" กัสเซ่ หรอกรึ ชื่อแปลกหูยิ่งนัก "
ผู้คนรอบข้างที่ได้ยินต่างอมยิ้มพลางยักคิ้วสงสัย ส่วนองค์หญิงนางทำปากว้าวสีหน้าเหมือนเด็กตื่นเต้น นางสำรวจรูปลักษณ์เด็กหนุ่มจากหัวจรดเท้า แล้วจึงแซวเด็กหนุ่ม
" ข้าว่าน่ารักดีออก ผมดำแสกกลาง ผิวน้ำตาลอ่อน แววตาดุดัน โดนไปขนาดนั้นยังนั่งยิ้มอยู่ได้ เ้านี่ดูๆแล้วมีเสน่ห์ดีนะ ฮิๆ"
ฉังชรู่หลับตายิ้มเห็นฟันพลางหัวเราะคิกๆ ทำเอาเด็กหนุ่มในรถเข็นประหม่าหลบสายตาไปทางอื่นชั่วขณะ ทั้งคู่ยิ้มหัวเราะให้กัน เป็การพบกันครั้งแรกที่วิเศษมากสำหรับพวกเขา
แต่ทันใดนั้น เด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงสายตาอาฆาตจาก้า บางสิ่งบางอย่างกำลังจ้อมเขม็งใส่เขาอยู่..
" เอาเถิดท่าน แก้มหมอนี่แดงหมดแล้ว มาเข้าเื่กันเถิด ก้า " ยุจูว อีกาสัตว์อสูรบินมาเกาะบนหัวฉังชรู่พลางพูดจิกให้นางทำตัวเป็ผู้ใหญ่เสียที
( เ้าอีกาตนนี้ บรรยากาศกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย ช่างขัดจังหวะเสียจริง ) เสียงในใจเด็กหนุ่มที่แสร้งยิ้มๆไปแต่ส่งสายตาปะทะกับเ้าอีกาดวงตาและหางเป็เพลิงสีเขียว้า
( โฮ่ ไอ้หมอนี่เล็งเห็นผลหรอกรึ ก้า ) ยุจูวส่งสายตาปะทะกลับไปใส่กัสเซ่ มันรู้ว่าผู้ชายทุกตนมักคิดการไกลกับองค์หญิงั้แ่แรกเห็นด้วยชีวิตที่ผ่านมารับใช้องค์หญิงมานับไม่ถ้วน หากมิได้ปฏิบัติภารกิจอันใดมันก็จะคอยทำตัวเป็พ่อตาห่วงลูกสาวตลอด!
( ยัง ยังไม่หยุดมองแรงอีก เ้าอีกานี่ท่าจะประสบการณ์สูง ) กัสเซ่ไม่ยอมละสายตา
( โฮ่ ผู้ชายไม่ว่าโลกไหนก็แบบนี้สินะ เห็นที่ต้องเผามันเสีย ) ยุจูวคิดได้ดั่งนั้น เพลิงตรงดวงตาและหางของมันก็โชติ่ ฟู่ๆ!
