บทที่ห้า อำลา
หลวงจีนเหี้ยนจั้งเดินนำทั้งหมดเข้ามาในโถงถ้ำ พอใกล้ถึงแท่นศิลาเด็กน้อยทั้งสองหมอบคลานเข้าไปหาท่านอาจารย์ใหญ่นาคารชุนที่นั่งขัดสมาธิหลับตานิ่งอยู่ ทั้งสองสังเกตเห็นว่าท่านนาคารชุนแลดูไปสูงวัยขึ้นอีกสิบห้าปียี่สิบปี
รอสักครู่ใหญ่ท่านนาคารชุนลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลงน้อยเกิดความรู้สึกว่าทุกครั้งที่ท่านหลับตาราวกับว่าท่านสะสมกำลังอยู่ ครุ่นคิดขึ้นมาว่าท่านกล่าวว่าเวลาของท่านเหลือน้อย ยิ่งราวกับว่าทุกอึดใจท่านต้องรวบรวมกำลังสะสมตลอดเวลาเพียงเพื่อสนทนากับเด็กไม่รู้ความอย่างพวกตนทั้งสอง ยิ่งคาดคะเนยิ่งอัดอั้นความรู้สึกที่ปะปนอยู่ภายในใจจนแทบร้องไห้ออกมา
ท่านนาคารชุนมองสีหน้าคล้ายจะร่ำไห้ของหลงน้อยและขอนพลางกล่าวเสียงแจ่มใส ขัดกับสีหน้าที่อิดโรยว่า
“ระหว่างที่รอคอย พวกเ้าคงค้นพบเื่ราวบางประการ อย่างที่เราบอกเื่บางอย่างไม่จำเป็ต้องรู้ก่อนเวลา เื่บางอย่างยิ่งรอเวลา ยิ่งให้ผลลัพธ์อันเป็พิเศษ ยิ่งกว่าได้รับรู้อย่างลัดสั้นเสียอีก”
ทั้งสองรู้สึกเห็นด้วย การสนทนาพูดคุยกัน ในเื่บิดาของพวกตนทำให้ทั้งสองรู้สึกมีความผูกพันพิเศษขึ้นมา หากเปลี่ยนเป็ผู้อื่นมาบอกเล่า ความรู้สึกนั้นคงไม่เทียบเคียงกันได้กับเมื่อได้รับทราบหลังจากผ่านพ้นความเป็ตายมาด้วยกัน
หลงน้อยสะกดจิตใจเอ่ยถามอาจารย์ใหญ่นาคารชุน
“ขอเรียนถามท่านอาจารย์ ที่แท้ตอนท่านบอกเล่าสิ่งที่พบเห็นเหตุการณ์ของบิดาขอนว่ากล่าวกับบิดาผู้เยาว์ เป็ท่าน้าบอกใบ้ใช่หรือไม่ ว่าผู้เยาว์ทั้งสองมีความเกี่ยวพันกัน”
ท่านนาคารชุนยิ้มเปี่ยมเมตตา
“เ้าทั้งสองมีวาสนาผูกพันกันั้แ่แรก เื่นี้ไม่จำเป็ต้องมีความสามารถอันลึกล้ำอันใดย่อมบอกได้ คนเรานั้นเมื่อถูกชักนำมาพบกันล้วนแล้วแต่มีเหตุแห่งมันทั้งสิ้น อย่าว่าแต่เ้าทั้งสองได้ผ่านพบประสบการณ์ที่คนทั่วไปยากพบพาน”
ท่านหยุดเล็กน้อยกล่าวต่อว่า
“อันที่จริงเจตนาเราเพื่อค้นหาแสงสว่างในใจเ้าเพื่อยกอ้างสนับสนุนให้เ้ามุ่งมั่นทำดีละเลิกเื่คิดแก้แค้นเสีย แต่เมื่อเราค้นดูในจิตใจเ้า ล้วนประกอบด้วยความดำมืดอันรันทด มีแต่พลังด้านลบผลักดันชีวิตเ้า เราจึงค้นหาให้ลึกมากขึ้นเพื่อดูว่าแสงสว่างในใจเ้ามาจากที่ใด"
อาจารย์ใหญ่นาคารชุนหลับตาลง ท่านกล่าวต่อ
"ชีวิตในวัยเด็กเ้าย่อมมีความสุขอยู่บ้างนั้นเป็ที่แน่นอนอยู่ แต่เจือด้วยความรู้สึกอันเป็ทุกข์ผูกพันมาด้วยกัน แต่ความรู้สึกอันเต็มตื้นเป็สุขและสว่างไสวที่สุดนั้นกลับเป็ตอนเ้าอยู่ในท้องมารดาเ้า มารดาเ้าได้ส่งผ่านความรู้สึกอันเต็มตื้นสว่างไสวในใจ เมื่อยามได้พบปะกับบุคคลหนึ่ง ซึ่งย่อมเป็บิดาของขอนเ้าแล้ว”
ท่านกล่าวแล้วลืมตาขึ้นเหลียวมองไปทางขอน
หลงนั้นนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึงกับน้ำตาซึมออกมา หวนคิดถึงยามนั้นบิดาและมารดาอับจนหนทาง ท่านเล่าว่าหลังจากที่ซ่อนกายในหัวเมืองชั้นนอกถูกเปิดเผยต้องหอบหิ้วจันทรพี่สาวหลบหนีทั้งกลางวันกลางคืนในท้องนั้นเล่าก็ยังมีบุตรชายก่อกำเนิดขึ้นมา แม้ต้องปะทะกับกำลังทหารหน่วยรบพิเศษ เหล่าทหารไม่อาจทำอย่างไรบิดาตนได้แต่สำหรับทารกน้อยและหญิงที่มีครรภ์แล้วยากรอดพ้นเงื้อมมือไปได้
พลันมีผู้ใต้บังคับบัญชาเก่ายื่นมือช่วยเหลือหยิบยื่นที่พักพิงให้จึงรอดมาได้ มิคาดว่านามของผู้ไต้บังคับบัญชานั้นคือ นายกองเขิงหรือในขณะนั้นคือนายบ้านเขิง นั่นเอง
ท่านนาคารชุนกล่าวต่อว่า
“หลงน้อย เ้าผู้เดินบนหุบเหวแห่งความแค้น ทั้งยังมีความเฉลียวฉลาดมั่นใจในตน เราไม่มีเื่ใดจะชี้นำมากนัก ขอแต่ให้เ้ามั่นคงในสิ่งที่เราขอไว้เท่านั้น”
ท่านหมายถึงการที่ท่านขอให้หลงน้อยนั่งกรรมฐานครึ่งชั่วยามทุกวันหากมีความสามารถกระทำได้
หลงน้อยรับปากท่านอย่างแข็งขัน ท่านนาคารชุนกล่าวต่อว่า
“จริงอยู่ที่เราไม่มุ่งหมายสอนวิชาการต่อสู้ให้เ้า แต่เ้าเองมีหนทางของตนเอง เราไม่จำเป็ต้องดัดปรับอย่างใดรังแต่ฉุดรั้งเ้าไว้ ตอนนี้เราอยากให้เ้าแสดงผลลัพธ์แห่งการเรียนรู้ในแนวทางของเ้าวันนี้”
หลงน้อยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เห็นท่านมองมานิ่งนานอย่างให้ความมั่นใจ ดังนั้นจึงถอยหลังไประยะหนึ่งแล้วผุดลุกขึ้น รวมใจคิดถึงความรู้สึกอันลึกล้ำที่เพิ่งได้รับมา พลันเกิดเื่ประหลาดขึ้น ร่างกายตั้งท่าเตรียมพร้อมด้วยตนเอง สองเท้าแยกห่างหมัดทั้งสองข้างปล่อยในท่วงท่าสบาย พลันปล่อยหมัดซ้ายอย่างเบาบาง รู้สึกราบรื่นอย่างมาก และมีพลังอันบอกกล่าวไม่ถูก ชั่วครู่ความรู้สึกนั้นกลับหายไป
เมื่อหันกลับมาเห็นท่านนาคารชุนยิ้มแย้มพยักหน้าน้อยๆ ส่วนขอนนั้นปากอ้าตาค้างกล่าวว่า
“ข้ามีความรู้สึกว่า จากท่วงท่าหนึ่งไปสู่อีกท่วงท่าหนึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทั้งยังเป็ไปอย่างเชื่องช้า กลับพานรู้สึกราวกับยากรับมือได้”
ท่านนาคารชุนกล่าวขึ้นว่า
“ถูกแล้ว นี่เป็เบื้องต้นของความหมายแห่ง ความไม่เที่ยง ความแปรเปลี่ยน หากยังไม่ก้าวไปสู่ ความไม่มีตัวตน”
หลงน้อยมอบคลานเข้ามา กราบลงที่ตรงหน้าท่านนาคารชุน
“ขอบพระคุณอาจารย์ชี้นำ หลงน้อยไม่เคยรู้สึกถึง พลังหมัดเช่นนี้มาก่อน”
ท่านนาคารชุนกล่าวว่า
“นี่เป็ผลจากการรวบรวมจิต ติดตามธรรมะของเ้าเอง หนึ่งหมัดของเ้านี้เป็ผลพวงจากการนั่งฟังธรรมติดต่อกันในสองชั่วยามนี้เกิดเป็สภาพจิตพิสุทธิ์ไม่รู้ตัว แต่ทว่านี่ใช่ว่าเ้าประกอบด้วยหลักนี้ได้ตลอดเวลา หากเ้าทดลองดูในภายหลังจักพบว่าความรู้สึกนี้ได้สูญหายไปแล้ว แต่นั่นเป็เพราะเ้ายังไม่สามารถเกาะกุมหลักเหตุผลได้อย่างมั่นคงแน่วแน่ จงหมั่นพิจารณาควบคู่กับค้นหาแนวทางของเ้าไปเถิด หากมีวาสนาผูกพันกับศาสนาพุทธ ผลลัพธ์สุดท้ายย่อมให้ผลไม่แตกต่าง ได้แต่อวยพรเ้าแล้ว”
หลงน้อยน้ำตาไหลรื้น ทราบว่านี่เป็คำสอนสุดท้ายสำหรับตน ก้มลงกราบท่านอีกครา ท่านนาคารชุนกล่าวต่อว่า
“มีอยู่เื่หนึ่งที่เราอยากให้เ้าจดจำเอาไว้ ในเวลาข้างหน้าหากมีวันใดที่เ้าตกอยู่ในสถานการณ์อันคับขันถึงชีวิต มีคำสี่คำที่เ้าสามารถใช้ได้”
ท่านนาคารชุนกล่าวเป็ภาษาฮั่นสี่คำ หลงน้อยเข้าใจไม่ได้สักตัว แม้ในอาณาจักรน่านเ้ามีการใช้ภาษาจีนปะปนบ้างแต่แถบนี้ห่างไกลจากการติดต่อค้าขายชายแดนกับชาวฮั่นมาก ดังนั้นได้แต่จดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ ยามนี้ไม่ติดใจสงสัยอันใดให้มากความสิ่งใดที่ท่านอาจารย์ใหญ่นาคารชุนว่าเป็ประโยชน์หลงน้อยเชื่อฟังทั้งสิ้น เว้นแต่เื่ติดตามทวงถามความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวเท่านั้น
ท่านอาจารย์ใหญ่หันหน้ามาทางขอน ที่รับฟังการสนทนาจนตกในภวังค์ ครุ่นคิดถึงบิดาที่ป่านฉะนี้ไม่ทราบอยู่ที่ใด ท่านนาคารชุนกล่าวกับขอนว่า
“ส่วนเ้า ขอน เ้าไม่กอปรด้วยความเฉลียวฉลาดอันปราดเปรื่อง แต่ถูกทดแทนด้วยความศรัทธาอันลึกล้ำ แต่อันที่จริงแล้วเ้าก็มิใช่คนเบาปัญญา ความจำของเ้าเป็ความสามารถอันเป็เลิศอย่างหนึ่ง เพียงแต่การร้อยเื่ราวไม่ดี แต่นั่นใช่เป็ปัญหา ในอดีตพระพุทธองค์ทรงสอนพระผู้หนึ่ง ผู้อยู่ในวัยชราและทั้งยังไม่รู้หนังสือหนังหา ทรงสั่งสอนให้พระผู้นั้นกวาดลาน พระผู้นั้นก็เฝ้ากวาดใบไม้ในลานอย่างขมักเขม้นสม่ำเสมอ จนล่วงถึงวันอันเหมาะสมท่านก็เกิดพบเห็นความไม่เที่ยง ความแปรเปลี่ยน และ ความไม่มีตัวตน บรรลุธรรมเป็พระอรหันต์ เื่นี้ชี้ให้เห็นว่าคนประสบความสำเร็จได้ด้วยความเชื่อและความเพียร เมื่อมีความเชื่อกอปรด้วยทิศทางอันถูกต้อง”
ท่านหยุดเล็กน้อย หันมองขอนอย่างลึกซึ้ง
“ขอนเ้า ยังมีต้นทุนอันมากมายยิ่งกว่า อรหันต์ท่านนั้น เ้ายิ่งหาใช่หินทรายอันดาษดื่น แต่เปรียบเป็วัตถุดิบชั้นดีที่ขอเพียงพบช่างที่มีฝีมือย่อมทำให้เกิดประโยชน์อันมากมาย หนทางข้างหน้าของเ้ามีเื่ใหญ่หลวงต้องกระทำรออยู่ เราบอกได้เพียงเท่านี้ ความหยาบกร้านที่เ้าเคยมีเพียงเป็เกราะกำบังตัวเอง มาบัดนี้ความถ่อมตนกลับแลดงออกมาเด่นชัด ไม่ผยองลำพองนั้นเป็เื่เหมาะสมขอเพียงอย่าประเมินตัวเองต่ำไป”
ท่านกล่าวจบล้วงเข้าไปภายในอกเสื้อ หยิบของสิ่งหนึ่งออกมา ครั้นแบมือออกเบื้องหน้าเด็กทั้งสอง ปรากฏเห็นหินสีลูกเท่าหัวแม่มือสี่ก้อน มีรูปร่างแตกต่างกัน อันหนึ่งกลมแบน มีลายเขียนสัญลักษณ์สีเขียวสี่เส้นคล้ายลมพัด อันหนึ่งรูปสามเหลี่ยมแบน มีเส้นสีน้ำตาลสามเส้นต่อกันเป็สามเหลี่ยมเช่นเดียวกัน อันหนึ่งรูปห้าเหลี่ยมภายในมีลายขดสู่ศูนย์สีเหลืองอ่อน อันหนึ่งรูปสี่เหลี่ยมแบนมีเส้นสายสีฟ้าสามเส้นเรียงซ้อนกันอ่อนโค้งคล้ายสัญลักษณ์แห่งน้ำ อันสุดท้ายเป็ก้อนกลมเกลี้ยงสีน้ำเงินไม่มีรูปวาดใดๆ
ท่านนาคารชุนอธิบายว่า
“หินสีห้าลูกนี้ เป็เราทำขึ้นเมื่อครั้งยังหนุ่ม แตกฉานวิชาอาคม บรรจุไว้ด้วยพลังแตกต่างกัน หินกลมแบน คือวายุ เสริมความว่องไว หินสามเหลี่ยมคือพสุธา เสริมความแข็งแกร่ง หินห้าเหลี่ยมคืออัคคี ให้พลังร้อน หินสี่เหลี่ยมคือวารี ให้พลังเย็น หินกลมเกลี้ยงคือนภา เสริมพละกำลัง ทั้งสามอันนี้มีจุดเด่นอันแตกต่างกัน ผู้ใช้เพียงอมก้อนหินสีไว้ในปากตั้งจิตระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสํงฆคุณ จักเสริมพลังตามก้อนหินสีนั้น หินว่องไวเสริมความเร็ว หินแข็งแกร่งเสริมความอดทนตั้งรับยาวนาน หินพละกำลังเสริมการโจมตีให้มีพลังเพิ่มขึ้น นี่ใช่ว่าอมก้อนหินไว้แล้วเ้าจะกลายเป็ยอดคน มันเพียงเสริมจุดเด่นในบางด้านให้กับผู้นั้นเท่านั้น กล่าวคือยิ่งเ้าเก่งกล้ายิ่งมีผลในการส่งเสริมมากขึ้น อันที่จริงหินเหล่านี้แม้เราเองยังไม่รู้ขีดจำกัดของมัน หากเ้านำไปใช้ย่อมค้นหาได้เอง เ้าขอน”
คำสุดท้ายท่านกล่าวแก่ขอนผู้กำลังแตกตื่นอยู่
ขอนแทบจะตอบปฏิเสธไปในทันทีด้วยความรู้สึกว่าไม่คุ่ควรกับของวิเศษเช่นนี้
“นี่จะเป็การดีหรือครับ มอบให้ผู้เยาว์คล้ายมอบพลอยให้กับไก่กา อันที่จริงหากมอบให้หลงน่าจะเป็การส่งเสริมให้ถูกต้องกว่า หลงน้อยทั้งเก่งกาจกว่าผู้เยาว์มากนัก”
ท่านนาคารชุนเหลือบมองหลงน้อยแล้วกล่าวว่า
“เ้าคิดเห็นเป็เช่นไร เหตุใดเราจึงมอบหินสีห้าลูกนี้ให้ขอน กลับไม่ให้แก่เ้า”
หลงน้อยทำท่าใช้ความคิดอย่างหนัก กล่าวว่า
“ผู้เยาว์เกรงว่าจะแสดงความโง่เขลา แต่หากมอบให้ผู้เยาว์แล้ว หนึ่งนั้นอาจไม่เหมาะสม สองอาจไม่เกิดประโยชน์ สรุปแล้วรวมความว่า ผู้เยาว์เชื่อถือและเชื่อมั่นการตัดสินใจของท่านอาจารย์ใหญ่”
ท่านนาคารชุนหัวร่อน้อยๆ นี่เป็ครั้งแรกที่ทั้งสองเห็นท่านหัวร่อออกมา
“หลงน้อยเ้าไม่กล้าบอกว่า เราคิดว่าให้เ้าไปไม่เกิดประโยชน์เพราะด้วยตัวเ้าเองมีความสามารถอันไม่ต้องพี่งพาหินสีเหล่านี้กระมัง เ้ากลัวจะเป็การโอ้อวดเกินไปกระมัง เ้าคาดเดาถูกครึ่งหนึ่ง หินสีนี้หากแม้เ้าใช้ย่อมเกิดประโยชน์ แต่หากเทียบกันแล้วสำหรับขอนเกิดผลมากกว่านี่เพราะลักษณะและวาสนาอันแตกต่างกัน อีกอย่างหากให้เ้าไปเป็การฉุดรั้งความเก้าวหน้าของเ้า หากติดใจในพลังเสริมพวกนี้แล้วภายหน้าเ้าจะพัฒนาตัวได้อย่างไรกัน แตกต่างกับขอนใช้เท่าไรล้วนไม่ติดในผลของมันนี่เพราะจุดประสงค์อันแตกต่าง ทีนี้เ้าจะรับไว้ได้หรือยัง”
คำสุดท้ายยังคงกล่าวกับขอน
ขอนรีบควานเข่าเข้าไปหยิบจากฝ่ามือท่าน จากนั้นถอยมาหมอบกราบแสดงความขอบคุณ ท่านนาคารชุนโบกมือไปมา
“พอแล้ว เ้าขอน ยังมีเื่ที่ต้องจดจำสองเื่ หนี่งนั้น ห้ามใช้หินสีสองก้อนขึ้นไปในเวลาเดียวกัน ตัวเ้าไม่อาจทานทนรับผลของมันได้ มีผลร้ายถึงแก่ชีวิต สองคือ ยามใช้หินสีพวกนี้ต้องใช้ในเจตนาอันประกอบการกุศลหาไม่แล้วพลังของหินสีไม่อาจเปล่งประกาย เป็ผลร้ายมากกว่าดี ไหนเ้าลองหยิบหินก้อนกลมแห่งพละกำลังอมในปากดู”
ขอนซุกเก็บก้อนหินไว้ในอกเสื้อ เหลือไว้แต่ก้อนกลมเกลี้ยงสีน้ำเงิน เพ่งมองอยู่ครู่หนึ่งในใจระลึกถึงคุณพระรัตนไตรตามท่านนาคารชุนสั่ง ก่อนหยิบใส่ปากไป
เมื่อก้อนหินกลมเกลี้ยงอยู่ในปาก ขอนรู้สึกได้ถึงพลังวังชาแล่นไหลเริ่มจากกึ่งกลางร่างกายแผ่ไปตามแขนขา รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก
ท่านนาคารชุนชี้มือไปที่ก้อนหินก้อนหนึ่งริมห้องชนาดเท่าฝ่ามือ
“ขอนเ้าลงกำก้อนหินนั้นไว้ในมือ แล้วบดขยี้ดู”
ขอนทำตามอย่างว่าง่าย ลุกขึ้นไปหยิบหินก้อนนั้นหงายฝ่ามือขึ้นแล้วค่อยกำลงไป รู้สึกกำลังที่แล่นไปมาเมื่อครู่รวมไปอยู่ที่ฝ่ามือ ครั้นพอกำมือลงรู้สึกราวกับก้อนหินแข็งเป็ดังไม้ผุกร่อน บดขยี้จนหินก้อนนั้นแตกเป็ชิ้นเล็กน้อยถึงกับเป็ผงบางส่วน รู้สึกแตกตื่นยินดียิ่งนัก คายก้อนหินกลมเกลี้ยงนั้นซุกไว้ในอกเสื้อรวมกับก้อนอื่นจากนั้นคลานกลับมานั่งที่ กราบขอบคุณท่านอาจารย์ใหญ่เป็พัลวัน
ท่านนาคารชุนโบกมือห้าม
“ไม่ต้องแล้ว เ้าลองสำรวจดูตัวเองอีกทีว่ามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป”
ขอนลองพิจารณาดูตอบว่า
“รู้สึกแปลกไปครับ คล้ายอ่อนเพลียลง คล้ายหิวอยู่บ้าง เพียงเล็กน้อย”
ท่อนสุดท้ายกล่าวเบาลง รู้สึกอับอายอยู่บ้าง
“ที่จริงไม่แปลก พวกเ้าไม่ได้ทานอาหารมาสองวันแล้วย่อมหิวอยู่บ้าง แต่สำหรับขอนเ้า ก่อนหน้านี้เ้าไม่รู้สึกหิว ตอนนี้กลับรู้สึกหิวโหยและอ่อนกำลังลงใช่หรือไม่”
ขอนรับคำ ท่านนาคารชุนจึงกล่าวต่อ
“นี่เป็ผลของการใช้หินสีนี้ เมื่อครู่สืบเนื่องจากเ้ารับฟังธรรม เช่นเดียวกับหลง สภาพจิตหลอมรวมเป็จิตพิสุทธิ์มีสมาธิเป็กำลัง ดึงดูดพลังจากหินสีได้มาก ในขณะพื้นฐานกำลังอันแท้จริงของเ้ายังด้อย เปรียบเ้าเป็เขื่อนน้อย หินสีเป็น้ำฝน เมื่อฝนตกเต็มแรง พานพาให้เกิดเอ่อล้น สุดท้ายทำนบไม่อาจต้านทานย่อมทลายลง ยังผลให้น้ำในเขื่อนเดิมน้อยลงไป ยังคงระวังในการใช้ให้มากไว้ ใช้เมื่อจำเป็และหมั่นฝึกฝนตัวของเ้าเองให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยไป ทั้งร่างกายและจิตใจ รักษาศรัทธาให้แก่กล้าไว้เถิด”
ท่านกล่าวจบหันไปทางหลวงจีนเหี้ยนจั้ง กล่าวว่า
“คราวนี้เหี้ยนจั้ง เ้าติดตามเรามาสิบกว่าวัน คงมีเื่อยากสอบถามเราใช่หรือไม่”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งรับคำรีบหมอบกราบ
“เรียนท่านอาจารย์ใหญ่ มีอยู่หลายเื่ด้วยกัน”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งยันกายขึ้นจากการหมอบกราบถามว่า
“เื่ที่หนึ่ง หากแม้นพระพุทธเ้าทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ได้หนึ่งกัลป์ ด้วยพระเมตตาอันทรงมีแก่สรรพสัตว์เหตุใดท่านจึงละสังขารเล่า”
ท่านนาคารชุนทอดสายตายาวออกไป คล้ายมองไปยังทุ่งอันกว้างขวาง กล่าวว่า
“ในคัมภีร์พระไตรปิฏก แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ เ้าว่าเพียงพอให้เ้าเรียนรู้หรือไม่”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งตอบว่า
“ย่อมเพียงพอครับ ยิ่งกว่านั้นทั้งหมดนั้นแม้ล้วนเป็คำสอนอันมีค่า แต่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่ามีเพียงไม่กี่บทที่สำคัญต่อการหลุดพ้น ที่ศิษย์หยิบยกเื่นี้ขึ้นมาใช่ว่า ไม่เคยอ่านผ่านตา เพราะสิบปีมานี้ศิษย์กล้าบอกว่าเป็หนึ่งในไม่กี่คนที่แตกฉานในเนื้อหาพระไตรปิฏก แต่เื่ความเข้าใจนั้นศิษย์ยังต้องเรียนรู้ต่อไป บทพระพุทธะวัจนะก่อนปรินิพพาน ยังเป็เนื้อหาที่ศิษย์คับข้องใจอยู่”
ท่านนาคารชุนยิ้มพลางมองที่หลวงจีนเหี้ยนจั้งอย่างลึกซื้ง
“หากเราบอกเ้าว่า มีชีวิตอยู่หลังความตาย เ้าจะเชื่อเราได้หรือไม่”
เด็กน้อยทั้งสองสับสนกับคำพูดของนักบวชทั้งสอง ที่กล่าวไปเื่ราวไม่เกี่ยวพันกัน เห็นหลวงจีนเหี้ยนจั้งขบคิดชั่วครู่ตอบว่า
“นี่ย่อมต้องบอกว่า ไม่เชื่อครับ”
นี่ยิ่งทำให้เด็กน้อยทั้งสองสับสนยิ่งขึ้น ขบคิดว่า ท่านไม่เชื่ออาจารย์ใหญ่อันถือเป็ปารมาจารย์แห่งพุทธะแล้วยังจะเชื่อถือผู้ใดได้อีก
“หากเราบอกว่า ไม่มีชีวิตหลังความตาย เ้าจะเชื่อเราได้หรือไม่”
คราวนี้หลวงจีนเหี้ยนจั้งตอบทันที
“นี่ยังต้องบอกว่า ไม่เชื่อเช่นกัน”
หลงน้อยและขอน ครุ่นคิดว่าแม้เื่ที่ขัดแย้งกันสุดโต่งคนละสาย ยังกล่าวไม่เชื่ออยู่นั่นเอง
ท่านนาคารชุนจึงถามต่อไปอีกว่า
“ถ้าเช่นนั้น หากพระพุทธเ้ายังทรงพระชนม์ชีพ กล่าวว่ามีชีวิตหลังความตายก็ใช่ ไม่มีชีวิตหลังความตายก็ใช่ เ้าจะเชื่อท่านหรือไม่”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งยิ้มแย้มผ่องใสตอบว่า
“ศิษย์เข้าใจแล้ว หากแม้นต่อให้ท่านทรงพระชนม์มาจนบัดนี้ เรายังต้องยึดถือสิ่งสำคัญที่ว่ามิให้เชื่อถือสิ่งใดได้โดยง่าย ต้องค้นคว้าและหาทางทำความเข้าใจด้วยตนเอง พระพุทธองค์ทรงชี้ทาง แต่เราต้องเป็ผู้เดินไปเอง พิสูจน์เอง”
ท่านนาคารชุนกล่าวชมเชยหลวงจีนชาวฮั่น
“ถูกแล้วเหี้ยนจั้งสมเป็ผู้เชี่ยวชาญในคัมภีร์ศาสนาแท้จริง เมื่อคำสอนอยู่ครบองค์แล้วท่านจึงไม่จำเป็ต้องอยู่อีกต่อไป หากแม้นพระพุทธองค์ทรงอยู่จริง ผู้คนทั่วไปอาจเข้าใจพุทธศาสนาผิด เห็นเป็หนทางแห่งการเป็ะ อย่างนั้นย่อมไม่สมดังจุดประสงค์แห่งการสร้างพุทธะให้คนทั่วปฐีแล้ว”
ท่านนาคารชุนหยุดเล็กน้อยรอให้หลวงจีนเหี้ยนจั้งกล่าวต่อ แต่กลับเห็นหลวงจีนหนุ่มยังอ้ำอึ้งอยู่จึงกล่าว
“เ้าคงอยากถามว่า ถ้าเช่นนั้นเราอยู่มากว่า หกร้อยปีนี้เพื่ออะไร ใยมิใช่ขัดแย้งกันหรือ”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งก้มหน้ารับคำ เื่นี้เด็กน้อยทั้งสองล้วนกระตือรือร้นสนใจ ท่านนาคารชุนกล่าวต่อว่า
“สิบวันมานี้ เ้าเข้าใจว่าเ้าเป็ผู้เสาะพบเราเป็เื่บังเอิญหรือ”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งตอบอย่างได้คิดว่า
“ที่แท้เื่เป็เช่นนี้ ท่านอาจารย์มิให้ผู้ใดพบเห็นมาเป็เวลาหลายร้อยปีแล้ว หากกล่าวว่าศิษย์จู่ๆพบท่านอาจารย์โดยบังเอิญ นั่นย่อมไม่สมเหตุผลแล้ว กล่าวคือ ไม่มีเื่บังเอิญในโลกนี้ หรือว่าท่านจงใจให้ศิษย์เสาะพบท่าน”
ท่านนาคารชุนยิ้มรับ
“ผิดแล้วเหี้ยนจั้ง เป็เราต่างหากที่เสาะพบเ้า ที่พวกเราร่วมทางมาอย่างยาวนานจนถึงบัดนี้ นับว่าเราบรรลุเป้าหมายแล้ว ภารกิจที่แห่งพุทธศาสนามอบให้เ้าแบกรับไปแล้ว”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งเงยหน้ามองผู้เป็อดีตอาจารย์ใหญ่แห่งนาลันทา
“ถ้าเช่นนั้นท่านอาจารย์มิได้มีชีวิตอยู่อย่างยาวนานเพื่อตัวเอง หากแต่ท่านคงสภาพไว้เพียงเพื่อจุดมุ่งหมายทางศาสนา หากแม้นศิษย์บอกว่าไม่กล้ารับไว้ ย่อมอกตัญญูแล้ว ศิษย์จะรับ่การเผยแพร่ศาสนานี้อย่างสุดความสามารถ”
ท่านนาคารชุนยิ้มพลางกล่าวว่า
“ถูกแล้ว เราผู้นี้น้อมรับคำสอนแห่งพระพุทธองค์ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง ปฏิบัติตามรอยพระพุทธบาทอย่างมุ่งมั่นเคร่งครัด ประสบผลแห่งธรรมหลายร้อยปีมาแล้ว เราจึงสิ้นตัวตนมาเนิ่นนานนัก และประคองร่างกายอันเปรียบเหมือนเรือไม้ผุเก่านี้มายาวนาน ย่อมมิใช่เพื่อประโยชน์แห่งตน"
ท่านจ้องมองในดวงตาของหลวงจีนเหี้ยนจังนิ่ง ในสองตาของท่านสาดประกายเจิดจ้าออกมา ราวกับท่านกำลังประทับเื่ราวไว้อยู่ในิญญาของหลวงจีนหนุ่ม
"จดจำไว้ภารกิจเ้าไม่อาจฝืนกระทำต่อต้านครรลองใดทั้งสิ้น ให้ทุกอย่างเป็ไปตามวิถีของมันเ้าเพียงประคับประคองและชี้ทางเท่านั้น ผู้คนมากมายที่บิดเบือนแนวทางอันแห่งพุทธะไปตามประสบการณ์แลความเชื่อแห่งตน จึงแตกเส้นทางต่างกันไปอย่างหลากหลาย การเปลี่ยนแปลงให้เห็นถูกทันทีไม่สามารถกระทำหากแข็งขืนดัดไม้งอให้ตรงโดยพลันเกรงว่าหักสะบั้นก่อนประสบผลที่้า ดังนั้นให้ก้าวไปอย่างรัดกุมมั่นคงไม่จำเป็ต้องเอาใจต่อความเชื่อเ่าั้แต่อย่าได้ฝืนเกินไปสุดท้ายจักสืบทอดพระพุทธศาสนาได้สมดังพุทธทำนาย"
ท่านกล่าวจบหลวงจีนเหี้ยนจังร้องรับทราบคำสั่งสอนน้อมรับไว้
ท่านนาคารชุนหวนกลับคืนสู่ภาคอันอ่อนโยนท่านกล่าวต่อว่า
"หากกล่าวในทางปฏิบัติมรรคผลแล้วเ้ายังห่างไกล แต่หากกล่าวในด้านองค์ความรู้แห่งพระไตรปิฏกนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนับว่าเป็รองแต่ท่านอานนท์เท่านนั้น จงมุ่งมั่นต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาวันหนึ่งข้างหน้าใน่เวลาบนโลกนี้เ้าย่อมจักสำเร็จมรรคผลแน่นอน”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งได้รับฟังคำทำนายนั้นก้มลงกราบกรานด้วยใจอันปีติ
ท่านนาคารชุนไม่กล่าวกระไรต่อ ท่านหลับตาลงกล่าวว่า
“หากเ้ายังมีคำถามใด จงศึกษาพุทธพจน์ให้ดี คัมภีร์ใดที่กำเนิดจากพระเถระรุ่นหลังนับรวมถึงเรา ล้วนแล้วแต่ต้องมีต้นรากจากพระพุทธองค์ พระเถระแต่ละท่านทำขึ้นเพื่ออรรถาธิบายความเข้าใจแห่งตนและเพื่อประโยชน์แก่ผู้คนที่จะทำความเข้าใจในพุทธศาสนา แต่หากสิ่งเ่าั้ขัดแย้งกับพระพุทธพจน์ในที่ใดล้วนไม่อาจนับได้ว่าเป็พระธรรมแห่งพระโคดม กิจของเ้าจึงนับเป็กิจอันสำคัญแห่งพระพุทธศาสนาจงมุ่งหน้าไปทำให้สำเร็จเถิด”
พระเหี้ยนจั้งกล่าวคำสาธุการ ท่านนาคารชุนยังหลับตานิ่งนานอยู่ เด็กทั้งสองครั้นเห็นว่าผ่านไปหลายอึดใจท่านยังไม่กล่าวเพิ่มเติม ต่างหันมามองหน้ากัน เหลียวกลับไปเหม่อมองอดีตท่านอาจารย์ใหญ่แห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา เห็นท่านยังคงขัดสมาธิอยู่ในที่เดิมไม่เคลื่อนไหว หันไปมองหลวงจีนหนุ่มที่ยังหมอบกราบอยู่จึงไม่กล้าส่งเสียงอันใดนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ หลวงจีนเหี้ยนจั้งเงยหน้าจากการกราบกราน หันมายิ้มให้กับเด็กน้อยทั้งสองพยักหน้าน้อยๆ หลงน้อยและขอนเข้าใจในทันทีที่แท้ท่านนาคารชุนละสังขารเสียแล้ว ต่างกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ถึงกับร่ำไห้ออกมา รู้สึกผูกพันกับท่านราวกับเป็ศิษย์อาจารย์มานานปี
หลวงจีนเหี้ยนจั้งกล่าวปลอบโยนว่า
“เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็ของธรรมดาโลก เราเหี้ยนจั้งเห็นซึ้งในข้อนี้จึงบวชเรียนในบวรพระพุทธศาสนา เ้าทั้งสองอย่าได้ร่ำไห้พิร่ำพิไรไป ท่านอาจารย์สั่งเสียไว้ให้เรามอบของบางอย่างให้เ้าทั้งสอง”
กล่าวจบท่านล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบม้วนหนังเก่าออกมาสองใบ กล่าวว่า
“นี่เป็บทคัดย่อ ธรรมะ ที่ท่านอาจารย์เรียนรู้ ไม่มีเนื้อหาอันเยิ่นเย้อ เหมาะแก่ผู้ใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง ท่านสั่งว่าหัวใจส่วนใหญ่ท่านได้สอนเ้าแล้วในวันนี้ เพียงแต่ว่าในนี้ได้จัดเป็หมวดหมู่ ทั้งระบุชื่อหัวข้อในภาษาบาลีและรวมถึงคำอธิบายสั้นๆ ท่านบอกว่าหนังสองแผ่นนี้จัดทำเพื่อเ้าทั้งสองเท่านั้น”
หลงน้อยที่อยู่ใกล้กว่าปาดเช็ดน้ำตา แล้วยื่นมือไปรับไว้ ส่งต่อหนึ่งแผ่นให้ขอน หลงสังเกตว่าแผ่นหนังในมือเก่าคร่ำคร่าคำนวนด้วยสายตาอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี หากบอกว่านี่เป็แผ่นหนังสองใบที่จารึกคำสอนไว้เพื่อพวกมัน ท่านนาคารชุนจึงมีจิตรู้อนาคตกาล ถึงกับจัดทำไว้ล่วงหน้าก่อนที่บิดาตนจะถือกำเนิดด้วยซ้ำ
ขอนรู้สึกราวกับเพิ่งสูญเสียบิดาบังเกิดเกล้าไปอีกครั้งหนึ่ง สองวันนี้หากนับความเชื่อมั่นศรัทธาขอนเป็ผู้มีศรัทธาเต็มเปี่ยมต่อท่านนาคารชุนเป็ที่สุด นับแต่อดีตกาลมากล่าวได้ว่ายังไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน
เด็กทั้งสองซุกเก็บแผ่นหนังไว้ในอกเสื้อไม่มีแก่ใจจะเปิดออกอ่าน
ชั่วยามถัดมาหลังจากทั้งหมดทำพิธีกลบฝังท่านนาคารชุนไว้ภายในถ้ำแห่งนั้นตามคำสั่งเสียของท่านอาจารย์ใหญ่แห่งนาลันทาที่ทิ้งไว้กับหลวงจีนเหี้ยนจั้ง
เมื่อทั้งหมดกลบฝังกราบกรานเรียบร้อย พญางูั์จึงเลื้อยคลานเข้ามาหมอบทำความเคารพหลุมศพผู้ยิ่งใหญ่แห่งสถาบันสงฆ์
เด็กน้อยทั้งสองยังยืนอาลัยอาวรณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนติดตามหลวงจีนเหี้ยนจั้งออกไป
บรรยากาศในถ้ำเปลี่ยนไปเป็หดหู่เงื่องหงอย นี่เป็เพราะเด็กน้อยทั้งสองสลดโศกเศร้าอยู่ หลวงจีนเหี้ยนจั้งนั้นท่านแท้จริงในใจท่านมีความโศกปกคลุมเช่นกัน ทั้งในส่วนลึกนั้นรู้สึกเสียดายยิ่งนัก ด้วยว่าโอกาสในการศึกษาธรรมจากปราชฌ์ที่หนึ่งแห่งยุคช่างแสนสั้น แต่ท่านก็สมกับเป็สมณะผู้ตัดโลกแล้วไม่ช้านานสลัดความรู้สึกอันลึกซึ้งเสียได้
อันที่จริงนี่นับเป็เหตุการณ์อันเป็พิเศษ ปกตินั้นหลวงจีนเหี้ยนจั้งชืดชาต่อวัฏจักรอันน่าเบื่อหน่ายนี้ เพียงแต่ว่าการสูญเสียบุคคลอันเป็ตำนานย่อมทำให้หวั่นไหวใจอยู่บ้าง ท่านทอดถอนใจเมื่อระลึกถึงความผันแปรของจิตตนเอง เหลียวกลับไปดูเด็กน้อยที่กำลังเติบใหญ่สองคน จึงกล่าวว่า
“จากนี้ไปเ้าทั้งสองคิดทำประการใด”
หลงน้อยเงียบงัน ขอนกล่าวแทนว่า
“ผู้เยาว์ทั้งสองยังคิดอะไรไม่ออกครับ” ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงถามว่า
“แต่หลวงพี่จะไปยังที่ใดต่อ หรือนจะพำนักที่แห่งนี้ไปเลย”
หลวงจีนใหญ่ยิ้มรับคำหลวงพี่ของขอน
“ที่แห่งนี้อันที่จริงเป็ที่พำนักของพญานาค มีเพียงท่านนาคารชุนเท่านั้นที่คู่ควร อย่าว่าแต่เรามีเื่ต้องกระทำอีกมากมาย”
หลงน้อยรู้สึกใจหายนอกจากอาปานกับหลวงพ่อฟูแล้ว ท่านนาคารชุนประดุจญาติผู้ใหญ่ พลอยผูกพันหลวงจีนเหี้ยนจั้งผู้อารีไปด้วย โพล่งว่า
“อย่างนั้นให้พวกเราติดตามท่านไปได้หรือไม่ครับ อย่างนั้นหากท่านอาจารย์ใหญ่มีเื่อันใดที่เรายังไม่อาจทำตาม ยังมีหลวงพี่ช่วยสั่งสอนชี้แนะ”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งยิ้มแย้มกว้างขวางกล่าวว่า
“เ้านี่เลอะเลือนแล้ว หากเื่เพียงนี้ไม่อาจรวบรวมสติ กาลข้างหน้ายังรับเื่อื่นไหวหรือ”
หลงน้อยและขอนเห็นหลวงจีนเหี้ยนจั้งตำหนิอย่างยิ้มแย้ม รู้สึกไม่เชิงถูกตำหนิและทั้งยังรั้งจิตใจกลับมาได้ หลวงจีนเหี้ยนจั้งเห็นสีหน้าทั้งสองแล้ว จึงพูดพลางเดินนำไปพลาง
“เ้าทั้งสองยังมีหลวงพ่อฟู ซึ่งนับตามศักดิ์ ตามคุณวุฒิแล้วยังเหนือกว่าอาตมามากมายนัก”
ท่านเดินนำไปพักหนึ่งหันหลังกลับมากล่าวอย่างจริงจัง
“อีกอย่างภารกิจของพวกเ้ามีทิศทางต่างกับอาตมา หลงน้อยเ้าสามารถละทิ้งสิ่งที่ค้างคาใจได้หรือ ส่วนขอนนับจากนี้หากให้เ้าทอดทิ้งพรรคพวกไปยังทำได้หรือ”
เด็กน้อยทั้งสองนิ่งเงียบงันไป หลงน้อยยอมรับว่าไม่สามารถสลัดหลุดพันธะภารกิจที่ตั้งใจไว้ ส่วนขอนยอมรับว่านับจากนี้การติดตามหลงน้อยไปเป็เื่ประการหนึ่งที่ตนปรารถนา
กล่าวจบหลวงจีนเหี้ยนจั้งเดินนำหน้าต่อไป พลางพูดว่า
“หน้าที่ของเ้าหลงน้อยคือมุ่งไปทางของเ้า แต่ให้คำนึงถึงคำของท่านอาจารย์ใหญ่ไว้มีเพียงเท่านั้น ขอนเอยหลังจากที่รู้ความสัมพันธ์ของบิดาเ้ากับบิดาของหลงน้อยเ้าสิ่งใดอันเป็ความมุ่งหมายของหลงน้อยย่อมเป็ของเ้าด้วยกระมัง” หลวงจีนเหี้ยนจั้งท่านเดินต่อไปโดยไม่รอคำตอบ
ขณะทั้งหมดเดินผ่านห้องโถงใหญ่มณีระย้านั้นไปแล้ว มีพญานาคราชเลื้อยติดตามมาข้างหลัง ผ่านเข้าห้องเล็กกว่าอันเป็ทางผ่านเข้าสู่ทางน้ำใต้ดิน หลวงจีนเหี้ยนจั้งหยุดยืนหน้าแอ่งน้ำนั้นผายมือออกไป
“พวกเ้าไปก่อน เราจะตามไปด้านหลังไม่ห่าง ขอนเ้าจดจำทางได้หรือไม่”
ขอนพยักหน้ารับ แม้ว่าในตอนเข้ามาจะเลอะเลือนอยู่บ้าง แต่หากเื่นี้ทำไม่ได้เกรงว่า พรานไพรล่องหนคงต้องยึดตำรากลับคืนเสียแล้ว
ขอนก้าวพรวดลงไปไม่ลังเล ก่อนผลุบหายสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ หลงน้อยเห็นสหายดำผลุบหายลงไป พลันสติกลับคืนมาดุจเดิม สูดกักลมหายใจเต็มปอดก้าวติดตามไปโดยพลัน
ในถ้ำทางน้ำใต้ดินขอนแสดงทักษะการว่ายน้ำที่ยอดเยี่ยม ลัดเลาะไปตามเส้นทางแยกน้อยใหญ่ไม่ลังเล หลงน้อยได้แต่กัดฟันตามติดไป หากกล่าวถึงเื่นี้แล้วยังเป็ขอนที่เหนือกว่า
ที่ด้านหลังของทั้งสองตามติดด้วยหลวงจีนเหื้ยนจั้งและพญานาคตามลำดับ
หลวงจีนเหี้ยนจั้งพินิจเด็กทั้งสองแล้วให้รู้สึกพึงพอใจ ขอนแม้ดูไปเหมือนคนที่ถูกชักจูงได้โดยง่าย กลับมีความจำเป็เลิศแสดงว่าไม่ใช่ขาดปํญญา เพียงแต่ว่าไร้ซึ่งจุดหมายเท่านั้น เมื่อมีภาระหน้าที่กลับปฏิบัติได้โดยคล่องแคล่วน่าชื่นชม หวนนึกดูเมื่อตอนมุดทางน้ำใต้ดินเข้ามาท่านเป็ผู้ถ่ายเทพลังให้ตลอดทางด้วยว่าขอนนั้นเป็ห่วงสหายเสียจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อตัว ครั้นพอให้เป็ผู้นำทางเมื่อต้องกลับ ยังสามารถจดจำเส้นทางได้อย่างครบถ้วนเช่นนี้เป็ว่าร่างกายจดจำเส้นทางได้โดยธรรมชาติ ราวกับเป็ความสามารถอันอยู่ในสายเืทีเดียว
ขอนพาวนเวียนอยู่ครู่หนึ่งจวบจนกระทั่งหลงน้อยเริ่มรู้สึกอึดอัดพลันนั้นขอนเปลี่ยนทิศทางเป็พุ่งตัวสูงขึ้นไป ที่แท้ได้กลับมาถึงโถงใหญ่ในถ้ำ้าในที่สุด
ขอนและหลงน้อยเมื่อก้าวพ้นน้ำแล้วพากันสลัดเสื้อผ้าให้น้ำออกไป หันไปมองดูเห็นหลวงจีนเหี้ยนจั้งยกมือสองข้างเสมออกแล้วพลิดผ่ามือลงล่างเลื่อนฝ่ามือลง พลันเห็นไอน้ำลอยล่องจากร่างกายท่านเป็สายชั่วครู่อาภรณ์สวมใส่เปลี่ยนเป็แห้งหมาดไป
เด็กทั้งสองชมดูจนปากอ้าตาค้าง ขอนรีบสอบถามว่าท่านทำได้อย่างไร
หลวงจีนเหี้ยนจั้ง ยิ้มพลางกล่าวว่า
“นี่เรียกว่า กำลังภายใน เ้าเองหรือใครใครก็มีสิ่งนี้ เพียงแต่จะสามารถนำออกมาใช้ได้หรือไม่เท่านั้นเอง”
ขอนรีบสอบถามต่อ
“ใครใครก็ทำได้อย่างนั้นหรือครับ ที่ถิ่นเราไม่มีใครทำได้เช่นนี้สักคน”
หลวงจีนตอบว่า
“จริงแท้แน่นอน ใครใครก็มี ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถทำได้ แม้แต่พวกเ้าก็มีและได้ใช้มันออกมาแล้ว เ้าไม่ใช่เพิ่งบดชยี้หินด้วยฝ่ามือหรือ”
ขอนพยักหน้ารับคำ หลวงจีนเหี้ยนจั้งเอามือไพล่หลังเดินพลางกล่าวต่อ
“นั่นเป็รูปแบบหนึ่งของพลัง เ้าชักนำกำลังออกมาทำให้เกิดผลลัพธ์รุนแรงได้ อาตมาก็เช่นกันเพียงแต่อาตมาดึงมาในรูปพลังอัคคีเท่านั้น” ท่านเหลียวมองดูเด็กทั้งสองที่เดินตามมาเห็นมีสีหน้าใคร่รู้จึงกล่าวต่อ
“หากเป็เหตุการณ์ปกติให้เ้าใช้กำลังกายบีบเค้นยังสามารถบดหินเป็ผงได้หรือ”
เด็กทั้งสองส่ายหน้าตามกัน
“ย่อมเป็ไปไม่ได้ แต่นี่หินสีชักนำพลังของเ้าออกมาเป็รูปกำลังกายกลับบดขยี้เป็ผุยผง หากให้เราได้ลองดูบ้างชักนำออกมาเป็ความร้อน หินก้อนนั้นย่อมเปลี่ยนเป็ร้อนราวอัคคี”
“ถ้าเช่นนั้นท่านอาจารย์จะบอกว่าสุดแล้วแต่ว่าพลังนั้นเราใช้มันอย่างไร อย่างนั้นหรือ” เป็ขอนที่โพล่งออกมา
ท่านเหี้ยนจั้งยิ้มรับแสดงความเห็นว่า
“นั่นก็ถูก แต่เื่นี่ไม่ง่ายนัก สมมติว่าคนผู้หนึ่งเชี่ยวชาญในทางสร้างความร้อนอันแผดเผา หากให้เป็เปลี่ยนสร้างความเย็นอันสุดขั้วนี่ย่อมทำได้ยากเย็นนัก”
กล่าวจบคำท่านก้าวมาถึงประตูทางเข้าถ้ำพอดี พอสิ้นคำหลวงจีนท่านมุดร่างผ่านช่องเถาวัลย์ไปด้านนอก
เด็กทั้งสองแม้ไม่ได้นัดกัน เหลียวหันมองไปรอบถ้ำ สายตาของขอนสะดุดเข้ากับตัวอักษรบนผนังถ้ำด้านซ้าย ถึงกับเดินเข้าไปหาเพื่อชมดูให้ถนัดตา หลงมองตามสหายไปทราบว่าอักษรสามคำนั้น คือ ถ้ำล่องหน เป็บิดาของขอนสลักขึ้น
ขอนเอื้อมมือลูบคลำอักษรนั้นด้วยใจอันล่องลอย หวนคิดว่านี่เป็ถ้ำที่บิดาเคยพำนักครั้งละหลายวันยามเข้าป่าล่าสัตว์ให้รู้สึกคล้ายกับท่านอยู่ใกล้เพียงเอื้อม
หลงยืนอยู่ด้านข้าง ปล่อยให้ขอนจมอยู่กับความระลึกถึงครู่หนึ่ง ก่อนสะกิดอีกฝ่ายให้ติดตามหลวงจีนเหี้ยนจั้งออกไป ขอนตื่นจากภวังค์สาวเท้าตามติดไปจิตใจกลับวนเวียนอยู่กับถ้ำล่องหนอย่างอาลัยอาวรณ์
สองสหายก้าวออกจากถ้ำเห็นแสงสว่างลากยาวไปยังเส้นทางที่ตนเดินทางมา จึงรู้ว่าเป็เวลาเย็นของวันที่สามนับจากวันที่ทั้งสองออกจากวัดมา ขณะยืนคิดไคร่ครวญว่าจะทำอย่างไรต่อไป กลับตกอยู่ในอารมณ์ทบทวนอดีตที่เพิ่งผ่านพ้นมา
หลวงจีนเหี้ยนจั้งท่านเห็นเด็กทั้งสองเซื่องซึมเช่นนั้น จึงตั้งคำถามว่า
“พวกเ้าจดจำได้หรือไม่ ท่านอาจารย์ใหญ่กล่าวแก่พวกเ้าอย่างไรก่อนดับขันธ์”
ขอนทวนคำแล้วตอบไปรู้สึกสติปัญญายังไม่ทำงานเต็มที่
“ย่อมจำได้ครับ ท่านย้ำว่าให้เดินทางกลับสู่วัด”
หลงน้อยพยักหน้าสมทบว่า
“เป็เช่นนั้น ไม่ทราบเหตุใดท่านจึงกล่าวย้ำหนักแน่นปานนั้น หรือว่า ที่วัดมีเหตุอันใด”
สุดท้ายกล่าวเป็เชิงไต่ถามหลวงจีนหนุ่ม
หลวงจีนเหี้ยนจั้งส่ายศีรษะตอบว่า
“เื่นี้สุดที่อาตมาจะคำนวนได้ ท่านนาคารชุนเป็ผู้เชี่ยวชาญทุกศาสตร์ ยิ่งไม่ใช่ผู้กล่าวสิ่งอันไร้สาระเหลวไหล เมื่อกล่าวเช่นนั้นย่อมมีสาเหตุ เมื่อท่านให้เ้าไป พวกเ้าก็สมควรไปได้แล้ว”
