บทที่ 6 เ้าเด็กแสบที่ได้คืบจะเอาศอก
พระชายาตวนอ๋องรีบลุกขึ้นเดินออกไปต้อนรับ
ฮองเฮาทรงส่งแม่นมฝูที่อยู่ข้างกายมา เพื่อถามไถ่ว่าจูจูอาการดีขึ้นหรือยัง พระชายาตวนอ๋องรีบยิ้มตอบว่า
"จูจูยังต้องกินยาอยู่เ้าค่ะ แต่เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นแล้ว รู้ว่าพระองค์ทรงห่วงใยจูจู พรุ่งนี้หม่อมฉันจะพานางเข้าวังไปถวายพระพรเ้าค่ะ"
แม่นมฝูยิ้มแล้วกล่าวว่า "ฮองเฮาทรงทราบมาว่าคุณชายใหญ่ของจวนกลับมาแล้ว จึงรับสั่งให้พาเข้าวังไปพบพร้อมกันเลยเ้าค่ะ"
พระชายาตวนอ๋องรับคำแล้วส่งนางกลับไป เมื่อกลับมาจึงเล่าสถานการณ์ในวังให้เซิ่งิหลินฟัง
ยามนี้ในวังไม่มีไทเฮา ฮองเฮาจึงเป็ผู้มีอำนาจสูงสุดในวังหลัง
ฮ่องเต้ิซีทรงมีพระชนมายุมากกว่าตวนอ๋องสิบสองปี ตอนที่อภิเษกสมรส ตวนอ๋องยังเป็เพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่าฮ่องเต้และฮองเฮาทรงเห็นตวนอ๋องเติบโตมากับตา พี่ชายคนโตจึงเปรียบเสมือนบิดา และพี่สะใภ้เปรียบเสมือนมารดาอย่างแท้จริง
อีกทั้งจูจูยังเป็เด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวในรุ่นหลานของราชวงศ์ ฮองเฮาจึงทรงรักใคร่เอ็นดูเป็พิเศษ เพียงแค่ครั้งนี้นางหกล้มศีรษะกระแทก ก็ทรงส่งหมอหลวงมาดูอาการถึงหลายครั้ง
ความจริงจูจูยังไม่หายดีเสียทีเดียว แต่การที่วันนี้จูจูวิ่งไปที่ตำหนักหน้าด้วยตัวเอง ฮองเฮาต้องทรงทราบข่าวและทรงไม่สบายพระทัย และคาดว่าคงอยากจะทรงเห็นกับตาด้วยว่าเนื้อแท้และจิตใจของเซิ่งิหลินเป็อย่างไร
ฮ่องเต้และฮองเฮาทรงเป็คู่ทุกข์คู่ยากที่แต่งงานกันมาั้แ่แรกเริ่ม ความสัมพันธ์จึงราบรื่นและรักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งนัก ฮ่องเต้ิซีในยามนี้เพิ่งพ้นวัยสี่สิบ มีพระราชโอรสเจ็ดพระองค์ โดยสามพระองค์เป็โอรสของฮองเฮา ย่อมแสดงให้เห็นถึงความรักและความยกย่องที่ทรงมีให้
นอกจากองค์ชายรองที่สิ้นพระชนม์ั้แ่ยังเล็กแล้ว องค์ชายใหญ่ องค์ชายสาม และองค์ชายสี่ ต่างก็ออกจากวังไปตั้งจวนของตนเองแล้ว ในจวนองค์ชายสามมีพระนัดดาอายุขวบเศษ ส่วนองค์ชายพระองค์อื่นยังไม่มีโอรสสืบสกุล
องค์ชายที่ตั้งจวนแล้วจะเข้าวังน้อยลง ดังนั้นหากพวกเขาเข้าวัง คนที่อาจจะได้พบก็มีเพียงองค์ชายห้า หก เจ็ด และองค์ชายแปด
