"คนเก่งก่อนหน้านี้หายไปไหนแล้วล่ะครับ?" ผมผละออกมาถามพลางเลียริมฝีปากตัวเอง สายตามองดูยอดอกที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำลายของผม "แค่โดนดูดนิดหน่อย... ก็ครางออกมาแล้ว"
อลิสเลียริมฝีปากตัวเองช้าๆ แล้วส่งยิ้มเจ้าเล่ห์กลับมาท้าทายผมอีกครั้ง
“ได้แค่นี้เองเหรอคะ... มันไม่น้อยไปหน่อยเหรอ”
คำท้าทายนั้นเหมือนเป็นการปลดสลักความอดทนสุดท้ายของผมให้ขาดสะบั้นลง ผมหัวเราะในลำคอด้วยเสียงที่ต่ำลึกกว่าเดิม สายตาของผมเปลี่ยนจากความนึกสนุกเป็นความเร่าร้อน
"งั้นลองแบบนี้ดูหน่อยไหมล่ะครับ" ผมทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกระหาย ก่อนจะซุกหน้าลงไปหาเต้าเนื้อนุ่มของเธออีกครั้ง ผมขบเม้มยอดอกเธอผ่านความนุ่มนิ่มจนอลิสต้องแอ่นอกรับด้วยความเสียวซ่าน
ขณะเดียวกัน มืออีกข้างของผมก็ไม่รอช้า ล้วงลึกลงไปที่หว่างขาของเธออย่างจงใจ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวและเนื้อผ้าที่เปียกโชกจนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับผิวเธอ
แต่ในจังหวะที่ผมกำลังจะสอดปลายนิ้วผ่านขอบกางเกงในตัวจิ๋วเพื่อสัมผัสเนินเนื้อที่ฉ่ำแฉะนั่นเอง
"ในอีกสิบนาทีร้านจะปิดแล้วนะคะ ขอบคุณค่ะ"
เสียงประกาศใสๆ จากพนักงานดังผ่านลำโพงที่ติดอยู่เพดานห้องคาราโอเกะขัดจังหวะทุกอย่างจนราบคาบ บรรยากาศที่กำลังร้อนระอุเหมือนถูกน้ำเย็นจัดราดลงมากลางกองไฟ เราทั้งคู่ชะงักกึก อลิสที่กำลังหลับตาพริ้มถึงกับลืมตาโพล่ง หอบหายใจถี่พลางมองหน้าผมด้วยความเลิ่กลั่ก
ผมผละใบหน้าออกมาจากอกของเธอช้าๆ ลมหายใจยังคงร้อนผ่าว สายตามองสลับระหว่างใบหน้าแดงก่ำของอลิสกับเสื้อเชิ้ตของเธอที่ถูกปลดวางกองอยู่ข้างตัว
"สิบนาทีเองเหรอ..." ผมแค่นหัวเราะในลำคอพลางมองเธอที่ตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มดึงสติกลับมาได้บ้างแล้ว
"ดูเหมือนสวรรค์จะไม่ค่อยเป็นใจ ให้คุณพิสูจน์ความเก่งของผมเท่าไหร่นะครับ"
ผมพูดเสียงแผ่วเบาพลางจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ตอนนี้ดูพร่าเลือนไปด้วยอารมณ์ที่ยังค้างคา "เอายังไงต่อดีล่ะครับ..."
ผมเงียบเสียงลง ปล่อยให้ความเงียบท่ามกลางเสียงดนตรีคาราโอเกะที่เบาลงทำหน้าที่กดดันเธอ ผมจ้องมองใบหน้าแดงก่ำที่ลามไปถึงลำคอของอลิสอยู่ครู่หนึ่งเพื่อรอฟังคำตอบ ว่าคนอวดเก่งอย่างเธอจะถอยทัพกลับหรือจะเดินหน้าต่อในเวลาที่บีบคั้นแบบนี้
แต่ไม่นานเธอก็ขยับริมฝีปากตอบกลับมา "ไม่รู้สิคะ..."
พูดจบเธอก็ยกยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่แตกต่างจากตอนแรก มันดูนิ่งลึกและแฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่ทำให้ผมเดาไม่ออกเลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
“อือ... วันนี้ก็วันสุดท้ายแล้วด้วยสิ เสียดายแทนคุณจังเลยนะครับที่ไม่ยอมลองสัมผัสจากผมดูสักครั้ง”
ผมแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความรู้สึก ราวกับว่าสิ่งที่เธอกำลังจะพลาดไปนั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุดในชีวิต
อลิสหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะโต้กลับอย่างไม่ยอมลดละ “ฉันว่าคุณนั่นแหละค่ะที่ต้องเสียดายมากกว่า...”
เธอโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน นิ้วเรียวสวยของเธอเลื่อนมาเชยคางของผมขึ้นเบาๆ อย่างเป็นต่อ สายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย
“เพราะหลังจากนี้ คุณจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองคนที่ทั้งสวย เก่ง และฉลาดแบบฉันอีกแล้ว... น่าเสียดายจังเลยนะคะ”
คำพูดของเธอเหมือนเป็นการตอกย้ำว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า รอยยิ้มเย้ยหยันนั่นยิ่งกระตุ้นความต้องการในใจของผมให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
ผมหรี่ตาลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่กำลังท้าทายผมอย่างไม่ลดละ ก่อนจะเอ่ยข้อเสนอที่เป็นเหมือนการเปิดทาง
“หรือเราจะไปต่อ... ในที่ที่มันสะดวกกว่านี้ และมีเวลาเหลือเฟื้อดีล่ะครับ?”
