“การทดสอบด่านสุดท้ายแห่งแท่น์ ผู้ใดที่จะออกมาเป็คนแรกกัน?” ท่านผู้เฒ่ามู่เกอจ้องมองไปยังทางออก พร้อมกับลูบเครายาวของเขาไปด้วยขณะกล่าว
ซู หยานหลี่ยัง จ้องมองไปยังจุดเดียวกัน นางหวังว่าจะได้เห็นผู้อันดับ 1 “ ได้ข่าวว่าด่านทดสอบสุดท้าย เป็การทดสอบกระบวนท่าด้านฝีเท้า ข้าคิดว่า ชิง เิ นางน่าจะเป็คนแรกที่ออกมา เนื่องจากกระบวนท่าเท้า ‘ก้าวพริบตาชิงเิ’ ของนางนั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก ยากจะหาผู้ใดเทียบ ”
“ ส่วน จื่อ ฮั้ว ผู้ถือกำเนิดมาจากพงไพร และ เติบโตมากับสัตว์ป่า เขาเองก็น่ามีโอกาสเช่นเดียวกัน”
ไม่เพียงแค่สายตาของคนทั้งสองเท่านั้น ยังมีสายตาจากผู้คนนับ 10,000 คู่ กำลังจับจ้องตรงบริเวณทางออกมาสู่แท่น์!
ภายในจำนวนคนนับหมื่น นอกจากผู้รับใช้แล้ว ก็ยังมีเหล่าลูกศิษย์จากนิกายต่าง ๆ ที่อยู่ภายในเทือกเขาคราม ถูกส่งมาจับตามองผู้แข็งแกร่งภายในวันนี้
“ข้าคิดว่าต้องเป็ เ้า ตานหลง 'สิบสามกระบี่แห่งตระกูลเ้าอย่างแน่นอน' เพราะวิชาประจำตระกูลของเขาล้ำเลิศยิ่งนัก!”
“ไม่! ข้าว่าต้องเป็... ชิง เิ ผู้มีวิชา 'กระบี่เงากู่ซาน' เป็วรยุทธปราบปีศาจอย่างแท้จริง!”
บทสนทนาเกี่ยวกับผู้ทดสอบ ที่จะออกมาสู่แท่น์คนแรกกำลังดุเดือด ผู้เข้าชมกำลังคาดเดาทิศทางผลลัพท์ของการทดสอบกันไปต่าง ๆ นานา เสียงสนทนาดังเซ็งแซ่ไปทั่ว
สำหรับชายชรา เสิ่น อู๋เต้า กลับต่างออกไป เวลานี้ชายชราไม่อยู่ในอารมณ์ จะมาใส่ใจรับฟังบทสนทนาของพวกเขา หรือ คิดเข้าร่วมวงวิจารณ์แต่อย่างใด
“ อู่ อวี้ มันน่าจริง ๆ เลย ชอบทำให้ข้าเป็ห่วงเสียเรื่อย เ้าไปอยู่ไหนกันนะ?” เสิ่น อู๋เต้า พยายามกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณ แต่ไร้ซึ่งวี่แววของ อู่ อวี้ ด้วยความเป็ห่วงชายชราอยากจะออกไปตามหาเด็กหนุ่มแทบใจจะขาด แต่เกรงว่าเมื่อ อู่ อวี้ กลับมาแล้วจะไม่เห็นตัวเขา ชายชราจึงไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกไปจากจุดนี้ได้
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้น
เสิ่น อู๋เต้า พยายามเพ่งมองไปยังทางออก แล้วชายชราก็เห็นคนผู้หนึ่งวิ่งมาจากทางออก!
“มีคนออกมาแล้ว”
ในระหว่างที่ผู้ชมกำลังสนทนาส่งเสียงเซ็งแซ่อยู่นั้น ทันทีที่เห็นร่างของบุรุษหนุ่มคนหนึ่งปรากฏกายขึ้น ทุกสรรพเสียงก็เงียบกริบลงในชั่วพริบตา
ไม่เพียงแต่ผู้รับใช้เท่านั้น แม้แต่ชาว์เองก็จ้องมองไปยังร่างที่ปรากฎตัวออกมา ถึงแม้จะอยู่ในระยะค่อนข้างห่าง แต่พวกเขาก็สามารถมองเห็นใบหน้า ของคนผู้นั้นได้อย่างชัดเจน
บุรุษหนุ่มผู้นี้ตัวสูงกว่าที่พวกเขาคาดคิดเอาไว้ ดูเหมือนว่าจะสูงกว่าเ้าตานหลง ผู้มีวัย 14 ปี อีกทั้งบุรุษหนุ่มผู้นี้ยังไม่ใช่หนึ่งในสามผู้รับใช้ ที่อยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 7
“ผู้ใดกัน?”
สายตากว่า 10,000 คู่ ต่างจับจ้องไปยังร่างของบุรุษหนุ่ม ทุกสรรพเสียงยังคงเงียบสงัด
แม้แต่ผู้พิทักษ์วิถีแห่งเต๋าอย่างท่านผู้เฒ่ามู่เกอ ยังจ้องมองด้วยความตกตะลึงอย่างไม่อยากจะเชื่อ ท่านผู้เฒ่าวิเคราะห์อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะสรุปได้ว่าเขาไม่เคยรู้จัก หรือ พบเห็นบุรุษหนุ่มผู้นี้มาก่อน
ซึ่งแม่นาง ซู หยานหลี่ ที่นั่งถัดจากท่านผู้เฒ่ามู่เกอ นั่นเองที่สามารถคาดเดาได้เป็คนแรกว่าเด็กหนุ่มผู้ที่ออกมานั้นเป็ใคร
“อู่ อวี้” ริมฝีปากสีแดงระเรื่อของ ซู หยานหลี่ เผยอขึ้นเล็กน้อย แววตาของนางแฝงไปด้วยความประหลาดใจ จนไม่สามารถรักษาความสุขุมไว้ได้
สายตาของนางจับจ้องไปยังบุรุษหนุ่ม อู่ อวี้ ที่กำลังเงยหน้าแหงนมองขึ้นไปบนแท่นหยก ซึ่งลอยคว้างอยู่กลางอากาศ พร้อมกับจับจ้องมองไปยังนาง สิ่งน่าประหลาดใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การแสดงออกของเขายังคงไว้ซึ่งความสงบ และ สุขุมอย่างน่าเหลือชื่อ เขาดูไม่แยแสต่อสายตานับ 10,000 คู่ ซึ่งกำลังจ้องมองตัวเขาอยู่ แม้แต่น้อย
เขาทำได้สำเร็จจริงๆ
ไม่กี่วันมานี้เขาก็พึ่งทำให้ข้าประหลาดใจ ด้วยการเอาชนะจ้าวชวนมาได้
“พ่อหนุ่มผู้นั้นคือ อู่ อวี้ อย่างนั้นหรือ ?” เมื่อท่านผู้เฒ่ามู่เกอรู้ว่า เขาคือ อู่ อวี้ เขาก็เข้าใจทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย “ อู่ อวี้ ผู้นี้มีท่าทางองอาจเฉพาะตัว ซึ่งหาได้ยากยิ่ง แต่น่าเสียดายที่อายุของเขามากเกินไป”
ทันใดนั้นก็เริ่มมีผู้รับใช้สองสามคนรู้ว่า บุรุษหนุ่มคนนั้นก็คือ อู่ อวี้
ทุกคนมองเขาด้วยความตื่นตะลึง และ ประหลาดใจอย่างที่สุด
“เสิ่น อู๋เต้า ... เสิ่น อู๋เต้า ... เสิ่น อู๋เต้า...” ผู้รับใช้จากเทือกเขาหยานหลี่รีบเดินเข้าไปหาเสิ่น อู๋เต้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งจุดรับชมของพวกเขาอยู่ไม่ห่างกันนัก จากนั้นเขาก็ใช้นิ้วมืออันสั่นเทาชี้ไปยังบุรุษหนุ่มที่อยู่บนแท่น์ พร้อมกับกล่าวว่า “ อะ… อู่ .... อวี้”
“เ้าว่าเช่นไรนะ?” เนื่องจากความแก่ชราทำให้ หูตาของ เสิ่น อู๋เต้า เริ่มฝ้าฟาง เพราะเหตุนี้ชายชราจึงเห็นบุรุษหนุ่มได้อย่างไม่ชัดเจน
“ คนผู้นั้นคือ อู่ อวี้”
“อู่ อวี้?”