องค์ชายหกเป็โอรสของฮองเฮา ปีนี้อายุสิบสองปี นิสัยอ่อนโยนและอบอุ่น จึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลใจเลยแม้แต่น้อย
องค์ชายห้าเป็โอรสของเสียนเฟย ปีนี้อายุสิบสองเช่นกัน ซนเหมือนลิงทโมน วัน ๆ เอาแต่หยอกแมวแหย่หมา หากเจอต้องคอยหลบเลี่ยง ไม่ใช่ว่าเขาจะกล้ารังแกจูจู แต่เพราะซนเกินไป เวลาหยอกล้อจึงไม่รู้จักหนักเบา จนทำให้จูจูร้องไห้โฮกลับมาทุกครั้ง
องค์ชายเจ็ดมีพระมารดาคือหลิ่วผิน อีกทั้งบนใบหน้าขององค์ชายเจ็ดยังมีปาน ซึ่งเป็เื่ต้องห้ามในราชวงศ์ ดังนั้นเขาจึงเหมือนคนล่องหนอยู่ในวัง และไม่ค่อยออกจากตำหนัก
องค์ชายแปดยังเล็ก อายุเพียงเจ็ดขวบ พระมารดาคืออวี้ผิน และไม่ค่อยออกจากตำหนักเช่นกัน จึงไม่จำเป็ต้องใส่ใจ
ความจริงเื่เหล่านี้ เซิ่งิหลินทราบทั้งหมด แต่การที่มารดาเลี้ยงยอมเล่าเื่เหล่านี้ให้ฟังก็นับว่าเป็ความหวังดี เขาจึงยังคงรับฟังอย่างนอบน้อม ขณะเดียวกันก็แอบคิดถึงข้อสงสัยที่ค้างคามาสองชาติภพ
อย่างไรเขาก็เป็บุตรชายเพียงคนเดียวของบิดา เป็บุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก เหตุใดจึงถูกปล่อยให้เติบโตอยู่ที่บ้านเดิมของมารดามานานหลายปี แม้แต่เทศกาลสำคัญก็ไม่ได้กลับมา?
จนกระทั่งเมื่อเขาเริ่มรู้ความ กลับกลายเป็ว่านี่คือครั้งแรกที่ได้เข้าวังอย่างนั้นหรือ?
จูจูเพิ่งจะคืนดีกับพี่ชายในวันนี้ จึงยังอยู่ในอาการตื่นเต้นต่อเนื่อง แม้จะเลยเวลาเข้านอนตามปกติมาแล้ว แต่ก็ไม่มีความง่วงเลยแม้แต่น้อย นางนั่งอยู่ข้าง ๆ มองสิ่งนั้นทีสิ่งนี้ที รอจนพวกเขาพูดจบ ก็รีบยื่นมือหาพี่ชายทันที
"พี่จ๋า อุ้ม ๆ!"
เซิ่งิหลินลุกขึ้นอย่างมั่นคง อุ้มนางเดินไปที่ตั่ง แล้วเริ่มเล่นถักเชือกเป็เพื่อนนาง
เพิ่งเล่นได้ไม่กี่ครั้ง จู่ ๆ จูจูก็ได้กลิ่นอะไรบางอย่าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างทันที ร่างกลม ๆ ม้วนตัวหลบเข้าไปในเตียงอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับเลิกผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวแล้วหลับตาปี๋
ท่วงท่าและการกระทำเหล่านี้ชำนาญเป็อย่างยิ่ง
เซิ่งิหลินถึงกับใ เมื่อหันไปมองจึงเห็นแม่นมโจวที่อยู่ข้างกายพระชายาตวนอ๋องถือถ้วยยาเดินเข้ามา
พระชายาตวนอ๋องเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง "ข้าลืมไปเลยว่าจูจูยังต้องกินยา!"
นางลุกขึ้นเดินไปดูที่ข้างตั่ง "จูจูหลับแล้วหรือ?"
