จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 51 สั่งสอน

            “เถ้าแก่ เด็กหนุ่มผู้นั้นมีที่มาอย่างไรหรือเจ้าคะ? อายุของเขาดูแล้วก็ยังเด็กนัก เหตุใดถึงมีของล้ำค่ามากมายเช่นนี้ได้”

            ผู้ช่วยหญิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            “ไม่รู้สิ ข้าเองก็ไม่เคยพบพานคนผู้นี้มาก่อน ลองส่งคนไปลอบสืบข่าวดูเด็กคนนี้มีแหวนเฉียนคุนไว้ในครอบครอง เกรงว่าภูมิหลังของเขาคงไม่ธรรมดา คงไม่ใช่บุคคลที่จะสามารถล่วงเกินได้”

            เถ้าแก่หลี่กล่าวขณะหรี่ตาลง จากนั้นสายตาของเขาก็เหลือบมองไปทางกลุ่มคนของหวังเยว่ก่อนที่มุมปากจะกระตุกยิ้มอย่างมีเลศนัย

            มู่เฟิงเดินตรงไปข้างหน้าขณะเอามือไพล่หลังหางตาของเขาเหลือบมองไปยังคนทั้งสามที่ลอบติดตามเขามา เด็กหนุ่มแสยะยิ้ม จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปยังตรอกแห่งหนึ่งที่มีผู้คนผ่านทางมาไม่มากนัก

            เมื่อเห็นดังนั้นกลุ่มคนทั้งสามของหวังเยว่ก็ลอบยิ้มออกมาในทันทีก่อนจะรีบเดินตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว 

            หลังจากเดินเข้ามายังส่วนลึกของตรอกแล้ว มู่เฟิงได้หยุดฝีเท้าลงก่อนจะหันกลับไปมองคนทั้งสามและพูดอย่างใจเย็นว่า “พวกเจ้าสามคนตามข้ามาทำไม?”

            “เฮ้ เจ้าหนุ่ม นี่เจ้ายังดูไม่ออกอีกรึ แม้เจ้าจะมีเงินมากมายแต่วันนี้เจ้าทำให้คุณชายเช่นข้าต้องขุ่นเคือง ข้าเป็นถึงคุณชายรองตระกูลหวังหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองอันหนานแน่นอนว่าคนที่มันบังอาจมาล่วงเกินข้าย่อมไม่มีจุดจบที่ดีแต่หากว่าเจ้ายอมส่งมอบป้ายทองของเจ้าออกมา ข้าจะถือว่าเรื่องในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

            หวังเยว่กล่าวราวกับว่าตนนั้นเหนือกว่า

            บนตัวของมู่เฟิงมีเงินมากกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญตำลึงทอง ซึ่งมูลค่าของมันก็ไม่ใช่น้อยๆเลย มันเพียงพอให้คนธรรมดาทั่วไปสามารถกินอยู่อย่างสบายไปได้ตลอดชีวิต

            แม้เขาจะเป็นถึงคุณชายรองของตระกูลหวัง แต่ตัวเขาก็ไม่ได้มีเงินมากมายถึงขนาดนั้น

            มู่เฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “อ้อ คิดจะมาชิงป้ายทองของข้า เอาละในเมื่อตามมาแล้ว งั้นพวกเจ้าก็มารับไปสิ”

            มู่เฟิงใช้หว่างนิ้วของเขาคีบป้ายทองขึ้นมา พร้อมกับแสยะยิ้ม

            “นับว่าเจ้ายังฉลาดเลือก ไปนำมันมาให้ข้า”

            หวังเยว่เผยยิ้มอย่างยินดีเขารีบสั่งบ่าวรับใช้ให้เข้าไปรับมันอย่างรวดเร็ว

            บ่าวรับใช้ในชุดคลุมสีดำผู้นี้มีวรยุทธ์ระดับทงม่ายขั้นเก้าเขายิ้มกว้างออกมา และเตรียมจะเข้าไปคว้าป้ายทองจากมือของมู่เฟิง

            นัยน์ตาของมู่เฟิงมีประกายแสงสีแดงแวบผ่านอย่างรวดเร็วในเวลานั้นมือของเขาจับป้ายทองเอาไว้แน่น ก่อนจะส่งพลังปราณภายในร่างเข้าไปในแผ่นป้ายแผ่นนั้นและปัดมันไปยังมือของฝ่ายตรงข้าม

            ชิ้ง!

            แผ่นป้ายส่องประกายแสงสีทองแวววับเวลานี้มันได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นใบมีดอันคมกริบก่อนเฉือนลงบนฝ่ามือของบ่าวรับใช้ผู้นั้นในทันที

            “อ๊าก…!”

            บ่าวรับใช้ผู้นั้นพลันร้องออกมาอย่างเจ็บปวดฝ่ามือของเขาเกือบจะหลุดขาดจากกันนิ้วทั้งสี่ยกเว้นเพียงนิ้วหัวแม่มือล้วนถูกเฉือนจนขาดครึ่ง เลือดสีแดงสดไหลหยดลงบนพื้นเขากุมฝ่ามือของตัวเองเอาไว้ ขณะร้องโหยหวนออกมา

            “เจ้าคนบัดซบ เจ้ากล้าตลบหลังข้ารึ!”

            หวังเยว่คำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราดในขณะที่บ่าวรับใช้อีกคนก็พลันเดือดดาลขึ้นมาทันทีเขาชักดาบที่ห้อยอยู่ตรงเอวออกมา ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหามู่เฟิงพร้อมกับดาบในมือที่เตรียมจะฟันออกไปเต็มแรง

            “หมัดทะลวงลมปราณ!”

            มู่เฟิงกระตุ้นพลังปราณออกมาจากมวลคลื่นพลังภายในร่างโดยพลังเหล่านั้นได้ไหลเวียนมาผสานกับพลังปราณจากเส้นลมปราณทั้งสิบสองจุดก่อนจะพวยพุ่งออกมาเป็นพลังหมัดในที่สุด

            ปึก! ปึก! ปึก…!

            เสียงกระดูกลั่นดังขึ้นสิบสองครั้ง พร้อมกับที่พลังหมัดสีขาวได้พุ่งเข้าใส่ร่างของบ่าวรับใช้ที่กำลังง้างดาบผู้นั้น

            เปรี้ยง!

            บ่าวรับใช้ผู้นั้นตื่นตกใจเป็นอย่างยิ่งเขาถูกหมัดนี้ของอีกฝ่ายกระแทกเข้าใส่อย่างจังส่งผลให้ร่างของเขาถลาออกไปไกลหกถึงเจ็ดเมตร เขากระอักเลือดออกมาในทันทีจากความเจ็บปวดนี้ดูเหมือนว่ากระดูกซี่โครงของเขาจะแตกหักแล้วเมื่อรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของเด็กหนุ่ม เขาก็มองมู่เฟิงด้วยสายตาตกตะลึง

            “วะ วรยุทธ์ระดับจื่อฝู่!”

            หวังเยว่มองมู่เฟิงราวกับไม่เชื่อสายตาก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นหวาดหวั่น

            ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่นั้นสามารถพบเห็นได้โดยง่ายก็จริงแต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่ที่อายุเท่ามู่เฟิงนั้นกลับพบเห็นได้ยากเป็นอย่างมาก

            หวังเยว่ก้าวถอยหลังอย่างหวาดผวาสายตาของเขายังคงจับจ้องไปทางมู่เฟิงที่กำลังย่างเท้าเข้ามาในปัจจุบันวรยุทธ์ของเขาอยู่ในระดับทงม่ายขั้นเก้าเท่านั้นดังนั้นเขาจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่อย่างมู่เฟิง

            “หนี!”

            หวังเยว่หันหลังกลับและรีบวิ่งในทันที แต่มู่เฟิงนั้นเร็วกว่ามากเด็กหนุ่มระเบิดพลังปราณไปยังฝ่าเท้าของตัวเองก่อนจะดีดเท้าทะยานตัวออกไปไกลราวเจ็ดถึงแปดเมตรขวางหน้าหวังเยว่เอาไว้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็เหลือบมองอีกฝ่ายก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างเย้ยหยันว่า “คุณชายท่านนี้ เจ้าไม่ต้องการป้ายทองของข้าแล้วรึ?”

            “ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว ข้าไม่ต้องการมันแล้ว เจ้าอย่าได้เข้ามานะ...”

            หวังเยว่ถอยหลังกรูดด้วยความกลัว มู่เฟิงเดินเข้าไปคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายก่อนจะยกร่างของอีกฝ่ายขึ้น และกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า “พวกคนที่ชอบใช้อำนาจรังแกผู้อื่นคราวหน้าอย่าได้มายั่วยุข้าอีก”

            หลังมู่เฟิงกล่าวจบ ฝ่ามือของเขาได้ตบลงไปบนใบหน้าของหวังเยว่ทันทีแรงตบนี้ทำให้ร่างของอีกฝ่ายถูกเหวี่ยงออกไปราวเจ็ดถึงแปดเมตรก่อนจะกระแทกลงบนพื้นอย่างรุนแรง จากนั้นมู่เฟิงก็หมุนตัวจากไปในทันที

            “เจ้า...”

            หวังเยว่คลานไปตามพื้น พยายามที่จะพยุงร่างของตัวเองขึ้น สายตาของเขามองตามแผ่นหลังของมู่เฟิงไปด้วยความชิงชัง

            ในอีกมุมหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่ได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบภูมิหลังของมู่เฟิงให้กระจ่างนั้นเขากำลังเฝ้ามองเหตุการณ์นี้ด้วยความตกใจ

            หลังจากจัดการกับกลุ่มคนที่น่ารำคาญเรียบร้อยแล้ว มู่เฟิงก็ตรงกลับมายังจวนตระกูลมู่จากนั้นเด็กหนุ่มได้นำขวดยาบ่มเพาะพลังปราณไปมอบให้กับมู่ขวงไป๋จื่อเยว่และเสี่ยวหลานคนละหนึ่งขวด 

            ในหนึ่งขวดนั้นมีเม็ดยาจำนวนสิบเม็ดและขวดยาจำนวนสี่ขวดนี้มีราคามากกว่าหนึ่งพันเหรียญตำลึงทองเห็นได้ชัดว่ายาอายุวัฒนะเหล่านี้มีมูลค่าสูงมากเพียงใด จากนั้นมู่เฟิงก็ได้มอบเงินในป้ายทองให้กับมู่ขวงและไป๋จื่อเยว่อีกคนละสองพันเหรียญตำลึงทองเมื่อจัดแจงทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็กลับไปยังเรือนพักของตัวเองเพื่อเริ่มเรียนรู้วิธีการทำเครื่องราง

            มู่เฟิงส่งพลังปราณเข้าไปยังหยกเทพชูร่าที่อยู่ภายในร่างของตนจากนั้นหยกเทพชูร่าก็พลันเปลี่ยนเป็นลำแสงสีโลหิตก่อนจะพุ่งออกมาจากร่างกาย และฉับพลันนั้นก็มีแสงสีทองส่องสว่างขึ้นพร้อมกับที่เงาร่างของคนผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นภายในห้องลับ

            หลังจากมู่เฟิงได้เห็นเงาร่างของคนตรงหน้า เขาอดไม่ได้ที่จะชะงักไปพักหนึ่งบนโลกใบนี้มีสตรีที่น่าหลงใหลเช่นนี้ดำรงอยู่ด้วยหรือ!

            นางสวมใส่ชุดคลุมสีวิสุทธ์ ใบหน้ารูปไข่ ผิวพรรณขาวเนียนราวหิมะดวงตาใสกระจ่างเหมือนดังหยดน้ำบริสุทธิ์ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวนางนั้นทั้งสง่างามและสูงส่งทำให้ผู้คนที่ได้พบเห็นต่างรู้สึกละอายใจในรูปลักษณ์ของตนที่ด้อยกว่าและไม่กล้าแม้แต่จะดูหมิ่นนางแต่ในความเย้ายวนของนางนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเย็นชาและเย่อหยิ่ง  

            ซีเยว่จ้องมองมู่เฟิงที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ด้วยความพอใจ

            “เยว่ เยว่เอ๋อร์?”

            หลังจากนั้นไม่นาน มู่เฟิงก็พลันได้สติและเอ่ยถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ

            “ข้าเอง!"

            “เจ้าช่างงดงามนัก เจ้าเป็นเพียงวิญญาณสถิตในหยกเทพชูร่าจริงหรือ?”

            มู่เฟิงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งด้วยความสงสัย

            “หากกล่าวกันตามความจริง เมื่อก่อนนั้นไม่ใช่แต่ตอนนี้ต่อให้ไม่ใช่ก็คงใกล้เคียง”

            ซีเยว่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมา

            มู่เฟิงตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะถามขึ้นอย่างสับสนว่า “หมายความว่าอย่างไร เมื่อก่อนไม่ใช่ แต่ตอนนี้กลับไม่ต่าง?”

