เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 137 ช่วยพวกเราผดุงความยุติธรรม

            นายตำรวจขีดๆ เขียนๆ ข้อความมากมายลงบนสมุด และยื่นให้เซี่ยเสี่ยวหลานเพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือ

            เขาไม่เขียนสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานพูดเลยสักคำทำตามความคิดของตนเองทั้งนั้น วิธีการเช่นนี้ถูกเห็นโดยหัวหน้าหยาง ทั้งยังมีเลขาโหวอยู่ในเหตุการณ์หัวหน้าหยางโกรธเคืองเสียจนเกิดควันลอยออกจากเจ็ดทวาร [1]

            ปัง—

            ประตูใหญ่ถูกถีบจนเปิดออก

            นายตำรวจรีบคลำหากระบองตำรวจโดยสัญชาตญาณ หลังจากได้ยินคำถามของหัวหน้าหยางแล้วเขาก็คิดในใจว่าฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณคือใคร?

            แต่พอเงยหน้ามองจนแจ่มแจ้ง นายตำรวจเจ้าเล่ห์รู้สึกว่าตนกำลังตาลาย

            “...หัวหน้า หัวหน้าหยาง?”

            แม้เขาจะทำงานในสถานีตำรวจระดับพื้นฐาน แต่ก็เคยพบหัวหน้าหยางเมื่อตอนอบรมที่สำนักงานเมือง

            ด้านหลังหัวหน้าหยางยังมีผู้อำนวยการสถานีของพวกเขาตามมาด้วยดังนั้นก็ยิ่งมั่นใจว่าไม่ผิดแน่

            คนขับรถเบาใจไปเปราะหนึ่ง หัวหน้าหยางอะไรเขาไม่รู้จัก อย่างไรเสียขอเพียงแค่เลขาโหวมาถึงแล้วก็พอ

            เส้ากวงหรงอย่างกับพบญาติสนิทมิตรสหาย “พี่โหวถ้าพี่มาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว คงไม่เจอผมแล้ว!”

            เลขาโหวแทบจะสะดุดล้ม หากมาช้าอีกนิดเดียวด้วยนิสัยแบบนั้นของเส้ากวงหรงก็คงแค่โดนฟาดไม่กี่ที จะมีเรื่องร้ายแรงขนาดนั้นเสียที่ไหนกัน?

            เลขาโหวพึงพอใจไม่น้อย อันที่จริงเส้ากวงหรงฉลาดเฉลียวทีเดียวแม้ตอนทะเลาะวิวาทจะบ้าบิ่น ทว่าพอถูกจับกลับไม่อ้างชื่อของคุณลุงขึ้นมาแม้แต่คำพูดเดียวหากเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาย่อมน่ารำคาญใจมาก แม้สุดท้ายผู้ใหญ่จะพาพวกเขาออกไปได้แต่น้ำเน่า [2] จะต้องสาดโดนศีรษะของคุณลุงไม่สามารถโดยหลีกเลี่ยงได้นินทาว่าหลานชายของใครสักคนแผลงฤทธิ์อย่างไรในสถานีตำรวจนี่มิใช่กิตติศัพท์ที่ดีนัก

            เลขาโหวรำพึงในใจว่าสมกับเป็นการสั่งสอนของตระกูลเส้า

            ทว่าสีหน้าไม่ชัดเจน และไม่ออกตัวเป็นมิตรต่อพวกของเส้ากวงหรง แต่แสดงออกด้วยความเป็นการเป็นงาน

            เดิมทีเรื่องนี้ควรตัดสินใจโดยหัวหน้าหยาง

            ประสาทอันตึงเครียดของเซี่ยเสี่ยวหลานผ่อนคลายในบัดดล เมื่อครู่เป็นสถานการณ์ที่หนักอึ้งมากเธอได้พิจารณาความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดแล้ว

            ตอนนี้ดูเหมือนว่าเมฆฝนได้เคลื่อนคล้อยไปฟ้าใหม่มาเยือนแล้ว!