" ข้ายอมแล้วๆ ท่านยุจูว ข้าร้อนๆ ข้าจะกลับเข้าเื่แล้วก็ได้ " ฉังชรู่ยกมือขอโทษขอโพยเ้าอีกาบนหัวจนมันยอมสยบไฟลงให้กลับมาปกติ
( หึ แกไม่ได้เตือนสติฉังชรู่หรอก แต่แกกำลังขู่ฉันใช่ไหม ) กัสเซ่อ่านเกมออก เ้าอีกาตนนี้เล่ห์สูงยิ่งนัก แต่แค่นี้ก็ดีแล้วแหละ กัสเซ่เป็คนที่เคยคุยเก่งมาก เขารายล้อมไปด้วยเพื่อนฝูงเสมอ เพียงแต่สองเดือนที่ผ่านมา เขาแทบไม่ได้คุยกับใครเลย แทบทุกคนที่เขาคุยด้วยอยู่ในสภาพหวาดกลัว เขาต้องแสร้งยิ้มแข็งแกร่งตลอดเวลาเพื่อให้คนที่ถูกเขาช่วยรู้สึกปลอดภัย การได้คุยกับฉังชรู่เหมือนบรรยากาศปกติเมื่อสักครู่นั้น แม้เพียงไม่นานเด็กหนุ่มก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยััมานาน
แต่ที่แปลกนั้น เด็กหนุ่มสังเกตุท่าทีของยุจูวเ้าอีกาอสูร ที่มันเหมือนจะรู้ลึกๆในใจว่าเขารู้สึกอย่างไร มันหลับตาถอนหายใจพลางอมยิ้มเล็กน้อยและสงบนิ่ง ปล่อยให้ฉังชรู่ที่สงบสติอารมณ์อ้าปากพูดเื่ประเด็นหลักสักที ฉังชรู่จึงพากัสเซ่ไปยังที่แห่งหนึ่ง มีเจนนี่คอยเข็นรถเข็นและยุจูวเกาะฉังชรู่ตามไปด้วย จากนั้น บทสนทนาระหว่างเดินไปคุยไปจึงเริ่มขึ้น
" กัสเซ่ ในยามที่โลกโกลาหลเช่นนี้ ตัวข้านั้นที่เป็ถึงเชื้อราชวงศ์ เคยเป็ที่บูชาสักการะของเหล่าจอมยุทธพวกข้างนอกนั่น ต้องขออภัยจากหัวใจที่ไม่สามารถยับยั้งเื่ทั้งหมดจนบานปลายแบบนี้ได้ "
น้ำเสียงจริงจังขององค์หญิงเป็สัญญาณให้เด็กหนุ่มรู้ตัวดีว่า เธอกำลังซีเรียสอย่างมาก และเธอ้าบอกอะไรบางอย่างแก่เขา
" คำขอโทษจากข้าที่มิอาจดูแลประชาชนของโลกตนเองได้จนระรานโลกผู้อื่นนั้น คงสายเกินไปแล้ว " ฉังชรู่หน้าบูดถอนหายใจยกใหญ่
" โลกของเ้า โลกผู้อื่น ? " กัสเซ่ขมวดคิ้วสงสัย คำเ่าั้สื่อถึงสิ่งใดกันแน่
" งั้นเ้าจำผู้ที่เรียกตนว่าเซียนะทั้งหกได้รือไม่ มันพวกนั้นแหละ ที่เป็จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนทั้งหมด "
" พวกคนลอยฟ้าหกคนที่มีปีกแสงั์นั่นน่ะนะ " เด็กหนุ่มยังคงจำภาพเ่าั้ได้ ความน่ากลัวและอิทฤทธิ์ที่คล้ายดั่งพระเ้านั่น
" โลกของข้ามีวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่ล้าหลังกว่าพวกเ้าพันๆปี แต่กระนั้นร่างกายมนุษย์โลกของข้ากลับมีวิวัฒนาการที่มากกว่าพวกเ้า อธิบายในภาษาที่เ้าเข้าใจก็คือ บรรพบุรุษของโลกเราทั้งสองนั้นคือผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์และรากฐานแนวทางจนถึงปัจจุบันอย่างแท้จริง "
