หยานเฉินไคฝึกเดินช้า ๆ ก้าวแรกของเขาหนักแน่นผิดกับเด็กทั่วไป ฝ่าเท้าแตะพื้นอย่างมั่นคง ราวกับหยั่งรากลงในดิน ทุกย่างก้าวถูกควบคุมอย่างแม่นยำ ไม่มีการส่าย ไม่มีความลังเล จังหวะการเคลื่อนไหวสม่ำเสมอราวกับถูกคำนวณไว้ล่วงหน้า
เขาไม่หายใจ ไม่มีอาการเหนื่อยล้า ร่างกายไม่ตอบสนองต่อขีดจำกัดแบบมนุษย์ สิ่งที่เรียกว่า “ความอ่อนล้า” ไม่เคยปรากฏอยู่ในตัวเขาเลย
โจวหยางยืนอยู่ไม่ไกล มือไพล่หลัง เฝ้ามองอย่างเงียบงันโดยไม่เอ่ยคำใด
เวลาไหลผ่านจากวันเป็วัน
การเดินที่เคยช้า เริ่มยาวขึ้น มั่นคงขึ้น จนกลายเป็การเคลื่อนที่ต่อเนื่อง ในที่สุดหยานเฉินไคก็เริ่มวิ่ง ฝ่าเท้ากระทบพื้นถี่ขึ้น แต่จังหวะยังคงนิ่งและเท่าเดิม พื้นดินเริ่มยุบตัวเล็กน้อยตามแรงกดของแต่ละก้าว
ไม่นาน ลานหินก็ไม่อาจกักเขาไว้ได้อีก
เขาก้าวเข้าสู่ป่าลึก วิ่งผ่านรากไม้และเงาไม้ ก่อนจะะโขึ้นเหยียบลำต้น เสียงกระทบดังแน่น ร่างเล็กพุ่งขึ้นไปเกาะกิ่งไม้ จากนั้นโหนตัวและปล่อยสู่ต้นถัดไป การเคลื่อนไหวต่อเนื่องราวกับไหลไปกับสายลม ไม่มีจังหวะสะดุด ไม่มีการพลาดแม้แต่น้อย
ใบไม้สั่นไหวร่วงหล่นตามแรงที่เขาผ่าน แต่ตัวเขายังคงสมดุลอย่างสมบูรณ์
โจวหยางยืนอยู่ด้านล่าง เงยหน้ามองผ่านช่องว่างของพุ่มไม้ แววตานิ่งลึก
รุ่งเช้าอีกวัน หยานเฉินไคนั่งอยู่หน้ากระดานไม้ พู่กันจุ่มลงในหมึกสีดำ ก่อนจะเริ่มเขียนตัวอักษรจีนอย่างช้า ๆ เส้นแรกยังแข็ง เส้นต่อมาเริ่มลื่นไหล และเส้นสุดท้ายนิ่งตรงราวกับคมดาบ
เขาเขียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากคำสั้นไปสู่ประโยคยาว หมึกหยดลงบนไม้แต่ไม่เปื้อนมือ การเคลื่อนไหวของพู่กันมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ จนตัวอักษรแต่ละตัวเริ่มมีความหมายบางอย่างแฝงอยู่ในเส้นสาย
ยามบ่าย เขานั่งสมาธิกลางลานหิน ร่างกายนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่การขยับของอก พลังปราณจากรอบทิศค่อย ๆ ไหลเข้ามาหาอย่างช้า ๆ เหมือนกระแสน้ำที่มองไม่เห็น หลอมรวมเข้าสู่ร่างเล็กอย่างต่อเนื่อง
แสงแดดแผดเผา ลมพัดผ่าน เวลาเคลื่อนไปข้างหน้า แต่เขาไม่เปลี่ยนแปลง
จากนั้นคือการฝึกกาย
เขาวิดพื้นอย่างต่อเนื่อง ร่างเล็กกดลงและดันขึ้นด้วยจังหวะคงที่ ซิทอัพดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง และสควอทมั่นคงราวกับเสาหิน พื้นดินใต้ตัวเขาค่อย ๆ ยุบลงตามแรงกด แต่จังหวะยังคงเท่าเดิม ไม่มีช้าลง ไม่มีหยุดพัก
