มาเรียน... ผู้มีความแข็งแกร่งทั้งในกิริยาท่าทางและจิตใจอย่างที่ผู้ชายหลายคนไม่อาจเทียบได้ชีวิตที่ถูกหล่อหลอมให้ต้องรู้จักกับความรับผิดชอบในธุรกิจอันยิ่งใหญ่ของครอบครัวนับั้แ่บิดาและสามีของเธอถึงแก่กรรมลงนับเป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอสร้างภูมิต้านทานให้กับตัวเองมากขึ้นผู้ใกล้ชิดทุกคนต่างรู้ดีว่า ไม่มีใครที่จะสามารถหยุดยั้ง……มาเรียน ฮิลยาร์ดได้
ดังนั้นถ้าเธอไม่พึงประสงค์ที่จะให้ลูกชายแต่งงานกับผู้หญิงคนไหนก็จะไม่มีใครมีโอกาสได้ยินคำตอบผ่อนปรนหรือเปลี่ยนใจของเธอได้อย่างแน่นอนหรืออย่างที่ไมเคิลกำลังหลอกตัวเองกับแนนซี่อยู่ในขณะนี้...
เพราะแนนซี่ก็รู้ตัวดีว่า มาเรียน ฮิลยาร์ดมีความรู้สึกอย่างไรในตัวเธออย่างน้อยเมื่อตอนที่มาเรียนรับรู้ว่าไมเคิลกำลังมาหลงใหลจิตรกรสาวผู้นี้ใหม่ๆเธอถึงกับเรียกตัวลูกชายลงไปนิวยอร์ก ทั้งปลอบทั้งขู่ให้เลิก
แต่ไมเคิลก็หนักแน่นพอที่จะปฏิเสธมาเรียนจึงจำเป็ต้องพักเื่นี้ไว้ก่อน ซึ่งแนนซี่ก็รู้ดีว่านั่นไม่ใช่ชัยชนะที่ไมเคิลจะได้รับจากแม่ของเขาเลยเพียงแต่มาเรียนอ่อนข้อลงเพราะเห็นแก่ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของลูกชายเท่านั้น หลายๆครั้งที่แนนซี่สังหรณ์ใจว่า มาเรียนจะต้องรู้เบาะแสในประวัติและชีวิตความเป็อยู่ของเธอ
อาจจะเป็เพราะสภาพจิตใจที่ว้าเหว่ขาดที่พึ่งพิงนั่นเองที่แนนซี่เคยเอามารวมไว้ในความฝัน เป็ความฝันที่เพียรสร้างขึ้นเองว่าเธอกับมารดาของไมเคิลสามารถที่จะเข้ากันได้อย่างดี มีกิจกรรมต่างๆที่กระทำร่วมกันเพื่อความสุขของไมเคิลมาเรียนให้ความรักแก่เธออย่างมากมายและยอมรับนับถือในฐานะที่เธอเป็คุณหญิงคนที่สองของตระกูลฮิลยาร์ดด้วย
แต่ความฝันนั้นก็ต้องสะดุดหยุดลง เพราะในความเป็จริงแล้วมาเรียนจะไม่มีวันเข้ามาอยู่ร่วมกับเธอได้แม้ในความฝันด้วยซ้ำอย่างน้อย่เวลาสองปีที่ผ่านมาก็เป็เครื่องพิสูจน์ ให้ประจักรชัดในข้อนี้จะมีก็แต่ไมเคิลเท่านั้นที่พยายามต่อเติมความฝันของเธอให้ดูเป็จริงเป็จังขึ้นมาให้ได้และมั่นหมายว่าแม่ของเขาอาจจะพอใจในตัวเธอได้ แต่มันก็เป็เพียงแค่ “อาจจะ” เท่านั้น
แนนซี่เองเคยตั้งคำถามกับไมเคิลอย่างจะบังคับให้เขาตอบว่า…ถ้ามาเรียนไม่ยอมรับในตัวเธอไม่ยินยอมอนุญาตให้แต่งงานกันแล้ว จะทำอย่างไรกันต่อไป…?