ผมเงียบเสียงลงครู่หนึ่ง จงใจทิ้งจังหวะเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของอลิสที่ยังคงนั่งคร่อมอยู่บนตัก เมื่อเห็นว่าเธอยังคงนิ่งและรอฟังอยู่ ผมจึงตัดสินใจเอ่ยคำพูดที่จี้จุดอ่อนของเธอ
“ผู้หญิงที่ทั้งเก่งและฉลาดอย่างคุณ ถ้าตอบปฏิเสธผมในตอนนี้... ผมคงต้องมองคุณใหม่แล้วล่ะครับ ว่าเป็นคนที่เก่งแต่ปาก”
คำว่าเก่งแต่ปาก เหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ผมเห็นแววตาของเธอสั่นไหวไปวูบหนึ่งด้วยความโกรธปนหมั่นไส้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของผมกว้างขึ้นเมื่อรู้ดีว่าคนที่มีทิฐิสูงและชอบเอาชนะอย่างอลิส ไม่มีทางยอมรับคำสบประมาทนี้ได้แน่
“ฮ่าๆ!” อลิสหลุดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ เธอไม่ได้ดูโกรธ แต่กลับดูถูกอกถูกใจกับเกมจิตวิทยาที่ผมใช้ท้าทายเธอ “เล่นแบบนี้เลยเหรอคะ... ได้ค่ะ เอาสิ”
เธอกระตุกยิ้มที่มุมปาก สายตาที่เคยมองมาอย่างท้าทายบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะ ปราบผมให้ได้ “ฉันเองก็อยากดูเหมือนกันว่า... ใครกันแน่ที่เก่งแต่ปาก”
พูดจบ อลิสก็จัดการลุกขึ้นจากตักของผมอย่างช้าๆ แผ่นหลังขาวเนียนยังคงตราตรึงอยู่ในสายตาขณะที่เธอเอื้อมมือไปหยิบเสื้อชั้นในและเสื้อเชิ้ตที่กองอยู่ขึ้นมาสวมใส่อย่างใจเย็น
เมื่อสวมเสร็จเธอก็ก้าวฉับ ๆ ตรงไปที่ห้องน้ำภายในห้อง ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยสายตาผ่านกระจก ที่บอกให้รู้ว่าเธอกำลังแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อกลับมาเป็นสาวสวยเพอร์เฟกต์คนเดิม แต่ข้างในนั้นยังคงร้อนรุ่มไปด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
ผมพิงพนักโซฟามองตามแผ่นหลังของเธอไป พลางเลียริมฝีปากตัวเองเบา ๆ อย่างหลงใหล
หลังจากนั้นไม่นาน รถของผมก็เลี้ยวเข้ามาจอดสนิทที่หน้าโรงแรมของข้าวหอม สาเหตุที่ผมเลือกที่นี่นอกจากจะเป็นเพราะมีบริการพักรายวันแล้ว รถของอลิสเองก็ยังจอดอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน
ตลอดทางที่ผ่านมา เราทั้งคู่ต่างไม่มีใครยอมใคร บทสนทนาเต็มไปด้วยการบลัฟและข่มกันเรื่องลีลาบนเตียงว่าใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายคุมเกมได้เด็ดกว่ากัน
และหลังจากจัดการเรื่องเช็กอินเรียบร้อยแล้ว เราทั้งคู่ก็มาหยุดยืนอยู่หน้าห้องพัก
ผมจงใจเลือกห้องที่อยู่คนละตึกกับห้องของข้าวหอม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความลับในค่ำคืนนี้จะไม่มีทางรั่วไหลไปถึงเธออย่างแน่นอน
ผมเอื้อมมือไปผลักบานประตูให้เปิดออก ก่อนจะเบี่ยงตัวหลีกทางให้อลิสเดินเข้าไปข้างในก่อน
เธอไม่ได้ก้าวเข้าไปในทันที แต่กลับหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแล้วจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมครู่หนึ่ง แววตานั้นวูบไหวราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง หรือไม่ก็อาจจะเป็นการหยั่งเชิงครั้งสุดท้ายก่อนที่เรื่องบนเตียงจะเริ่มขึ้นจริง ๆ
“มีอะไรเหรอครับ หรือเพิ่งจะมานึกกลัวเอาป่านนี้” ผมกระตุกยิ้มมุมปากพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ จงใจยั่วเย้าให้คนตรงหน้าเสียอาการ
“หึ... คนอย่างฉันเนี่ยนะคะจะคิดอะไรแบบนั้น”
อลิสเค่นเสียงหัวเราะในลำคอพร้อมเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ แววตาที่จ้องตอบกลับมาไม่ได้มีความหวาดกลัวอยู่เลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับเต็มไปด้วยประกายของไฟปรารถนาที่คุกกรุ่น
ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ทำเพียงส่งยิ้มบางๆ ให้ ขณะที่สายตาจับจ้องแผ่นหลังเหยียดตรงของอลิสที่เดินเข้าไปในห้อง
ทว่าในหัวของผมตอนนี้กลับไม่ได้มีแค่เรื่องบนเตียงเพียงอย่างเดียว ความกังวลอีกหนึ่งเรื่องแล่นวูบเข้ามาเมื่อนึกถึงเงื่อนไขของระบบ สกิลปั่นป่วน มีผลอยู่ได้อีกเพียงสิบกว่านาทีเท่านั้น ผมไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเมื่อผลของสกิลสิ้นสุดลง ท่าทีที่เร่าร้อนและโอนอ่อนของเธอในตอนนี้จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร
ผมก้าวตามเข้าไปในห้องพลางเอื้อมมือไปปิดประตู เสียง แกร๊ก ดังขึ้นเบาๆ