หลังหยวนชิงผละออกจากลั่วจวิน เขามิได้มุ่งลึกเข้าไปในป่าทันที
ชายชราหยุดอยู่บนกิ่งไม้สูงเหนือแนวพุ่ม ห่างจากลานดินที่ลั่วจวินพักอยู่ไม่ไกลนัก
ใต้เงาไม้เบื้องล่าง มีเงาคนสองสายกำลังไล่ตามกระแสแก่นพลังเข้ามา
ผู้หนึ่งไหล่กว้าง แก่นพลังแน่นหนัก ลมหายใจมั่นคงกว่ามาก อีกผู้หนึ่งผอมกว่า ฝีเท้าเร็วกว่า แต่กระแสแก่นพลังยังพร่าและแกว่งอยู่หลายส่วน
คนไหล่กว้างหยุดก่อน
มันเงยหน้าขึ้นมองเงาบนกิ่งไม้ แล้วกล่าวเสียงต่ำ
“ผู้าุโ ตามมาถึงเพียงนี้ คงไม่จำเป็ต้องซ่อนแล้วกระมัง”
หยวนชิงมองลงไปเงียบ ๆ
สำหรับผู้ฝึกที่ผ่านระดับเข้าถึงขึ้นไป ระดับของผู้อื่นมิใช่สิ่งที่ต้องถามด้วยปาก เพียงแรงกดที่แผ่มาในเงาไม้ก็พอบอกคร่าว ๆ ได้แล้ว
ในััของหยวนชิง คนไหล่กว้างอยู่ราวแก่นแท้ขั้นปลาย แก่นพลังหนาและนิ่งพอจะนับเป็มือดีคนหนึ่ง ส่วนคนร่างผอมอยู่เพียงเข้าถึงขั้นกลาง กระแสไวกว่า แต่ยังแกว่งเหมือนคมมีดที่ถูกชักเร็วเกินไป
ส่วนระดับที่หยวนชิงเปิดให้ผู้อื่นัั ตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ถูกกดไว้เพียงเข้าถึงขั้นปลาย
ชายไหล่กว้างจึงประเมินผิด มันเห็นเพียงระดับที่ชายชราจงใจให้เห็น แล้วสำคัญตนว่าจะสามารถจัดการคนตรงหน้าได้โดยไม่ต้องเปลืองแรง
แต่ความมั่นใจในดวงตาของมันยังมากเกินไป
“เ้า” คนไหล่กว้างเอ่ยโดยไม่ละสายตาจากหยวนชิง “ล่วงหน้าไปก่อน”
ชายร่างผอมชะงัก
“แต่—”
“เดี๋ยวข้าตามไป”
ชายร่างผอมกัดฟัน รับคำสั้น ๆ แล้วเร่งกายพุ่งแยกไปทางลานดินที่ลั่วจวินอยู่
หยวนชิงมองตามเพียงแวบเดียว
เขาไม่ขวาง
คนไหล่กว้างเห็นดังนั้น แววตายิ่งเย็นขึ้น
มันยกแก่นพลังขึ้นทั่วร่าง แรงกดแน่นหนักแผ่ออกจนใบไม้ใกล้พื้นสั่นไหว หากในพริบตาถัดมา เงาบนกิ่งไม้ก็หายไปแล้ว
สีหน้าของมันเปลี่ยนฉับพลัน
เร็วเกินไป
เร็วจนไม่สอดคล้องกับระดับเข้าถึงขั้นปลายที่มันััได้ก่อนหน้าแม้แต่น้อย
ยังไม่ทันตั้งหลัก ฝ่ามือหนึ่งก็กดลงบนบ่าของมัน
เบาเพียงแตะ
ทว่าทั้งร่างของชายไหล่กว้างกลับทรุดฮวบลงทันที เข่าทั้งสองกระแทกพื้น เสียงกระดูกลั่นต่ำในความมืด
มันรีบเร่งพลังทั้งหมดหมายสลัดฝ่ามือนั้นออก
หยวนชิงกล่าวเพียงคำเดียว
“ช้า”
ปลายนิ้วของชายชราแตะลงกลางอกอีกฝ่าย
