เมื่อเห็นว่าเหลยหู่และพรรคพวกจากไปทุกคนที่อยู่ในผืนป่าแห่งนี้ก็รู้ว่าเื่สนุกได้จบลงแล้วพวกเขาทั้งหมดจึงแยกตัวจากไปด้วยใบหน้าที่คล้ายไม่พอใจกับความสนุกที่เพิ่งจะจบลง
แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเื่ราวในวันนี้เป็เพียงเพลงโหมโรงก่อนการประลองของหมู่บ้านที่กำลังจะมาถึงเท่านั้นและในอีกยี่สิบวันข้างหน้าเมื่องานประลองมาถึงก็จะยิ่งน่าดูน่าชมกว่านี้มาก
เมื่อทุกคนแยกย้ายกันกลับไป ภายในผืนป่าแห่งนี้จึงเหลือเพียงกู่ฉิงกู่ซินเอ๋อร์ และเมิ่งฝานสามคน กู่ซินเอ๋อร์ถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะรีบวิ่งไปในป่าเพื่อเก็บอสรพิษมรกตบนพื้นขึ้นมาด้วยสีหน้าที่มีความสุข
เมื่อเห็นกู่ซินเอ๋อร์มีความสุขใบหน้าของเมิ่งฝานก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยเขาไม่ได้เห็นกู่ซินเอ๋อร์ยิ้มอย่างมีความสุขเช่นนี้มานานแล้วช่างงดงามดั่งบัวหิมะก็ไม่ปาน
แต่ในวินาทีต่อมาก็มีเสียงกระตุกยิ้มดังขึ้นข้างตัว
“เมิ่งฝาน เ้ายังจำที่รับปากข้าได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานค่อยๆ หุบยิ้มลงในทันใดเขาหันไปสบตากับกู่ฉิงก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าจำได้ตลอดอยู่แล้ว!”
กู่ฉิงพยักหน้ารับ จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“เช่นนั้นก็ดี เ้าควรจะจำเอาไว้นะเมิ่งฝานเกิดเป็มนุษย์จะต้องรู้จักเจียมตัว ซินเอ๋อร์ไม่ใช่คนที่เ้าจะคว้าไว้ได้แต่ก็ไม่ใช่แค่เ้าหรอกนะเพราะต่อให้เป็คนทั้งหมู่บ้านหรือเทือกเขาชิงหลงแห่งนี้ก็ไม่มีสิทธิ์!”
ทันทีที่ได้ยินดวงตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์แล้วมองกู่ฉิงด้วยสายตาจริงจังการที่กู่ฉิงกล้าพูดออกมาอย่างหยิ่งทะนงเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเื้ัของกู่ซินเอ๋อร์น่าจะเป็ผู้ที่มีความยิ่งใหญ่ไม่น้อย
หรือจะเกี่ยวข้องกับวิชายุทธ์ลึกลับที่นางฝึกฝนอยู่ยามนี้?
แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวกับเมิ่งฝาน เขาเก็บความสงสัยเอาไว้แล้วยิ้มเจื่อนจากนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า “ข้ารู้แล้ว!”
เมื่อเด็กหนุ่มพูดจบก็ไม่คิดที่จะสนใจกู่ฉิงแล้วเตรียมตัวจะจากไปทว่ากู่ซินเอ๋อร์ที่เก็บอสรพิษมรกตเ่าั้จนหมดแล้วกลับวิ่งเข้ามาหากลิ่นหอมโชยมาแตะจมูกพลันเอ่ยขึ้นว่า “พี่เมิ่งฝาน ข้าเก็บอสรพิษมรกตมาทั้งหมดแล้ว ขอบคุณท่านมาก!”
เมื่อเห็นใบหน้าของกู่ซินเอ๋อร์เมิ่งฝานก็ใจอ่อนทันทีแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่เป็ไร”
“อื้ม!”
