แม้จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็ถึง "แม่ทัพพยัคฆ์อัศนี" พร้อมอำนาจและเกียรติยศมากมาย แต่หมีขาวก็ยังคงทำหน้าที่องครักษ์ส่วนพระองค์ขององค์หญิงจือหลิงอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ตารางเวลาในแต่ละวันของนางอัดแน่นไปด้วยภารกิจ ในยามเช้า นางจะตรวจตราการฝึกฝนของหน่วยพยัคฆ์อัศนี สั่งการและวางแผนการรบร่วมกับเิเฉียง หลิวเฟิง และเ้าหนูเฉิน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพและปรับปรุงแนวป้องกันเมืองหลวงตามที่ได้ตั้งใจไว้ แต่เมื่อยามบ่ายคล้อย นางก็จะกลับมาประจำการข้างกายองค์หญิง คอยดูแลความปลอดภัยและเป็เพื่อนพูดคุยอย่างเช่นเคย หลายครั้งที่เหล่าขุนนางรู้สึกประหลาดใจที่เห็นแม่ทัพหญิงผู้เกรียงไกรยังคงทำหน้าที่องครักษ์ แต่สำหรับหมีขาวแล้ว ไม่มีตำแหน่งใดสำคัญไปกว่าการได้อยู่ใกล้ชิดและปกป้ององค์หญิงอันเป็ที่รัก
ค่ำคืนหนึ่ง หลังจากการประชุมอันเคร่งเครียดเื่การเสริมกำลังป้องกันชายแดน หมีขาวกลับมายังตำหนักขององค์หญิงจือหลิงด้วยท่าทางอ่อนล้าเล็กน้อย องค์หญิงทรงรอคอยนางอยู่แล้วในศาลาริมสระบัว ภายในสวนส่วนพระองค์ แสงจันทร์นวลสาดส่องลงมา อาบไล้ร่างของทั้งสองให้ดูงดงามราวภาพฝัน
"เหนื่อยมากหรือไม่ หมีขาว" องค์หญิงตรัสถามด้วยความเป็ห่วงพลางรินชาหอมกรุ่นให้นาง
"นิดหน่อยเพคะ แต่พอเห็นพระพักตร์องค์หญิง ข้าก็หายเหนื่อยเป็ปลิดทิ้ง" หมีขาวตอบตามความรู้สึกจริงใจ รับถ้วยชามาจิบอย่างช้าๆ
องค์หญิงแย้มพระสรวลบางเบา "พักนี้เ้ามีเื่ให้ครุ่นคิดมากมาย ทั้งเื่บ้านเมือง ทั้งเื่การทหาร ข้าอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของเ้าบ้าง"
"แค่ทรงอยู่เคียงข้างข้าเช่นนี้ ก็เป็กำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วเพคะ" หมีขาวมองสบพระเนตรองค์หญิง ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
ทั้งสองนั่งสนทนากันเื่สัพเพเหระอยู่ครู่ใหญ่ บรรยากาศผ่อนคลายและเป็กันเอง องค์หญิงเล่าเื่ที่ทรงอ่านเจอในตำรา ส่วนหมีขาวก็เล่าเื่ขบขันของเหล่าทหารในหน่วยให้ฟังบ้าง ความใกล้ชิดทำให้กำแพงแห่งฐานันดรศักดิ์เลือนหายไป เหลือเพียงเด็กสาวสองคนที่รู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ด้วยกัน
ขณะที่องค์หญิงกำลังโน้มพระวรกายเข้ามาเพื่อชี้ชวนให้หมีขาวดูหมู่ดาวบนท้องฟ้าที่สุกใสเป็พิเศษในค่ำคืนนั้นเอง ปลายพระเกศาที่หลุดลุ่ยเส้นหนึ่งขององค์หญิงปรกมาโดนแก้มของหมีขาว หมีขาวหันไปมองตามสัญชาตญาณ ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง องค์หญิงก็ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นพอดี ดวงตาของทั้งสองสบประสานกันในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดกันและกัน
ชั่วขณะนั้น โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน เวลาเชื่องช้าลงจนน่าใจหาย ด้วยความเผลอไผลหรืออาจจะเป็แรงดึงดูดบางอย่างที่ยากจะอธิบาย ริมฝีปากของทั้งสองก็ัักันแ่เบา...
เป็จุมพิตที่อ่อนหวานและบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างยามเช้า ทั้งหมีขาวและองค์หญิงจือหลิงต่างผงะออกจากกันด้วยความใระคนสับสนแกมเขินอาย พระพักตร์ขององค์หญิงแดงก่ำราวผลตำลึงสุก ส่วนหมีขาวนั้นรู้สึกราวกับมีผีเสื้อนับพันตัวบินว่อนอยู่ในท้อง หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
"ขะ...ข้า..." องค์หญิงอ้ำอึ้ง พูดอะไรไม่ออก
"องค์หญิง...ข้าขอประทานอภัย" หมีขาวรีบกล่าวเสียงตะกุกตะกัก แม้ในใจจะรู้สึกสับสนวูบวาบอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
แต่ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยคำใดต่อ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าวิ่งอย่างร้อนรนก็ดังขึ้น ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าศาลาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"ท่านแม่ทัพ! องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ! เื่ใหญ่แล้ว!" ขันทีทูลเสียงหอบ "คณะทูตจากแคว้นจ้าวกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ครั้งนี้...องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นจ้าวเสด็จมาด้วยพระองค์เอง!"
ข่าวที่มาถึงราวสายฟ้าฟาดทำลายบรรยากาศอันหวานซึ้งเมื่อครู่จนหมดสิ้น องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นจ้าว ผู้นั้นอายุราว_ยี่สิบ_ชันษา ขึ้นชื่อเื่ความเฉียบขาดและทะเยอทะยานไม่แพ้ผู้เป็บิดา การมาเยือนของเขาด้วยตนเองย่อมหมายความว่าแคว้นจ้าว้าเร่งรัดเื่การหมั้นหมายอย่างจริงจัง และจะไม่ยอมรับการผัดผ่อนอีกต่อไป
สีพระพักตร์ขององค์หญิงจือหลิงซีดเผือดลงทันที ส่วนหมีขาวนั้น ความรู้สึกสับสนจากจุมพิตเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตัวและโทสะที่คุกรุ่นขึ้นมาใหม่ นางกำหมัดแน่น แววตาแข็งกร้าวขึ้น
"พวกเขามาเพื่อรอคำตอบจากเสด็จพ่อ" องค์หญิงพึมพำเสียงแ่
"ฝ่าายังคงทรงลังเล แต่ครั้งนี้แรงกดดันย่อมมากกว่าเดิมหลายเท่า" หมีขาวกล่าว พายุลูกเก่าที่เคยสงบไปชั่วคราว บัดนี้ได้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง และดูเหมือนจะรุนแรงยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ จุมพิตที่ยังคงทิ้งร่องรอยความรู้สึกไว้บนริมฝีปาก ยิ่งตอกย้ำปณิธานในใจของนางให้ชัดเจนยิ่งขึ้น...นางจะไม่มีวันยอมให้องค์หญิงต้องตกไปอยู่ในมือของใครเป็อันขาด!