เมื่อใบหน้าของไป่ฉีปรากฎต่อหน้าของทุกคน เสียงทุกคนเงียบกริบ จนกระทั่งมีคนทำของหลุดมือตกลงพื้นจนเกิดเสียง ทุกคนถึงได้สติขึ้นพร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ
“กรี๊ด ไป่ฉี ๆ จริง ๆ ด้วย” ทีมงานหญิงร่างอ้วนคนหนึ่งกรี๊ดขึ้นมา ก่อนทรุดตัวลงเพราะเป็นลม
“เฮ้ย ๆ ใจเย็น เป็นลมไปแล้ว แอ่ก” ทีมงานชายที่เห็นทีมงานหญิงเป็นลม เขารีบเข้าไปรับตัวเธอไว้ ก่อนจะโดนน้ำหนักตัวที่มากทับจนหายใจไม่ออก เดือดร้อนทีมงานชายคนอื่นต้องช่วยกันยกตัวทีมงานหญิงร่างอ้วนขึ้นจากทีมงานชายผู้เคราะห์ร้าย
เสี่ยวหลิงกับเป่าเปาตอนนี้ยืนนิ่งตาเหม่อลอยราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง สิ่งที่เธอคิดคือ ไอดอลที่เป็นเจ้าของผลงานนิยายที่พวกเธอชื่นชอบมาอยู่กับเธอ 1 อาทิตย์ แถมยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนิยายด้วย พอคิดถึงตรงนี้ทั้ง 2 ก็ไม่สามารถปิดกั้นความเขินอายของพวกเธอเอาไว้ได้ เพราะพวกเธอเผลอทำอะไรเปิ่น ๆ ไปเยอะทีเดียว
“รายการลงทุนมาก ปลอมซะเป็นคนละคนแบบนี้ใครจะไปจำได้เนี่ย” เสี่ยวหลิงกล่าว
“ใช่ ๆ เดี๋ยวต้องขอลายเซ็น เป็นการไถ่โทษที่ต้มพวกเราซะเปื่อยเลย” เป่าเปากล่าว
“เป่าเปา ฉันจะทำไงดี ฉันทำเรื่องเลวร้ายไปตั้งแต่วันแรกที่เขามาทำงานเลยเลย ถึงตอนหลังจะเป็นเพื่อนกันแล้ว แต่ก็น่าอายจริง ๆ ที่ตอนนั้นฉันมองคนจากภายนอก” เสี่ยวหลิงกล่าว
“ฉันก็พอ ๆ กันแหละ แต่คิดในแง่ดีสิ เราได้เป็นเพื่อนกับไป่ฉีเชียวน้า ตอนให้เขาเซ็นหนังสือให้เขียนว่า แด่เพื่อนใหม่ที่ได้ทำงานร่วมกัน 1 อาทิตย์ ดีไหม” เป่าเปากล่าว
“เยี่ยมเลย เอาตามนี้ ๆ” เสี่ยวหลิงโยนความกังวลออกไปทันที กล่าวเห็นด้วยกับเป่าเปา
ด้านหลินซื่อเสียงถึงกับพูดอะไรไม่ออก เขานึกถึงคำพูดที่เขาบอกว่าจะตอบแทนจางเหลาหู่ คิดถึงตรงนี้ก็อดอับอายไม่ได้
'ใครจะช่วยใครกันแน่ ฉันสิที่หลังจากนี้ต้องให้เขาช่วย คนที่ได้ขึ้นไปเดินแบบในงานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ระดับโลกอย่างปิงหู่ระดับไหน ตัวฉันระดับไหน อับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีแล้ว' หลินซื่อเสียงคิด
เฉินเป่าหลิงหน้าชา เพราะก่อนหน้านี้เธอแผลงฤทธิ์ใส่ไป่ฉีไปซะเยอะ นี่ยังโชคดีที่เธอไม่ได้ทำร้ายร่างกายเขานะ ไม่อย่างนั้นเธออาจหมดอนาคตเหมือนนางแบบกับนายแบบที่ก่อเรื่องในงานแฟชั่นโชว์แบรนด์ปิงหู่ก็ได้ แล้วภาพที่เธอซ้อมคิวบู๊และได้ใกล้ชิดกับจางเหลาหู่ในหลายวันมานี้ก็ผุดขึ้น ทำให้เธอเอามือปิดหน้าด้วยความเขินอาย
'นี่ฉันทำเรื่องน่าอายไปหลายเรื่องต่อหน้าคนดังระดับนี้เลยเหรอ จากนี้จะเข้าหน้ากันติดไหมเนี่ย' เฉินเป่าหลิงคิด
ส่วนเซี่ยเป่าเจินหน้าซีดเผือด เพราะเธอดันไปล่วงเกินไป่ฉีเข้า อนาคตเธอคงจบแน่ ฉับพลันเธอก็นึกถึงเรื่องฟ้องร้องที่ผู้จัดการเคยบอกเอาไว้ได้ เธอก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว (ไป่ฉีคลายอักขระลมปราณให้เรียบร้อยแล้ว)
ไป่ฉีที่สังเกตเห็นก็ยกยิ้มขึ้น ก่อนจะเดินไปยืนอยู่ข้างหน้าเซี่ยเป่าเจิน ทำให้เซี่ยเป่าเจินที่เห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ก็ทรุดลงกับพื้น แขนขาของเธอไร้เรี่ยวแรงทันทีด้วยความกลัว
“สำหรับเรื่องการฟ้องร้อง.....” ไป่ฉีตีหน้าจริงจังจ้องไปที่เซี่ยเป่าเจิน ขณะเดียวกันทีมงานทุกคนต่างลุ้นระทึกจนแทบจะหยุดหายใจ
“จะไปมีได้ยังไงกันล่ะ ที่ทำก็เพื่อให้คุณได้คิดทบทวนสิ่งที่ทำไปต่างหาก คุณควรใช้เหตุผลให้มากกว่านี้ คนเรามองที่ภายนอกไม่ได้ ดูอย่างจางเหลาหู่สิ ออกจะธรรมดาไม่มีคนสนใจใช่ไหม” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น ด้วยคำพูดของเขาทำให้เซี่ยเป่าเจินเหมือนยกภูเขาออกจากอกแล้วร้องไห้โฮออกมา
“เอ่อ” จางหมิงเปล่งเสียงออกมาได้แค่นั้นเสียงก็ขาดหายไป
“พี่หมิงมีอะไรเหรอครับ” ไป่ฉีหันมาหาหัวหน้างานตอนที่เขาปลอมตัว
“เรื่องที่.......” จางหมิงอยากพูดไปตรง ๆ แต่ติดที่ ๆ นี่คนเยอะเกินไป
“เรื่องที่พวกพี่ให้ผมซักถุงเท้าเป็นการรับน้องน่ะเหรอครับ เรื่องนั้นผมไม่เก็บมาเป็นอารมณ์หรอกน่า สบายใจได้ มันก็เป็นการทำให้งานปลอมตัวครั้งนี้ไม่น่าเบื่อล่ะนะ” ไป่ฉียังคงรอยยิ้มไว้
'นายสนุก แต่ไม่คิดว่าพวกแฟนคลับนายจะไม่ด่าฉันงั้นเหรอ' จางหมิงคิด
ขณะที่คนทั้งหมดหันมาหาพวกจางหมิง จางต๋า และจางหยวน สายตาเชือดเฉือน ตำหนิ พวกเขาราวกับพวกเขาไปทำความผิดร้ายแรงเข้า
'อื้อหือ ทำไมพวกที่ดูถูกจางเหลาหู่ ตอนนี้มามองแรงใส่พวกตูฟะ' จางต๋าคิด
'ซวยแล้ว หวังว่าเราจะมีชีวิตรอดคืนนี้ไปนะ' จางหยวนคิด
“ก็แค่รับน้องน่ะครับ ผมทำแค่ 2 วันเอง อีกอย่างธรรมเนียมแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกัน เมื่อเราเข้าไปอยู่กับคนที่ไหน ก็ต้องเคารพในธรรมเนียมของคนที่นั่น หากมันไม่ผิดต่อศีลธรรม จริงไหมครับ” ไป่ฉีช่วยพูดให้ทุกคนเข้าใจการปรับตัว
“อ๊า อยากได้พนักงานใหม่ดี ๆ แบบจางเหลาหู่จัง ไป่ฉี คุณมาทำงานอยู่กับพวกเราจนซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทำเสร็จได้ไหม” ทีมงานหญิงคนหนึ่งถาม
“คงไม่ได้หรอกครับ พอดีหลังจากนี้ผมไม่มีงานก็จริง แต่ต้องย้ายบ้านน่ะ คงไม่สะดวก” ไป่ฉีกล่าว
“เสียดายมาก ฉันยังคุยกับนายไม่หายอยากเลย” จางเป่ากล่าว หลายวันมานี้เขาถูกชะตาจางเหลาหู่มาก หากไป่ฉีปลอมตัวนานกว่านี้ เกรงว่าเขาคงให้จางเหลาหู่มาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับเขาไปแล้ว
“หากมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีก ถึงตอนนั้นจะเป็นเพื่อนคุยให้หายอยากนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า สัญญาแล้วนะ” จางเป่ากล่าว
“เอ่อ ว่าแต่รายการจะออกอากาศเมื่อไหร่เหรอ” จางต๋าถาม อย่างน้อยถ้าเขารู้วัน เขาจะได้ขอเก็บตัวอยู่เงียบ ๆ ที่บ้านสักพัก
“อ๋อ ไม่นานหรอกครับ น่าจะกลางเดือนหน้า” ไป่ฉีกล่าว
“มีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยนะ” เสียงคน ๆ หนึ่งดังขึ้น เมื่อทุกคนหันไปก็จำได้ทันที ผู้กำกับรายการซุปตาร์จำแลงนั่นเอง
“เอ่อ เปลี่ยนที่ว่านี่คือเลื่อนไปก่อนจนกว่าการถ่ายทำซีรีส์เสร็จใช่ไหมครับ” จางหยวนถาม
“เปล่า ออกอากาศวันพรุ่งนี้” เมื่อทุกคนได้ยินสิ่งที่ผู้กำกับรายการซุปตาร์จำแลงกล่าว ความเงียบก็เกิดขึ้นแบบฉันพลัน
“ตายแน่ ฉันตายแน่ ไป่ฉี แฟนคลับคุณคงไม่ฆ่าฉันใช่ไหม” เซี่ยเป่าเจินเริ่มร้องไห้อีกครั้ง
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า เป่าเจิน วันสุดท้ายเธอทำตัวดีนี่ ผู้ชมต้องให้อภัยเธอแน่” เฉินเป่าหลิงปลอบใจเพื่อนของเธอ
“เดี๋ยวผมช่วยพูดให้ครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ไป่ฉี ขอบใจมากที่ไม่ถือสาฉัน” เซี่ยเป่าเจินกล่าว
วันนี้ PD ของซีรีส์ได้พาทุกคนไปกินเลี้ยงนอกสถานที่กัน บรรยากาศสนุกสนาน ด้านผู้กำกับรายการซุปตาร์จำแลงที่มองบรรยากาศผ่านกล้องกระดุมของไป่ฉี เขายกยิ้มขึ้น เพราะคิดว่าหากตอนนี้ออกอากาศออกไปเรตติงต้องมากสุดตั้งแต่รายการเริ่มออกอากาศมาแน่ ๆ
คืนนั้นไป่ฉีขอตัวกลับเลย จางหมิงเสนอว่าจะไปส่ง แต่ไป่ฉีปฏิเสธ เพราะพรุ่งนี้จางหมิงมีงานตั้งแต่เช้า ไป่ฉีไม่ลืมเซ็นหนังสือให้กับทีมงานที่ติดหนังสือนิยายเขามาอ่านด้วย เขาเก็บของทั้งหมดใส่กระเป๋า กล้องกระดุมก็คืนทีมงานรายการไปหมดแล้ว รวมถึงไมค์ไร้สายด้วย ตอนเลิกกอง ผู้กำกับรายการซุปตาร์จำแลงได้นำสมาร์ทโฟนของเขามาคืน และเขาก็นำสมาร์ทโฟนของทางรายการคืนไปด้วยเช่นกัน
ไป่ฉีเดินไปที่ลับตาคน ก่อนจะเปิดประตูมิติไปโผล่ที่หน้าห้องเช่าของตัวเองทันที เขาเห็นว่าไฟปิดสนิทอยู่จึงค่อย ๆ ไขกุญแจเข้าไป เมื่อเปิดประตูเข้าไป เขาก็ยกยิ้มขึ้น เมื่อเห็นเมิ่งชิงชิงนอนอยู่ ถ้าแค่นอนเฉย ๆ เขาคงไม่ยิ้มจนแก้มแทบปริแบบนี้ เพราะเมิ่งชิงชิงที่นอนอยู่ใส่เสื้อยืดของเขา รวมถึงมีเสื้อตัวอื่น ๆ อีก 2-3 ตัวปูไว้ที่หมอน เขาจำได้ว่าเสื้อพวกนั้นเขายังไม่ได้ซัก แต่เมิ่งชิงชิงบอกว่าจะเอาไปซักให้ ที่แท้เธอกะเอามาใช้แบบนี้เองเหรอ แฟนของเขาช่างน่ารักน่ากอดจริง ๆ
ไป่ฉีไม่รอช้ารีบถอดเสื้อเหลือเพียงแค่กางเกงชั้นในตัวเดียวเข้าไปแทรกตัวในผ้าห่มพร้อมกับดึงตัวเมิ่งชิงชิงเข้ามากอดและรับไออุ่นจากกายของเขา เขาคิดถึงเธอมากจริง ๆ ไม่ใช่แค่เธอขาดเขาไม่ได้ ตัวเขาตอนนี้ก็ขาดเธอไม่ได้เหมือนกัน เขาแทบจะทนรอวันที่เขาจะได้ครอบครองร่างเล็กในอ้อมกอดไม่ไหวแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น
เมิ่งชิงชิงที่กำลังหลับสนิทก็รู้สึกตัวขึ้นเมื่อซอกคอของเธอเหมือนถูกบางอย่างลากผ่าน พร้อมกับเสียงสูดลมหายใจ ทำให้เธอลืมตาขึ้น
“ตื่นแล้วเหรอครับ” ไป่ฉียกยิ้ม
“นะ...นายกลับมาเมื่อไหร่” เมิ่งชิงชิงถาม
“กลับมาเมื่อคืน ทันได้เห็นพี่เอาเสื้อที่ผมใส่แล้วมาใส่ แถมยังเอามาปูบนหมอนอีก คิดถึงผมขนาดนั้นเลยหรอ” ไป่ฉีถาม
“อืม” เมิ่งชิงชิงตอบสั้น ๆ ก่อนที่ไป่ฉีจะกระชับอ้อมกอดจนหน้าของเธอจมลงไปในอกแกร่งของเขา
ไป่ฉีได้ยินเสียงสูดลมหายใจเบา ๆ ของเมิ่งชิงชิง มันรู้สึกจั๊กจี้นิดหน่อย และรู้สึกคันหัวใจยุบยิบ
“ผมเองก็นอนไม่ค่อยหลับเหมือนกัน ถ้าไม่มีพี่นอนอยู่ใกล้ ๆ” ไป่ฉีพูดเบา ๆ ทำให้เมิ่งชิงชิงรู้สึกอุ่นวาบในใจ
“ปล่อยฉันได้แล้ว ฉันหายใจไม่ออก” เมิ่งชิงชิงพยายามดันไป่ฉีออกและเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“พี่อยากได้กลิ่นผมไม่ใช่เหรอ สูดให้เต็มที่เลยครับ จะได้มีแรงย้ายบ้านวันนี้” ไป่ฉีแหย่เมิ่งชิงชิงเล่น
“ได้พอแล้ว ไว้หมดแรงเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน” เมิ่งชิงชิงกล่าว ไป่ฉีหัวเราะดีใจที่เห็นว่าเธอเริ่มกล้าพูดตอบโต้เขาแบบนี้ได้แล้ว
ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงลุกขึ้นไปอาบน้ำด้วยกัน จากนั้นเมิ่งชิงชิงเริ่มนำของมาจัดแยกประเภทเอาไว้ ส่วนไป่ฉีตอนนี้กำลังทำอาหารเช้า
หลังมื้ออาหาร กริ่งหน้าห้องของไป่ฉีก็ดังขึ้น ไป่ฉีเดินไปเปิดประตูให้ ซึ่งคนที่กดกริ่งหน้าห้องของเขาก็คือพนักงานจากบริษัทรับจ้างขนย้ายนั่นเอง เมื่อพนักงานเข้ามา เมิ่งชิงชิงจึงได้นั่งพักและคอยสั่งงานอย่างเดียว
ของส่วนใหญ่จะเป็นของพ่อกับแม่ไป่ฉีมากกว่า มีหลายชิ้นที่พวกท่านทิ้งไม่ลง การจัดของเก็บใส่ลังกระดาษของทีมขนย้ายทำได้รวดเร็ว เพียงแค่ครึ่งวันก็เสร็จเรียบร้อย ของที่ไม่ใช้แล้ว แต่ยังใช้ได้อยู่พ่อกับแม่ของไป่ฉีก็นำไปแจกจ่ายให้คนในห้องเช่าที่รู้จักกัน
ก่อนไป่ฉีขึ้นรถ มีคนที่ตลาดกับย่านการค้ามาขอถ่ายรูปกับเขาเป็นที่ระลึกอยู่นานทีเดียว พอเขาขึ้นมาบนรถบนรถที่มีพ่อกับแม่ของเขานั่งด้านหลัง ส่วนเมิ่งชิงชิงเป็นคนขับ และไป่ฉีนั่งอยู่ที่นั่งข้างคนขับ
“ตื่นเต้นจังเลยนะคะที่รัก” ไป่เหลียนฮวาตื่นเต้นที่จะได้เห็นบ้านหลังใหม่
“ใช่ แต่ขึ้นบ้านใหม่ทั้งที แม่จะไม่มีน้องให้ไป่ฉีมันจริง ๆ เหรอ” ไป่ชิงหยุนมองด้วยสายตาซุกซน
“คุณนี่ล่ะก็ ชอบทำตัวอย่างไม่ดีให้ลูกเห็น เดี๋ยวลูกก็จำไปใช้กับหนูชิงชิงหรอก” ไป่เหลียนฮวาตีแขนสามีเบา ๆ
'ท่านอวี้กง มีคนสะกดรอยตามท่าน คาดว่าจะเป็นคนที่คุณแม่ของฮูหยินท่านจ้างมา จะให้ทำยังไงดีครับ' คนที่ได้รับการคืนชีพด้วยเพลิงอมตะของไป่ฉีใช้ปราณสื่อสารบอกเขา
'จับพวกมันแล้วให้หน่วยข่าวกรองรีดข้อมูลซะ จากนั้นส่งรายงานผ่านปราณมาให้ฉันด้วย หากมีหลักฐานที่สามารถเล่นงานแม่ยายฉันได้ ให้ไปตามหาและเก็บรวบรวมมาทั้งหมด' ไป่ฉีสั่งงานทันที
'ทราบแล้วครับ' คนรายงานรับคำสั่งแล้วตัดการติดต่อไป
พวกคนที่ไป่ฉีคืนชีพมานั้น ไป่ฉีให้พวกเขาอาศัยอยู่ในเขตแดนเดียวกับหมาป่าหิมะ เพื่อฝึกวิชา ทุกคนได้รับการฝึกจากคัมภีร์ที่ไป่ฉีมอบให้ โดยแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยหลายหน่วย
หน่วยสอดแนม ใช้สอดส่องความปลอดภัยให้กับครอบครัวของเขากับเมิ่งชิงชิง รวมถึงเมิ่งตง เมิ่งเจี่ย และซีหลัวด้วย หน่วยนี้เน้นไปที่วิชาลอบสังหารหรือลักพาตัว และวิชาตรวจจับวงกว้างระยะไกล มีความเร็วและความคล่องตัวสูง ประสาทสัมผัสเฉียบคมมาก
อีกหน่วยคือหน่วยคุ้มกัน หน่วยนี้มีหน้าที่ในการคุ้มครองบุคคลตามคำสั่งของไป่ฉี มีวิชาสร้างม่านพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง ความคล่องตัวสูง แต่น้อยกว่าหน่วยสอดแนม และมีวิชาแพทย์ลมปราณติดตัว กรณีที่เป้าหมายที่คุ้มครองได้รับบาดเจ็บ หรือถูกพิษ
ต่อไปคือหน่วยข่าวกรอง คล้ายหน่วยสอดแนม แต่จะมีวิชาสำหรับรีดข้อมูลจากสมองอีกฝ่ายโดยตรง ตอนนี้ไป่ฉีให้หน่วยนี้ออกหาที่ตั้งของพรรคตะวันดับสาขาต่าง ๆ จากนั้นส่งข้อมูลให้พวกตำหนักเทพไปเก็บกวาดกันเอาเอง
และหน่วยสุดท้ายคือหน่วยเบญจธาตุ เป็นหน่วยที่ไป่ฉีคัดผู้มีพรสวรรค์สูงมาทำการฝึก หน่วยนี้เขากะจะให้เป็นกำลังหลักของอวี้กงในโลกยุทธภพ มีหน้าที่เป็นตัวแทนดำเนินงานต่าง ๆ ภายใต้ชื่อของเทพกระบี่ ความสามารถขั้นต่ำคือการเปลี่ยนกายเนื้อให้เป็นธาตุที่พวกเขาชำนาญได้ วิชานี้ไป่ฉีเป็นคนคิดค้นขึ้นสมัยอยู่ต้าเซียน เรียกว่าเคล็ดกายเบญจธาตุ แบ่งเป็น 5 หน่วยย่อย คือหน่วยเตโชธาตุ วาโยธาตุ อาโปธาตุ ปฐวีธาตุ วิญญาณธาตุ
ถามว่าเขากลัวคนพวกนี้ทรยศรึเปล่า คำตอบคือไม่ เพราะทุกคนจะได้รับการลงอักขระลมปราณเอาไว้กับวิญญาณของพวกเขา หากพวกเขาหักหลังหรือผิดกฎที่ไป่ฉีวางไว้ ร่างพวกเขาจะถูกเผาด้วยเพลิงสีขาวจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้าในพริบตา
ช่วงบ่ายครอบครัวของไป่ฉีก็เดินทางมาถึงบ้านใหม่เรียบร้อย เมื่อเปิดประตูบ้านเข้าไป พวกเขาเห็นคน 3 คนคุกเข่ารออยู่แล้ว (ใครจำคู่หูชิ เชอะกับโม่ลี่ได้บ้าง)
“ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่ครับ/ค่ะ คุณไป่ฉี” ไป่ชิ ไป่เชอะ และไป่โม่ลี่กล่าวพร้อมกัน
________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