แก่นพลังที่แน่นหนักเมื่อครู่พลันแตกกระเจิง มิใช่แตกเพราะถูกปะทะอย่างดุเดือด หากแตกเพราะถูกบดทับอย่างง่ายดายเกินไป
ชายไหล่กว้างกระเด็นไปกระแทกโขดหินด้านหลัง ร่างทรุดลงกับพื้น เืสดทะลักออกจากปากทันที
บัดนี้มันจึงเข้าใจ
คนตรงหน้ามิได้อยู่ในระดับเข้าถึงขั้นปลาย คนตรงหน้าเพียงจงใจกดตนเองลงมาให้เห็นเช่นนั้น
แต่ความเข้าใจนั้นมาช้าเกินไป
หยวนชิงก้าวไปข้างหน้าเพียงครึ่งก้าว ร่างของเขาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายแล้ว ฝ่ามือเดียวสับลงข้างลำคออย่างเรียบง่าย
ลมหายใจของชายไหล่กว้างดับลงในทันที
หยวนชิงหันกลับไปทางที่ชายร่างผอมจากไป
เขาฆ่าคนผู้นี้ได้ั้แ่แรก
อีกคนที่อ่อนกว่านั้น ต่อให้ลงมือพร้อมกัน ผลก็หาได้ต่างกันไม่
แต่เขามิได้เลือกเช่นนั้น
ลั่วจวินเพิ่งออกจากเว่ยกู่ได้ไม่ถึงคืน หากทุกคมมีดยังต้องมีผู้ใดคอยกันให้ ต่อให้ไปถึงชางหลินจริง เส้นทางหลังจากนั้นก็ยังเดินต่อได้ไม่ไกล
ดังนั้นครั้งนี้ เขาจะดู
ดูว่าลั่วจวินจะรักษาชีวิตตนเองได้หรือไม่
ดูว่าเมื่อถูกต้อนจนถึงขอบจริง ๆ เขาจะเลือกอย่างไร
และดูว่า กระดูกในตัวลั่วจวินแข็งพอจะเดินต่อเพียงลำพังหรือยัง
หยวนชิงก้าวตามไปในเงาไม้
เร็วพอจะตามทัน
แต่เขากดจังหวะของตนไว้ให้ช้าลงครึ่งเสี้ยว
ไม่ใช่เพราะตามไม่ทัน
แต่เพราะตั้งใจไม่ยื่นมือเข้าไปขวาง
เมื่อมาถึง เขาหยุดอยู่บนกิ่งไม้สูงเหนือพื้น มองลอดม่านใบไม้ลงไปเบื้องล่าง
ลั่วจวินกับชายชุดสีเทาดำกำลังสลับเข้าออกกลางทางดินแคบ
อีกฝ่ายเป็ผู้รุกไม่หยุด ส่วนลั่วจวินรับอยู่เงียบ ๆ ท่ามกลางแรงกดที่หนักขึ้นทุกขณะ
หยวนชิงมิได้ขยับลงไป
เพียงมอง
มองจนเห็นว่าแก่นพลังของลั่วจวินแม้ถูกบีบให้แคบลง แต่ยังไม่แตก
มองจนเห็นว่ามือของลั่วจวินยังไม่แตะกระบี่เก่าข้างเอว
และมองจนเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มมั่นใจเกินไปทีละน้อย
ยิ่งมั่นใจ
จังหวะยิ่งเปิด
ทันใดนั้น แก่นพลังเบื้องล่างพลันเปลี่ยน
มันเร่งรุกเข้าไปอีกระลอก แรงกดถาโถมลงตรงหน้า หมายบดให้ลั่วจวินถูกบีบจนสุดขอบในคราวเดียว
ในห้วงเสี้ยวพริบตานั้นเอง หยวนชิงเห็นไหล่ของลั่วจวินขยับเพียงนิดเดียว
น้อยเสียจนผู้ที่กำลังลงมือคงไม่ทันสังเกต
แต่นั่นก็มากพอแล้วสำหรับสายตาของเขา
ความเคร่งตรงหางตาของชายชราคลายลงเพียงเสี้ยวเดียว