" ท่านจะบอกว่า เพราะอดีตทำให้ส่งผลถึงปัจจุบัน ? " กัสเซ่เป็คนที่ชอบติดตามประวัติศาสตร์ การเมืองอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว เขาพอจะเข้าใจสิ่งที่ฉังชรู่กำลังจะสื่อได้ไม่ยาก
" นั่นแหละสิ่งที่ทำให้โลกของเราทั้งสองต่างกันแสนสุดขั้ว จากที่ข้าอ่านตามหนังสือเด็กๆในโรงเรียนแล้ว ข้าจะยกตัวอย่างคร่าวๆเป็นามที่ใครๆก็รู้จัก อย่างเช่น กาลิเลโอ กาลิเลอี ผู้พัฒนากล้องโทรทัศน์ทำให้วิชาดาราศาสตร์ของพวกเ้าก้าวะโจนเข้าใจจักรวาลข้างนอกมากกว่าพวกข้า หรือจะเป็คณิตศาสตร์แคลลูลัส กฎแรงดึงดูดของเซอร์ไอแซก นิวตัน กระทั่งผู้เปลี่ยนให้ไฟฟ้าเป็สิ่งสามัญของมนุษย์ นิโคลา เทสลา เขาเหล่านี้ล้วนแต่ผลักดันเทคโนโลยีให้พวกเ้าออกแรงน้อยลงเพื่อผลลัพธ์ที่มากขึ้นใช่หรือไม่ "
( โห เธอคนนี้ไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย แค่สองเดือน รู้จักบุคคลระดับพลิกโฉมโลกเสียแล้ว ) เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบรับพลางอึ้งในความขวนขวายของฉังชรู่
" แล้วถ้าหากบรรพบุรุษของพวกเ้า กาลิเลโอ ,นิวตัน,เทสลา ไม่ได้คิดค้นสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น หากแต่เป็ ทักษะการต่อสู้ การฝึกตน วรยุทธ ลมปราณ เพลงกระบี่เช่นนี้เล่า "
" เทคโนโลยีโลกของฉันจะไม่ก้าวะโ แต่จะเป็กำลังภายใน ลมปราณที่โดดเด่นออกมาแทน เหมือนอย่างพวกเธอ " เด็กหนุ่มมองเห็นใจความสำคัญข้อหนึ่งแล้ว
" ถูกต้อง นั่นทำให้โลกของข้า ต่างเต็มไปด้วยผู้ฝึกตน บำเพ็ญเพียร ใช้กระบี่กระบองโดยไม่มีปืนหรือมิสไซล์ทรงอานุภาพเหมือนพวกเ้า บรรพบุรุษของพวกข้าในยุคที่เริ่มมีการบันทึกประวัติศาสตร์แรกๆนั้นเป็ผู้คิดค้นวิชาเพลงหมัด เพลงกระบี่ วัฒนธรรมเ่าั้แพร่หลายไปทั่วโลก เพราะยิ่งวิชาสูงส่งล้ำลึกเพียงใด ปืนใหญ่หรือะเิก็มิอาจสร้างแผลให้ร่างกายผู้ฝึกได้ อีกทั้งยิ่งฝึกบำเพ็ญเพียรได้สูง ก็สามารถตวัดดาบครั้งเดียวใหู้เาก็เป็ธุลี เรียกได้ว่าร่างกายของพวกข้าวิวัฒนาการเส้นลมปราณจากรุ่นสู่รุ่น หลายพันปี โลกของข้าจึงมิมีระบบเศรษฐกิจการค้า หุ้น อินเทอร์เน็ต แบบพวกเ้า แต่โลกของข้า คุยกันด้วยวรยุทธอย่างเดียวเท่านั้น ดั่งคำกล่าวที่ว่า หาก้าเป็ใหญ่ จงไร้เทียมทานด้านวรยุทธ "
" อื้ม ฉันพอเข้าใจมากขึ้นแล้ว แล้วพวก เซียนะ ที่เธอเกริ่นไว้ตอนแรกล่ะ " เด็กหนุ่มให้ความสนใจเื่เล่าของฉังชรู่เป็อย่างมาก บทสนทนาระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังดูถูกคอกันยิ่งนัก ฉังชรู่เห็นท่าทีเด็กหนุ่มเช่นนั้น สีหน้าตอนแรกที่หดหู่เล็กน้อยพลางกลับมาสดใสเล่าเื่ราวเดิมเพิ่มเติมต่อ
" เซียนคือผู้ฝักใฝ่บำเพ็ญตน ไม่เอาตัวข้องเกี่ยวกับวงจรอุบาทว์ของยุทธภพ การฆ่าฟันล้างแค้น ประลองวัดความสามารถ เย้ยหยันผู้แพ้ เป็ต้น ซึ่งเซียนจะบำเพ็ญเพื่อสิ่งใดนั้น สุดแล้วแต่บุคคลจะหมายมุ่ง "
" แต่การบรรลุวรยุทธถึงขั้นเซียนได้นั้น นับว่าใช้ปัจจัยขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนเป็อย่างมาก อาจเป็ปลีกวิเวกพัฒนาตนโดยการนั่งโคจรลมปราณในถ้ำ500ปี การแย่งชิงพลังจากผู้อื่น หรือกระทั่งการใช้วัตถุพิเศษเพิ่มพลังภายในอย่างก้าวะโ " ฉังชรู่เล่าไปพลางทำมืออธิบายไป เพราะเธอรู้ว่ากัสเซ่กำลังตามไม่ทันแต่ก็ยังพยักหน้าไปมาเหมือนเข้าใจ
" ทว่า ทรัพยากรในการใช้บรรลุขั้นเซียนนั้นหมดลง เ้าพวกนั้นที่เรียกตนเองว่าเป็เซียนะ แท้ที่จริงแล้วยังมิบรรลุถึง ได้ให้ข้อเสนอแก่พวกข้าทุกคนในยุทธจักร พวกมันจะมอบโลกใบใหม่ ความสะดวกสะบายอย่างที่มิเคยมี มิต้องฆ่าฟันกันเอง มีบริวารรับใช้ มีหนุ่มสาวไร้วรยุทธให้ขย้ำได้สมใจอยาก บุญคุณความแค้นั้แ่อดีตการของแต่ละสำนักสลายหายไปสิ้น โลกใบนี้ของเ้าเพียบพร้อมไปด้วยทุกอย่างที่กล่าวข้างต้น ทรัพยากรแร่ธาตุที่ยังมิถูกค้นพบมหาศาล ความอ่อนแอของพวกเ้าที่มิอาจต่อกร เซียนทั้งหกจึงวางอุบายหลายชั้น เปิดประตูมิติส่งพวกข้ามายังที่แห่งนี้ และยึดครองโลกของพวกเ้าได้ในที่สุด "
" แล้วทำไมท่านถึงมาช่วยพวกเราล่ะ ท่านก็แค่ทำแบบจอมยุทธคนอื่นก็ได้นี่ " เด็กหนุ่มเกิดความสงสัย จ้องใบหน้าฉังชรู่ด้วยสายตาจริงจัง เจนนี่ที่กำลังเข็นรถเด็กหนุ่มก็เงี่ยหูฟังเช่นกัน เพราะองค์หญิงไม่อยากให้ผู้หลบภัยที่นี่แตกตื่นจึงมิได้เล่าอะไรทั้งหมด
" อันตัวข้านั้นเป็เชื้อราชวงศ์ อีกทั้งยังเป็ศิษย์เอกสำนักเท็งไกเชียง ข้าคุ้นเคยกับการนอนดึกทุกคืน บริหารจัดการทุกอย่างแบ่งเบาความทุกข์ประชาชนของข้าให้พวกเขามีความสุขมากที่สุด ข้ามิอาจทนเห็นความป่าเถื่อนในจิตใจที่แสดงออกมาราวสัตว์ป่าล่าเหยื่อของจอมยุทธตนอื่นข้างนอกค่ายนี้ได้ ข้าจึงต้องเป็ผู้ริเริ่มทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อส่งต่อเจตจำนงแห่งจอมยุทธที่ดีต่อไป "
พูดจบดังนั้น กัสเซ่และเจนนี่สามารถััได้ว่าฉังชรู่พูดจากใจ ทั้งสองรู้สึกอบอุ่นเป็อย่างมากที่ได้อยู่ใกล้ฉังชรู่ เหมาะสมแล้วที่เธอมีบารมีต่อบริวารมากมายขนาดนี้ ยุจูวที่ฟังอยู่เงียบๆก็ดีใจที่ทั้งสองเชื่อมั่นในตัวองค์หญิง
**
ไม่นานนัก ฉังชรู่ที่เดินไปคุยไปออกจากแฮงก้าลานกว้าง พาเดินข้ามฟากไปอีกแฮงก้าหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามแฮงก้าทั้งสอง ห่างออกไปหลายร้อยเมตร ซึ่งพื้นที่กว้างๆนี้คือรันเวย์เก่า กัสเซ่พึ่งรู้ตัวว่าตอนนี้อยู่่เที่ยงวัน พระอาทิตย์ตรงหัว หากแต่แดดมิร้อนมากเพราะพี่เมฆก้อนใหญ่เลื่อนมาบังแดดให้พอดี
ทั้งสี่เดินเข้ามาในแฮงก้าแห่งใหม่ เป็แฮงก้าหมายเลข3 ด้านในเป็เตียงสามชั้นที่พักของเ้าหน้าที่ร้อยกว่าเตียงเรียงรายติดกัน แต่มุมในสุดมีกำแพงกั้นห้องซึ่งน่าจะเป็ออฟฟิศเก่า เขียนป้ายไว้ว่าเป็ห้องส่วนตัวขององค์หญิง ฉังชรู่เปิดประตูเชิญกัสเซ่และเจนนี่เข้ามาในห้อง พลางชี้ไปที่ฟูบๆหนึ่งบนพื้น
" ต่อจากนี้ไป เ้านอนนี่นะ กัสเซ่ " ฉังชรู่พูดอย่างมั่นใจขณะที่ชี้นิ้วไปยังฟูบด้านล่างข้างๆเตียงของเธอ
( เห้ยๆๆๆ นี่มันห้องนอนของเธอไม่ใช่เรอะ! ) เด็กหนุ่มบนรถเข็นหน้าแดงฉาดพูดอะไรไม่บอก ได้แต่ยกมือส่ายปฏิเสธไปมา(แบบไม่เต็มใจ)
" หูยยย // " เจนนี่อุทานเป็ปากจู๋เบาๆพลางแอบยกมือกดไลค์ไปที่เด็กหนุ่ม
" มิได้ตกลงกันเช่นนี้นี่ ฉังชรู่ ก้าา!!! " เ้าอีกาอสูรเป็เดือดเป็ร้อน ใช้ปีกเขย่าหัวเรียกสติฉังชรู่ ทำท่าทางมิพอใจยกใหญ่
" โถ่ท่านยุจูว ท่านก็รู้นี่ว่าข้าไปทำไปเพราะเหตุอันใด เลิกเขย่าหัวข้าสักที ข้ามึนไปหมดแล้วว " ฉังชรู่เริ่มตาลาย เ้าอีกาได้แต่กัดฟันกรอดๆทำอะไรไม่ถูก
( ฮ่าๆ งานดีแล้วสิเรา ) กัสเซ่ส่งสายตาแหยมๆใส่เ้าอีกา แอบยกมือกดไลค์พลางทำปากจู๋ให้
" เชอะ! " เ้าอีกายอมเป็ฝ่ายถอย ยกนี้คงต้องยอมให้เด็กหนุ่มนี้ก่อน
" เข้าเื่กันเถอะองค์หญิง ท่านมีอะไร้าจากผมใช่ไหม " กัสเซ่ค่อยๆเปลี่ยนคำพูดให้เข้ากับเวลาอยู่กับเธอมากขึ้น
" อย่าเรียกข้าว่าองค์หญิงเลย มันดูมีกำแพงระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังน่ะ เรียกว่าฉังชรู่น่ะดีแล้ว " นางถ่อมตนอีกครั้ง พลางเดินไปนั่งบนเตียงของเธอที่มุมห้อง นางเงยหน้าขึ้นฟ้า ยิงคำถามใส่เด็กหนุ่ม
" กัสเซ่ เ้า้าพลังหรือไม่ "
" พลัง .. " เด็กหนุ่มกลับสู่สภาวะจริงจัง ไม่เข้าใจคำถาม
" เธอหมายถึงพลังอะไรกันล่ะ ฉังชรู่ " น้ำเสียงของกัสเซ่ผิดปกติ เขาหลับตาก้มหน้าลงไม่ยอมมองหน้าคนอื่นในห้อง
" พลังที่จะทำให้เธอ ต่อกรกับพวกนั้นได้ "
คำตอบเป็น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แทงใจลึกๆของเด็กหนุ่ม
" ต่อกรกับพวกนั้น ... "
.
.
.
.
" ต่อกรกับพวกนั้นได้ ... "
.
.
.