            ตั้งแต่ที่คนขับรถโพล่งถึงเลขาโหวประจำคณะกรรมการเมืองเซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้เส้นสายคร่าวๆ ของพวกคังเหว่ยทันที ไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไรพวกคังเหว่ยทั้งสามคนก็จะไม่มีปัญหา เวลานี้เลขาโหวมาแล้ว ทั้งยังพา ‘หัวหน้าหยาง’ มาอีกด้วย...ถ้าคนของสถานีตำรวจรู้จักดี แถมขาสองยังข้างสั่นงันงกเมื่อพบหน้าคงจะไม่ใช่แค่หัวหน้าสำนักงานความปลอดภัยสาธารณะของเขตซึ่งอยู่ภายใต้ซางตูสินะ?

            อย่างน้อยต้องหัวหน้าสำนักงานเมืองแล้ว

            เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกผ่อนคลายเพราะเหตุนี้

            ถ้าอย่างนั้นไม่เพียงแต่คังเหว่ยและเส้ากวงหรอที่จะไม่เป็นอะไรเธอก็ไม่ต้องแบกข้อหา ‘ค้ากำไรเกินควร’ แล้วเช่นกันสินะ!

            “เสี่ยวหลาน...”

            หลี่เฟิ่งเหมยเปล่งเสียงอย่างยากเย็น เธอยังไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า

            เซี่ยเสี่ยวหลานตอบเสียงเบา “ป้าไม่ต้องกลัวนะ พวกเขามาเพื่อช่วยพวกเราผดุงความยุติธรรม”

            นอกจากหัวหน้าหยางจะผดุงความยุติธรรมเพื่อพวกเขาแล้วเขายังเป็นผู้บริหารที่มีไมตรีจิตเต็มเปี่ยมคนหนึ่งด้วย

            เขาจับมือกับทีละคน ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

            “ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องลำบากแล้ว! สหายของพวกเราทำงานยังไม่รอบคอบมากพอเรื่องนี้ต้องมีคำตอบที่ยุติธรรมแน่นอน!”

            เซี่ยเสี่ยวหลานสะสวยขนาดไหนกัน?

            ต่อหน้าเลขาโหว หัวหน้าหยางไม่มีทางมองเธอจนเกินสมควร เขาไม่มีทางวอกแวกเพียงเพราะหญิงงามอย่าได้ดูแคลนความปราดเปรื่องของเหล่าผู้บริหารเชียว

            ความกระตือรือร้นของหัวหน้าหยางแสดงออกให้เลขาโหวเห็นเท่านั้นหรือจะบอกว่าให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่สนับสนุนเลขาโหวก็ได้

            ขนาดหลี่เฟิ่งเหมยยังมีโอกาสจับมือกับหัวหน้าหยางเลย

            เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อวดดีแม้แต่น้อย เธอกลับเงียบงันด้วยซ้ำคังเหว่ยโผล่มาข้างหน้า เอ่ยปากตำหนิตนเองว่าจัดการเรื่องนี้ได้ไร้ความสามารถนัก

            “พี่สะใภ้ พวกเราหุนหันพลันแล่นเกินไป”

            เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายศีรษะปฏิเสธ “ฉันผิดเอง ทำให้พวกเธอติดร่างแหไปด้วยถ้าเธอมาไม่ทันท่วงที วันนี้ฉันคงมีปัญหาใหญ่กว่านี้แน่”

            เลขาโหวมองเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างลึกซึ้ง และเธอช่างน่ามองจริงๆ ด้วยดังคนโบราณว่าหญิงงามล่มเมืองไม่มีผิดเส้ากวงหรงขอความช่วยเหลือจากเขาเพื่อเธอถึงสามหนแล้วนี่? ตอนนี้ทำเอาโจวเฉิงหลงใหลหัวปักหัวปำได้ถึงขนาดนี้ทว่าโอกาสในการลงเอยกันนั้นช่างน้อยเหลือเกิน

            ไม่ว่าใจเลขาโหวคิดอย่างไรก็ไม่กระทบต่อความสุภาพในวาจาของเขา

            “คุณผู้หญิงเซี่ย คุณไม่ต้องกังวล คุณทำธุรกิจตามทำนองคลองธรรมไม่มีใครจะยื่นข้อหาค้ากำไรเกินควรแก่คุณได้แน่”

            คนทั่วไปล้วนเรียก ‘คุณ’ ครอบครัวเรียก ‘เด็กน้อย’ มิตรสหายเรียก ‘เสี่ยวหลาน’ เป็นครั้งแรกเลยที่เซี่ยเสี่ยวหลานถูกคนเรียกว่า ‘คุณผู้หญิงเซี่ย’ เลขาโหวคนนี้คือผู้ช่ำชองโดยแท้จริง

