบคุมที่นี่นั้น เหมาเว่ยก็ได้โกหกออกไปว่าเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม โดยที่แท้แล้วก็ยังไม่ทราบว่าจะต้องจากที่นี่ไปนานเท่าไหร่กันแน่
แน่นอน เรื่องวัตถุดิบก็ถูกจัดเตรียมไว้เป็นที่เรียบร้อย เหมาเว่ยขนของสดมาใส่ไว้ในถังไม้ใหญ่จำนวนกว่าหลายใบ และนำน้ำแข็งจำนวนมากมาเก็บรวมไว้ที่ห้องไม้เล็กๆที่ว่างอยู่ ทำให้กลายเป็นห้องเย็นเพื่อใช้เก็บรักษาของสด ซึ่งการที่อากาศในยามนี้ก็เริ่มเย็นจัด จึงส่งผลให้จะสามารถเก็บรักษาของเหล่านั้นได้เป็นเดือนๆโดยไม่เน่าเสียเลยก็ว่าได้
เมื่อเรื่องเล็กๆน้อยๆภายในโรงเตี๊ยมถูกเหมาเว่ยจัดเตรียมและสั่งงานเสี่ยวเอ้อทุกคนจนครบถ้วน เขาจึงเดินออกจากโรงเตี๊ยมและใช้เวลาไปกับการเดินดูเที่ยวชมเมืองกว่าหลายชั่วยาม ก่อนที่จะเดินทางไปเยือนหอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้าอีกครั้ง
ซึ่งการเดินชมเมืองในครั้งนี้ก็ส่งผลให้เหมาเว่ยเข้าใจว่าเมืองแห่งนี้ยิ่งใหญ่เพียงใด เมืองดารากระจ่างนั้นมีพื้นที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม โดยแต่ละฝั่งมีกำแพงหินสูงใหญ่ป้องกันไว้ทั้งหมด ความยาวแต่ละด้านมีมากกว่าหลายสิบลี้ และมีจำนวนผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองกว่าอีกหลายล้าน
ส่วนรอบนอกกำแพงเมืองทางทิศตะวันออกและตก จะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเมืองที่มีอาชีพเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก นอกเหนือออกไปไกลกว่านั้น ก็จะกลายเป็นเขตป่าที่ถูกตัดผ่านทำเป็นทางสัญจรสำหรับเชื่อมต่อไปยังสถานที่ต่างๆ และอาณาจักรอื่นๆอีกด้วย
“ยินดีต้อนรับคุณชาย ไม่ทราบว่าท่านต้องการสิ่งใดเจ้าคะ”เซียงเซียงสาวงามเป็นผู้ออกมาต้อนรับ เมื่อพบว่าเหมาเว่ยเดินเข้าไปที่หน้าประตูหอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้า’เป็นเจ้านี่อีกแล้ว’
“ข้าต้องการมาหาซื้อถุงจักรวาล และเดินชมของวิเศษอื่นๆอีกเล็กน้อย”เหมาเว่ยตอบกลับไปอย่างสุภาพ ก่อนที่เขาจะถูกนำเข้าไปยังด้านในโดยหญิงงามเซียงเซียง
แน่นอนว่า สถานที่แห่งนี้มีของวิเศษมากมายวางขายอยู่ บริเวณรอบข้างรวมทั้งตำแหน่งทางเข้าจึงมีผู้ที่คอยยืนรักษาการ แต่เมื่อพบว่าเหมาเว่ยถูกนำเข้าไปโดยสาวงาม และมิได้เผยพิรุธใดๆออกมา พวกมันจึงปล่อยผ่านเข้าไปโดยง่ายเหมือนเช่นครั้งก่อนที่เขาเคยมาเยือน
แต่เมื่อเข้าไปถึงเหมาเว่ยกลับพบว่า ของที่ถูกตั้งโชว์มีการจัดเรียงใหม่อย่างแปลกตาโดยเฉพาะส่วนที่อยู่ตรงกลาง มีกระบี่เล่มหนึ่งตั้งโชว์อยู่โดยมีข้อแตกต่างไปจากยุทธภัณฑ์ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ขนาดที่ใหญ่ของตัวกระบี่คงจะไม่สามารถยกด้วยคนเดียวคนเดียวเป็นแน่
มิหนำซ้ำยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งยืนห้อมล้อมคอยป้องกัน เห็นได้ชัดเลยว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา ราวกับเป็นของวิเศษหรือยุทธภัณฑ์แสนล้ำค่าเลยก็ว่าได้
“แม่นางเซียงเซียง กระบี่เล่มนั้น เป็นยุทธภัณฑ์ระดับใดกัน? นับเป็นอาวุธที่มีขนาดใหญ่จริงๆ”เหมาเว่ยเริ่มให้ความสนใจกับกระบี่เล่มงาม เพราะตัวเขาในยามนี้ก็นับได้ว่ายังไม่มียุทธภัณฑ์หรืออาวุธเหมาะมือไว้ใช้งานเลยแม้แต่น้อย
“คุณชายนับว่าตาถึง เพียงแต่นั่นมิใช่อาวุธและมิใช่ยุทธภัณฑ์ใช้สำหรับต่อสู้อย่างที่คุณชายกำลังเข้าใจ กระบี่เล่มนั้นเป็นพาหนะต่างหากเจ้าค่ะ!”
“พาหนะ? กระบี่นั่นนะหรือพาหนะ นี่ข้ามิได้หูฝาดไปใช่ไหม?”
“ท่านฟังไม่ผิดหรอก นั่นคือพาหนะอย่างแน่แท้!”