เมื่อหยิบดาบไม้ขึ้น การฝึกเปลี่ยนไปอีกระดับ
เขาฟัน เฉียง ปัด แทง อย่างต่อเนื่อง อากาศถูกแหวกออกเป็ชั้น เสียงการตัดผ่านดังเบาแต่คม แรงกดดันรอบตัวเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน
เมื่อฤดูร้อนมาถึง แสงแดดแผดเผาลานหินจนสั่นไหวเป็คลื่นความร้อน หยานเฉินไคยืนอยู่กลางแสงนั้น ยกดาบขึ้นแล้วฟันลง อากาศด้านหน้าถูกแยกออก ฝุ่นบนพื้นแตกกระจายเป็แนวตรง
เมื่อเขาเฉียงดาบ ลมร้อนที่พัดผ่านถูกแบ่งออกเป็สองส่วนชั่วขณะ และเมื่อแทงไปข้างหน้า พื้นหินใต้เท้าเกิดรอยร้าวแผ่กระจายออกเป็วง
ไม่มีเหงื่อ ไม่มีการสั่น มีเพียงความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อฤดูฝนมาเยือน สายฝนตกหนักต่อเนื่อง หยานเฉินไคยืนอยู่กลางสายฝนโดยไม่หลบเลี่ยง
เขาฟันดาบลงตรงหน้า สายน้ำที่ตกลงมาเกิดช่องว่างขึ้นทันที ราวกับถูกผ่าออกเป็สองส่วน หยดฝนแตกกระจายกลางอากาศเมื่อเขาเฉียงดาบอีกครั้ง
เมื่อหมุนตัว ดาบกวาดเป็วง ฝนรอบกายถูกผลักออก เกิดพื้นที่ว่างชั่วขณะรอบตัวเขา
เขาไม่ได้หลบฝน แต่ควบคุมมัน ฤดูหนาวมาถึง หิมะโปรยลงปกคลุมทุกสิ่งด้วยสีขาว
หยานเฉินไคยืนอยู่กลางลาน ดาบในมือเคลื่อนไหวช้าแต่หนักแน่น เมื่อฟันลง เกล็ดหิมะตรงหน้าถูกแบ่งออกเป็สองส่วนอย่างชัดเจน
เมื่อเฉียงขึ้น หิมะที่ตกลงมาหยุดชะงักชั่วครู่ก่อนแตกกระจายเป็ละอองละเอียด และเมื่อแทงไปข้างหน้า หิมะรอบตัวถูกผลักออกเป็วงกว้างเหมือนถูกแรงกดดันบางอย่างขับไล่
ลมหนาวพัดผ่าน แต่ร่างเล็กยังคงนิ่งสงบ
ฤดูใบไม้ผลิกลับมาอีกครั้ง ลมอ่อนพัดผ่านต้นไม้ ดอกไม้ร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบงัน
หยานเฉินไคนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ กลีบดอกไม้ที่ลอยลงมาถูกเบี่ยงออกจากร่างของเขาอย่างแ่เบา เหมือนมีแรงบางอย่างห่อหุ้มอยู่รอบตัว
หนึ่งปีผ่านไปอย่างเงียบงัน
หยานเฉินไคยืนอยู่บนยอดไม้สูงสุด สายตามองออกไปไกล ร่างกายนิ่งสงบแต่แฝงด้วยแรงกดดันที่ไม่อาจมองเห็น
ด้านล่าง โจวหยางยังคงยืนอยู่ที่เดิม ตลอดหนึ่งปี เขาไม่เคยแทรกแซง ไม่เคยสั่งสอน
แต่ในครั้งนี้ แววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขามองขึ้นไปยังร่างเล็กบนยอดไม้ แล้วเอ่ยเสียงเบา“ถึงขั้นนี้แล้วหรือ”
ลมพัดผ่านป่า ใบไม้ไหวเอนและการฝึกฝนของหยานเฉินไค ยังห่างไกลจากคำว่าสิ้นสุด
หยานเฉินไคยืนอยู่บนยอดไม้สูงสุด ร่างนิ่งสงบ สายตามองไกลออกไปเหมือนกำลังมองทะลุูเาและเมฆหมอก แรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านออกจากกายเขาอย่างสม่ำเสมอ
ด้านล่าง โจวหยางเงยหน้ามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวออกมาจากเงาไม้เป็ครั้งแรก
เสียงฝีเท้าเบา แต่หนักแน่น
“อี้เอ๋อร์ ลงมา”เสียงเรียบง่าย แต่แฝงอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ
หยานเฉินไคก้าวออกจากกิ่งไม้ ร่างเบาหวิวราวกับไร้น้ำหนัก ก่อนจะลงสู่พื้นอย่างมั่นคง ไม่มีเสียง ไม่มีแรงกระแทก
เขายืนตรงหน้าโจวหยาง ดวงตานิ่ง ไม่เอ่ยถาม
โจวหยางมองเขาอยู่ชั่วขณะ จากนั้นจึงหยิบท่อนไม้ธรรมดาชิ้นหนึ่งออกมา โยนให้เบา ๆ
“เ้าฝึกกาย ฝึกจิต ฝึกกระบี่มาครบแล้ว”เขาหยุดเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยังดาบไม้ในมือเด็กน้อย“แต่ยังขาด ‘การควบคุม’ ที่ละเอียดที่สุด”
หยานเฉินไคมองท่อนไม้ในมือเงียบ ๆ
โจวหยางยกมือขึ้นเล็กน้อย พลังปราณบางเบาถูกปล่อยออกมา ท่อนไม้ชิ้นเล็กในมือเขาค่อย ๆ เปลี่ยนรูปอย่างช้า ๆ เศษไม้ปลิวออกเป็ผงละเอียด ราวกับถูกมีดที่มองไม่เห็นแกะสลัก
ไม่นาน รูปนกตัวเล็กก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือ รายละเอียดคมชัดจนเห็นลายขน
“นี่ไม่ใช่การใช้แรง แต่คือการควบคุมทุกส่วนของพลัง”เขาส่งนกไม้ให้หยานเฉินไค“อี้เอ๋อร์ ลองดู”
หยานเฉินไครับมันมาอย่างนิ่งสงบ
วันแรก เขาเพียงยกมือขึ้น พลังปราณไหลออกจากปลายนิ้ว ท่อนไม้สั่นเล็กน้อย ก่อนจะเกิดรอยแตกหยาบ ๆ
ไม้แยกออกอย่างไม่เป็รูป
โจวหยางไม่พูด
วันที่สอง รอยแตกน้อยลง แต่ยังไม่สม่ำเสมอ เศษไม้ยังคงกระเด็นออกเป็ชิ้นใหญ่
วันที่สาม เส้นเริ่มบางลง แต่ยังไม่ต่อเนื่อง
หยานเฉินไคไม่แสดงสีหน้า ไม่หยุด และไม่เร่ง เขายืนอยู่ใต้ต้นไม้ ฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฤดูร้อนกลับมาอีกครั้ง แสงแดดส่องลงมาบนมือของเขา ขณะที่พลังปราณค่อย ๆ ไหลออกอย่างระมัดระวัง เศษไม้เริ่มละเอียดขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับที่้า
เหงื่อไม่มี ความผิดพลาดมี แต่ไม่เคยหยุด
ฤดูฝน เม็ดฝนตกลงมากระทบพื้นอย่างต่อเนื่อง หยานเฉินไคยังคงยืนอยู่ที่เดิม มือหนึ่งถือไม้ อีกมือควบคุมพลังปราณ
หยดน้ำตกกระทบปลายนิ้ว แต่ไม่ทำให้พลังสั่นไหว รอยแกะสลักเริ่มบางลง สม่ำเสมอขึ้น เส้นเริ่มต่อเนื่องราวกับถูกวาดด้วยพู่กัน
ฤดูหนาว หิมะโปรยลงเงียบงัน
ท่อนไม้ในมือเขาค่อย ๆ เปลี่ยนรูป เศษไม้ที่หลุดออกมาไม่ใช่ชิ้นอีกต่อไป แต่เป็ผงละเอียดที่ปลิวไปกับลมหนาว
รูปทรงเริ่มชัดขึ้นทีละน้อยไม่ใช่แค่ “ตัด” แต่คือ “สร้าง”
ฤดูใบไม้ผลิใต้ต้นไม้ที่ดอกไม้ร่วงหล่น หยานเฉินไคยืนสงบนิ่ง มือของเขาเคลื่อนไหวช้า ๆ แทบมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ท่อนไม้ในมือกลับค่อย ๆ เผยรูปร่างที่ซ่อนอยู่ภายใน
ไม่นาน รูปกระบี่เล่มเล็กก็ปรากฏขึ้น
เส้นคม เรียบ และสมดุล
เขาหยุดมือ
เงียบงัน
โจวหยางที่ยืนมองมาตลอดก้าวเข้ามา หยิบกระบี่ไม้นั้นขึ้น พิจารณาเพียงครู่เดียว“พอใช้ได้”
เขาวางมันกลับลงในมือเด็กน้อย“แต่ยังไม่พอ”
หยานเฉินไคเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
โจวหยางมองตรงเข้าไปในดวงตาของเขา“เมื่อใดที่เ้าสามารถแกะสลัก โดยไม่ทำให้ไม้สูญเสียสิ่งใด เมื่อนั้นเ้าจึงจะเริ่มเข้าใจ”
ลมพัดผ่าน กลีบดอกไม้ร่วงลงอีกครั้ง
หยานเฉินไคก้มมองท่อนไม้ในมือ เขายังพูดไม่ได้ แต่ก็ฝึกแกะสลักต่อไป
วันแล้ววันเล่า เขายืนอยู่ใต้ต้นไม้เดิม พลังปราณไหลออกจากปลายนิ้วอย่างเงียบงัน ท่อนไม้ในมือค่อย ๆ เปลี่ยนรูป เศษไม้ที่หลุดออกจากครั้งแรกยังหยาบ แตกเป็ชิ้นไม่เท่ากัน เส้นไม่ต่อเนื่อง รูปร่างบิดเบี้ยว
เขาไม่หยุด
ไม่เร่ง
ไม่ลังเล
เพียงแกะสลักซ้ำไปเรื่อย ๆ
จากรอยแตกหยาบ ค่อย ๆ กลายเป็เส้นที่บางลง เศษไม้เริ่มเล็กลง จากชิ้นกลายเป็เสี้ยว จากเสี้ยวกลายเป็ผงละเอียด การควบคุมพลังปราณเริ่มนิ่งขึ้น จังหวะของการปล่อยและดึงกลับสม่ำเสมอราวกับลมหายใจที่เขาไม่มี
ฤดูร้อนผ่านไป แสงแดดส่องกระทบปลายนิ้วที่นิ่งสงบ
ฤดูฝนมาเยือน สายฝนตกกระทบไหล่ แต่พลังไม่สั่นไหว
ฤดูหนาวปกคลุม หิมะเกาะบนแขน แต่การควบคุมยังคงแม่นยำ
ฤดูใบไม้ผลิกลับมา ดอกไม้ร่วงรอบกาย แต่เขาไม่เคยเสียสมาธิ
เวลาค่อย ๆ สะสมเป็ปี
ท่อนไม้ในมือเขาไม่ใช่แค่ถูกตัด แต่ถูก “เผย” สิ่งที่อยู่ภายในออกมา รูปสัตว์ รูปดาบ รูปูเา ล้วนปรากฏขึ้นอย่างเป็ธรรมชาติ เส้นสายเรียบเนียน ไม่มีรอยสะดุด ไม่มีส่วนเกิน
เศษไม้ที่หลุดออกไปบางเบาราวกับฝุ่น ไม่กระจัดกระจาย แต่ลอยออกอย่างมีทิศทาง ราวกับถูกควบคุมั้แ่ต้นจนจบ
สองปีผ่านไป
ในมือของหยานเฉินไค ท่อนไม้ชิ้นหนึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนรูปอีกครั้ง พลังปราณไหลออกอย่างแ่เบา แทบมองไม่เห็นการเคลื่อนไหว แต่พื้นผิวของไม้กลับเรียบขึ้นทีละน้อย
ไม่นาน รูปคนตัวเล็กก็ปรากฏขึ้น
สัดส่วนสมบูรณ์ เส้นสายคมชัด แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยก็ไม่ผิดเพี้ยน
ไม่มีเศษไม้เหลืออยู่รอบตัวเขาเลย
ราวกับไม่เคยมีการ “แกะสลัก” เกิดขึ้นมาก่อน
โจวหยางยืนมองอยู่เงียบ ๆ
สายตาของเขาหยุดลงบนผลงานในมือเด็กน้อยเพียงครู่เดียว ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉย
“ใช้ได้”
เขาโยนก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือให้“ต่อไป เปลี่ยนเป็สิ่งนี้”
หยานเฉินไครับมันไว้ หินหนัก แน่น และแข็งกว่าหลายเท่า
วันแรก พลังปราณกระทบลงไป เกิดเพียงรอยขีดตื้น ๆ บนผิวหิน เสียงเสียดสีแ่เบาดังขึ้น แต่ไม่มีเศษใดหลุดออกมา
วันที่สอง รอยเริ่มลึกขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่สม่ำเสมอ
วันที่สาม เส้นเริ่มต่อเนื่อง แต่ยังหยาบ
เขายังคงฝึก ไม่มีคำถาม ไม่มีความท้อ
พลังปราณค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในเนื้อหิน ไม่ใช่แค่ตัดผ่านพื้นผิว แต่ค่อย ๆ คลายโครงสร้างภายในอย่างแม่นยำ
เวลาผ่านไปอีกนาน
ฤดูเปลี่ยนผ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
รอยบนหินเริ่มบางลง ลึกขึ้น และต่อเนื่องมากขึ้น เศษหินที่หลุดออกไม่ใช่สะเก็ดหยาบ แต่เป็ผงละเอียดที่ร่วงลงเงียบ ๆ
ในที่สุด หินก้อนหนึ่งในมือเขาค่อย ๆ เปลี่ยนรูป
จากก้อนหยาบ กลายเป็รูปกระบี่เล่มเล็ก
ผิวเรียบ เนียน ไม่มีรอยแตก เส้นคมตรงราวกับถูกหล่อขึ้นมา หยานเฉินไคหยุดมือ ก้มมองผลงานในมืออย่างนิ่งสงบ
โจวหยางเดินเข้ามา หยิบกระบี่หินนั้นขึ้น พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง“พอใช้ได้”เขาคืนมันกลับไป“แต่ยังไม่ใช่ที่สุด”
หยานเฉินไคเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าสงบ
โจวหยางสบตาเขาโดยตรง น้ำเสียงยังคงเรียบ“เมื่อใดที่เ้าไม่ต้อง ‘แกะ’ แต่สิ่งนั้นเผยตัวออกมาเอง เมื่อนั้นเ้าจึงจะก้าวอีกขั้น”
ลมพัดผ่านเบา ๆ ฝุ่นหินบางเบาลอยขึ้นแล้วหายไป
หยานเฉินไคก้มลงมองหินในมืออีกครั้ง การฝึกฝน…ยังดำเนินต่อไป