“เราก็จะะโขึ้นรถแล้วไปที่ไหนก็ได้ที่ใกล้ที่สุดแต่งงานกันเสียให้สิ้นเื่ก็เท่านั้นนะสิเราโตแล้วนี่จริงไหมแม่หนู?”
ซึ่งแนนซี่ก็ยิ้ม เพราะรู้ดีว่า เื่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เขาพูดเลยแต่ก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน อย่างน้อยระยะเวลาสองปีที่ผ่านมาก็เกือบจะเหมือนการแต่งงานกันจริงๆ อยู่แล้ว
ไมเคิลบีบมือเธอเบาๆ …
“ผมรักคุณจริงๆ นะสาวน้อย”
“ฉันก็รักคุณค่ะ” แนนซี่ตอบเรียบๆ“ค่ะ…แล้วฉันก็หวังว่าคุณจะสามารถทำให้เื่มันง่ายขึ้นอย่างที่คิดไว้”
“ต้องได้สิน่า แล้วจะเห็นเองอย่าห่วงไปเลยนะ”เขายกมือขึ้นลูบปอยผมอย่างทะนุถนอม “เอาละจะขี่รถกันต่อไปหรือว่าจะหยุดอยู่แค่นี้ล่ะ?”
แนนซี่ยิ้มให้เขา สลัดความรู้สึกที่คุกรุ่นอู่ในใจออกไปไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำลายบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์ของเขาและเธอลง อย่างน้อยตอนนี้ เธอก็ควรจะเสแสร้งแกล้งคิดเสียว่ามาเรียนจะไม่ขัดขวางการแต่งงานครั้งนี้ของเธอกับไมเคิล…
อา…มาเรียน ผู้ไม่เพียงแต่จะกุมบังเหียนชีวิตของลูกชายตัวเองไว้เท่านั้นแต่ยังมีอิทธิพลเหนือชีวิตของเธออีกด้วย
แม้เมื่ออาทิตย์ลอยสูงขึ้นในท้องฟ้าแต่จักรยานคู่ของแนนซี่กับไมเคิลก็ยังเคียงข้างกันอยู่และดูเหมือนต่างฝ่ายต่างจมดิ่งอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความคิดด้วยกันทั้งคู่เกือบจะเที่ยงกว่าทั้งสองจะไปถึงหาดรีเวียรี่
“อ้าว…ไม่นึกเลยว่าจะมาพบกันที่นี่”ไมเคิลร้องเสียงดังและเมื่อแนนซี่มมองตามสายตาของเขาก็เห็นเบนอเวรี่กับคู่ควงคนใหม่หน้าตาน่ารัก
“เฮ้ย…นั่นใครน่ะ?”เบนทักเสียงดัง “นี่...มารู้จักเจเนตเพื่อนผมหน่อยสิ”
ทั้งคู่ต่างหันไปยิ้มให้กับเพื่อนใหม่ของเบน…
“จะเข้าไปเที่ยวกันในงานหรือไง?”
“งานอะไรคะ?” แนนซี่ถาม
“เขามีงานออกร้าน ก็งั้นๆ แหละเจเนตซื้อของมาได้สองสามอย่าง”
“แล้วนี่คุณสองคนจะกลับกันละหรือ?”
“เออ…” เบนหันไปหัวเราะกับไมเคิล“เราออกกันมาั้แ่หกโมงเช้า คืนนี้นายพาแนนซี่ไปกินพิซซ่ากับเราที่หอสิ”
“เห็นจะไปไม่ได้ เพราะคืนนี้เรามีธุระสำคัญเอาไว้วันอื่นก็แล้วกัน” ความคิดที่จะต้องไปพบมาเรียนเริ่มผ่านเข้ามารบกวนจิตใจของเขาอีกแล้ว
“โอเค เอาอย่างนั้นก็เอา แล้วพบกันนะ” เบนกับเจเนตโบกมือให้ก่อนจะไสจักรยานของตัวเองออกไป
ทันทีที่ลับร่างคนทั้งสอง แนนซี่ก็หันมาทางไมเคิล
“นี่คุณตั้งใจจะไปพบแม่คืนนี้จริงๆ น่ะหรือคะ?”
“อ้าว…ก็ใช่นะสิแล้วคุณก็เลิกห่วงเื่นี้เสียที อะไรๆ มันก็คงจะปลอดโปร่งขึ้นเองนั่นแหละ เออ…แต่เห็นแม่เล่าว่าเบนได้งานทำแล้วนี่”
“ใคร…อ๋อ…เบนนะหรือคะ แม่คุณเอาเขาไปทำงานด้วยอย่างนั้นหรือคะ?”
“ใช่แม่หาตำแหน่งในบริษัทให้เราวันเดียวกันนั่นแหละแต่ให้อยู่กันคนละเมือง ใครๆเขาว่าเบนกับผมเหมือนพี่น้องกันอยู่แล้ว”
“แล้วเขารู้หรือยังล่ะคะ?”
“ยังหรอกผมคิดว่าควรจะบอกเขาให้เป็เื่เป็ราวกว่านี้สักหน่อยไม่อยากให้รู้ตัวล่วงหน้าเดี๋ยวไม่ตื่นเต้น”
“คุณนี่ช่างเป็คนดีจริงๆ เลยนะคะฉันรักคุณจริงๆ เลยค่ะไมค์”
“ครับ ขอบคุณมาก คุณนายฮิลยาร์ด”
“นี่...เลิกเรียกฉันอย่างนี้เสียทีเถอะค่ะไม่อยากได้ยินเลย…”
“อ้าว…ไม่ดีหรือคุณจะได้ชินกับมันยังไงล่ะ”
“ไม่เอาหรอกค่ะแล้วก็ไม่ต้องห่วงด้วยถ้ามันถึงเวลาเข้าจริงๆ ฉันก็คงคุ้นกับมันไปเองเอาไว้ให้ถึงตอนนั้นจริงๆ เสียก่อนเถอะ คอยดูฝีมือแนนซี่ แม็คอริสเตอร์บ้าง”
“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ต้องดูฝีมือไมเคิลฮิลยาร์ดเสียก่อนรับรองว่าเื่จะต้องเรียบร้อยภายในไม่เกินสองอาทิตย์นี้แน่...ผมรับรองจริงๆนะ…ว่าแต่ถ้าเราจะไม่เข้าไปในงานผมว่าเราไปเที่ยวหาดนาฮันกันยังจะดีเสียกว่า”
“ดีค่ะ ฉันชอบที่นั่น”
ทั้งคู่ขี่จักรยานเคียงข้างกันไปเงียบๆ บนเส้นทางที่ร่มรื่นต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในความคิดที่ลึกซึ้ง อย่างน้อยอิทธิพลของมาเรียน ก็ทำให้ใจคอหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
“เอ้า…ถึงแล้ว นั่นไงนาฮันที่คุณอยากเห็น”
สีหน้าของแนนซี่บอกความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
“สวย…สวยจริงๆ เลยค่ะไมค์ฉันไม่คิดเลยว่าบนพื้นโลกนี่จะมีที่สวยๆ งามๆ อย่างนี้”
ท่าทางตื่นเต้นของเธอจับใจเขาอย่างบอกไม่ถูก…
“ผมเคยคิดมานานแล้วว่าสักวันหนึ่งจะต้องพาคุณมาถึงที่นี่ให้ได้ความจริงมันก็ไม่ได้ไกลจากที่พักของเราสักเท่าไหร่นัก แต่เราก็มาไม่ถึงกันสักที”
“นั่นนะสิคะมันเป็ไปได้ยังไงที่มีเนินหญ้านุ่มๆ อยู่เหนือชายหาด…” เธอกวาดสายตามองไปโดยรอบเต็มตื้นด้วยความสุข เกลียวคลื่นม้วนตัวเป็ระลอกอยู่เหนือผืนน้ำทะเลสีเขียวมรกต
“ผมเคยคิดว่าที่ตรงนี้เหมาะที่สุดที่คุณจะเขียนรูปแล้วเราก็หาบ้านสวยๆ ให้รูปนั้น”
“อย่างนั้นหรือคะ…คุณใจดีกับฉันเสมอเลยค่ะไมค์”ดวงตาสีฟ้าเข้มของเธอเป็ประกาย แต่แล้ว เธอก็ทำท่าหันรีหันขวาง
“นั่นคุณจะทำอะไร?”