ที่แท้ ลั่วจวินรอมาจนถึงตอนนี้เอง
ฝ่ามือทั้งสองปะทะกันในระยะใกล้เกินกว่าจะถอย
เสียงที่เกิดขึ้นมิได้ดังสนั่นเหมือนหินแตก หากทึบต่ำราวพื้นดินใต้เท้าถูกกดลงทั้งผืน
แรงเฉือนที่มันอัดไว้รอบฝ่ามือหมุนบิดเป็ชั้น ๆ หมายกดฝ่ามือของลั่วจวินให้แหลกในคราวเดียว ทว่าแสงแดงทองของฝ่ามือเบิกอรุณกลับมิได้ปะทุออกอย่างไฟลาม หากกดแน่นอยู่ใต้ผิวฝ่ามือของลั่วจวิน ก่อนผลักสวนออกไปเป็แนวสั้น คม และตรง
แรงทั้งสองสายกระแทกกันกลางทางดินแคบ
ฝุ่นดินรอบเท้าถูกแรงปะทะกวาดถอยออกไปเป็วง ริ้วเสื้อของลั่วจวินสะบัดตึงจนรอยขาดเดิมฉีกกว้างขึ้น เสียงกระดูกข้อมือครางแ่อยู่ใต้แรงย้อน หากฝ่ามือของเขายังไม่ถอย
อีกฝ่ายยิ้มค้างอยู่เพียงเสี้ยวเดียว
เสี้ยวถัดมา รอยยิ้มนั้นก็แข็งลง
มันรู้สึกได้ว่าแรงที่สวนกลับมามิใช่เพียงฝ่ามือของคนที่ถูกบีบจนถึงขอบ หากเป็พลังทั้งหมดที่อีกฝ่ายกดไว้ตลอดการรับมือก่อนหน้า ถูกบังคับให้นิ่ง ถูกบีบให้เล็ก แล้วปล่อยออกผ่านช่องว่างเดียวที่มันเปิดไว้ด้วยความประมาท
เกลียวลมรอบฝ่ามือของมันแตกออกเป็เส้นเล็กหลายสาย
แสงแดงทองสั้น ๆ ลอดผ่านรอยแตกนั้นเข้ามาถึงข้อมือ
แขนเสื้อสีเทาดำของมันฉีกขาดั้แ่ปลายแขนถึงหัวไหล่ เศษผ้ากระจายกลางอากาศ ร่างทั้งร่างถูกซัดถอยไปหลายก้าว ฝ่าเท้าครูดพื้นดินเป็รอยยาว ก่อนหัวไหล่จะกระแทกโคนต้นสนจนใบสนล่วงหล่น
เืสดทะลักขึ้นมาถึงคอ
มันรีบกลืนลงไป
แต่สุดท้ายก็ยังกระอักออกมาเป็สายจากมุมปาก
ลั่วจวินเองก็มิได้ดีไปกว่าเท่าใดนัก
แรงย้อนจากการปะทะแล่นจากฝ่ามือขวาขึ้นสู่ข้อศอก ก่อนกระแทกย้อนเข้าอกจนลมหายใจขาดห้วงไปครึ่งจังหวะ ชายโครงซ้ายที่ถูกกระแทกก่อนหน้าชาวาบขึ้นมาอีกครั้ง เส้นแก่นพลังในร่างสั่นคล้ายถูกดีดพร้อมกันหลายสาย
เขาเกือบถอย
แต่ปลายเท้าทั้งสองกดจมลงในดินแข็ง
ดินใต้รองเท้าครูดแตกเป็รอยสั้น ๆ ลั่วจวินบิดสะโพกฝืนแรงสะท้อน กดร่างตนเองให้หยุดอยู่ตรงนั้น แล้วปล่อยให้ฝุ่นที่ปลิวขึ้นบังการสั่นของแขนขวาไว้ชั่วครู่
เมื่อฝุ่นบางลง เขายังยืนอยู่ที่เดิม
ยังไม่ถอย
ยังไม่ชักกระบี่
อีกฝ่ายยกหลังมือเช็ดเืที่มุมปาก แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความหยามหยันบัดนี้เหลือเพียงความตึงเครียดที่กดไว้ไม่สนิท
“ดี...”
