กลับถึงห้อง หยางจูก็เตรียมตัวเข้านอน พรุ่งนี้เธอต้องทำความสะอาดเครื่องนอนครั้งใหญ่ รู้สึกเหนื่อยใจกับความสกปรกของเ้าของร่าง หน้าตาก็ดีติดตรงที่สกปรกจนรับไม่ได้!
ในคืนนั้นหยางจูฝันถึงเื่ราวต่างๆ เ้าของร่างนี้เป็หญิงสาวจากหมู่บ้านติดๆกัน โดยการแต่งงานครั้งนี้คุณย่าหวงเป็ฝ่ายไปสู่ขอเธอด้วยตัวเอง และด้วยฐานะของบ้านหวงเรียกได้ว่ามีฐานะที่สุดในระแวกนี้ แม่ของหยางจูจึงยกลูกสาวให้แต่งงานกับหวงจิ่นกวง ทั้งที่ในตอนนั้นเขามีข่าวลือออกมาแล้วว่าเป็ชายตัดแขนเสื้อตัวเอง ในปีนั้นเธอมีอายุแค่ 17 ปีและเขาก็อายุเพียง 18 ปี
ในยุคนี้ถือว่าแต่งงานช้า เนื่องจากว่าหนุ่มสาวนิยมแต่งงานกันตอนอายุ 14-15 ปี แต่เพราะหวงจิ่นกวงอายุ 18 ปีแล้วแต่ยังไม่ยอมแต่งงาน ทั้งที่มีหญิงสาวมากมาย้าจะแต่งงานกกับเขา จนกระทั่งมีข่าวลือออกมาหนาหู ว่าการที่เขาไม่ยอมแต่งงานกับใครเป็เเพราะเขาเป็พวกชอบตัดแขนเสื้อตัวเอง
เพราะข่าวนี้ คุณย่าหวงจึงเดินทางไปเลือกหลานสะใภ้ด้วยตัวเอง และบังเอิญว่าหยางจูเอง ก็ขึ้นชื่อว่าเป็สาวงามที่สุดในหมู่บ้าน ทำให้คุณย่าหวงยิ่ง้าตัว ถึงกับทุ่มสินสอดมากถึง 100 หยวนเพื่อแต่งหลานสะใภ้คนนี้เข้าบ้าน
ตัวหยางจูเองก็ไม่ได้เต็มใจที่จะแต่งงานั้แ่แรก แต่เพราะพ่อแม่เป็คนกำหนดคู่ครอง ทำให้เธอไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่งเข้ามาได้ไม่นานหยางจูก็รู้ตัวว่าท้อง แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันหลังจากที่สามีรู้ว่าเธอท้อง เขากลับบอกว่าจะไปสมัครเป็ทหาร
เธอร่ำไห้ไม่ยอมให้เขาไป เพราะคนที่ตัดสินใจสมัครไปเป็ทหารนั้นนับว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว แต่บ้านหวงแตกต่าง พวกเขาไม่ได้ยากจนอดอยากขนาดนั้น แล้วเหตุผลอะไรกันที่เขาตัดสินใจไปเป็ทหาร?
ในเมื่อห้ามความคิดของเขาไม่ได้ เธอก็ต้องอยู่ที่บ้านสามีเพียงลำพัง และคำครหาที่ตามมาคือเธอเป็ฝ่ายสวมหมวกเขียวให้กับสามีจนเขารับความจริงไม่ได้จนต้องหนีไปเป็ทหาร
และนี่ก็คือจุดเปลี่ยนในชีวิตของหยางจู แรกๆเธอพยายามอธิบายว่าเด็กในท้องก็คือเืเนื้อเชื้อไขของบ้านหวง แต่ไม่มีใครเชื่อเธอเลยสักคน แม้ว่าคำครหานี้จะไม่เล็ดรอดออกไปข้างนอก ทว่าคนข้างในกลับปฏิบัติกับเธอย่ำแย่กว่าเดิมหลายเท่า
สุดท้ายทนคำกล่าวหาที่ไม่เป็ธรรมไม่ไหว เธอเลยตัดสินใจประชดชีวิต ทำตรงข้ามกับที่พวกเขาเป็อย่างสิ้นเชิง เริ่มต้นโดยการเอาเงินที่สามีส่งมาให้ไปเล่นการพนัน คนอื่นอาจจะเข้าใจว่าเธอเล่นเสีย แต่ความจริงแล้วเธอแค่ไปดูขั้นตอนและวิธีการเล่นเท่านั้น จนกระทั่งมั่นใจถึงลงมือเล่น