กู่ซินเอ๋อร์พยักหน้ารับ นางมองเด็กหนุ่มด้วยใบหน้าที่แดงก่ำขณะที่กำลังจะพูดต่อกลับถูกกู่ฉิงพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ซินเอ๋อร์ รีบกลับบ้านไปบำเพ็ญตนเถิดการประลองของหมู่บ้านใกล้เข้ามาแล้วข้าบอกเ้าได้เลยว่าการประลองในครานี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆเพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนท่านพ่อขึ้นไปบนเขาเยียนหลางได้เก็บพืชวิเศษระดับสามมาต้นหนึ่งทั้งยังมีหินโลหิตด้วย เ้ารู้หรือไม่ว่ามันมีสรรพคุณเช่นใดข้าได้ยินว่าเตรียมจะนำมันมาใช้เป็รางวัลให้กับผู้ที่ได้อันดับหนึ่งของการประลองด้วยล่ะ!”
นางเพิ่งจะพูดจบกู่ซินเอ๋อร์ก็แลบลิ้นแล้วพูดด้วยท่าทีเหมือนเด็ก “แฮ่แฮ่ ท่านเองก็เคยบอกข้าเองไม่ใช่หรือว่าก็แค่ที่หนึ่งเท่านั้นอีกอย่างข้าจะสู้ท่านได้อย่างไรกัน”
เมื่อพูดจบเด็กสาวก็ปรายตามองเมิ่งฝานแต่กลับพบว่ายามนี้เด็กหนุ่มผู้นั้นกำลังมีสีหน้าที่เคร่งขรึมทั้งยังจ้องมองกู่ฉิงอย่างไม่ละสายตาก่อนจะถามออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ท่านหมายความว่าผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในการประลองครานี้อาจจะได้รับหินโลหิตเช่นนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว!”
กู่ฉิงว่าแล้วกระตุกยิ้ม จากนั้นก็จับมือเล็กของกู่ซินเอ๋อร์แล้วพาแฝดผู้น้องออกไปจากตรงนี้แม้ว่ากู่ซินเอ๋อร์จะไม่ยินยอมแต่ก็ไม่อาจดิ้นให้หลุดจากมือของกู่ฉิงได้นางจึงทำได้เพียงจากไปอย่างจนปัญญาแล้วหันกลับมาบอกกับเมิ่งฝานอย่างน้อยใจ
“พี่เมิ่งฝาน ท่านอย่าลืมมาช่วยข้าจับอสรพิษมรกตอีกล่ะ!”
ทว่าในยามนี้เมิ่งฝานกลับไม่ได้สนใจว่ากู่ซินเอ๋อร์เอ่ยอะไรเพราะในใจเขายามนี้มีเพียงแค่คำว่า ‘หินโลหิต’ เพียงเท่านั้น
เ้าสิ่งนี้เมิ่งฝานเคยเห็นในตำรามาก่อนในนั้นได้อธิบายไว้ว่าหินโลหิตเกิดจากการแข็งตัวของเืัซึ่งัมีฐานะเป็ถึงาาแห่งสรรพสัตว์จึงทำให้เืัแข็งแกร่งเป็อย่างยิ่งทั้งมันมีสรรพคุณที่ดีสำหรับการระงับโรคหานซางหรือบางที...อาจทำให้โรคนี้หายขาดได้เสียด้วยซ้ำ!