เสียงของมันแหบลงหลายส่วน
“ดีนัก”
ลั่วจวินไม่ตอบ
เขาเพียงคลายฝ่ามือขวาเล็กน้อยแล้วกำกลับเข้าไปใหม่ ความเจ็บยังแล่นอยู่ทั่วท่อนแขน หากสีหน้ากลับไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
มันมองมือข้างนั้น
แล้วมองกระบี่เก่าข้างเอวเขา
ตลอดทั้งการปะทะเมื่อครู่ ลั่วจวินยังไม่แตะกระบี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ความจริงข้อนั้นทำให้รอยเืในปากของมันขมขึ้นกว่าเดิม
หากฝ่ามือเปล่ายังทำได้ถึงเพียงนี้ กระบี่เล่มนั้นเล่า
ความคิดแล่นผ่านดวงตามันเร็วมาก แต่เร็วเพียงใด ลั่วจวินก็ยังจับได้จากน้ำหนักฝีเท้าที่เปลี่ยนไป
อีกฝ่ายลังเลแล้ว
ไม่มาก
แต่พอ
อีกฝ่ายสืบเท้าเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้มิได้พุ่งตรงอย่างก่อน หากวนเฉียงไปตามขอบทางดิน คอยหยั่งระยะ คอยบีบให้ลั่วจวินต้องหันตาม แต่ไม่ยอมทุ่มแรงลงมือในคราวเดียว
ลั่วจวินจึงไม่ขยับเกินจำเป็
เขาถอยครึ่งก้าวเมื่อแรงเฉือนปาดผ่านระดับคอ ปล่อยให้มันเฉียดไหล่ไปแทนจุดตาย ชายเสื้อขาดออกเป็เส้นบาง หากเืที่ซึมออกมาไม่มากพอให้เสียแรง
เมื่ออีกฝ่ายเปลี่ยนมุมเข้าโจมตีจากด้านต่ำ เขาเพียงยกเข่าหลบให้พ้นแนวคม แล้วใช้ปลายเท้าเขี่ยดินชื้นขึ้นเป็ม่านบาง ๆ ไม่หวังทำร้าย เพียงทำให้สายตาอีกฝ่ายชะงักไปครึ่งลมหายใจ
ครึ่งลมหายใจนั้น เขาใช้ถอยกลับมายืนในแนวเดิม
ไม่หนี
ไม่ไล่
ไม่เปิดช่อง
มันขมวดคิ้วหนักขึ้น
ฝ่ามือเมื่อครู่ทำให้มันไม่อาจวางใจในระดับที่เห็นได้อีก
คนที่าเ็หนักควรเสียจังหวะ
แต่ลั่วจวินยังคุมลมหายใจได้ ยังไม่ชักกระบี่ และยังยืนอยู่ตรงหน้าเหมือนกำลังรอให้อีกฝ่ายก้าวผิดเอง
ความลังเลเพียงเสี้ยวเดียว ไม่มากพอจะเรียกว่ากลัว แต่พอจะเปลี่ยนกระบวนสังหารให้กลายเป็การหยั่งเชิง
ลั่วจวินเห็นจังหวะนั้น
เขาจึงยิ่งนิ่งกว่าเดิม
ฝ่ามือขวาเจ็บจนแทบไม่รู้สึกปลายนิ้วแล้ว ชายโครงซ้ายทุกครั้งที่หายใจจะปวดลึกเข้าไปถึงด้านใน หากเขายังบังคับให้ไหล่ตั้งตรง ให้สายตาเรียบลง และไม่ให้ปลายเท้าเผยการสั่นไหว
บางครั้ง การไม่ขยับย่อมสิ้นเปลืองแรงยิ่งกว่าการรุก
แต่ตอนนี้ เขาไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้