ทั้งสองรับคำ ขอนขณะกำลังจะก้าวเดินคิดคำนึงได้เื่หนึ่ง เหลียวไปถามหลวงจีนเหี้ยนจั้ง
“ถ้าเช่นนั้นหลวงพี่ท่านจะร่วมทางไปกับพวกเราสักระยะได้หรือไม่ครับ ท่านไม่ให้พวกเราติดตามท่านไป แต่เพียงท่านไปพบหลวงพ่อฟูสักครั้ง เช่นนั้นไม่ดีหรือครับ อีกอย่างไม่ทราบว่าเื่ราวใดที่เราเจอหากมีท่านไปร่วมทางไปด้วย ย่อมมีโอกาสผ่านพ้นไปด้วยดี”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งยิ้มรับคำเรียกหา เป็หลวงพี่ ในที่ที่ท่านจากมานั้นคำในความหมายนี้ไม่มีใช้กัน รู้สึกเป็คำที่สนิทสนมนัก กล่าวเตือนสติว่า
“หากเื่ราวอันราบรื่นสะดวกง่ายดายแล้ว ยังมีสิ่งใดให้เ้าเรียนรู้เล่าขอน อีกทั้งเมื่อถึงวาระหนึ่งย่อมต้องแยกจากัน อย่างนั้นส่งท่านหมื่นลี้ย่อมมีค่าเท่ากับส่งลาในบัดดล”
สองเด็กน้อยผงกศีรษะกล่าวรับคำ
หลวงจีนเหี้ยนจั้งท่านเห็นเด็กทั้งสองมีอารมณ์คืนสู่ปกติแล้วรู้สึกปลาบปลื้มใจ กล่าวต่อว่า
“อย่าห่วงเลยวันหนึ่งข้างหน้า หากมีวาสนาผูกพันย่อมได้พบพานกันอีก พวกเ้าอย่าได้พิรี้พิไรดุจสตรีไป รีบมุ่งหน้าไปเถิด”
เด็กทั้งสองมองหน้ากัน ต่างพบว่าอีกฝ่ายทำจิตใจกลับคืนดังเดิม เห็นแววตาฉายความมุ่งมั่นแน่วแน่แล้ว พยักหน้าให้แก่กัน หันมาก้มกราบภิกษุชาวจีนนี้สามครา ต่างยึดถือท่านเป็อาจารย์อีกท่านหนึ่ง ทั้งประดุจญาติผู้ใหญ่ที่เคารพ จากนั้นก้มลงกราบพญานาคราชที่ชูคอนิ่งสงบอยู่ สำหรับทั้งสองแล้วพญานาคราชไม่ต่างอันใดกับผู้ชี้ทางหากแม้ไม่ใช่ท่านประสบการณ์อัศจรรย์นี้ย่อมไม่เกิดขึ้น มิตรภาพที่มีต่อกันนี้ยิ่งไม่อาจกล่าวถึง จากนั้นหันกายจากไปยังเส้นทางเดิมที่เคยใช้มายังที่แห่งนี้
ทั้งสองหันมองหน้ากันอีกครา ราวกับรู้ใจกันกู่ร้องก้องออกมาแล้วต่างฝ่ายต่างโลดแล่นทะยานออกไป ต่างรู้ว่าต่างฝ่ายหมายประลองความเร็วกัน มุ่งหน้าไปสู่แนวป่าอันรกชัฏ
หลวงจีนเหี้ยนจั้งใช้สายตาส่งระยะหนึ่ง ในสายจักษุของท่านอันลึกซึ้งนั้ัน ไม่ทราบมีความหมายใดซ่อนอยู่
จากนั้นท่านจึงหันไปมองพญานาคราช รู้ว่าพญางูั์เจตนามาส่ง ต่างค้อมศีรษะให้แก่กันคราหนึ่ง จากนั้นท่านจึงหันกายมุ่งหน้าไปทางตะวันตก พญางูั์สงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงเลื้อยกลับเข้าสู่ถ้ำล่องหนอย่างเงียบเชียบ
หลวงจีนเหี้ยนจั้งนั้นหลายอาทิตย์นี้ท่านติดตามท่านนาคารชุนทั้งกลางวันกลางคืนมาจากชมพูทวีปเพื่อมาดูเหตุการณ์อันสำคัญที่อาจารย์ใหญ่แห่งนาลันทากล่าวไว้ ว่าท่านจะนิพพานในสถานที่อันสำคัญเพื่อสิ่งที่สำคัญสิ่งหนึ่ง หวนคิดดูรู้สึกยินดีนักที่ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด อีกทั้งยังได้สนทนาธรรมกับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็พระพุทธเ้าองค์ที่สอง แม้เป็่ที่ไม่นานนักแต่ให้ประโยชน์อันมากมาย คิดคำนึงอยู่ครู่หนึ่งท่านเร่งระดับความเร็วขึ้นหลายเท่าตัวปรากฏเป็เส้นสายสีเหลืองเส้นหนึ่งลัดลอดหายเข้าสู่ป่าทึบ
หลังจากนี้อีกห้าปี เมื่อศึกษาพระไตรปิฏกจนแตกฉานแล้ว ท่านจาริกไปสนทนาธรรมทั่วทั้งอาณาจักรชมพูทวีป ด้วยปัญญาอันเฉลียวฉลาดของท่านทำให้หามีผู้โต้แย้งได้ไม่ ชวนให้ผู้คนนึกถึงวันคืนแห่งท่านนาคารชุนผู้เป็เลิศในการวิสัจฉนาธรรมในอดีต นำความมีชีวิตชีวาและทำความเข้าใจให้ถูกต้องแก่คนจำนวนมาก หลังจากนั้นหลวงจีนเหี้ยนจั้งได้อัญเชิญพระไตรปิฏกสู่แผ่นดินใหญ่ ประวัติศาสตร์ได้จารึกชื่อท่านเป็ปราชญ์แห่งพุทธศาสนาผู้ยิ่งใหญ่จากอาณาจักรฮั่นคนหนึ่ง
เด็กน้อยทั้งสองโลดแล่นไปตามเส้นทางขามาอย่างคึกคะนอง ทิศทางมุ่งกลับสู่หมู่บ้าน หลงผู้มีความเร็วเหนือกว่าได้มาถึงแนวป่ารกชัฏก่อน เกร็งกำลังะโไปยังคาคบไม้อันเป็เส้นทางประจำของตน เห็นหายลับเข้าไปในป่า ในขณะที่ขอนมาถึงภายหลังหลาย่ก้าว หลงน้อยนั้นถือดีที่ตนเป็ผู้เชี่ยวชาญเส้นทางเป็อย่างดี เพราะตนใช้เส้นทางนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อเหลียวมองกลับไปไม่เห็นขอนแต่อย่างใด กลับได้ยินเสียงสวบสาบตามพื้นด้านล่างนึกรู้ว่าตนถูกขอนนำไปก่อนเสียแล้ว
ขอนผู้แม้ผ่านเส้นทางนี้มาเพียงครั้งเดียว แต่เมื่อมาถึงป่ารกทึบไม้หนาแน่นเช่นนี้ กลับแสดงประสิทธิภาพของสายเืพรานล่องหน สามารถหาช่องทางที่ดีกว่า ล้าหน้าไปหลาย่ตัวแทน
เมื่อถึงกึ่งกลางป่าทึบหลงน้อยพบว่าตนไม่ได้ยินสุ้มเสียงใดๆอีกต่อไป รู้ตัวแล้วว่าสหายนำหน้าตนไปไกลเสียแล้วกลับรู้สึกฮึกเหิมสมใจ กู่ร้องก้องออกมาเพิ่มความเร็วอีกหลายเท่า ัักิ่งไม้แต่ละคราใช้ฝ่าเท้าเพียงข้างเดียวไม่หยุดยั้ง ดูไปราวกับวิ่งอยู่บนพื้นราบก็ไม่ปาน เมื่อพ้นชายป่าหลงน้อยตวัดตัวตีลังกาหลายรอบลงมาบนพื้นดิน มองออกไปเห็นเงาหลังของขอนไกลลิบออกไป รู้สึกสนุกสมใจเหมือนมีเพื่อนเล่น กู่ร้องก้องกังวานไพรเร่งฝีเท้าติดตามไป สำหรับหลงน้อยแล้วนี่นับเป็ การละเล่น ครั้งแรกั้แ่พลัดพรากจากครอบครัวมา
