หวาชิงเสวี่ยถึงกับงงงันไปในทันทีราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์
นี่เป็นพิธีการพิเศษอะไรหรือไม่?เหตุใดถึงได้จ้องมองนางเช่นนี้?
หวาชิงเสวี่ยลังเลว่าจะลุกขึ้นยืนดีหรือไม่หรือว่าเวลานี้ควรจะต้องทำความเคารพต่ออูซินเหยา นางไม่รู้เรื่องขนบธรรมเนียมโบราณพวกนี้เลยแม้แต่น้อย
“ซือปิงฟูเหรินอายุน้อยยิ่งนัก”อูซินเหยาเอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน บนใบหน้าคล้ายจะมีรอยยิ้มจางๆ “แตกต่างจากข่าวลือที่ได้ยินมามากทีเดียว”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยหน้าแดงแล้วตอบกลับว่า “ทำให้องค์หญิงรู้สึกขบขันแล้วเพคะ”
อูซินเหยายิ้มตอบ หมุนตัวเดินไปยังที่นั่งของตนและนั่งลงประจำที่
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกแปลกๆถามฟู่ถิงเย่ที่อยู่ข้างๆ เสียงเบา “เมื่อครู่ข้าเสียมารยาทไปหรือไม่?เวลาเจอองค์หญิงควรทำความเคารพอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นท่านหญิงแล้วมีฐานันดรศักดิ์ใกล้เคียงกับองค์หญิง ไม่จำเป็นต้องทำความเคารพ” ฟู่ถิงเย่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
หวาชิงเสวี่ยหลงเชื่อจึงพยักหน้า
ความจริงแล้วฟู่ถิงเย่พูดจาเหลวไหลทั้งเพหากเป็นขุนนางชั้นหนึ่งมาเจอเชื้อพระวงศ์ก็ยังต้องทำความเคารพ แต่หวาชิงเสวี่ยนั้นกลับเชื่อเขาอย่างง่ายดาย
งานเลี้ยงในช่วงเวลาต่อมาก็เป็นไปอย่างราบเรียบ
ทุกคนกินเนื้อดื่มสุรากันอย่างเอร็ดอร่อยการแสดงต่างๆ ก็เน้นไปในลักษณะของผู้ชายที่แข็งแกร่ง มีคนออกมาฟ้อนรำดาบ เพราะว่าเป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในค่ายทหารจึงไม่มีเพลงและการร่ายรำที่อ่อนหวานมากนัก
ถึงแม้งานเลี้ยงจะไม่ได้มีการชนแก้วกันอย่างสนุกสนานแต่ก็ถือว่าครึกครื้นพอสมควร
เพียงแต่รูปแบบอาหารนั้นค่อนข้างจะหยาบกระด้างสำหรับหวาชิงเสวี่ยเนื้อย่างชิ้นใหญ่ขนาดนั้นนางไม่รู้ว่าจะกินอย่างไรดี จึงแอบชำเลืองมองคนอื่นแล้วพบว่าทุกคนต่างฉีกเนื้อกินกันอย่างใจกล้า
แบบนั้นจะไม่เลอะมือหรือ?หรือว่าพวกเขาไม่สนใจกันนะ...
นางชำเลืองมององค์หญิงแห่งหนานจ้าวที่อยู่อีกด้านหนึ่ง—เอาเถอะ คนนั้นมีนางกำนัลคอยใช้มีดเงินเล็กๆ หั่นเป็นชิ้นๆ ให้อยู่
ที่ตัวหวาชิงเสวี่ยเองก็มีมีดเล็กๆแบบนั้นอยู่เหมือนกัน ก็คือ...ของแทนใจ
แต่พอคิดว่ามันเคยใช้ตัดหัวคนมาก่อนไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่กล้าใช้มัน
ในขณะที่กำลังกลุ้มใจอยู่นั้นเองเนื้อย่างที่อยู่ตรงหน้าก็ถูกฟู่ถิงเย่ใช้มีดจิ้มไป—
มีดที่คมกริบหั่นเนื้อย่างออกเป็นชิ้นบางๆน้ำจากเนื้อสดใหม่ฉ่ำเยิ้มไหลออกมา จากนั้นก็ส่งจานกลับมาให้นาง
หวาชิงเสวี่ยยิ้มหวานๆแล้วคีบเนื้อขึ้นมากิน
“ไม่คิดเลยว่าแม่ทัพฟู่ก็มีช่วงเวลาเอาใจคนอื่นเช่นนี้ด้วย”จู่ๆ อูซินเหยาพูดขึ้นมา แล้วหันมามองด้วยรอยยิ้ม
หวาชิงเสวี่ยพอได้ยินคำพูดของอูซินเหยาก็ถึงกับชะงักงันไปกัดเนื้ออยู่ในปากก็ไม่รู้ว่าจะคายออกมา หรือจะกลืนลงไปดี...