ดวงตาของ เสิ่น อู๋เต้า เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เดิมทีเขาก็แอบสงสัยอยู่ว่า เพราะเหตุใดบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่บนแท่น จึงมีรูปร่างคล้ายคลึงกับ อู่ อวี้ ยิ่งนัก เมื่อชายชรารู้ว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นคือ อู่ อวี้! ชายชราก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง เขารีบกล่าวขึ้นมาทันทีว่า “อู่ อวี้ เอ๋ยยยย... บอกอยู่หลัดๆว่าจะไปห้องน้ำ ที่แท้ก็หลงไปอยู่ตรงแท่น์นี่เอง แล้วจะทำยังไงกันล่ะทีนี้!!”
เสิ่น อู๋เต้าคิดว่าอู่ อวี้ เดินพลัดหลงเข้าไปในแท่น์โดยบังเอิญ
เสิ่น อู๋เต้า รีบเรียก อู่ อวี้ ให้ลงมาจากแท่น์ทันที!
“เสิ่น อู๋เต้า อู่ อวี้ เป็คนที่วิ่งออกมาจากเส้นทางแห่ง์”ผู้รับใช้ที่อยู่ข้างกายได้กล่าวออกมาด้วยความสั่นครือ
“อย่ามาล้อเล่นน่ะ ....” เสิ่น อู๋เต้า พยายามร้องเรียกอย่างร้อนรน
ขณะชายชรากำลังจ้องมองมาทาง อู่ อวี้ ซึ่งดูเหมือน อู่ อวี้ เองก็กำลังเงยหน้าขึ้นมองชายชราอยู่เช่นกัน นั่นเป็เพราะว่า อู่ อวี้ จดจำทิศทางที่ลุงเสิ่นนั่งชมการทดสอบได้อย่างแม่นยำ เขาพยายามเลือกตำแหน่ง ให้ลุงเสิ่นสามารถมองเห็นเขาได้อย่างชัดเจน แล้วในที่สุดความตั้งใจของเขาก็บรรลุผล อู่ อวี้ รีบโบกไม้โบกมือให้กับ เสิ่น อู๋เต้า เพื่อยืนยันว่าเป็ตัวเขาเองจริง ๆ
“ข้าทำได้แล้วท่านลุง”
หากมองจากระยะไกล ท่าทางที่ร้อนรนของชายชรา อาจจะดูเหมือนว่าชายชรากำลังตื่นเต้น และ มีความสุข เมื่ออู่ อวี้ เห็นดังนั้นเขาจึงรู้สึกมีความสุข และ พึงพอใจกับผลงานที่เรียกได้ว่าน่าเหลือเชื่อนี้เช่นกัน เขาไม่คาดคิดว่า เสิ่น อู๋เต้า จะแสดงท่าทางตื่นเต้น จนถึงขนาดร่ำไห้ออกมาอย่างตื้นตันเช่นนี้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็สิ่งที่เขาปรารถนา
แน่นอนว่าเขายังไม่ผ่านการทดสอบอย่างสมบูรณ์
“อู่ อวี้ ทะยานออกมาเป็คนแรก! ข้าเห็นด้วยสองตาอย่างชัดเจน” เหล่าผู้รับใช้เริ่มสนทนากันอย่างตื่นเต้น
มือของ เสิ่น อู๋เต้า ซึ่งกำลังจับเก้าอี้ด้านหน้า เริ่มสั่นเทาด้วยความไม่อยากเชื่อ ดวงตาของเขาแจ่มชัดเปี่ยมไปด้วยความสุข และ อิ่มเอมใจ ตำแหน่งที่ อู่ อวี้ ยืนอยู่ในเวลานี้คือตำแหน่งที่ชายชราใฝ่ฝันมาโดยตลอด!
ณ บนท้องฟ้า
“ซือตู๋ จิน ...”
