บทที่ 29
เรดวู้ดยินดีต้อนรับ
ทันทีที่ก้าวผ่านประตูทางเข้าหมู่บ้าน คณะเดินทางทุกคนััได้ถึงความอิ่มเอมของชาวบ้านซึ่งผิดไปจากที่คาดการณ์เอาไว้มากนัก
แสงตะวันยามโพล้เพล้ใกล้ค่ำ ทอแสงสีส้มเข้มไปทั่วดินแดน ผืนดินแห้งตามฤดูกาล แต่แนวเพาะปลูกที่อยู่ห่างออกไปตามเขตรอบนอกกลับมีพืชพรรณที่คณะผู้ตรวจการไม่รู้จักกำลังชูใบและยอดที่ยังไม่แห้งเหี่ยวให้ได้เห็น
แม้จะประสบภัยแล้ง แต่พวกเขาทำการเพราะปลูกเป็ครั้งที่สามได้... แถมยังงอกงามดีเสียด้วย
ลำธารยังคงมีสายน้ำไหลเอื่อย แม้จะน้อยลงกว่าปีก่อนหน้ามาก แต่น้ำบาดาลยังคงมีให้ใช้ดื่มกินสมกับเป็หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ป่าต้นน้ำ หัวหน้าหมู่บ้านเองก็ออกมาต้อนรับขับสู้อย่างดี แถมเลี้ยงมื้อเย็นให้คณะเดินทางเกือบยี่สิบคนได้กินอาหารอย่างเต็มอิ่ม
อาหารจานหลักเป็มันหวานซึ่งเป็สิ่งที่ทุกคนเคยรังเกียจ แต่พวกเขาก็มีความคิดเปลี่ยนไปรวดเร็วผิดกับเื่ราวในประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าปากต่อปากมายาวนาน เนื้อกระต่ายย่างและสตูที่ต้มกับผักหลายชนิดยังมีให้กินแบบไม่ขาดแคลน ผู้มาเยี่ยมเยียนจึงรู้สึกอิ่มท้องมากกว่า่ที่ตนอาศัยในเมืองใหญ่เสียอีก
หมู่บ้านแห่งนี้ช่างอุดมสมบูรณ์นัก มิน่าฟาเธอร์แจคสันถึงกระตือรือร้นรีบเดินทางมาพร้อมกับคนสนิท สถานที่แห่งนี้เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ยิ่งเป็ที่พักตรงเชิงเขาด้วยแล้ว...
ทุกสิ่งก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจขึ้นไปอีก ทางเดินขึ้นเขามีสิ่งปลูกสร้างคล้ายกำแพงปราการอันโอ่อ่า แต่บรรยากาศเื้ักลับดูสมถะยิ่ง ที่ทำกินของโบสถ์แห่งนี้ เป็เพียงแห่งเดียวที่ยังสามารถเพาะปลูกธัญพืชให้งอกงามได้
เหล่าผู้ตรวจการเดินชมที่พัก โกดังเก็บเสบียง และฟาร์มเพาะปลูกในวันรุ่งขึ้นหลังรับประทานอาหารเช้าที่อิ่มหนำ ในที่สุดพวกเขาก็ได้ชมแปลงมันหวานที่เด็กทั้งหลายปลูกเอาไว้ แถมยังได้รับการแนะนำวิธีเพาะพันธุ์พวกมันอย่างละเอียด
ในอนาคต เมืองรัสเซลคงรับพืชชนิดนี้ไปเพาะปลูกจนเป็แหล่งผลิตสำคัญให้กับทางอาณาจักรเป็แน่
แม้ว่าภาษีการเพาะปลูกที่ทางการต้องเก็บกลับไปนั้น จะไม่ครอบคลุมมาถึงสำนักศาสนาต่าง ๆ แต่เพราะสองซิสเตอร์และคิทตัดสินใจไว้แล้วว่าจะสมทบเสบียงส่วนหนึ่งให้กับทางเมืองเพื่อไปบรรเทาทุกข์ รถม้าขนทรัพยากรสิบคันที่ทางผู้ตรวจการนำมาด้วยจึงแน่นขนัดด้วยมันหวาน กระสอบข้าวสาลี ถั่วลันเตาและลูกเดือยจำนวนมาก