อีกฝ่ายลองอีกสองกระบวน
แรงเฉือนผ่านไหล่ซ้ายของลั่วจวินจนผ้าขาดและเืซึม แต่ไม่ลึกพอจะทำให้แขนเสียแรง ฝ่ามือถัดมากดเข้าใส่กลางอก ลั่วจวินเบี่ยงเพียงครึ่ง่ตัว แล้วใช้ศอกซ้ายกระแทกคืนใส่ข้อศอกของอีกฝ่าย
แรงกระแทกนั้นไม่หนัก แต่พอให้มันรู้ว่าคนตรงหน้ายังอ่านจังหวะอยู่
ความลังเลในใจมันจึงหนักขึ้นอีกหนึ่งส่วน
สุดท้าย อีกฝ่ายถอยไปครึ่งก้าว
ความหยามหยันบนใบหน้าหายไปจนแทบไม่เหลือ เหลือเพียงแววตาเ็าของคนที่เริ่มคำนวณผลได้เสียใหม่ั้แ่ต้น
เดิมทีคืนนี้เป็เพียงงานง่าย
ตามมา
สังหาร
เก็บของ
แล้วหายไปก่อนฟ้าสาง
ทว่าคู่หูที่ควรตามมาสมทบกลับยังไร้เงา ส่วนคนตรงหน้าที่ควรเป็เป้าหมายอ่อนแรง กลับยังยืนอยู่ได้ทั้งที่ไม่ชักกระบี่ออกมาแม้แต่ครึ่งชุ่น
หากฝืนต่อแล้วพลาดขึ้นมา ต่อให้ฆ่าได้จริง มันก็อาจต้องทิ้งครึ่งชีวิตไว้บนทางดินแคบสายนี้
มันไม่ชอบการเสี่ยงเช่นนั้น
มันแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
“ช่างเถิด”
มันกล่าวช้า ๆ
“ให้เ้าอยู่ต่ออีกครู่ ก็ไม่เสียหาย”
สิ้นคำ ร่างมันก็ถอยวูบเข้าหาเงามืดด้านหลัง
มิใช่การหนีแตกพ่าย หากเป็การถอนตัวของผู้ที่ยังพอมีสติรู้ว่าเวลานี้ไม่ควรฝืนเดิมพันต่อ
ลั่วจวินมองตาม
ไม่ขยับไล่
เขายืนอยู่ที่เดิม ฟังเสียงฝีเท้าแทรกเข้าไปในแนวไม้ หายใจเข้าออกช้า ๆ จนแน่ใจว่าอีกฝ่ายถอยไปจริง จึงค่อยผ่อนแรงที่กดค้างไว้ทั้งร่างออกทีละส่วน
ทันทีที่แรงเกร็งคลาย เืลมที่ถูกกดไว้ก็พลุ่งขึ้นมาจุกถึงคอ
ลั่วจวินยกมือซ้ายกดอกตนเองแน่น หลับตาลงครู่หนึ่ง เืคาวไหลขึ้นมาถึงปลายลิ้นอีกครั้ง แต่เขากลืนมันกลับลงไปโดยไม่เปล่งเสียง
ความเจ็บแล่นอยู่เต็มแขนขวา
ปลายนิ้วชา
หัวไหล่หนัก
ชายโครงซ้ายทุกครั้งที่ขยับล้วนปวดจนแผ่นหลังเย็นวาบ
แต่ยังเดินได้
เท่านั้นก็พอ
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้นมองทางที่ชายชุดสีเทาดำหายไปอีกครา
เขาไม่คิดตาม
คนที่ถอยไปยังไม่ใช่ผู้ที่เขาจะไล่ทันในสภาพนี้ ต่อให้ตามทันก็ไม่แน่ว่าจะฆ่าได้ และหากระหว่างทางมีศัตรูอีกคนโผล่ออกมา ผลที่ตามมาย่อมมีแต่เลวร้าย
เขาจำคำของหยวนชิงได้ชัด
หนึ่งก้านธูป
หากชายชรายังไม่กลับมา ก็ให้ขึ้นเหนือไปยังหมู่บ้านชิงซง จากที่นั่นจึงหาขบวนสินค้าไปเป่ยหลัว
ลั่วจวินยกมือแตะกระบี่เก่าข้างเอวเพียงครู่เดียว จากนั้นจึงผ่อนมือลง แล้วก้มเก็บถุงเงินบนพื้น
ผิวถุงผ้าเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย เขาปัดมันออกลวก ๆ ก่อนเหน็บไว้ในอกเสื้อ จากนั้นจึงหันกายไปทางเหนือโดยไม่ลังเลอีก
เหนือแนวพุ่มและเงาไม้ หยวนชิงยังยืนนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ต้นเดิม
เขาไม่เคยชอบการร่ำลา
คำร่ำลาเหมาะกับคนที่ยังมีที่เดิมให้หันกลับไปหา แต่ทางของลั่วจวินนับจากคืนนี้ ไม่มีทางให้กลับไปเป็คนเดิมอีกแล้ว
หยวนชิงจึงเลือกสิ่งที่ตนถนัดที่สุด
ไม่ปลอบ
ไม่อธิบาย
ไม่ยื่นมือไปประคองในจังหวะที่อีกฝ่ายต้องเรียนรู้จะยืนเอง
ชายชราผู้นี้ไม่เคยเป็คนอ่อนโยนในแบบที่ผู้คนเข้าใจ เขาเพียงมักวางสิ่งจำเป็ไว้ตรงหน้า แล้วปล่อยให้ลั่วจวินเป็ผู้หยิบมันขึ้นมาเอง
สำหรับคืนแรกหลังออกจากเว่ยกู่ เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว
ชายชรามองแผ่นหลังนั้นอยู่จนเงาร่างเล็กลงท่ามกลางแนวไม้และความมืด ก่อนถูกเส้นทางทิศเหนือกลืนหายไปในที่สุด
ครู่หนึ่งต่อมา แววตาที่ผ่อนลงเมื่อครู่ก็กลับคืนความนิ่งเย็นดังเดิม
ยังมีงานอีกอย่างต้องเก็บ
หยวนชิงขยับกาย
ร่างของเขาหายไปจากกิ่งไม้ราวเงาที่ไร้น้ำหนัก มุ่งย้อนกลับไปทางที่ชายชุดสีเทาดำถอนตัว
ระยะทางสำหรับเขาไม่ต่างจากการก้าวเพียงไม่กี่ก้าว
กลิ่นเืที่เจืออยู่ในลมยังตามหาได้ไม่ยาก
กระแสแก่นพลังที่าเ็และเริ่มรวนหลังรับฝ่ามือเบิกอรุณยิ่งปิดไม่มิด
ไม่นานนัก หยวนชิงก็เห็นเงาร่างหนึ่งหยุดอยู่หลังแนวหินเตี้ยข้างลำธารแคบ
ชายชุดสีเทาดำครึ่งนั่งครึ่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น มือหนึ่งกดแผลตรงอกแน่น อีกมือหนึ่งล้วงหาสิ่งใดในอกเสื้ออย่างเร่งรีบ
มันคงเริ่มรู้แล้วว่าคู่หูของตนไม่น่าตามมาทัน
และคงกำลังคิดหาทางถอนตัวจริงเสียที
ทว่ามันไม่มีโอกาสนั้นแล้ว
หยวนชิงก้าวออกจากเงาไม้เงียบ ๆ
มันเงยหน้าขึ้นฉับพลัน สีหน้าเปลี่ยนทันทีเมื่อเห็นผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
“เ้า—”
มันเพิ่งเอ่ยได้เพียงคำเดียว เงาร่างของหยวนชิงก็มาถึงตรงหน้าแล้ว
ชายชราไม่ได้ลงมือฆ่า
ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนหัวไหล่และกลางอกอีกฝ่ายเพียงสองจุด เบาเสียจนเหมือนแค่ปัดฝุ่น หากแก่นพลังที่กำลังรวนอยู่ในร่างชายชุดสีเทาดำกลับถูกกดนิ่งลงทันที เส้นแก่นพลังหลายสายที่มันคิดจะเร่งขึ้นต้านพลันหนักอึ้งเหมือนถูกหินเย็นทับไว้
ไม่มีเสียงปะทะดังสนั่น
ไม่มีแสงพุ่ง
ไม่มีแม้แต่แรงะเืรุนแรง
มีเพียงเสียงตันเบา ๆ ดังขึ้นคราหนึ่ง
ดวงตาของมันเบิกกว้าง
หยวนชิงมองมันจากเบื้องบน
“ผู้ใดส่งเ้ามา”
แววตาของผู้ถูกถามไหววูบเพียงเสี้ยวเดียว
เสี้ยวนั้นสั้นมาก
แต่ไม่สั้นพอจะพ้นสายตาหยวนชิง
ชายชราขยับปลายนิ้วลงอีกครึ่งชุ่น หมายกดเส้นแก่นพลังที่วิ่งเข้าหาหัวใจไว้ก่อน ทว่าอีกฝ่ายกลับยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก
“ถาม... ศพเอาเถิด”
สิ้นคำ แก่นพลังที่เหลืออยู่ในร่างมันพลันตีกลับเข้าด้านใน ไม่ใช่การโจมตีออกนอกกาย หากเป็การบีบเส้นชีพจรของตนเองให้ขาดจากภายใน
หยวนชิงกดนิ้วลงทันที
ช้าไปครึ่งเสี้ยว
เสียงหัวใจของชายชุดสีเทาดำหยุดลงอย่างฉับพลัน
ในชั่วลมหายใจถัดมา เปลวเพลิงดำคล้ำก็ปะทุขึ้นจากสาบเสื้อด้านในของมัน
ไฟนั้นมิได้ลามจากภายนอก หากพุ่งออกจากด้านในราวมีบางสิ่งถูกจุดขึ้นใต้ชั้นผ้า เปลวเพลิงแลบเลียรวดเร็วผิดธรรมดา กัดกินแขนเสื้อและอกเสื้อในพริบตาเดียว กลิ่นไหม้ฉุนคละคลุ้งขึ้นทันที
แววตาของหยวนชิงนิ่งลง
ปลายนิ้วแห้งผอมยกขึ้นช้า ๆ
กระแสเสวียนสายเย็นจัดไหลออกจากฝ่ามืออย่างเงียบเชียบ ไอเสวียนสีดำบางเบาแผ่ออกคล้ายหมอกในคืนหนาว ครั้นแตะต้องเปลวเพลิงนั้น ไฟที่กำลังลุกแรงก็ถูกกดให้ยุบลงทันตา เหลือเพียงแสงแดงเรื่อใต้ผ้าดำไหม้เกรียม
ที่เขาคาดไว้ไม่มีผิด
ผนึกเพลิงผูกชีพจร
ผนึกชนิดนี้ถูกฝังไว้ในป้ายคำสั่งและผูกเข้ากับชีพจรของผู้ถือ เมื่อหัวใจหยุดเต้น ไม่ว่าจะถูกฆ่าหรือเ้าของตัดชีพจรตนเอง แก่นไฟที่ซ่อนอยู่ด้านในจะตื่นขึ้นทันที เผาศพ เสื้อผ้า และของที่พกติดตัวให้กลายเป็เถ้าในเวลาอันสั้น
