หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จสมิธรีบขึ้นไปที่ห้องเพื่อจัดการธุระส่วนตัว เมื่อสมิธเตรียมตัวเสร็จเป็ที่เรียบร้อยเขาบอกกับพ่อและแม่ถึงเื่ที่เขาจะไปหาต้นไม้เคลื่อนที่นั้นอย่างละเอียดโดยไม่มีปิดบังอะไรทั้งสิ้น
“อย่าปิดโทรศัพท์เป็อันขาด...” คอร์ทนี่ย์ขออย่างเดียวกคืออย่าปิดเครื่องโทรศัพท์เป็อันขาดเนื่องจากสมิธชอบปิด เพราะหากเกิดเหตุร้ายแรงอะไรจะได้ติดต่อกันได้อย่างสะดวกและให้ความช่วยเหลือได้ทัน
“ถ้าเจอเสี้ยนก็อย่าไปลูบมันล่ะ” จอห์นแค่เตือนลูกชายไม่มีอะไรเป็พิเศษ
สมิธบอกลาทุกคนก่อนจะออกจากบ้าน แผนการเดินทางของสมิธที่เขาวางไว้มีด้วยกัน 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือนั่งรถไฟไปยังเมืองด้านข้าง เมื่อไปถึงเมืองนั้นสมิธจะต้องนั่งรถบัสเพื่อไปยังเมืองอีกเมืองต่ออีกและพอไปถึงเมืองนั้นสมิธจำเป็จะต้องเดินเท้าเป็ระยะทางไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร นี้คือขั้นตอนการเดินทางทั้งหมดของสมิธ
สมิธตัดสินใจเดินมาที่สถานีรถไฟด้วยตนเองไม่ได้ให้พ่อมาส่งแต่อย่างใดเพราะเขา้าวอร์มอัพร่างกายสักเล็กน้อย เมื่อมาถึงสถานีสมิธซื้อตั๋วบ่อย่นี้จนพนักงานจำชื่อเขาได้ ซื้อเสร็จนั่งรอ รถไฟมาขึ้นไปนั่ง รถไฟออกตัวไปยังสถานีต่อไปๆ
เมืองนี้ที่สมิธพึ่งมาถึงเขาไม่แวะไปไหนอะไรทั้งนั้นเขาตรงไปใช้บริการรถบัสในทันที ซึ่งโชคดีที่รอบรถบัสที่จะพาเขาไปยังสถานที่แห่งนั้นยังอยู่ยังไม่ออกไป สมิธซื้อตั๋วและนั่งรอสักพักก็ได้ขึ้นรถบัสแถมบรรยากาศภายในบัสถือว่าค่อนข้างดีไม่เจอเด็กที่ร้องตลอดทางหรือเจออะไรที่สร้างความปวดหัว ตลอดเส้นทางผ่านไปได้ด้วยดีจนในที่สุดก็ถึงป้ายที่สมิธจะต้องลง
[กรีนฟิลล์] หนึ่งในเมืองเก่าที่อยู่ติดป่าเก่าแก่ด้วยอายุไม่ต่ำกว่าพันปีและยังเป็จุดหมายปลายทางของสมิธ
จากที่สมิธได้ลองค้นประวัติของเมืองแห่งนี้ในระดับเบื้องต้น ทำให้เขาได้รู้ว่าเมืองนี้เกือบจะเป็เมืองของผู้สูงอายุที่มีผู้สูงอายุกว่า 60% ของประชากรทั้งหมดในเมือง เนื่องจากเป็เมืองเก่าทำให้อัตราการเติบโตหรือการย้ายเข้าอยู่ในระดับต่ำ จึงทำให้สภาพด้วยรวมของเมืองเงียบเหงาและเต็มไปด้วยคนแก่! ซึ่งสมิธไม่ได้ติดใจหรือมีปัญหากับสิ่งเหล่านี้แต่อย่างใด
สมิธจำเป็ต้องเดินเพื่อเข้าไปยังตัวเมืองหลักเพราะป้ายที่รถบัสจอดจอดอยู่แค่ทางเข้าเมือง ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตรที่สมิธต้องเดิน สมิธเดินมาได้ระยะหนึ่งแล้วและเขาสังเกตอะไรบางอย่างได้คือระหว่างที่เขาเดินๆอยู่เขาไม่เห็นรถสักคนเลยที่ขับเข้าภายในเมืองแห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคือรถที่ขับออกมาจากเมืองสมิธเห็นเพียงแค่ 2 คันเท่านั้นตลอดระยะเวลากว่า 30 นาทีที่เขาเดิน ด้วยจำนวนประชากรที่สมิธตรวจสอบมาคือ 3,000 กว่าคน มันก็ไม่ใช่จำนวนที่เยอะแต่ว่ามันแปลกเกินไปสำหรับเมืองที่มีทางเข้าออกแค่ทางเดียว