            “หยกเทพชูร่านั้นได้รับความเสียหายอย่างหนัก วิญญาณสถิตที่แท้จริงของมันถูกทำลายไปแล้วส่วนข้าเป็นเพียงจิตวิญญาณที่เข้ามาอาศัยอยู่ภายในหยกเทพชูร่านี้แทนเท่านั้น ดังนั้นข้าจึงไม่อาจให้ประสิทธิภาพทั้งหมดของหยกนี้แก่เจ้าได้อย่างเต็มร้อยนัก”

            ซีเยว่อธิบาย

            “ข้าไม่ค่อยเข้าใจ”

            มู่เฟิงส่ายหน้า

            “ต่อไปเจ้าจะเข้าใจเอง มู่เฟิง เจ้ารับปากข้าเรื่องหนึ่งได้หรือไม่?”

            ซีเยว่กัดริมฝีปากตัวเองก่อนจะเอ่ยถามขึ้น

            “เจ้าบอกมาก่อนว่าเรื่องอะไร?”

            “หากวันหนึ่ง เจ้าสามารถฝึกเคล็ดวิชาชูร่าจนสำเร็จถึงระดับสูงสุดและสามารถฝึกฝนลายเส้นจนถึงขั้นที่แปดได้ เจ้าช่วยหลอมกายเนื้อขึ้นมาให้ข้าได้หรือไม่”

            ซีเยว่กล่าวอย่างคาดหวัง

            “คิกๆ แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมไม่มีปัญหาตราบใดที่ข้ามู่เฟิงสามารถไปถึงวันนั้นได้ ข้าขอสาบานว่าข้าจะต้องช่วยเจ้าอย่างแน่นอน”

            มู่เฟิงเหยียดยิ้มออกมา แววตาของเขาแสดงออกถึงความแน่วแน่อย่างเต็มเปี่ยม

            เขาจะต้องไปให้ถึงวันนั้นให้ได้!

            “อืม ข้าขอขอบคุณเจ้าล่วงหน้า”

            ซีเยว่ยิ้มอย่างอ่อนโยนรอยยิ้มนี้ทำให้บรรยากาศภายในห้องคล้ายกับมีสายลมในฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านมอมเมาจิตใจของเด็กหนุ่มให้เคลิบเคลิ้ม

            “มะ ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก”

            มู่เฟิงพลันได้สติ เขายิ้มออกมาอย่างเก้อเขิน

            “ในตอนนี้ข้าขอตรวจสอบดูก่อนว่าพลังวิญญาณของเจ้านั้นเป็นอย่างไรจะสามารถเรียนรู้รูปแบบของลายเส้นได้หรือไม่”

            ทันใดนั้นมือเนียนขาวราวกับหยกของซีเยว่ได้วางลงบนหน้าผากของมู่เฟิงจากนั้นนางก็ส่งคลื่นพลังให้หลั่งไหลเข้าสู่จิตวิญญาณของอีกฝ่าย

            มู่เฟิงรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ปะทุขึ้นภายในหัวฉับพลันนั้นภายในจิตวิญญาณของเขาก็พลันปรากฏแสงสีทองเก้าสายส่องสว่างขึ้นมาก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา

            สีหน้าของซีเยว่แสดงออกถึงความตื่นเต้น จากนั้นนางได้รีบดึงมือออกในทันที

            “เป็นอย่างไร ข้าสามารถเป็นนักสลักลายเส้นได้หรือไม่?”

            มู่เฟิงเอ่ยถามอย่างคาดหวัง

            “อืม แน่นอนว่าย่อมได้ พลังวิญญาณของเจ้านั้นแข็งแกร่งมากและอยู่ในขั้นเก้าแล้ว โดยปกติแค่มีพลังวิญญาณขั้นหกก็สามารถเริ่มเรียนได้แล้ว”

            ซีเยว่หัวเราะออกมา

            เมื่อได้ยินดังนั้น มู่เฟิงก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เขากล่าวขึ้นในทันทีว่า “เช่นนั้นก็รีบสอนข้าเร็วเข้า”

            เขาแทบทนรอไม่ไหวที่จะได้เรียนรู้รูปแบบของลายเส้นแล้ว

     

    คล้ายกับเรื่องจุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】 ที่คุณอ่าน