เขานึกถึงเื่ราวที่ผ่านมาในชีวิตทั้งหมด ความรู้สึกที่เขาพยายามกดมันไว้เวลาอยู่ต่อหน้าผู้อื่นกำลังสั่นคลอนเมื่อได้ยินประโยคที่ว่า - ต่อกรกับพวกนั้นได้ - อะไรบางอย่างก็เอ่อล้นะเิออกมาจากหัวใจเด็กหนุ่ม ความรู้สึกเสียววืบวาบตรงกลางอก เสียงสะอื้นเล็กน้อยท่ามกลางความเงียบของคนในห้อง น้ำตาของเขาไหลออกมาจนมือของเขาปาดออกไม่ทัน แม้เจนนี่จะคอยปลอบอยู่ข้างๆแล้ว แต่เมื่อไม่สามารถเก็บกดความรู้สึกได้อีกต่อไป เด็กหนุ่มก้มหัวเอามือปิดหน้าปล่อยโฮในลำคอให้เงียบที่สุด เขาทำเหมือนอย่างที่เคยทำในสองเดือนที่ผ่านมา
เสียงหัวเราะที่หายไปในชีวิต เสียงไลน์ข้อความที่เขารำคาญและไม่กดอ่านเวลาเขากลับบ้านดึก เสียงะโด่าว่าเวลาเขาสอบได้คะแนนน้อยจนเขาเดินหนีออกไปจากบ้าน เสียงคอยเห่าของหมาที่จะอยู่เป็เพื่อนข้างๆเวลาเขารู้สึกไม่เหลือใคร เสียงเดิมๆแสนน่าเบื่อที่ปลุกเขาให้ตื่นตอนเช้าทุกวันๆ เสียงร่วมฉลองดีใจทั้งคนทั้งหมาที่บ้านเวลาเขาประสบความสำเร็จ
เสียงเ่าั้ เงียบหายไปสองเดือนกว่าแล้ว.. ไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาอีกเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าเขาจะสวดอ้อนวอนต่อพระพุทธรูปหรือพระเ้าเพียงใด รูปปั้นเ่าั้กลับตอบเขาด้วยความว่างเปล่า
เด็กหนุ่มปล่อยโฮในลำคอไม่หยุด เขากัดฟันเกร็งมือกำหมัดตัวเองลุกออกจากรถเข็นนั่งคุกเข่าก้มหัวร้องไห้คนเดียวตรงพื้นกลางห้องอย่างไม่อายใคร แม้สิ่งที่เขาทำในตอนนี้ช่างดูน่าเวทนา แต่ยามนี้นั้น ศักดิ์ศรีแสนยิ่งใหญ่เพียงใดคงมิอาจเทียบได้กับสิ่งที่ไม่มีวันกลับมา
" กัสเซ่ ข้ารู้ว่าเ้าเป็คนผู้ยึดมั่นในคุณธรรมมากเพียงใด ท่านยุจูวก็ยืนยันเื่นั้นแก่ข้าแล้ว " ฉังชรู่มองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่จิตใจแตกสลายด้วยความสงสาร เด็กหนุ่มผู้นี้ที่หัวเราะชอบคอในตอนแรก แท้จริงแล้วฝังความแค้นและโศกเศร้าแสนจะหยั่งถึง
" จงถวายตัวเป็ลูกศิษย์ของข้า กัสเซ่ ข้าในนามขององค์หญิง ศิษย์เอกแห่งพรรคเท็งไกเชียง ขอสัญญาจะถ่ายทอดวิชาของเราให้แก่เ้า "
สิ้นเสียงคำพูดอันดุดันของฉังชรู่ เด็กหนุ่มเงยหน้าโดยพลัน แม้แววตาของเขาแดงก่ำจากน้ำตา กลับเปี่ยมไปด้วยความหวัง เด็กหนุ่มคลานเข้าไปใกล้ฉังชรู่ที่นั่งอยู่ตรงเตียง สิบนิ้วพนมมือ ก้มกราบฉังชรู่ทั้งน้ำตา แม้ฉังชรู่จะคุ้นเคยกับการกราบไหว้เพราะตนเองเป็เชื้อพระวงศ์นั้น แต่ก็ต้องทึ่งกับการไม่ถือศักดิ์ศรีของเด็กหนุ่ม
" ข้า กัสเซ่ รัฏฐพงศ์ ลอวเรนท์ ขอกราบฝากตัวเป็ศิษย์ แก่องค์หญิงฉังชรู่ ณ แต่บัดนี้เป็ต้นไป "
สิ้นเสียงคำกล่าวปฏิญาณของเด็กหนุ่มที่ก้มกราบตรงฝ่าเท้า ฉังชรู่นำมือนุ่มๆของเธอลูบหัวเด็กหนุ่มด้วยความเมตตา นับแต่นี้เป็ต้นไป นางจะทำอย่างสุดความสามารถ เพื่อศิษย์คนแรกของเธอ ให้เป็แสงสว่างส่องนำทางแก่โลกใบนี้