หนึ่งชั่วโมงกว่าๆที่สมิธเดินโดยไม่หยุดพักแม้แต่วินาทีเดียวและในที่สุด!...ก็ถึงปลายทางสักทีเมืองกรีนฟิลล์ อย่างไรก็ตามสิ่งแรกที่สมิธได้รับหลังจากมาถึงเมืองนี้คือสายตา สายตาอันมากมายจดจ้องมาที่เขาราวกับมองเห็นสิ่งแปลกประหลาด หากเป็สมิธคนก่อนคงรู้สึกกลัวและอดอัดจนอยากจะร้องแต่นี้เป็สมิธที่ผ่านความตายความสยองทุกรูปแบบมาแล้วกว่า 30 ปี สายตาที่จดจ้องราวกับกำลังจะกลืนกินเหล่านี้จึงไม่เป็ผลกับตัวเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
“อากาศสดชื่นดีนะครับวันนี้!” สมิธโบกมือทักทายคนเ่าั้ที่กำลังจ้องเขาอยู่ สมิธอยากดูการตอบสนองของคนเ่าั้ว่าจะตอบไงหลังจากเขาทักทาย
ซึ่งสมิธได้แต่ความเงียบ…ไม่มีการทักทายกลับ
สมิธตัดสินใจเดินไปร้านสะดวกซื้อร้านหนึ่งเพื่อซื้อน้ำกินหลังจากเดินมาไกล เมื่อสมิธเดินเข้ามาภายในร้านสมิธเห็นหญิงชราคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็เ้าของร้านแห่งนี้และเป็แคชเชียร์กำลังนั่งถักนิดติ้งอยู่ แม้สายตาของหญิงชราคนนี้จะจดจ้องสมิธอย่างไม่ละสายตาแต่มือของเธอยังคงถักอย่างไม่หยุด สมิธเดินไปหยิบน้ำมาหนึ่งขวดก่อนจะมาว่าที่เคาท์เตอร์เพื่อคิดเงิน ซึ่งคุณยายหยุดถักและเดินมาที่เคาท์เตอร์
“เป็ไงบ้างจ๊ะหนุ่มน้อย เป็นักท่องเที่ยวรึ” คุณยายกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วดูเป็คุณยายใจดีโคตรๆ
สมิธค่อนข้างแปลกใจที่คุณยายเปลี่ยนสีหน้าได้เร็วมากเพราะก่อนหน้านี้หน้าของคุณยายยังดูเรียบเฉยอยู่เลย แต่ตอนนี้ภาพรวมของคุณยายกับดูเป็คุณยายแสนใจดีไปซะอย่างงั้น
“ใช่ครับ...ว่าแต่คุณยายพอจะรู้ไหมครับว่าบ้านหลังนี้อยู่ตรงไหน” สมิธตอบคุณยายก่อนจะยื่นรูปบนโทรศัพท์ให้คุณยายดู โดยรูปนั้นคือรูปบ้านที่เกิดเหคุต้นไม้เคลื่อนที่นั้นเอง ภายในบอร์ดบอกแค่ว่าเกิดที่เมืองอะไรแต่ไม่ยอมบอกว่าบ้านหลังไหนสมิธจึงต้องหาเอาเอง
“หนุ่มน้อยมีอะไรกับบ้านหลังนั้นรึ” น้ำเสียงคุณยายเริ่มต่ำลง รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มหุบ
“บ้านหลังนั้นเป็บ้านของคุณยายเออร์วินใช่ไหมครับ พอดีผมเป็เพื่อนกับเออร์วินเลยอยากจะมาบ้านของคุณยายเพื่อนสักหน่อยก็เท่านั้นเองครับ” สมิธตอบด้วยเื่โกหกเพราะเขาอยากจะเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอีกครั้ง
“โฮ่ โฮ่ โฮ่ โกหกมันไม่ดีนะหนุ่มน้อย เป็คนต่างถิ่นแล้วมาโกหกแบบนั้น...”