“ข้าอายุมากกว่านางหลายปีก็ควรดูแลนางหน่อย” ฟู่ถิงเย่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
อูซินเหยาหัวเราะเบาๆ“แม่ทัพพูดได้ถูกต้องแล้ว”
คิดไปเองหรือเปล่านะ?เหตุใดถึงรู้สึกว่าน้ำเสียงขององค์หญิงแห่งหนานจ้าวผู้นี้ มันแปลกๆ ไปกันล่ะ?
หวาชิงเสวี่ยเคี้ยวเนื้อสองสามคำอย่างฝืนๆในใจก็คิดว่าจะทักทายกับองค์หญิงผู้นี้อย่างไรดี พอเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง กลับพบว่าองค์หญิงกำลังดูการแสดงอยู่ไม่แม้แต่จะหันมาเหลือบแลนาง
เกิดอะไรขึ้นกัน...
นางไม่น่าจะเคยทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองใจมาก่อนนะ?
“กินเนื้อย่างให้น้อยหน่อยเดี๋ยวจะมีอาหารอย่างอื่นอีก” ฟู่ถิงเย่พูดเบาๆ อยู่ข้างๆ นาง
หวาชิงเสวี่ยได้สติกลับคืนมาตอบ ‘อืม’ เบาๆ แล้วเก็บความคิดแปลกๆ ในใจเหล่านั้นไป...
ก่อนที่งานเลี้ยงจะจบลงคนของหนานจ้าวก็ออกมาแสดงเพื่อเป็นการตอบแทนบ้าง ว่ากันว่าเป็นการตีกลองร้องรำของชนเผ่า
หวาชิงเสวี่ยดูไม่ออกว่ามีการแสดงอะไรเพียงแต่ได้ยินเสียงตีกลองแล้วก็รู้สึกสนุกไปด้วย
นางดื่มสุราผลไม้ไปนิดหน่อยมีอาการเมาเล็กน้อย ฟู่ถิงเย่จึงให้คนพานางกลับไปพักผ่อนที่กระโจม
ในกระโจมมีการนำน้ำแข็งมาวางไว้ก่อนแล้วอุณหภูมิเย็นสบาย
หวาชิงเสวี่ยประคองสติอาบน้ำแต่งตัวพอเอนตัวลงนอนก็หลับไปอย่างรวดเร็ว...
ในขณะที่กำลังหลับ นางที่สติเริ่มเลือนรางครุ่นคิดว่าสุราผลไม้นี่แรงใช่เล่นเหมือนกันนะ...
...
นางนอนไม่ค่อยหลับ ฝันร้ายสารพัดหนังตาก็หนักอึ้ง เหมือนจะตื่นขึ้นมาแล้ว แต่ก็ตื่นไม่ได้เสียที
ในช่วงเวลาที่งุนงงสับสนนั้นนางเห็นผู้หญิงสองคนจากหนานจ้าวสวมชุดเหมือนหญิงรับใช้ขององค์หญิง
พวกนางพูดคุยกันเสียงเบาทั้งสองคนพูดจาโต้ตอบกันไปมา เสียงนั้นลอดเข้ามาในหูของหวาชิงเสวี่ย—
“ข้าเห็นว่าองค์หญิงดูเหมือนไม่ค่อยพอพระทัย”
“จะพอพระทัยได้อย่างไร?แม่ทัพฟู่ไม่ได้แต่งงานมาหลายปี องค์หญิงคิดมาตลอดว่าแม่ทัพฟู่รอคอยพระนางอยู่ปรากฏว่า...จู่ๆ มาหมั้นหมายกับซือปิงฟูเหรินผู้นั้น เจ้าได้ยินคนเขาพูดกันหรือไม่?ดูเหมือนว่าคนในค่ายทหารของต้าฉีจะรู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว”
“ใช่แล้ว แปลกจริงๆข้าว่าสตรีผู้นั้นก็หน้าตาทั่วๆ ไป ถ้าพูดถึงรูปร่างหน้าตา นับว่าห่างไกลจากองค์หญิงมากนัก...”