            “เช่นนั้นฉันก็ไม่รบกวนคุณแล้วค่ะ”

            เห็นได้ชัดว่าเลขาโหวมีบางสิ่งจะคุยกับพวกคังเหว่ยเซี่ยเสี่ยวหลานรับรู้และเข้าใจสถานการณ์ จึงลาจากสถานีตำรวจไปพร้อมกับหลี่เฟิ่งเหมย

            เลขาโหวจะวานให้คนขับรถไปส่งเธอ แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม

            เมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานและป้าสะใภ้จากไป เลขาโหวถึงละสายตากลับมา

            กิริยาธรรมชาติไม่มีการเติมแต่ง สภาวะทางจิตใจมั่นคง ไม่เหมือนเด็กสาวจากชนบทสักนิดเดียวหากเมื่อสักครู่ไม่ข่มขู่ญาติของเธอ เธอคงสามารถนิ่งสงบยืนหยัดอยู่ในสถานีตำรวจได้นานกว่านี้แน่นอน

            พอเซี่ยเสี่ยวหลานจากไป เลขาโหวเปลี่ยนสีหน้าทันที ดูเคร่งขรึมเล็กน้อย

            “เจ้านายยังไม่ทราบเรื่องนี้นะครับ เหล่าเซียว นายดันวานคนส่งสารมั่วซั่วเสียได้ถ้าฉันมาไม่ทันเวลา พวกกวงหรงไม่เจอปัญหาใหญ่เอาหรือ?”

            ----------------------------------------

            เซี่ยเสี่ยวหลานและหลี่เฟิ่งเหมยเดินเพิ่งถึงหัวมุมถนนก็พบกับคนคนหนึ่งนั่งยองอยู่บนพื้นพลางกุมศีรษะนับมด

            “ลุง?!”

            คนคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา นัยน์ตามีแต่เส้นเลือดแดงก่ำมิใช่หลิวหย่งหรอกหรือนี่?

            หลิวหย่งรู้เรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานและหลี่เฟิ่งเหมยถูกนำตัวเข้าสถานีตำรวจเขานั้นตกใจแทบตาย ได้ยินว่าเรื่องราวใหญ่โตทีเดียว เขายังไม่กล้าบอกหลิวเฟินสิ่งแรกที่ทำคือไปหาหูหย่งไฉ หูหย่งไฉได้ฟังดังนั้นก็ตกใจเช่นกันสัญชาตญาณบอกว่าบ้านจูกำลังก่อเรื่อง

            เวลานี้จะทำอย่างไรดี?

            หูหย่งไฉบอกให้เขาไปขอความช่วยเหลือจากจูฟ่าง

            “จูฟ่างเขาเป็นคนมีเหตุผลนะ”

            จูฟ่างยิ่งกว่ามีเหตุผลเสียอีก เขาเคยพบกับหลิวหย่งสองครั้ง มีมารยาทต่อหลิวหย่งมากทีเดียว

            หลิวหย่งไม่มัวสนใจอะไรมากมาย คนหนุ่มสาวถึงจะให้ความสำคัญต่อศักดิ์ศรี แต่ภรรยาและหลานสาวของเขาติดอยู่ที่สถานีตำรวจทั้งคู่เช่นนี้อย่าว่าแต่ให้เขาขอร้องจูฟ่างเลย ให้เขาขอร้องติงอ้ายเจินก็ยังได้!

            ทว่าพอหลิวหย่งไปถึงภัตตาคารหวงเหอ คนของร้านบอกว่าจูฟ่างไปเข้าอบรมแล้ว

            ชั้นเรียนอบรมอยู่ที่ไหนเล่า?