เซิ่งิหลินไม่พูดอะไร เพียงแต่ค่อย ๆ เลิกผ้าห่มขึ้นเล็กน้อย แล้วจับมือน้อย ๆ อวบอ้วนของเ้าก้อนแป้งไว้
แขนเล็ก ๆ ของเ้าก้อนแป้งแข็งทื่อ ดวงตาทั้งสองปิดสนิทอย่างแรง
จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ แกะเชือกออกจากมืออวบ ๆ นั้นอย่างช้า ๆ
พระชายาตวนอ๋องมองเหตุการณ์นั้นตาปริบ ๆ
แล้วเซิ่งิหลินก็เงยหน้าขึ้น สายตาของทั้งสองประสานกัน พระชายาตวนอ๋องเบือนหน้าหนี พลางพึมพำกับตัวเอง
"ช่างเถอะ หลับแล้วก็ไม่ต้องกินแล้ว นางก็ร่าเริงดี ขาดไปครั้งสองครั้งคงไม่เป็ไร"
เอาที่ท่านสบายใจเลย... ในเมื่อท่านยืนกรานจะลืมตาพูดปด ข้าจะทำอย่างไรได้ล่ะ จะให้ข้าฉีกหน้าท่านได้อย่างไร
เมื่อไม่ได้เห็นเด็กแสบต้องทนทุกข์กินยาขม ในใจของเซิ่งิหลินลอบรู้สึกเสียดายอยู่ลึก ๆ เขาจึงลุกขึ้นคำนับ
"ท่านแม่ ลูกขอตัวกลับก่อนขอรับ"
วันรุ่งขึ้น เซิ่งิหลินตื่นแต่เช้า หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ก็รออยู่ที่ลานหน้าเรือน เพื่อรอให้พระชายาตวนอ๋องเตรียมตัวเสร็จแล้วเรียกเขาออกเดินทาง
เขารอจนตะวันโด่งกลางศีรษะ อ่านหนังสือจบไปเล่มหนึ่งแล้ว ก็ยังไม่มีใครมาเรียกเขา
เซิ่งิหลินรู้สึกแปลกใจ คิดในใจว่าพวกเขาคงไม่ได้ไปกันเองหรอกนะ? แต่ฮองเฮาทรงระบุชื่อให้เขาไปด้วยนี่นา?
เขาคิดไม่ตก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจเดินไปดู
เซิ่งิหลินไปที่เรือนของพระชายาตวนอ๋องก่อน ได้ยินบ่าวรับใช้บอกว่านางอยู่ที่เรือนของจูจู จึงเดินมาทางนี้ ทว่ายังไม่ทันเข้าประตู ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างใน
พอเข้าไปดูก็พบว่าในห้องเต็มไปด้วยบ่าวรับใช้ พระชายาตวนอ๋องกำลังถือถ้วยยา มือหนึ่งเท้าเอว บนมือเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำยา
ส่วนจูจูเปลือยเท้าเปล่า ยืนอยู่บนขอบเตียงสี่เสา มือกลม ๆ สองข้างจับเสาเตียงไว้แน่น เผชิญหน้ากับท่านแม่ พลางะโเสียงดัง
"จูจูไม่กินยา! ในท้องไม่มีที่ว่างเลยสักนิดเดียว!"
พระชายาตวนอ๋องทำหน้าดุ "หยุดพูดจาเหลวไหล าเ็แล้วจะไม่กินยาได้อย่างไร?"
ใบหน้าเล็ก ๆ ของจูจูแนบชิดกับเสาเตียง แล้วเถียงอย่างมีเหตุผลว่า "ขาดไปครั้งสองครั้งไม่เป็ไย!!"