“มีอะไรแปลกกันเล่าต้องเป็นเพราะเห็นอาวุธพวกนั้นเข้าตาแน่อยู่แล้ว! ไม่เช่นนั้นแม่ทัพใหญ่ของแคว้นจะไปแต่งงานกับสตรีที่ไม่มีฐานะไปเพราะเหตุใด?”
“จริงอย่างที่เจ้าว่า...หากว่ากันตามจริงแล้วแม่ทัพฟู่เหมาะสมกับองค์หญิงของพวกเราที่สุดแล้ว ทั้งสองคนต่างก็เก่งกาจในการทำสงครามถ้าได้เป็นสามีภรรยากันคงจะดีไม่น้อย...”
“เงียบหน่อย อย่าให้องค์หญิงได้ยิน...”
หวาชิงเสวี่ยเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล้ว
หากนี่เป็นความฝัน ก็คงเป็นฝันที่เหมือนจริงเกินไปแล้ว...
นางพยายามที่จะมองสถานการณ์ของตัวเองให้ชัดเจนขึ้นแต่พบว่าไม่ได้มีเพียงแค่หนังตาของนางที่หนักอึ้ง มือเท้าก็ยังรู้สึกอ่อนแรงเหมือนกัน
นี่มันเรื่องอะไรกัน?...หรือว่าฟู่ถิงเย่เห็นว่านางเมาแล้ว เลยให้สาวใช้ขององค์หญิงหนานจ้าวมาปรนนิบัตินาง?
มันไม่สมเหตุสมผลเลย!เขาเรียกหญิงรับใช้ชราที่เคยปรนนิบัตินางมาดูแลก็ได้นี่นา!
หวาชิงเสวี่ยเปิดเปลือกตาขึ้นมาได้ในที่สุดและได้เห็นภาพที่ผิดคาด สาวใช้ทั้งสองคนนั้น หนึ่งในนั้นสวมชุดของนางอยู่?!
หวาชิงเสวี่ยจึงมองลงไปที่ตัวเอง...เสื้อผ้าของนางหายไปแล้ว!กลายเป็นเสื้อสั้นกระโปรงแคบที่ผู้หญิงหนานจ้าวสวมใส่แทน!
เหตุใดถึงได้เปลี่ยนเสื้อผ้ากันล่ะ?
หวาชิงเสวี่ยตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้นแต่กลับไม่มีแรงจะดิ้นรนแม้แต่น้อย ความจริงแล้วเพียงแค่การลืมตาขึ้นก็ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของนางแล้ว—
นางหลับตาลงอีกครั้งแล้วรีบคิดหาทางหลบหนี
ทุกอย่างผิดแปลกจนเหลือเชื่อองค์หญิงหนานจ้าวต้องการทำอะไรกันแน่? ลักพาตัวนางไปจากสายตาของฟู่ถิงเย่เนี่ยนะ?!
บางที...มันก็อาจจะเป็นไปได้เพราะว่าถ้าเป็นรถม้าที่องค์หญิงหนานจ้าวใช้เดินทางกลับคงจะไม่มีใครขวางทาง หรือตรวจสอบใดๆส่วนทางด้านนาง เพราะว่านางเมา ฟู่ถิงเย่ก็คงจะกำชับคนอื่นๆ ไม่ให้รบกวนการพักผ่อนของนางต่อให้ตื่นสายก็คงจะไม่มีใครสงสัย
แต่หลังจากนั้นล่ะ?
หรือว่าองค์หญิงหนานจ้าวไม่กลัวว่าเรื่องจะถูกเปิดโปงหากฟู่ถิงเย่รู้เข้าแล้วโมโหจนยกทัพไปตีหนานจ้าวเล่า?
...เดี๋ยวก่อน!
ไม่สิ นางคิดผิดแล้ว!
การที่องค์หญิงหนานจ้าวลักพาตัวนางไม่ใช่เพื่ออาวุธ! แต่เพื่อจะนำตัวนางไปมอบให้ต้าเหลียว!
เมื่อเป็นเช่นนั้น กองทัพเหลียวจะได้รับประโยชน์แล้วถอนทัพข้อได้เปรียบของต้าฉีก็จะสูญเสียไป ฟู่ถิงเย่ก็จะมัวแต่ระแวดระวังทัพเหลียว ไม่มีเวลาไปเอาเรื่องกับหนานจ้าว!