ทางด้านขอนหลังจากสลัดสหายใหม่มาได้ไกลโข ไม่ได้หยุดพักผ่อนฝีเท้าลงแม้แต่น้อยทราบว่าเมื่ออยู่บนเส้นทางตรงบนพื้นราบตนมีแต่เสียเปรียบ ได้แต่หวังว่าจะเป็ฝ่ายชนะสักครึ่งก้าว เมื่อได้ยินเสียงหลงน้อยกู่ร้องมาแต่ไกลจึงล้วงควานเข้าไปในอกเสื้อ หยิบหินสีวายุขึ้นมาโยนใส่ปาก ขอนอมหินสีไว้ใต้ลิ้น พลันรู้สึกพลังขุมหนึ่งพวยพุ่งมาตามส้นเท้าจากนั้นกระจายไปทั่วร่าง ทั้งร่างกายรู้สึกเบาราวปุยนุ่นเป็ความรู้สึกอันลึกล้ำ แต่เพียงลมหายใจเข้าออกเท่านั้น จากนั้นกลับรู้สึกเป็ร่างกายเนื้อหนังมีน้ำหนักดุจเดิมเพียงแต่คล้ายว่องไวขึ้นและเบาขึ้นกว่าปกติ แม้ในใจรู้สึกเสียดายที่ไม่อาจคงความรู้สึกดังปุยเมฆนั้นไว้ได้ แต่ผลที่ได้ยังดีกว่าความเร็วปกติของตนมากนัก ดังนั้นรีบซอยเท้าไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง
หลงน้อยเองหลังจากเร่งฝีเท้าไม่หยุดยั้ง หนึ่งก้าวของตนเปรียบได้กับสามสี่ก้าวของคนทั่วไป เมื่อระยะห่างจากเงาหลังของขอนไม่เกินห้าสิบก้าว พลันรู้สึกว่าเงาหลังนั้นหดย่อลงไป พินิจพิจารณาดูพบว่าความเร็วของขอนพุ่งสูงขึ้นชั่วครู่หนึ่งจึงใคร่ครวญในบัดดลทราบว่าขอนใช้หินสีวายุเพิ่มความรวดเร็วหลายเท่าตัว คำนวนว่าแข่งขันความเร็วคราวนี้คงต้องพ่ายแพ้เป็แน่ แต่ในชั่วหายใจเข้าออกพบว่าความเร็วขอนกลับลดลงเป็ระดับความเร็วมากกว่าปกติแทนที่ รีบเปลี่ยนการคำนวนใหม่แน่ใจว่าตนเร็วกว่าอย่างน้อยครึ่งก้าวจึงสับเท้าทั้งสองติดตามไป
ในขณะนี้หากใครได้ยืนมองจากยอดเจดีย์ย่อมต้องรู้สึกตื่นตาตื่นใจเมื่อได้เห็นการแข่งขันความเร็วของทั้งสอง ขอนและหลงน้อยได้เปลี่ยนเป็เงาร่างสองสาย ผ่านแนวชายป่าด้วยความเร็วสูงเกินคนธรรมดาสามัญ หนี่งเร็วหนึ่งนั้นยิ่งเร็วกว่าสุดท้ายมาสิ้นสุดหยุดรั้งลงที่ด้านหลังอารามพอดีในเวลาอันแทบไม่ต่างกันเลย
ขอนหอบจนดัวโยนสองมือยันหัวเข่าทั้งสองข้างไว้ กล่าวเสียงขาดห้วง
“เ้าชนะ” กล่าวแล้วยังหายใจแรงอยู่ เหลียวไปมองดูเห็นหลงน้อยผ่อนลมหายใจเร็วลึกหลายคราจากนั้นเปลี่ยนเป็หายใจยาวช้า แล้วสูดหายใจสั้นลึกถี่่หนึ่งก่อนผ่อนลมหายใจเป็ปกติ ถึงกับปากอ้าตาค้างรู้สึกเป็การหายใจที่ดูแปลกประหลาดเหลือเกิน
หลงน้อยหลังจากสูดลมหายใจในจังหวะประหลาดนั้นเสร็จสิ้น หันมาพบขอนกำลังมองอยู่อย่างสนอกสนใจ จึงกล่าวตอบคำถามที่ขอนไม่ได้เอ่ย
“นี่เป็เคล็ดปราณไม่สิ้นสุดที่อาปานข้าสอนให้ เ้าอยากเรียนรู้ก็ย่อมได้”
ขอนส่ายหน้าเร็วกล่าวว่า
“ไม่หรอก ข้าเพียงเห็นว่าแปลกประหลาด ข้าไม่เคยพบเห็นผู้ใดมีท่วงจังหวะหายใจเยี่ยงนี้ ในบันทึกล่องหนห้าเล่ม มีเล่มวิชาต่อสู้กล่าวไว้ว่า ใช่เห็นว่ามีวิชาใดดีก็ทดลองเรียน เยี่ยงนั้นจักไม่มีวันค้นหาแก่นแท้ในวิชาใดได้”
หลงน้อยทำหน้าครุ่นคิด ทวนคำ
“ข้าไม่เคยคิดในแง่นี้มาก่อน ต่อไปจะจดจำไว้”
จากนั้นยิ้มพลางกล่าวต่อ
“แต่นี่ย่อมแน่นอนเพราะว่า วิชาของอาปานของข้านั้นไม่มีใครเคยพบเห็น เป็ท่านคิดค้นขึ้นเอง กล่าวได้ว่าท่านเป็ปารมาจารย์ที่หนึ่งในวิชานี้ ทอดตาทั่วแผ่นดิน ข้าไม่คิดว่าจะมีผู้ใดเคลื่อนไหวร่างกายได้เร็วเท่าท่านอีกแล้ว”
ขอนรำพึงบ้างว่า
“อย่างนั้นอาเ้าย่อมเป็ยอดคนท่านหนึ่งแล้ว ข้าอยากพบพานสักครั้งเป็บุญตา”
หลงน้อยยกมือตบไหล่สหาย
“เ้าอยากพบย่อมได้ไม่ยากอะไร แต่ดูเหมือนเ้าจะลืมไปว่าตัวเ้าเองก็เป็บุตรแห่งยอดคนท่านหนึ่งอยู่แล้วนี่ เ้ากล่าวราวกับคนไม่มีต้นทุนอันใด”
ขอนครางว่า
“นั่นก็จริง แต่ว่าบิดาข้าแม้เป็ยอดคน แต่ข้าก็ไม่มีโอกาสได้พบหน้าเลยสักครั้ง”
หลงน้อยดูเหมือนนิ่งงันไปชั่ววูบหนึ่ง ครุ่นคิดว่าบิดาของตนเป็ยอดคนท่านหนึ่งเช่นกัน และตนยังดีกว่าขอนที่ยังเคยพบหน้าท่านพูดคุยกับท่านถึงกับเรียนวิชาจากท่าน แม้ว่ามันจะเป็่สั้นๆก็ตาม อย่าว่าแต่เื่ที่บิดาของขอนต้องล่วงลับไป นั้นก็สืบเนี่องมาจากครอบครัวของตนทั้งสิ้น
หลงน้อยจึงกล่าวกับขอนอย่างจริงจัง
“เป็ข้าที่กล่าวผิดไป ขอนเพื่อนยาก เ้าย่อมได้พบอาปานของข้าไม่แปรเปลี่ยน ไม่ว่าข้ามีสิ่งใดดีงามเ้าจักเป็ส่วนหนึ่งเสมอไป” กล่าวจบตบบ่าเพื่อนหนักแน่นเป็เครื่องยืนยัน
ขอนยิ้มให้พลางผงกศีรษะ
“ขอบใจเ้ามาก ต่อจากนี้ไปเ้ามีทุกข์ข้าทุกข์ เ้ามีสุขข้ายินดี เื่ของเ้าย่อมหมายเป็เื่ของข้า” กล่าวจบตบไหล่บ่าเพื่อนด้านตรงข้ามกัน
ทั้งสองแสดงความจริงใจต่อกันแล้วพลันแว่วยินเสียงตวาดดังของใครบางคนที่ด้านหน้าวัด เหลียวหันมามองหน้ากันอีกที เป็ขอนที่กล่าวก่อน
“ดูท่าด้านหน้ามีเื่อันใดไม่ชอบมาพากล เราไปดูกันดีกว่า”
หลงน้อยผงกศีรษะบอกเพื่อน “ตามข้ามา” กล่าวจบหลงน้อยวิ่งนำออกไปดูเหตุการณ์
ทั้งสองไม่ได้วิ่งตัดตรงออกไปตามลานวัด หลงพาอ้อมไปด้านข้างซ้ายของวัด อันเป็พื้นที่ตั้งกุฏิปีกซ้ายอันประกอบด้วยพระขวัญ พระทองคำ และพระเกิน รวมทั้งเด็กวัดทั้งหมดหลงน้อยได้ใช้เส้นทางด้านหลังอันคุ้นเคย ทั้งลอดผ่านใต้กุฏิบาง่ตอน สักครู่จึงโผล่หน้าออกมาดูตรงบริเวณพุ่มไม้หน้าเรือนพักเด็กวัดนั่นเอง
มองออกไปเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเป็กลุ่มอยู่หน้าประตูวัด แวดล้อมห่างออกไปคือชาวบ้านจำนวนหนึ่งซึ่งสัญจรผ่านไปมาหยุดยืนดูเหตุการณ์ด้วย
หลงน้อยมีสีหน้ายุ่งยากใจ กล่าวเช่นกัน
“ข้าย่อมได้ยินชัดเจนกว่า หนึ่งในเสียงนั้นเป็คนที่เ้ารู้จักดี กอป่านั่นเอง พวกนั้นมาทำอะไรกันมากมายหลายคน คนเหล่านี้มั่วสุมรวมตัวกันย่อมไม่เป็เื่อันดีงาม”
ขอนกล่าวอย่างครุ่นคิด
“หรือจะเป็เื่นั้น วันก่อนข้าได้ยิน กอป่า กล่าวกระไรกับคนในเผ่ามันเองหลายคำเป็ภาษาพื้นเมืองที่ข้าไม่เข้าใจ ในหลายคำนั้นมีการกล่าวถึง วัดเราและสมณะสองท่าน หากจำไม่ผิดเป็หลวงพี่ทองคำ และหลวงพี่ขวัญ”