เหอ ๆ! ในใจของเซิ่งิหลินเกิดความรู้สึกยินดีที่ได้ดูเื่สนุก คำพูดนี้ พระชายาตวนอ๋องเป็คนพูดเองเมื่อวานนี้
เซิ่งิจูเดิมทีก็เป็เด็กแสบที่ได้คืบจะเอาศอกอยู่แล้ว ยาเมื่อคืนพอบอกไม่กินก็ไม่ต้องกิน เช้าวันนี้คิดจะมาตั้งกฎเกณฑ์ตักเตือนนาง จะทำได้หรือ?
ขณะที่เขากำลังแอบดูเื่สนุกอย่างเงียบ ๆ เ้าก้อนแป้งก็หันมาเห็นเขาเข้าพอดี จึงเรียกเขาอย่างร่าเริง
"พี่จ๋า!"
เซิ่งิหลินขานรับตามสัญชาตญาณ จากนั้นจู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เมื่อหันไปมอง พระชายาตวนอ๋องก็หันกลับมาแล้ว และยัดถ้วยยาใส่มือเขาโดยตรง พร้อมกล่าวว่า
"เ้าบอกว่าชอบพี่ชายที่สุดไม่ใช่หรือ? งั้นให้พี่ชายป้อนยาเ้าเสีย!"
เซิ่งิหลิน "...??"
เขามองมารดาเลี้ยง คำพูดติดอยู่ที่คอ แต่ในฐานะคนที่อยู่จุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารในจวนตวนอ๋อง เขาไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงมองไปที่เซิ่งิจูอย่างเงียบ ๆ
เ้าก้อนแป้งตัวน้อย ๆ ก็กำลังเบิกตากลมโตสีดำขลับเหมือนลูกองุ่น เอียงคอเล็กน้อยมองเขา บนใบหน้าเล็ก ๆ เขียนไว้ชัดเจนว่า 'ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี นั่นพี่จ๋านี่นา!'
เมื่อเห็นว่าเด็กแสบไม่มีท่าทีจะทำให้เขาขายหน้า และดูเหมือนจะอยากเอาใจเขาด้วย เซิ่งิหลินจึงเริ่มได้ใจ
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทำตัวเป็พี่ชายที่ดีอย่างแท้จริง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"จูจูกินยาเถิด หากไม่กิน จะเข้าวังสายนะ พี่ชายไม่เคยเข้าวังเลย พี่ชายอยากเข้าวังไปเปิดหูเปิดตาจริง ๆ จูจูช่วยพี่ชายหน่อยได้หรือไม่?"
จูจูพ่ายแพ้ต่อความอ่อนหวานของพี่ชายทันที จึงลงมาจากขอบเตียง "งั้น... งั้นก็ได้เ้าค่ะ"
แต่เมื่อมองดูยาในมือเขา นางก็เกาหัวเล็ก ๆ แล้วรู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะเสียเปรียบ จึงชูนิ้วก้อยเล็ก ๆ ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
"พี่จ๋าหอม ๆ หนึ่งที จูจูจะกิง"
เซิ่งิหลินหัวเราะในใจ แล้วหอมนางหนึ่งทีอย่างใจเย็น
จูจูลูบแก้มอย่างมีความสุข จู่ ๆ ก็นึกถึงการกระทำอันเหนือชั้นของท่านลุงฮ่องเต้เมื่อวานนี้ จึงกล่าวว่า
"ขออีกที!"
เซิ่งิหลินไม่มีสีหน้าใด ๆ เปลี่ยนแปลง หอมอีกหนึ่งที
จูจู "ขออีกที!"
เซิ่งิหลินหอมอีกที... และอีกที... ทุกครั้งที่หอมนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกจริงใจ อ่อนโยน และไม่ทำส่งเดชเลยแม้แต่น้อย
จูจูลุ่มหลงในความอ่อนโยนของพี่ชายจนถอนตัวไม่ขึ้น "ขออีก..."
พระชายาตวนอ๋องก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว แล้วกล่าวช้า ๆ ว่า "เซิ่ง! ิ! จู!?"