ช่างเป็นกลอุบายที่ชั่วร้ายจริงๆ...
หวาชิงเสวี่ยทั้งตกใจและทึ่งในเวลาเดียวกันไม่อยากจะเชื่อเลยว่า องค์หญิงผู้นั้นที่ดูเหมือนจะยังเด็กอยู่กลับคิดอุบายที่แยบยลเช่นนี้ได้
“พร้อมแล้วหรือยัง?”เสียงผู้หญิงเสียงหนึ่งดังขึ้น
หวาชิงเสวี่ยจำเสียงนี้ได้มันคือเสียงอูซินเหยา
“พร้อมแล้วเพคะ องค์หญิง”หญิงรับใช้ตอบ
“หลังจากนี้รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรใช่หรือไม่?”
“เพคะ หลังจากที่องค์หญิงเสด็จออกไปแล้วบ่าวจะหาโอกาสออกจากค่ายทหาร แล้วสร้างร่องรอยให้เหมือนว่าถูกกองทัพเหลียวลักพาตัวไป”
หากคนที่ถูกลักพาตัวไปไม่ใช่หวาชิงเสวี่ยตอนนี้หวาชิงเสวี่ยคงอยากจะปรบมือให้พวกนางแล้ว — แผนนี้ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน! เป็นการใส่ร้ายป้ายสีที่แยบยลยิ่งนัก!
รอให้หนานจ้าวนำนางไปมอบให้ต้าเหลียวเท่ากับยืนยันว่ากองทัพเหลียวเป็นคนลักพาตัวไปจริงๆ หนานจ้าวก็หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ลำบากโดยไม่ต้องลงแรงแถมยังทำให้เหลียวกับฉีเป็นศัตรูกันได้อีกด้วย! แล้วตนเองก็จะอยู่ได้อย่างสบายๆ!
องค์หญิงผู้นั้นช่างวางแผนเก่งเสียจริง!
“ไปกันเถอะ” อูซินเหยาสั่ง
หวาชิงเสวี่ยใจกระตุกวูบไม่จริงใช่ไหม? นี่จะไปกันแล้วหรือ?!
ทหารองครักษ์ที่ฟู่ถิงเย่จัดให้นางล่ะ?อยู่ที่ไหน? หายไปไหนหมดแล้ว?!
นางร้อนใจจนแทบทนไม่ไหวอยากจะดิ้นรนให้หลุดพ้น แต่กลับขยับเขยื้อนแม้แต่นิ้วมือก็ยังยาก!
ด้านนอกพลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันพร้อมกับเสียงกระทบกันของเกราะ
มีคนเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าที่หนักแน่น
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกใจชื้นขึ้นมาในทันที...
นางจำเสียงฝีเท้าของฟู่ถิงเย่ได้
“ท่านไม่ได้เมาหรือ?!”อูซินเหยาถามออกมาด้วยความประหลาดใจ
ฟู่ถิงเย่ตอบกลับอย่างเย็นชา“กลอุบายเดิมๆ เมื่อสิบปีก่อนท่านก็เคยใช้มันแล้วนะ องค์หญิง”
อูซินเหยาโกรธจัด“...ที่แท้ท่านจงใจแสร้งทำเป็นเมา! ท่านหลอกข้า!”
“มิกล้า หากไม่ใช่เพราะองค์หญิงกรุณาสั่งสอนเมื่อสิบปีก่อนข้าก็คงไม่ระมัดระวังตัวขนาดนี้”
“ท่านจำเรื่องนั้นได้มาตลอด?หลายปีมานี้ยังแค้นเคืองข้าอยู่หรือ?!”
“องค์หญิงตรัสเกินไปแล้วไม่ถึงขนาดแค้นเคืองหรอก แค่จำไว้เป็นบทเรียนเท่านั้น” ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแล้วหัวเราะเบาๆ“คิดไม่ถึงเลยว่าหลายปีมานี้องค์หญิงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย ยังชอบลักขโมยอยู่เหมือนเดิมเมื่อสิบปีก่อนก็ขโมยแผนที่ของข้าไป สิบปีต่อมาก็อยากจะขโมยคู่หมั้นของข้าไป...”
อูซินเหยาตะคอกเสียงดัง“ฟู่ถิงเย่! ท่านไม่ต้องมาดูถูกข้าถึงขนาดนี้! ตอนนี้ข้าตกอยู่ในมือท่านแล้ว จะลงโทษข้าอย่างไรก็เชิญตามสบาย!”