            คนเขาไม่มีทางบอกหลิวหย่งโดยง่ายดาย แต่ต่อให้รู้ว่าชั้นเรียนอบรมอยู่ที่ไหนหลิวหย่งก็ไม่ได้พบจูฟ่างอยู่ดี

            เขานึกออกว่าตนเองสนิทสนมกับบิดามารดาของผู้อำนวยการโรงงานหยวน... วันนี้ช่างโชคร้ายหลังจากบาดเจ็บได้หนึ่งร้อยวัน [3] ลุงหยวนก็ไปโรงพยาบาลเพื่อถอดเฝือกประตูบ้านปิดสนิท หลิวหย่งไร้ที่พึ่งพิงในการขอความช่วยเหลือ

            เขาร้อนใจกลัวว่าเซี่ยเสี่ยวหลานและหลี่เฟิ่งเหมยจะประสบเคราะห์ร้ายที่สถานีตำรวจทำได้เพียงถ่อมาสืบเสาะด้วยตนเอง

            คนของสถานีตำรวจไม่อนุญาตให้เข้าไปข้างในยามเฝ้าประตูรับบุหรี่หนึ่งคอตตอนของหลิวหย่งไว้ แล้วค่อยแอบบอกเขาเรื่องราววันนี้เหมือนจะเกี่ยวกับการรวมกลุ่มทะเลาะวิวาทและค้ากำไรเกินควรผู้ได้รับบาดเจ็บคือแนวร่วมป้องกัน และไม่รู้เช่นกันว่าจะจัดการอย่างไร

            แต่พวกเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีรากฐานใดในซางตูด้วยซ้ำสู้แนวร่วมป้องกันไม่ได้แน่นอน

            หลิวหย่งเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งก็จริง ทว่าพออยู่ในซางตูอันแสนกว้างใหญ่ก็ไม่ต่างอะไรจากแมลงวันไร้หัวไม่มีความสามารถที่จะช่วยภรรยาและหลานสาว เขาจึงทำได้เพียงนั่งยองกุมศีรษะบนถนนด้วยความทุกข์ร้อน

            เมื่อได้ยินมีคนเรียก ‘ลุง’ หลิวหย่งเงยหน้าขึ้น นี่เซี่ยเสี่ยวหลานกับหลี่เฟิ่งเหมยไม่ใช่หรือ?

            หลี่เฟิ่งเหมยใบหน้าซีดเผือด แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับดูไม่ได้รับผลกระทบใด

            “พวกเธอไม่เป็นไรใช่ไหม?!”

            หลิวหย่งกังวลว่าสตรีทั้งสองจะเดือดร้อนในสถานีตำรวจ เมื่อพบว่าพวกเธอถูกปล่อยออกมาแล้วก็ตื่นเต้นจนไม่รู้จะกล่าวอะไรดี

            หลี่เฟิ่งเหมยเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าไม่เป็นไรแล้วหรือไม่แต่เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ

            “เรื่องราวคลี่คลายแล้ว พวกคังเหว่ยช่วยไว้ โชคดีที่คังเหว่ยมาทันเวลา”

            ความจริงขณะเลขาโหวพาหัวหน้าหยางมาถึงสถานีตำรวจหลิวหย่งก็นั่งยองบนขอบทางเท้าของถนนใหญ่แล้ว แต่เลขาโหวนั่งบนรถยนต์ จึงทำให้พวกเขาคลาดกันอีกทั้งคราวก่อนที่ช่วยเหลือหลิวหย่งเลขาโหวก็ไม่เคยออกหน้าด้วยตนเองต่อให้หลิวหย่งพบเขาย่อมจำไม่ได้อยู่แล้ว

            แม้เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าเรื่องราวคลี่คลายแล้ว หลิวหย่งก็ยังคงไม่สบายใจ

            “คังเหว่ยมาหรือ? ตอนนี้ลุงยังสับสนอยู่เลย ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรกันแน่?”

            ลมหนาวพัดผ่านทำเอาหลี่เฟิ่งเหมยปากสั่นฟันกระทบ “กลับบ้านกันก่อนเถอะ...”

     

      

      

      

     

      

      

     

    เชิงอรรถ

    [1]七窍生烟 ไฟโทสะลอยออกจากเจ็ดทวาร หมายถึง สองตา สองหู สองรูจมูกและปากมีไฟโทสะลอยออกมา เปรียบเปรยว่าโกรธมากจนถึงจุดสูงสุด

    [2]ในที่นี้หมายถึงชื่อเสียงในทางไม่ดี

    [3]伤筋动骨一百天 บาดเจ็บได้หนึ่งร้อยวัน หมายถึงอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูกมักจะดีขึ้นภายในเวลาหนึ่งร้อยวันหรือราวสามเดือน

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน