ตอนที่ 21 เพิงค้างแรมชั่วคราว (1)
“เฉินเอ๋อร์ ไม่ต้องพูดแล้ว ล้วนเป็นแม่ที่ไม่ดีเอง เป็นเพราะแม่อ่อนแอเกินไป ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ ไม่ได้ดูแลน้องสาวและน้องสามของเจ้าให้ดี ทำให้พวกเจ้าต้องมาลำบากกับแม่เช่นนี้ เคราะห์ร้ายในครั้งนี้ผ่านไปแล้ว แม่เองก็คิดได้แล้ว ขอแค่ได้อยู่เฝ้าดูพวกเจ้า ต่อให้ยากจนข้นแค้น แม่ก็ยอม”
หลังจากผ่านเหตุร้ายครั้งนี้เยี่ยซื่อก็ได้สติ ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าให้แห้ง มองดูบุตรชายบุตรสาวตรงหน้าด้วยความปวดใจ นับตั้งแต่บัดนี้ไป พวกเขาไม่มีบ้านให้กลับแล้วจริงๆ
“ขอแค่ท่านแม่ไม่โทษที่ข้าตัดสินใจด้วยตัวเองก็ดีแล้วขอรับ ท่านแม่ พวกเราไปกันเถอะ ตอนนี้เรื่องที่เร่งด่วนกว่านั้นก็คือหาที่พักแรมเสียก่อน”
กลับกันในตอนนี้หลี่เฉินกำลังมีความสุขยิ่งนัก เขาเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะพาครอบครัวออกมาจากรังหมาป่า การที่ท่านแม่ไม่โกรธเขาก็นับว่าเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมากแล้ว จึงเสนอออกไป “ท่านแม่ ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่ไปล่าสัตว์กับท่านพ่อได้สร้างเพิงหลังหนึ่งเอาไว้ที่เชิงเขาต้าชิง พวกเราไปค้างแรมที่นั่นชั่วคราวกันก่อนเถอะขอรับ”
ในความทรงจำของหลี่ซินมีภาพความทรงจำในวัยเด็กโผล่ขึ้นมาให้เห็น เพิงหลังนั้น เคยเป็นสถานที่ที่ท่านพ่อของพวกเขาใช้จุดไฟทำอาหาร โอบอุ้มความทรงจำในช่วงที่มีความสุขมากที่สุดของสองพี่น้องหลี่เฉินเอาไว้ ก็ไม่แปลกที่หลี่เฉินจะนึกถึงที่นั่น
“ที่นั่นไม่มีใครไปดูแลมากว่าห้าหกปีแล้ว แม่เกรงว่า...” เยี่ยซื่อมองหลี่เฉิน แม้ว่าจะไม่ได้พูดประโยคหลังออกมา แต่ทุกคนก็เข้าใจดีว่านางหมายความว่าอะไร
หลี่เฉินได้ยินเช่นนั้นก็หน้าซีด แต่กลับกำหมัดอยู่เงียบๆ และเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น “อย่างไรพวกเราก็ไม่มีที่ให้ไปอยู่แล้ว และคงไม่ดีที่จะไปรบกวนผู้อื่น ย่อมต้องหาที่ค้างแรมสักที่อยู่ดีขอรับ”
“ก็ได้” เยี่ยซื่อพยักหน้า ยื่นมือข้างหนึ่งไปจูงมือเล็กๆ ของเสี่ยวสือโถวเอาไว้ ส่วนอีกข้างจูงหลี่ซิน อาศัยแสงจันทร์อันน้อยนิดเดินตามหลังบุตรชายมุ่งหน้าไปตามหนทางที่ขรุขระไม่เสมอกัน
ระหว่างทางทั้งครอบครัวไม่พูดอะไรเลยสักคำ ทำเพียงแค่เดินไปเงียบๆ บรรยากาศน่าอึดอัดไม่น้อย เมื่อผ่านพ้นเรื่องนี้มา หลี่ซินเองก็เริ่มเห็นพวกเขาเป็นเหมือนครอบครัวแล้วจริงๆ เช่นกัน
เพิงซอมซ่อของหลี่ต้าฟาอยู่ที่เชิงเขาต้าชิงซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไปราวๆ หนึ่งกงหลี่[1] อยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่ง ถือว่าไม่ได้ไกลนัก ทว่าเมื่อสี่แม่ลูกอาศัยแสงจันทร์อันน้อยนิดเดินทางไปจนถึงตรงหน้าเพิงซอมซ่อนั่นก็ต้องตกตะลึงตาค้าง
ที่นี่ยังมีเพิงซอมซ่ออยู่อีกเสียที่ไหนกัน มันคือที่รกร้างต่างหาก แม้แต่เสาสี่ต้นที่ค้ำยันกระท่อมเอาไว้ก็ยังถล่มไปแล้วถึงสามต้น เหลือเพียงต้นเดียวที่ยังตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว กับอีกสามต้นที่ล้มลงอยู่ด้วยกันกลายเป็นโครงสามเหลี่ยม
บนเพิงที่มีหญ้าเหมาปิดทับเอาไว้ ก็ไม่รู้ว่าถูกลมพัดไป หรือเพราะแดดส่องลมพัดมาอย่างยาวนาน บวกกับเปียกฝนจนทำให้มันเน่าเละไปหมด สรุปได้ว่า สถานที่นี้อย่าว่าแต่หลบฝนกันลมเลย ต่อให้อยากจะเข้าไปพักอยู่ในมุมสักคืนก็ยังทำไม่ได้
สี่แม่ลูกมองหน้ากันไปมา ล้วนมีสีหน้าไม่สู้ดี กับท้องฟ้าในวันนี้ที่มืดสนิทไปนานแล้ว ต่อให้บนฟ้าจะมีจันทร์เสี้ยวแขวนอยู่ แต่ก็ไม่มากพอที่จะเห็นนิ้วทั้งห้า และกับภูเขาแห้งแล้งไร้ผู้คนอาศัยเช่นนี้ ต่อให้อยากจะเริ่มเก็บกวาดส่วนหนึ่งเพื่อค้างแรมก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี
ขอบตาของเยี่ยซื่อแดงก่ำทันทีทันใด หันหน้าไปรอบทิศด้วยความกังวล
ร่างกายของหลี่เฉินอดสั่นขึ้นมาไม่ได้ ในใจเริ่มรู้สึกโมโหขึ้นมาเสียแล้ว เขาเสียใจ หากไม่ใช่เพราะตนเองหุนหันพลันแล่น ดันทุรังสร้างเรื่องบอกจะแยกออกจากตระกูลให้ได้ ก็คงไม่มาจบตรงที่ต้องพาแม่และน้องชายน้องสาวมาค้างแรมในภูเขารกร้างไร้ผู้คนเช่นนี้ นี่ถ้าหากเจอเข้ากับสัตว์ป่าดุร้ายที่ออกหาอาหารเข้าละก็ ผลลัพธ์ที่ตามมาคงไม่น่าคิดนัก...