“นี่...นี่มัน ไม่มากไปเหรอครับ?” ผู้ตรวจการที่เป็ชนชั้นสูง ถึงกับตื้นตันจนไม่รู้ว่าจะพูดขอบคุณอย่างไร
“ไม่มากไปหรอก คงต้องเหนื่อยท่านแล้วที่ต้องเปลี่ยนความคิดของคนในเมือง คงจะลำบากน่าดู” ผู้าุโแห่งโบสถ์พูดออกมาก่อนจะยื่นสมุดหนังเล่มเล็กที่จดวิธีทำอาหารเอาไว้
“ลองทำตามสูตรปรุงอาหารพวกนี้ ข้าว่า...คงไม่เกินฝีมือพ่อครัวของท่านลอร์ดหรอก อีกอย่างเ้าของสูตรคงยินดีที่ทำประโยชน์กับคนหมู่มากได้ขนาดนี้”
แผนการเดินทางขากลับจึงเปลี่ยนไป ทหารครึ่งหนึ่งจะต้องนำเสบียงทั้งหมดกลับไปยังรัสเซลเสียก่อน ทางหมู่บ้านจึงเสนอรถไม้สำหรับขนของที่ต่อเติมขึ้นมาใหม่อย่างแข็งแรงให้อีกหกคัน เพื่อให้ท่านผู้ตรวจการสามารถเดินทางไปยังหมู่บ้านอื่นเพื่อเก็บภาษีได้อีก ของเหลือบางส่วนอาจจะถูกแจกจ่ายเพื่อแบ่งเบาภาวะอดอยากของประชาชนในดินแดนที่ท่านลอร์ดต้องคอยแก้ไขด้วยซ้ำ
ของที่บรรจุบนนั้น... ยังคงเป็กระสอบมันหวาน เพื่อใช้สำหรับการแจกจ่ายให้ผู้อดอยากเช่นกัน การเดินทางของผู้ตรวจการหนนี้ จึงคล้ายกับการนำของกิน มาแลกของกินมากกว่าการเก็บภาษีขูดรีด
ตัวแทนจากเมืองรัสเซลจึงติดหนี้ครั้งใหญ่ เ้าตัวตั้งมั่นว่าในอนาคตหากมีโอกาสเขาจะต้องตอบแทนอย่างแน่นอน
ก่อนออกเดินทางสายตาก็เหลือบไปเห็นเ้าหนูน้อยผมน้ำตาลทองที่ฟาเธอร์แจคสันคอยตามประกบตลอดเวลา เขารู้สึกได้ถึงความเอ็นดูจนอยากเข้าไปทักทายด้วย แต่ก็ไม่มีโอกาสเสียที
หลวงพ่อแจคสันได้ใช้เวลาสามวันที่พักในเรดวู้ดอย่างคุ้มค่าเช่นกัน นอกจากจะตรวจสอบพัฒนาการของเ้าหนูคนเก่งพร้อมให้คำแนะนำในการฝึกฝนพลังมานาแล้ว คนชรายังถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการใช้มานาเพื่อรักษา วิธีดังกล่าวค่อนข้างจะเป็ความลับสำหรับสมาชิกลัทธิไวท์วิงส์เท่านั้น แต่เนื่องจากไม่มีข้อห้ามเป็ลายลักษณ์อักษร กระบวนการใช้พลังที่มนุษย์คิดค้นขึ้นจึงไม่ล่วงเกินเทพเ้าผู้ยิ่งใหญ่แต่อย่างใด คิทจึงมีทักษะการรักษาแผลเล็กน้อย เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง
หลังคณะเดินทางจากไป ชีวิตของคนในหมู่บ้านจึงกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง เด็ก ๆ ทั้งหลายยังคงฝึกฝนพลังของตนเองไปเรื่อยจนกว่าฤดูเก็บเกี่ยวครั้งที่สามจะมาถึง
ฤดูร้อนรุนแรงยังคงดำเนินต่อเนื่อง อากาศร้อนระอุที่มียาวนานอีกถึงสามเดือนคงจะทำให้ทุกชีวิตยากลำบากมากขึ้น แต่เพราะความสามัคคีภายในชุมชน อนาคตคงไม่มืดมนนัก
ทุกคนได้แต่ภาวนา... ว่าเหตุร้ายภายนอก จะไม่คืบคลานมายังดินแดนห่างไกลแห่งนี้
.....
คาราวานพ่อค้าแห่งบอราลยังคงรุดหน้ากลับเมืองเกิดด้วยความสุขใจ
เสบียงมันหวานและสินค้าที่ซื้อขายรับแลกมาระหว่างทางทำให้พวกเขามีกำไรจากการค้าขายมหาศาล ผลพวงจากการไปเยี่ยมเยียนหมู่บ้านเรดวู้ดได้ให้การตอบแทนที่คุ้มค่านัก เงินยี่สิบเหรียญทองที่ทุกคนตัดสินใจลงขันร่วมกันเพื่อแลกกับสูตรอาหารอันล้ำค่า ทำให้ซุ้มขายอาหารแห่งกลุ่มการค้าเฟื่องฟูจนกลายเป็แหล่งทำเงินสำคัญของสมาชิกทุกคน ดูเหมือนว่าข้อแลกเปลี่ยนเพียงยี่สิบเหรียญทองในตอนแรกจะน้อยไปหน่อย หากมีโอกาสได้พบเจอกับเ้าของสูตรอีกครั้ง พวกเขาคงต้องเตรียมของตอบแทนให้มากกว่าเดิม
นอกจากนี้...ทุกชุมชนที่แวะเวียนไปค้าขายยังมีคำถามซ้ำ ๆ ว่าผลผลิตแสนอร่อยพวกนี้มาจากที่ไหน
คำตอบอย่างไม่ปิดบังจึงแนะนำให้พวกเขาได้รู้จักหมู่บ้านเรดวู้ดด้วยความยินดี กลไกความ้าของผู้คนในดินแดนต่าง ๆ จึงถูกวางรากฐานอย่างมั่นคง พร้อมกับความคิดเกี่ยวกับอาหารชั้นต่ำที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่แค่มันหวานเท่านั้นที่มีความนิยมเพิ่มสูงขึ้น แต่แครอทที่เคยใช้เป็เพียงอาหารเลี้ยงม้า หอมใหญ่ที่เป็อาหารราคาถูกสำหรับคนจน และพืชชนิดอื่นอย่างแห้วป่าก็เป็ที่้ามากขึ้นเช่นกัน ความยากลำบากของการเพาะปลูกทำให้อาหารที่เคยไร้ค่ามีราคาพุ่งสูงขึ้นหลายชนิดจนยากจะควบคุม
ทว่าพ่อค้าทั้งหลาย...ไม่ได้ทำมาหากินอย่างสุจริตเสมอไป และแม้จะเป็เื่ดีที่เศรษฐกิจยังคงเฟื่องฟูจนท้องถิ่นมีเงินสะพัด แต่ยังมีคนหลายกลุ่มที่ประสบภัยพิบัติจากธรรมชาติครั้งนี้จนไม่อาจหาทางออกได้
ยังคงมีผู้คนอดตายจากความอดอยากจำนวนนับไม่ถ้วน
จึงไม่แปลกเลยที่จะมีข่าวโจรปล้นสะดมเพื่อแย่งชิงอาหารเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วดินแดน ความคิดของคนอดอยากเริ่มแปลเปลี่ยนไปจนความเห็นแก่ตัวเข้าครอบงำ กฎแห่งชีวิตที่กล่าวไว้ว่า ‘ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอด’ จึงกลายเป็กฎเหล็กในยุคแสนลำบากครั้งนี้
สิ่งหนึ่งที่โจรร้ายได้ยินหลายคราจากการเดินทางไปทั่วภาคเหนือ คือ ข่าวลือว่าดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ยังคงมีอยู่ อาหารมากมายยังคงมีที่ดินแดนสุดขอบอาณาจักรติดกับชายป่าฟอริส... หมู่บ้านเรดวู้ด
โจรร้ายผู้หิวโหยหลายกลุ่มจึงเดินทางไปยังเป้าหมายเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย ระหว่างทางมีปะทะกันจนเสียชีวิตบ้าง แต่คนที่เหลือรอดก็รวมกลุ่มกันเหนียวแน่นมากขึ้น จากกลุ่มโจรเพียงไม่กี่สิบคน จึงรวมตัวกันเป็หลายร้อยในเวลาแค่สองสัปดาห์
พวกเขาตั้งมั่น... ว่าจะเข่นฆ่าชาวบ้านทั้งหมดเพื่อยึดครองทรัพยากรบนดินแดนอันล้ำค่าให้กับตนเอง ถิ่นฐานใหม่แห่งนั้น จะต้องมีลูกหลานของตนอยู่กินกันอย่างเป็สุข
ช่างเป็ความคิดที่เห็นแก่ตัว... ที่เป็เื่ปกติสำหรับมนุษย์ยิ่งนัก
.....