“ข้าจะกล้าลงโทษองค์หญิงได้อย่างไร?”ฟู่ถิงเย่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ เลื่อนสายตาไปมองทหารที่อยู่นอกค่าย “เชิญองค์หญิงกลับไปเถิดคนของข้าจะนำท่านออกจากต้าฉีอย่างปลอดภัย”
อูซินเหยาถึงกับตะลึงงัน
นางคิดไม่ถึงว่า หลังจากที่เรื่องเปิดโปงแล้วฟู่ถิงเย่จะปล่อยนางไปจริงๆ?!
เมื่อทบทวนความคิดก็เข้าใจในทันทีฟู่ถิงเย่ไม่ได้อยากปล่อยนางไป! เขาเพียงแค่ต้องการใช้ประโยชน์จากนางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของกองทัพเหลียวไปก็เท่านั้น!
เพราะถ้าหากหนานจ้าวไม่มีนางกองทัพเหลียวก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก!
บุรุษผู้นี้ คิดจะใช้ประโยชน์นางมาตั้งแต่ต้นจนจบ!
อูซินเหยารู้สึกคับแค้นใจกัดริมฝีปากมองฟู่ถิงเย่ด้วยความโกรธ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา แล้วหมุนตัวเดินออกจากค่ายทหารไปอย่างเด็ดเดี่ยว!
เสียงฝีเท้าดังขึ้นเบาๆทั้งเดินออกไปและเดินเข้ามา หวาชิงเสวี่ยได้ยินคร่าวๆ แล้วก็พอจะจับใจความได้ และยังได้ยินพวกเขาทั้งสองพูดถึงเรื่องเมื่อสิบปีก่อน
สิบปีก่อนหรือ...
ในใจหวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกขมขื่นอย่างบอกไม่ถูกเมื่อสิบปีก่อนนางเพิ่งจะอายุสิบขวบ แต่เขากลับเริ่มมีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เสียแล้ว...
หลังจากนั้นไม่นาน ในกระโจมก็เงียบสนิท
หวาชิงเสวี่ยนอนนิ่งอยู่บนเตียงขยับเขยื้อนไม่ได้มือเท้านางยังคงชาอยู่ ไม่รู้ว่าเมื่อใดถึงจะขยับได้เสียที
มีคนประคองนางขึ้นมานั่ง
นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยกลิ่นสบู่กับสุราผลไม้ ผสมผสานกับกลิ่นอายเฉพาะของบุรุษ ทำให้นางรู้สึกมึนเมาเล็กน้อย
ฟู่ถิงเย่ถือถ้วยน้ำใบหนึ่งไว้จากนั้นค่อยๆ ป้อนให้นาง
หวาชิงเสวี่ยกลืนน้ำตามสัญชาตญาณดื่มจนหมดแก้ว หลังจากที่นอนอยู่บนเตียงสักพัก ร่างกายของนางจึงฟื้นตัวขึ้นมาได้
นางลืมตาขึ้น มองไปยังฟู่ถิงเย่ที่นั่งอยู่ข้างเตียงแล้วถอนหายใจเบาๆ กล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าตกใจแทบแย่”
เกือบคิดไปแล้วว่าตนจะถูกลักพาตัวไปจริงๆ
แววตาดูแคลนพาดผ่านดวงตาของฟู่ถิงเย่“นางรู้เพียงว่าข้าจัดทหารองครักษ์ไว้ให้เจ้า แต่ไม่รู้ว่าข้ายังจัดองครักษ์เงาไว้ให้เจ้าด้วย”
“องครักษ์เงา?”หวาชิงเสวี่ยตาเป็นประกาย “แบบที่หายตัวได้หรือ? อยู่ที่ไหนเจ้าคะ?”
แต่ฟู่ถิงเย่กลับโกรธจัด“ข้าถึงได้บอกไปหลายครั้งแล้วอย่างไรเล่า! ให้ระวังเรื่องการแต่งกาย! เมื่อคืนหลังจากกลับกระโจมไปแล้วเจ้าก็ถอดเสื้อผ้าอีกแล้วใช่หรือไม่?!”
หวาชิงเสวี่ยถึงกับพูดไม่ออกที่แท้เขาก็กลัวว่าองครักษ์เงาจะมาเอาเปรียบนางสินะ...