“กำลังคิดจะทำอะไรสักอย่างน่ะสิคะ”
“ไปทางโน่นแน่ะ หลังพุ่มไม้โน่น”
“บ้า…ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย”เธอหัวเราะเบาๆเดินเกมวิ่งไปที่ก้อนหินใหญ่ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวริมหาดพยายามออกแรงผลักเพื่อให้มันเขยื้อนออกจากที่
“โธ่เอ๊ย…แม่หนูนั่นคุณคิดจะกลิ้งหินลงทะเลหรือยังไง…คนเดียวมันไหวเมื่อไหร่กันเล่า…มา…ผมจะช่วย”
“ก็ไม่ถึงกับให้มันตกทะเลหรอกค่ะอยากจะทดสอบฝีมือกับธรรมชาติสักหน่อยเท่านั้น”
ดวงตาของเธอฉายแสงปริ่มสุข… ไมเคิลก้มลงมองใบหน้าเล็กๆ อย่างแสนรัก
“คุณเป็สุขมากจริงๆ หรือแนนซี่?”
“ค่ะ…ทำไม เล่าคะในเมื่อเราโชคดีที่สุดแล้วที่มีความรัก เราก็ควรจะต้อนรับมันสร้างบ้านที่อบอุ่นให้กับมัน...”
“ใช่…คุณถูก…ถูกต้องอย่างที่สุด ถ้าอย่างนั้นเอาที่ตรงนี้เป็บ้านให้กับความรักของเราดีไหม?”
“ค่ะ…แต่ฉันไม่อยากให้มันเป็บ้านที่เลื่อนลอยเลยเราอาจจะบ้าที่ทำเื่เพ้อๆฝันๆ ไปตามลมตามแล้งแต่ฉันก็ยังอยากให้มันเป็บ้านที่มีแต่ความอบอุ่นอย่างแท้จริงเราควรจะมีการให้คำมั่นสัญญากันด้วยดีไหมคะ…ฉันสัญญาว่าจะไม่ลืมทุกสิ่งทุกอย่างทุกคำพูดของคุณในวันนี้แล้วก็จะไม่ลืมด้วยว่าเราจะตั้งให้สถานที่นี้เป็อนุสรณ์แห่งความรักของเรา แล้วคุณล่ะคะ?”
“ผมก็จะขอสัญญาว่าจะไม่มีวันกล่าวคำอำลาจากคุณเลยจนชั่วชีวิต เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปนะ”
ทั้งคู่ต่างเปร่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเริงรื่นที่ได้ทำตัวเป็เด็กอีกครั้ง
“เราบ้าไปแล้วหรือเปล่าคะนี่?”
“ถ้าเราบ้า คนที่มีความรักทั้งโลกก็ต้องบ้าด้วยจริงไหม?”
ต่างกุมมือกันและกันไว้และต่างก็ครุ่นพะวงสงสัยอยู่ในส่วนลึกของหัวใจว่า… ความรักของเขาและเธอนั้นจะดำรงความเป็นิรันดร์ได้จริงละหรือ?