ขณะเดียวกัน ลอร์ดแห่งเมืองรัสเซลกำลังอ่านรายงานการตรวจสอบหมู่บ้านสุดขอบชายแดนของตนอย่างไม่เชื่อสายตา แต่กลิ่นอาหารอันโอชาที่เพิ่งปรุงเสร็จและวางอยู่บนโต๊ะเป็หลักฐานชั้นดีที่เขาไม่อาจปฏิเสธ
ชาวบ้านเรดวู้ด ปลูกทั้งมันหวานและธัญพืชได้ปริมาณมหาศาล โกดังเสบียงส่วนกลางของเมืองถึงกับเสียพื้นที่ไปหนึ่งในสิบเพื่อเก็บกระสอบหัวมันเ่าั้ การขนเสบียงลงจากรถม้าสิบคันจึงวุ่นวายอยู่พักใหญ่
เ้าพนักงานและทหารหลายคนที่ไม่เคยลิ้มลองของชั้นต่ำรู้สึกหดหู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่ท่านลอร์ดจะออกประกาศเผยแพร่สูตรการทำอาหารจากมันหวาน แล้วเปิดงานเลี้ยงกลางเมืองแบบง่าย ๆ ให้ทุกคนได้ลิ้มลองอาหารชนิดนี้
ผลตอบรับ... ยังคงเป็เช่นเดิม แบบที่ทุกคนในเรดวู้ดชินเสียแล้ว
ระดับความสำคัญของหมู่บ้านชายแดนแห่งนั้นจึงเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า พวกเขาเป็ได้ทั้งแหล่งผลิตเชื้อเพลิงจากไม้คุณภาพเยี่ยม ผลิตชิ้นส่วนและวัสดุก่อสร้างบ้านไม้และเครื่องเรือน รวมไปถึง... ริเริ่มเพาะปลูกพืชแบบใหม่ที่ช่วยบรรเทาความอดอยากจากภัยพิบัติอีกด้วย
ข่าวดีอีกอย่าง คือ การรวมตัวกันของสามหมู่บ้านติดชายป่าฟอริส
จดหมายจากหัวหน้าหมู่บ้านทั้งสามที่มีลูกบ้านรวมกันเกือบครึ่งพัน พอจะทำให้พวกเขาเป็กลุ่มหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีประชากรจำนวนมากเป็อันดับต้น ๆ ของอาณาจักรเซริส คาดว่าไม่นานนักพวกเขาคงเลื่อนระดับเป็หมู่บ้านขนาดใหญ่ การเคลื่อนย้ายชุมชนอย่างเป็ทางการคงจะเกิดขึ้นในปีหน้า ระหว่างนี้จึงมีเพียงการติดต่อขอซื้อขายและแลกเปลี่ยนทรัพยากรเท่านั้น
การรวมกำลังกัน จะทำให้แรงงานมีเพิ่มมากขึ้น ผลผลิตก็จะเพิ่มพูนเป็เงาตามตัว ลอร์ดออดริคเล็งเห็นอนาคตที่เฟื่องฟูของดินแดน จึงออกจดหมายยอมรับการรวมตัวดังกล่าวและแสดงความยินดีอย่างเป็ทางการ พร้อมตัดสินใจส่งกำลังทหารกว่าร้อยนายที่ยินดีจะเดินทางไปคุ้มครองที่แห่งนั้นด้วยความสมัครใจ หลังปิดประกาศได้ไม่ถึงครึ่งวัน กองร้อยพิเศษผู้อารักขาหมู่บ้านชนบทก็รายงานตัวอย่างพร้อมเพรียง แถมจำนวนทหารที่อาสาตนเองยังมีมากกว่าที่กำหนดถึงสองเท่า
ท่านลอร์ดจึงตัดสินใจเรียกคนสนิทอย่างหัวหน้าโบสถ์ไวท์วิงส์ประจำเมือง และหนึ่งในผู้นำของเหล่าทหาร... กัปตันจอห์น มาปรึกษาอีกที
“หากเราส่งคนไปเยอะแบบนี้... จะเป็การเบียดเบียนเสบียงของชาวบ้านหรือไม่?” ท่านลอร์ดผู้ชรา กำลังมีใบหน้าเหี่ยวย่นที่เคร่งเครียดยิ่งนัก
“เอ่อ...กระผมลืมนึกถึงเื่นี้ไปเลยครับ...” จอห์นตอบเสียงเบา ก่อนจะหันไปพึ่งพาบาทหลวงแจคสันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“อืม...” นักบวชชราครุ่นคิดชั่วขณะ เขากำลังนึกถึงโกดังเสบียงหลังใหม่ของโบสถ์เรดวู้ดที่ยาวเกือบตลอดแนวสันเขา ฝั่งซ้ายเป็มันหวาน ฝั่งขวาเป็ธัญพืช แม้จะเต็มไปมากกว่าครึ่งแล้ว นอกจากนี้การเก็บเกี่ยวรอบใหม่คงทำให้ที่ว่างข้างในนั้นไม่หลงเหลืออยู่อีก ชุมชนแห่งนั้นยังมีโกดังส่วนกลางของชาวบ้าน....ที่ใหญ่โตยิ่งนัก
“ข้าคิดว่า... ที่นั่นคงไม่มีปัญหาอะไรหรอก ถ้าท่านไม่แน่ใจจะเรียกวิลเลี่ยมมาถามเพิ่มเติมก็ได้” ในใจของแจคสัน คิดว่าที่แห่งนั้นคงเลี้ยงคนนับพันได้หลายเดือนทีเดียว ยังมีฟาร์มกระต่าย ฟักทองและบัตเตอร์นัทที่จะเก็บเกี่ยวได้ก่อนฤดูใบไม้ร่วงของหมู่บ้านซันวู้ด และลูกเดือยจำนวนมหาศาลจากแบล็ควู้ดอีก...
บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าทวยเทพลำเอียง... ใบหน้าชราจึงเต็มไปด้วยความขมขื่นปนรอยยิ้มอย่างประหลาดยิ่งนัก
“ถ้าท่านยืนยันเช่นนั้นข้าก็เบาใจ เสบียงส่วนกลางจะได้ถูกจัดสรรได้ยาวนานขึ้นไปอีก ฝากขอบคุณความเสียสละครั้งนี้ของพวกเขาด้วย...”
“ลอร์ดออดริค... ท่านทราบข่าวเกี่ยวกับกลุ่มคนที่เคลื่อนตัวแล้วหรือยัง?” ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเตรียมตัวเดินทาง แจคสันก็หันมาซักถามเื่สำคัญ
“ข้าทราบแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่ส่งทหารระดับนักรบพวกนี้ไปดูแลที่ชนบทแบบนั้นหรอก”
เมื่อพูดจบ มือเหี่ยว ๆ ก็ส่งแขกอย่างไม่ไยดี...
งานบริหารบ้านเมืองยังมีอีกมากมายมหาศาล ชีวิตที่โดดเดี่ยวช่างน่าหดหู่นัก
คนชราเงยหน้ามองท้องฟ้าสดใสชั่วครู่ ความเศร้าเริ่มเกาะกินหัวใจ เขาคิดถึงบุตรชายและภรรยาที่จากไปเหลือเกิน ในใจได้แต่คิดว่าอีกไม่นานตนคงจะตามครอบครัวที่รักไปโลกหน้า
ไม่นานนักดวงตาสีเขียวหม่นไม่สดใสเหมือน่วัยหนุ่มก็หันกลับมาสนใจงานของตนเช่นเดิม
คงมีแต่กองกระดาษพวกนี้ที่ทำให้เขายุ่งจนไม่มีเวลาเศร้าหมองได้