หลี่เฉินไม่กล้าคิดอะไรมากไปกว่านั้น ริมฝีปากบิดเม้มแน่น ขณะที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง กลับได้ยินหลี่ซินที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นก่อน “ที่แห่งนี้หากเก็บกวาดเสียหน่อยก็คงไม่เลวเลย เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ พวกเราหาที่ที่สามารถหลบฝนกันลมนอนกันก่อนสักคืน พรุ่งนี้เช้าค่อยลงมือสร้างเพิงอาศัยชั่วคราวขึ้นมาใหม่ รอให้มีเงินทองก่อน แล้วค่อยทำบ้านใหม่ก็ยังได้”
หลังจากที่หลี่ซินตกใจไปในตอนแรกก็ได้ให้อาชิวไปตรวจสอบเอาไว้ก่อนแล้ว สถานที่แห่งนี้กว้างขวางมากพอ พื้นดินเรียบเสมอกัน มีภูเขามีน้ำ นอกจากอยู่ไกลจากหมู่บ้านไปหน่อย ก็นับว่าเป็นที่พักที่ไม่เลวเลย นางไม่กังวลกับการต้องนอนอยู่กลางพื้นที่เปล่าเปลี่ยวนัก ตัวนางมีมิติอยู่ด้วย จะไม่มีทางให้เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวแน่นอน
“คงทำได้เท่านี้แล้ว” เยี่ยซื่อมีหรือจะไม่รู้ความคิดของลูกชาย จึงพูดคล้อยตามไปเสียเลย นางยื่นมือไปตบๆ มือของเขาเป็นการปลอบใจ และในขณะที่กำลังจะลงมือจัดการก็กลับถูกหลี่ซินดึงเอาไว้
“ท่านแม่ วันนี้ดึกมากแล้ว อย่าเพิ่งทำจะดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าจำได้ว่าตรงนั้นมีถ้ำอยู่ด้วย พวกเราเอาหญ้าเหมาไปปูรวมตัวพักผ่อนกันก่อนสักคืนเถอะ เอาไว้ทำพรุ่งนี้ก็ยังไม่สาย”
หลี่ซินชี้นิ้วไปยังหินก้อนใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก อาชิวบอกกับนางว่าด้านหลังของหินก้อนนั้นคือถ้ำหินปูนตามธรรมชาติ แม้จะไม่ได้ใหญ่อะไร แต่ก็ลึกมากทีเดียว หากไปพักค้างแรมที่นั่นย่อมดีกว่าอยู่ในที่รกร้างเปล่าเปลี่ยวเช่นนี้อย่างแน่นอน
เมื่อหลี่ซินคิดถึงจุดนี้ก็ให้อาชิวไปตรวจสอบดูอีกครั้ง เพื่อเลี่ยงไม่ให้ด้านในมีพวกงูหนอนแมลงออกมาทำให้แม่ลูกเยี่ยซื่อตกใจกันเสียเปล่าๆ พวกนางผ่านเรื่องเลวร้ายมามากมายพอแล้ว
สำหรับการที่หลี่ซินสั่งให้ตัวเองไปทำนั่นทำนี่นั้น อาชิวไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่ว่าหลังจากที่ได้ยินนางบอกว่าหลังจากผ่านคืนนี้ไปจะยอมให้ได้ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนก็ทำเป็นร้องเมี้ยวๆ อยู่หลายที ฝืนใจไปทำสิ่งต่างๆ ให้
พวกแม่ลูกเยี่ยซื่อมองตามไปยังทิศทางที่หลี่ซินชี้ก็เห็นหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งอย่างเลือนราง แต่ไม่ยักจะเห็นถ้ำ ทว่าก็ไม่มีใครสงสัยในคำพูดของหลี่ซิน อย่างไรเสีย สถานที่แห่งนี้สำหรับหลี่เฉินและหลี่ซินสองพี่น้องคู่นี้ในตอนที่หลี่ต้าฟายังมีชีวิตอยู่ก็เป็นที่ที่มากันบ่อยครั้ง จึงไม่ถือว่าแปลกที่แต่อย่างใด หากหลี่ซินรู้ว่าที่ตรงนั้นมีถ้ำอยู่ก็ไม่ถือว่าแปลกเช่นกัน
เชิงอรรถ
^ หนึ่งกงหลี่ เท่ากับ หนึ่งกิโลเมตร