เมื่อคิดได้เช่นนี้เด็กหนุ่มก็กำหมัดแน่นอย่างไม่รู้ตัวอาการของซินหลันตลอดหลายปีนี้ล้วนแต่อยู่ในสายตาของเมิ่งฝานไม่จางหายไป เขาจึงรีบวิ่งกลับบ้านทันที
เมื่อกลับถึงบ้านเมิ่งฝานก็เข้าไปในห้องทันทีเขานำลูกปัดสีดำออกมาแล้วดูดซับพลังความร้อน พลังงานภายในลูกปัดมีจำนวนไม่มากแต่มันกลับสามารถทำให้เส้นแขนงปราณของเด็กหนุ่มขยายตัวและมีพลังปราณที่เต็มเปี่ยม
การต่อสู้ในวันนี้ทำให้เมิ่งฝานรับรู้ว่าระดับพลังที่แตกต่างทำให้มีความแข็งแกร่งที่ต่างกันเพียงใดเช่นนี้เขาจึงเก็บตัวอยู่ในห้องแล้วเคลื่อนพลังปราณภายในร่างกายบ่มเพาะและรักษาเส้นแขนงปราณเพื่อเตรียมพร้อมในการบรรลุครั้งต่อไป
กระทั่งถึงยามพลบค่ำเมิ่งฝานจึงออกมาจากห้อง ซึ่งในยามนี้ซินหลันที่ด้านนอกก็ได้เตรียมอาหารไว้รอให้บุตรชายออกมากินพร้อมกัน
เด็กหนุ่มนั่งลงบนโต๊ะแล้วกินอาหารอย่างเงียบงันทว่าซินหลันกลับคีบเนื้อทั้งหมดในชามมาให้แก่เมิ่งฝานขณะเดียวกันก็เอาถุงผ้าจากสาบเสื้อตรงหน้าอกออกมายื่นให้แก่เมิ่งฝาน
“เ้ารับไว้สิ แล้วดูว่าข้างในนั้นมีสิ่งใด”
เด็กหนุ่มลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะรับมันมาเขารู้สึกตกตะลึงทันทีเมื่อเห็นว่าในถุงผ้าคือเหรียญทองคำนับร้อยพลางถามออกไปด้วยความตกตะลึง “ท่านแม่ ท่านไปเอาเหรียญทองคำมากมายถึงเพียงนี้มาจากที่ใด?”
เหรียญทองคำคือสิ่งที่คนในหมู่บ้านอูเจิ้นนิยมนำมาใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของกันมากที่สุดหลายปีมานี้เมิ่งฝานเก็บสะสมได้เพียงสองเหรียญเท่านั้นฉะนั้นแล้วเหรียญทองคำหนึ่งร้อยเหรียญตรงหน้านี้จึงเป็สิ่งที่ล้ำค่าอย่างมากสำหรับเด็กหนุ่ม
ซินหลันยกยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะลูบหน้าผากของเมิ่งฝานแล้วเอ่ยเสียงเบา “ไม่เป็ไร แม่รู้ว่าการประลองของหมู่บ้านใกล้เข้ามาแล้วจึงนำเครื่องประดับบางชิ้นไปขายเท่านั้น เหรียญพวกนี้เ้าเก็บไว้เถอะบางทีมันอาจจะนำไปแลกพืชวิเศษมาได้สักต้น!”
เมื่อนางพูดจบดวงตาของเด็กหนุ่มก็แดงก่ำ ก่อนจะมีหยดน้ำเอ่อล้นอยู่ในดวงตา
ยามที่ซินหลันพาเมิ่งฝานออกมาจากเมืองซ่างจิงเมื่อหลายปีก่อนนั้นนางไม่มีอะไรติดตัวมาเลยสักอย่างทุกสิ่งที่เคยเป็ของเมิ่งชางก็ล้วนแต่ต้องเก็บไว้ที่บ้านตระกูลเมิ่งทั้งหมดสิ่งเดียวที่เหลือติดตัวมีเพียงเครื่องประดับเท่านั้นและพวกมันถือเป็ของดูต่างหน้าที่เมิ่งชางเหลือไว้ให้นางแต่ในวันนี้กลับนำไปขายอย่างไม่ลังเล
ร่างของเด็กหนุ่มสั่นเทาและพูดไม่ออกซินหลันลูบศีรษะบุตรชายเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “ตั้งใจบำเพ็ญตนแม่จำได้ว่าตอนที่พ่อของเ้าอายุเท่าเ้าเขาได้เป็ถึงศิษย์ชั้นในของพรรคเหมันต์์เชียวนะ!”
ซินหลันพูดจบแล้วไอออกมาหลายครั้ง สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปในทันใด