หลังจากบัณฑิตหนุ่มเดินจากไป บรรยากาศภายในห้องก็กลับเข้าสู่ห้วงแห่งความนิ่งสงบอีกครา เสียงสนทนาอันคมชัดเมื่อครู่มลายหายสิ้น ทิ้งไว้เพียงเสียงกระทบของตัวหมากบนกระดานที่ดังแว่วขึ้นเป็่ๆ เท่านั้นท่ามกลางความเงียบงัน
อวี๋เยว่ฉีเอนกายลงเล็กน้อย มือเรียวขาวกำชายแขนเสื้อแน่นขึ้นทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงหมากกระทบกระดาน หัวใจของนางราวถูกปล่อยให้ล่องลอยในห้วงมหรรณพแห่งความเงียบสงัด ความคิดอันสับสนวุ่นวายบีบรัดจิตใจให้ยิ่งอึดอัด จนท้ายที่สุด นางไม่อาจทนต่อบรรยากาศที่ชวนให้หายใจติดขัดนี้ได้อีกต่อไป นางจึงตัดสินใจทลายความเงียบนั้นลงด้วยคำถามที่ผุดขึ้นในใจมาตลอด
“ท่าน...เป็ใครกันแน่?” นางเอ่ยถามชายชราชุดดำตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่งที่สุด ทว่าแววตาที่จับจ้องเขากลับฉายแววสั่นไหว เปี่ยมด้วยความอยากรู้ที่มิอาจซ่อนเร้น
ชายชราชุดดำ ผู้ซึ่งนิ่งเงียบเอาแต่สนใจหมากบนกระดานเบื้องหน้ามาโดยตลอด กลับพลันเอ่ยปากขึ้นมาในครั้งนี้ ดวงตาที่เคยหลับพริ้มค่อยๆ เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาคู่หนึ่งที่ลึกล้ำราวห้วงน้ำในบึงโบราณ
“รอท่านกลับคืนสู่สถานะองค์หญิงเสียก่อน...สิ่งที่ควรล่วงรู้ก็จะเผยตัวเอง” เสียงของเขานิ่งเรียบดุจสายน้ำ ทว่าซ่อนอำนาจและปริศนาเยี่ยงหมอกหนา กระตุ้นความหนาวะเืให้ซึมลึกถึงกระดูกสันหลังผู้ฟัง
ทันใดนั้น อวี๋เยว่ฉีพลันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ราวกับเห็นผีดิบลุกขึ้นจากหลุม นางชี้ไปยังชายชราตรงหน้าด้วยมือที่สั่นเทา ปากอ้าค้างเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยความใสุดขีด “ท่าน...ท่านรู้หรือว่าข้าคือผู้ใด?”
นางหันไปมอง ชายชรานามไป่หรง ที่นั่งอยู่ข้างกายอย่างรวดเร็ว สีหน้าฉายแววตำหนิปนผิดหวังเล็กน้อยที่ท่านลุงไป่ปิดบังเื่นี้ ชายชราแซ่ไป่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ยืนยันคำพูดของผู้าุโข่ง เขาหลบสายตาของอวี๋เยว่ฉีเล็กน้อยด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจเปิดเผยความจริงก่อนหน้านี้
ทว่า ผู้าุโข่งกลับมิได้กล่าวคำใดต่อ ราวกับมิได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นในแววตา หากเพียงใช้ดวงตาคู่นั้นจ้องมองนางอย่างเงียบงัน แววตาที่คล้ายพิจารณา ราวกับกำลังชั่งตวงบางสิ่ง
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายล่วงรู้ความลับของตน อวี๋เยว่ฉีก็เริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา ใบหน้าของนางฉายแววแห่งความหวังที่ริบหรี่ แต่ก็ยังคงยึดเหนี่ยวไว้อย่างเหนียวแน่น นางโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยด้วยความกระตือรือร้น
“ในเมื่อท่านล่วงรู้สถานะที่แท้จริงของข้า...และบัดนี้ข้ากลับคืนสู่หนานอวี่แล้ว ท่านคือผู้ที่ท่านแม่เตรียมไว้เพื่อช่วยข้าทวงคืนตำแหน่งองค์หญิง ใช่หรือไม่? และการที่ท่านรับหลางเหอเป็ศิษย์ ก็เพื่อให้เขาคอยหนุนหลังข้าในอนาคต?”
ใบหน้าของอวี๋เยว่ฉีเปี่ยมด้วยความคาดหวังและปรารถนาอันร้อนแรงที่พรั่งพรูออกมาโดยมิอาจควบคุม ดวงตานางสั่นระริกด้วยความหวัง ทว่ายังคละเคล้าด้วยความสงสัย ไม่อาจแน่ใจว่าคำกล่าวนั้นจะเป็ความจริงหรือเป็เพียงฝันลมๆเเล้งๆ
ชายชราชุดดำค่อยๆ วางหมากอีกเม็ดลงบนกระดาน เสียง “แปะ” ดังแ่เบา หากแต่ดังกึกก้องในอกของนาง
สายตาคมกริบเงยขึ้นจับจ้องอวี๋เยว่ฉี เด็กสาววัยสิบสี่ที่กำลังจมอยู่ในห้วงความคิดอันลึกล้ำของตนเอง ใบหน้าของเขาดูเ็าไร้ชีวิตชีวา
ทว่าในวินาทีถัดมา ชายชราผู้นี้กลับะเิเสียงหัวเราะก้องกังวานออกมาอย่างกะทันหัน เสียงนั้นดังสะท้อนไปทั่วห้องราวฟ้าผ่ากลางความเงียบ อวี๋เยว่ฉีและชายชราแซ่ไป่ถึงกับชะงัก ตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นตะลึง เด็กสาวอ้าปากค้าง มองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง ความประหลาดใจท่วมท้นหัวใจ เพราะนี่คือครั้งแรกที่นางได้เห็นชายผู้นี้เผยอารมณ์เปี่ยมชีวิตเช่นนี้ออกมา
“ท่านช่างคล้ายมารดาของท่านจริงๆ” ชายชราชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความขบขันเล็กน้อย
เมื่อได้ยินคำกล่าวถึงมารดา ใบหน้าของอวี๋เยว่ฉีพลันเปล่งแสงแห่งความหวัง ดวงตาเป็ประกาย น้ำเสียงในใจแทบจะโพล่งถามออกมาด้วยความตื่นเต้น
แต่ถ้อยคำของนางยังไม่ทันได้เปล่งเสียง ชายชรากลับกล่าวแทรกขึ้นอย่างเฉียบขาด ราวกับไม่้าให้นางถามอะไรไปมากกว่านี้
“เสี่ยวหลี่!”
ไม่นานนัก บัณฑิตหนุ่มผู้จากไปเมื่อครู่ก็ปรากฏที่ประตูห้องอีกครา ท่วงท่าที่สงบ แววตาที่สดใสราวกับผู้ไม่รับรู้สิ่งใดเื้ั เขาประสานมือคารวะ กล่าวอย่างนุ่มนวล “มีสิ่งใดหรือขอรับ ผู้าุโ?”
ชายชราชุดดำเพียงทอดสายตาไปทางเขา มิได้กล่าวมากความ เพียงเอื้อนวาจาสั้นๆ แต่ความหมายชัดเจน
“ส่งแขก”
คำเพียงสองคำนี้ ดุจคมมีดกรีดผ่านแก้ว ฉีกความหวังในใจของอวี๋เยว่ฉีให้แหลกสลาย
สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนสีทันที ดวงตาคมกริบแข็งกร้าวขึ้น นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ รู้สึกราวกับถูกตบหน้าอย่างจัง ‘ตาเฒ่าผู้นี้... อยากให้เข้ามาก็เรียกทันใด อยากขับไล่ก็โบกมือทันที !’ นางกัดฟันคิดด้วยใจเดือดดาล ทว่าไม่อาจทำสิ่งใดได้
บัณฑิตหนุ่มรับคำสั่งด้วยท่วงท่าสงบ เขาก้าวเข้ามาในห้องด้วยความนอบน้อม เอ่ยเชิญอวี๋เยว่ฉีและชายชราแซ่ไป่ให้ออกจากห้องทันที รอยยิ้มสุภาพยังคงประดับบนใบหน้า ราวกับมิมีสิ่งใดเกิดขึ้น “เรียนเชิญคุณหนูและท่านไป่ขอรับ”
ท่ามกลางบรรยากาศที่เยียบเย็น สาวน้อยผู้สืบสายเืแห่งราชวงศ์หนานอวี่ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ฝีเท้าของนางมั่นคงดุจหินผา ทว่าหัวใจกลับหนักอึ้งดั่งถูกล่ามด้วยโซ่แห่งโชคชะตาในทุกย่างก้าว
ประตูห้องไม้ค่อยๆ เลื่อนปิดลงอย่างเงียบๆ ดุจม่านละครที่ปกปิดความจริงอันลึกซึ้งไว้เื้ั...
...
เวลาคล้อยผ่านไปราวสายน้ำที่ไหลริน บัดนี้ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงสู่ขอบฟ้า ย่างเข้าสู่ยามเว่ย[1]แล้ว แสงสีทองอมส้มสาดต้องขอบฟ้า ทาบทาไหล่เขาดุจผืนแพรแดงที่ทอดปกคลุมโลกเบื้องล่าง
บนหน้าผาสูงชันซึ่งตระหง่านราวกำแพงฟ้าดิน ร่างเล็กของเซินหลางเหอกำลังปีนป่ายขึ้นไปอย่างไม่ยอมลดละ เสื้อผ้าเนื้อหยาบที่สวมใส่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและเปรอะเปื้อนด้วยคราบดิน รอยฉีกขาดบนแขนเสื้อและขากางเกงเผยให้เห็นาแน้อยใหญ่มีเืซึมกระซิบออกมา หยาดเหงื่อหยดแล้วหยดเล่าไหลลงตามขมับของเขา ทว่าในดวงตาคู่นั้นยังเปล่งแสงมั่นคงไม่เสื่อมคลาย สะท้อนถึงจิตใจที่แข็งแกร่งเกินวัย
ั้แ่เมื่อหลายชั่วยามก่อน เขาได้หยุดพักเพียงครู่หนึ่ง แล้วจึงเร่งฝีเท้าขึ้นต่ออย่างเงียบงัน ทั้งฝ่าเท้าและฝ่ามือถูกแรงเสียดสีจากผิวหินหยาบกร้านจนด้านหนา ร่างน้อยนั้นแทบจะหมดแรงเเล้ว หากแต่ยังใช้ปลายนิ้วเหนี่ยวเหน็บตามรอยแยกเล็กน้อยบนหน้าผา สอดส่ายมือหาที่ยึดเกาะทีละจุด ทีละจุด ไปเรื่อยๆ
หน้าผาแห่งนี้ไม่ได้เรียบเนียนสม่ำเสมอ บาง่ชันแทบตั้งฉาก บาง่กลับราบรื่นพอให้ยืนพักได้ เขาใช้ทุกโอกาสที่มีให้คุ้มค่า พอหยุดพักหายใจได้ก็เร่งปีนต่อ เหลือเพียงเสียงลมหายใจเหนื่อยหอบ เเละเสียงกรงเล็บของธรรมชาติกัดเซาะร่างน้อยอย่างไม่ปรานี
เซินหลางเหอมองไปยังดวงตะวันบนท้องฟ้า ที่ตอนนี้เริ่มคล้อยต่ำลงแล้ว แสงสีส้มแดงฉาบไล้ขอบฟ้า นั่นแสดงให้เขาได้รับรู้ว่าเวลายังเหลืออีกไม่มากก่อนที่ตะวันจะลับฟ้า จากนั้นเขามองขึ้นไปยังยอดเขาที่ยังคงถูกบดบังด้วยเมฆหมอกหนาทึบ
เขาคิดในใจอย่างหนักอึ้ง ‘จากสายตาที่มอง ดูแล้วข้าคงปีนขึ้นมาได้แค่ครึ่งหนึ่งของยอดเขานี้ ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่ง...ด้วยเวลาเพียงเท่านี้ ต่อให้ร่างกายข้าสมบูรณ์เต็มเปี่ยม ก็ไม่แน่ว่าจะไปถึงก่อนตะวันจะตกดิน’
ความร้อนรนเข้าครอบงำจิตใจ ‘จะทำเช่นไรดี?’ เขาพึมพำออกมาอย่างท้อแท้ ‘หรือว่าข้าจะไม่อาจทำสำเร็จจริงๆ?’
“ท่านพ่อ...ท่านแม่...” เขาพึมพำอีกครั้ง พลางนึกถึงใบหน้าอันอบอุ่นของบิดามารดา
ณ ห้วงสำนึกอันเหนื่อยล้า ภาพหนึ่งพลันผุดขึ้นมา…
ใต้ร่มเงาต้นหลิวขนาดใหญ่ กระดานหมากล้อมกระจัดกระจายอยู่ตรงหน้า ร่างเล็กของเซินหลางเหอในวัยเจ็ดขวบกำลังกอดเข่าด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
“ท่านพ่อ… ข้าทำไม่ได้เลย…”
แม่ทัพเซินหลง รูปร่างสง่างามดั่งพยัคฆ์แห่งชายแดน นั่งลงข้างบุตรชาย มือใหญ่ลูบศีรษะเล็กอย่างอ่อนโยน ดวงตาที่เคยดุดันบนสนามรบในยามนี้กลับอ่อนละมุน
“เหอเอ๋อร์ หากเจอปัญหาแล้วคิดอันใดไม่ออก ให้สูดลมหายใจลึกๆ แล้วตั้งสติอย่างใจเย็น” เขาผายมือไปยังกระดานหมากล้อมที่ยุ่งเหยิง “มองไปรอบๆ ค่อยๆ ใคร่ครวญพิจารณาปัญหาอย่างทีละขั้น ใคร่ครวญวิธีแก้เป็จุดๆ ไป อย่าเพิ่งท้อถอยั้แ่ยังไม่ลงมือทำ ให้ใช้ปัญญาอย่างเต็มที่”
ถ้อยคำของบิดาดังก้องในหูของเซินหลางเหอราวกับเสียง์ เขาเริ่มได้สติกลับคืนสู่เหตุการณ์ปัจจุบัน ความร้อนรนในใจค่อยๆ จางหายไปแทนที่ด้วยความสงบเย็น “ตั้งสติ พิจารณาอย่างรอบคอบ” เขาพึมพำกับตัวเอง
จากนั้น เซินหลางเหอในวัยสิบขวบก็เริ่มคิดอย่างเป็ระบบ ‘ทำอย่างไรข้าถึงจะปีนขึ้นไปบนยอดเขาได้ทันก่อนจะหมดเวลา?’ เขาเร่งใช้ความคิด ‘ผู้าุโข่งให้ข้าปีนูเาลูกนี้... ที่แท้แล้วเป็การทดสอบกำลังกายทื่อๆ หรือมีบางอย่างแอบซ่อนอยู่?’
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ หน้าผาอย่างละเอียดอีกครั้ง บริเวณที่เขากำลังยืนอยู่เป็หน้าผาหินปูนที่เต็มไปด้วยรอยแตกและรอยแยกเล็กๆ น้อยๆ ผิวหินมีความหยาบกร้านทำให้พอมีที่ยึดเกาะได้บ้าง ้าเป็ป่าโปร่งที่เริ่มมีต้นไม้ใหญ่ลดน้อยลง แต่ละต้นดูแข็งแกร่งและเก่าแก่ ยอดเขาเบื้องบนยังคงถูกเมฆหมอกบดบัง
ทันใดนั้นเอง ดวงตาของเขาก็พลันไปหยุดอยู่ที่ รอยแยกของหิน แห่งหนึ่ง รอยแยกนั้นดูแปลกประหลาดกว่ารอยแยกอื่นๆ บนหน้าผา มันเป็ช่องแคบๆ ที่แยกตัวเป็แนวสูงขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง หากไม่สังเกตดีๆ จะไม่มีทางพบเห็นได้เลย
ราวกับมันเป็รอยแตกตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาั้แ่กำเนิดของูเาแห่งนี้ รอยแยกยาวเชื่อมโยงกันขึ้นไปสู่ยอดเขาอย่างต่อเนื่อง มันไม่ได้เป็ทางที่กว้างพอจะเดินได้ แต่กลับเป็ช่องที่มือและเท้าของคนสามารถยึดเกาะและปีนป่ายขึ้นไปได้อย่างง่ายดายโดยไม่เปลืองแรง เนื่องจากสภาพการแตกตัวของหินที่เอื้ออำนวยต่อการยึดเกาะ แม้หน้าผาจะชันเพียงใดก็ตาม
เมื่อเซินหลางเหอเห็นรอยแตกนั้น ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ 'หากข้าพบรอยแตกนี้ตั้งเเต่เริ่มต้น คงมิได้ลำบากถึงเพียงนี้!' ความคิดผุดขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว
จากนั้น เขาจึงตัดสินใจปีนไปหารอยแตกนั้นทันที ด้วยความหวังที่เปี่ยมล้นอีกครั้ง
_________________________________
[1] ยามเว่ย (未时) คือ่เวลาที่พระอาทิตย์เริ่มเคลื่อนไปทางทิศตะวันตก โดยจะเริ่มนับั้แ่เวลา 13:00-15:00น.