หยวนชิงคุกเข่าลงข้างศพอย่างไม่เร่งรีบ
เขาเลิกชั้นผ้าที่ไหม้ดำขึ้นทีละส่วน ตรวจั้แ่ข้อมือ สาบเสื้อ ไปจนถึงด้านในของอกเสื้อที่ถูกไฟกินเกือบหมด
สุดท้าย ปลายนิ้วของเขาหยุดลงตรงเศษไม้ชิ้นหนึ่งซึ่งติดค้างอยู่ใต้รอยไหม้
ป้ายไม้ชิ้นนั้นเสียรูปไปกว่าครึ่ง
ขอบด้านหนึ่งดำกรอบจนเพียงแตะเบา ๆ ก็แทบจะเปราะแตก ผิวหน้าถูกไฟกินเป็รอยลึก เหลือเพียงร่องสลักเล็กมากบางส่วนที่ยังไม่ถูกเผาจนหมด
หยวนชิงใช้ปลายนิ้วปัดเถ้าดำออกอย่างแ่เบา
ใต้เถ้านั้น มีเส้นโค้งคล้ายขอบตาของนกนักล่าหลงเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง
ถัดลงมา มีอักษรตัวหนึ่งถูกเผาหายไปเกือบหมด เหลือเพียงครึ่งบนที่ยังพออ่านได้สำหรับคนที่เคยเห็นมันมาก่อน
ดับ
ตรงขอบป้ายยังมีรอยบากสั้นสองเส้น เรียงขนานกันอย่างประณีต
หยวนชิงลูบรอยบากนั้นแ่หนึ่ง
สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยน
มีเพียงความเย็นในดวงตาที่ลึกลงอีกชั้น
“หอสนธยาดับรึ...”
เสียงพึมพำนั้นเบายิ่งกว่าลม
เขาพลิกเศษป้ายนั้นดูอีกด้านหนึ่ง รอยสลักละเอียดหลายส่วนถูกไฟเผาจนเลือน หากยังพอเหลือเค้าให้คนอย่างเขาอ่านออก
หยวนชิงเก็บเศษป้ายเข้าชายแขนเสื้อ
จากนั้นจึงลุกขึ้นช้า ๆ แล้วหมุนกายย้อนกลับไปยังลานดินอีกฟากหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ศพแรกเขายังไม่ได้ตรวจสอบให้ดี
กลิ่นไหม้ยังลอยคละอยู่ในอากาศ
เมื่อไปถึงจุดที่เขาลงมือกับอีกคนก่อนหน้า กลับเหลือเพียงกองเถ้าสีดำยุบตัวอยู่เหนือคราบไหม้เป็วงกว้าง เถ้าละเอียดปลิวไหวไปตามลมกลางคืน ราวกับร่างคนทั้งร่างถูกกลืนหายไปจนสิ้น เหลือเพียงรอยสุดท้ายให้มองดูเท่านั้น
หยวนชิงยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง
ไม่เอ่ยคำใด
ลมหนาวพัดผ่านแนวไม้อีกครา
ชายชรายกสายตามองไปทางทิศเหนือ
ทางที่ลั่วจวินจากไปเพียงลำพัง
ความเงียบรอบกายลึกลงกว่าเดิม
ครู่หนึ่งต่อมา ร่างของชายชราก็หายเข้าไปในเงาไม้โดยไม่เหลียวกลับ
บนพื้นดิน เหลือเพียงกองเถ้าสีดำกับกลิ่นไหม้จาง ๆ
และรอยบากสองเส้นบนเศษป้ายในแขนเสื้อของเขา ที่ยังคงคมชัดเกินกว่าจะเป็เื่บังเอิญ