แต่ไม่มีใครร่ำรวยเพราะการพนันนี่คือเื่จริง แรกๆก็พอจะคุมสติของตัวเองได้ สักพักเธอก็ตกเป็ธาตุของผีพนันจนถอนตัวไม่ขึ้น
คลอดลูกออกมาก็ไร้คนเหลียวแล จะกลับไปบ้านเดิมก็ไม่มีใคร้า บอกแค่ว่าเธอไม่ใช่คนแซ่หยางอีกต่อไป และที่นั่นไม่มีใครต้องรับเธออีก มีเพียงคุณย่าหวงที่พอจะเมตตาเธออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้พิเศษไปกว่าพี่น้องคนอื่นสักเท่าใดนัก จนกระทั่งเธอตกตะกอนทางความคิด ถ้าขืนปล่อยให้เป็แบบนี้มีหวังได้อดตายทั้งแม่และลูก ฉะนั้นก่อนที่เธอและลูกจะถูกทิ้ง เธอจึงจำเป็ต้องแสดงละครว่าไม่เหลวแลลูกก่อน ทั้งที่ความจริงเ็ปใจเป็อย่างมาก
และก็เป็ไปตามที่เธอคิด พอเธอไม่สนใจลูก คุณย่าหวงก็ใช้เหตุผลนี้เอาลูกชายของเธอไปเลี้ยง ทำให้เขามีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนคนเป็ปู่-ย่ากลับไม่คิดแม้แต่จะเหลียวแลหลานชาย ทั้งที่เขาเป็หลานชายเพียงคนเดียวของบ้านใหญ่ด้วยซ้ำ เนื่องจากว่าพี่น้องคนอื่นๆคลอดลูกออกมาก็ได้แต่ลูกสาว
หยางจูตื่นขึ้นมากลางดึก เธอทนรับเื่ราวที่แสนหดหู่ในนี้ต่อไปไม่ไหว ถึงกับต้องลุกขึ้นมาหาน้ำดื่มเพื่อสงบสติอารมณ์ รู้สึกสงสารร่างนี้ขึ้นมาจับใจ ผู้หญิงตัวคนเดียวในครอบครัวใหญ่ขนาดนี้ สามีก็ไม่ได้อยู่ปกป้อง แล้วเธอจะเอาชีวิตรอดปลอดภัยได้อย่างไร
“นี่ฉันกำลังดูหนังสะท้องสังคมอะไรทำนองนั้นอยู่หรือเปล่านะ ให้ตายเถอะ” หญิงสาวสบถออกมาเบาๆ
เช้าวันถัดมาหยางจูตื่นั้แ่ฟ้าสาง เมื่อวานได้พักผ่อนเต็มที่ วันนี้เลยตื่นเช้าเป็พิเศษ หลังจากที่ตื่นขึ้นมาเธอก็ทำความสะอาดห้องนอนของตัวเอง เสร็จแล้วก็หยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในมิติออกมา เติมน้ำร้อนแล้วก็กินเพื่อคลายหิว เพราะเธอไม่มีสิทธิ์ให้กินข้าวร่วมโต๊ะกับพี่น้องคนอื่นๆ เลยจำเป็ต้องหาอะไรง่ายๆกินรองท้องไปก่อน
“ไม่รู้จะฟื้นขึ้นมาทำไม น่าจะตายๆไปซะ”
ขณะที่กำลังจะเอาผ้าห่มไปผึ่ง หยางจูก็ได้ยินเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้น ความทรงจำบอกว่าผู้หญิงคนนี้ก็คือ สูจิ่งหลิว ภรรยาของพี่รอง หรือพี่สะใภ้รองนั่นเอง
หยางจูกับสูจิ่งหลิวเป็ไม้เบื่อไม้เมากันอยู่แล้ว เพราะพี่รองทำงานที่โรงงานในตัวเมือง ส่งผลให้หล่อนไม่ต้องไปทำงานที่ทุ่งนา ต่างจากสะใภ้ใหญ่ ที่สามีเป็เพียงแค่กรรมการหมู่บ้าน และเะอก็เป็คนขี้งกมาก เลยไปทำงานที่ทุ่งนา เพื่อเอาส่วนแบ่งมาจุนเจือครอบครัว
“นึกว่าใคร ที่แท้ก็พี่สะใภ้รองนี่เอง อวยพรกันแต่เช้าเลยนะคะ” หยางจูพยายามเลียนแบบพฤษติกรรมของร่างเดิม เพื่อไม่ให้คนอื่นสังสัยมากเกินไป
“อวยพรบ้าหล่อนน่ะสิ”
“วันนี้ฉันอารมณ์ดี ไม่อยากปะทะ ขอตัวก่อนนะคะ” หยาวจูเตรียมจะหมุนตัวเดินหนีไปอีกทาง แต่ก็ถูกอีกฝ่ายขวางเอาไว้
“เดี๋ยวก่อน จะไปง่ายๆแบบนี้ได้ยังไง หล่อนรู้หรือเปล่าว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น?”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลองนี่” หยางจูสวนขึ้นทันควัน เพราะเธอไม่รู้จริงๆว่าเกิดอะไรขึ้น
“เฮอะ! พูดดีไปเถอะย่ะ เพราะหล่อนพวกฉันถึงไม่มีใครได้กินมื้อเย็น เมื่อไหร่จะย้ายออกจากบ้านหลังนี้สักที หน้าด้านอยู่ทำไม รู้ทั้งรู้ว่าน้องสามไม่มีทางกลับมาเอาหล่อนอีก ก็ยังจะทำหน้าหนาอยู่ได้ ไม่อายบ้างหรือไง?”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะ ฉันจะอยู่หรือจะไปหนักกระเบื้องแผ่นไหนของห้องพี่ไม่ทราบ? ในเมื่อสามีฉันก็ส่งเงินมาให้ฉันทุกเดือน มีแต่พวกคุณเสียอีกที่ฮุบเอาไว้เป็ของตัวเอง” หยางจูเถียง
“พูดแบบนี้แสดงว่ายอมรับแล้วใช่ไหมว่าแกแอบเอาเงินเดือนที่น้องสามส่งมาของเดือนนี้ไป?”
หยางจูขมวดคิ้ว เธอพูดั้แ่เมื่อไหร่กัน? เกิดมายังไม่เคยเจอใครพูดจาวกวนชวนให้ปวดหัวเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต
“ก็หล่อนเป็คนพูดเองว่าสามีส่งเงินมาให้หล่อน ก็แสดงว่าเงินเดือนของเดือนนี้หล่อนเป็คนเอาไปแล้ว ฉันจะบอกอะไรให้นะ สามีของฉันก็ทำงานมีเงินเดือนเหมือนกัน ยังต้องส่งเข้ากองกลาง แล้วหล่อนมีสิทธิ์อะไรมายึดเงินเดือนเอาไว้คนเดียว?”
“ก็ถ้าฉันได้กินอยู่แบบพวกคุณก็คงจะไม่เป็อะไรหรอก แต่นี่มีอย่างที่ไหน สามีเขาส่งเงินมาให้ภรรยา แต่กลับถูกพี่น้องยึดเงินไป แถมยังไม่ยอมให้ภรรยาร่วมโต๊ะกินอาหารเลยสักครั้ง ถ้าฉันเขียนจดหมายไปบอกเื่นี้กับจิ่นกวง ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะจัดการยังไง”
“เพ้ย…สะใภ้สาม หล่อนยังคิดว่าจะฟ้องอะไรน้องสามได้อีกเหรอ? ในเมื่อหล่อนทำระยำอะไรไว้ลับหลังเขาบ้างน่าจะรู้ดีแก่ใจ แบบนี้จะให้พวกฉันยอมรับหล่อนเข้ามาเป็คนในครอบครัวได้ยังไง ฝันไปเถอะ” สะใภ้รองมองหน้าหยางจูตั้งหัวจรดเท้าด้วยสายตาดูถูก
หยางจูได้แต่กันฟันแน่น เพราะทำอะไรไม่ได้ เพราะการกระทำของสามีมันบ่งบอกเหลือเกินว่าการที่เขาหนีไปเป็ทหารนั้นเป็เพราะเธอ สมัยนี้มันไม่มีตรวจดีเอ็นเอหรือยังไงกันนะ ถึงจะพูดจนปากเปียกปากแฉะก็คงไม่มความหมายอะไรถ้าไม่มีหลักฐานมายืนยัน
สวัสดีวันสงกรานต์ คนที่เดินทางกลับต่างจังหวัดก็ขอให้เดินทางปลอดภัย ส่วนท่านที่อยู่บ้านไม่ได้ไปไหนก็อยู่อ่านนิยายด้วยกันกับไรท์นะคะ อิอิ