สตรีสวมชุดคลุมสีแดงนามฮั่วเฉียน เมื่อเห็นภาพของ อู่ อวี้ นางก็เกือบจะตกจากหลังนกกระเรียน์ของนาง
“ข้าเห็นแล้ว” ซือตู๋ จินกล่าวออกมา พร้อมกับแสดงออกอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
หวัง ยี่หยาง ใบหน้าซีดเผือดลงทันที ใบหน้าของมันยามนี้เหมือนยากจะยอมรับต่อภาพที่เห็นได้ “ มันเป็ไปไม่ได้! ข้าเห็นกับตาตนเอง ตอนที่ท่านเฆี่ยนตีมัน ๆ ยังไร้ซึ่งวรยุทธ ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะยืนหยัดเสียด้วยซ้ำ ไม่น่าจะเป็ไปได้ที่มันจะเข้าร่วมการทดสอบนี้ด้วย ซ้ำร้ายมันยังเข้ามาเป็อันดับ 1 ได้อย่างไร?
สายตาของ เหลี่ยว มู่เซ่ แสดงออกถึงความดุร้ายราวกับหมาป่ากำลังจับจ้องเหยื่อ “ไม่มีผู้ใดสามารถใช้เวลาเพียงแค่ 1 เดือนฟื้นฟูร่างกายตนเองกลับมาได้แน่ ทั้งยังต้องฝึกวรยุทธให้ถึงในระดับชั้นฟ้าขั้น 6 เห็นได้ชัดว่ามันจะต้องเก็บซ่อนพลังเอาไว้ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใด เมื่อยามมันถูกท่านเฆี่ยนตีขนาดนั้น มันถึงยังไม่ตาย เ้าเด็กผู้นี้มีความอดทนเป็เลิศ มันเจตนาซุกซ่อนพลังของมันเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัย”
ฮั่วเฉียน มีสีหน้าแดงก่ำ นางพยายามกล่าวด้วยท่าทีสงบ “ซือตู๋ จิน จากสิ่งที่ท่านปฏิบัติต่อมันข้าเกรงว่า มันจะต้องแก้แค้นท่าน ด้วยเพราะมันมีจิตใจคับแคบเป็แน่”
ซือตู๋ จิน ยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายพร้อมกับตอบว่า “ พวกเ้าไม่ต้องเกรงกลัวไป มันเป็เพียงแค่ทาสชั้นต่ำ! ก็เหมือนอย่างที่ข้าเคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ ว่ามันแค่ได้โชคช่วยเท่านั้น มันคงใช้่ชุลมุน แล้วฉกฉวยโอกาสหลบหนีออกมาก่อน ?”
เหลี่ยว มู่เซ่ กล่าว “ข้าไม่ได้หวาดกลัวทาสอย่างมัน เพียงแค่ข้าชายสายตาเห็นเงาของมัน ๆ ก็ทำให้ข้าแทบจะอาเจียนแล้ว”
จากนั้น ซือตู๋ จิน ก็กล่าวว่า “ ข้าขอพูดอีกครั้ง ยังมีอีกหนึ่งด่านทดสอบที่ยังเหลืออยู่ ตราบใดที่มันยังไม่ได้เป็ศิษย์นอก ศักดิ์ฐานะของมันย่อมต้อยต่ำกว่าเราเสมอ นอกจากนี้ข้ายังมีพี่ชาย และ น้องชายคอยหนุนหลังอยู่ แล้วเหตุใดข้าต้องหวั่นเกรงไอ้สัตว์เดรัจฉานเยี่ยงนั้นด้วยล่ะ?”
สิ่งที่เขากล่าวเป็ความจริง
ด่านทดสอบสุดท้ายจะนำไปสู่เส้นทางแท่น์ อู่ อวี้ รีบคว้าโอกาส ขณะที่ผู้รับใช้ทั้งสามกำลังถอยร่นออกมาจากปีศาจวานร เขารีบชิงฟันกระบี่ลงไปบน่ขาของปีศาจวานรอย่างรวดเร็ว ฉัวะ!!!! ด้วยกระบวนท่า ‘กระบี่สังหารปลาวาฬแห่งบูรพาสมุทร’ แล้ววิ่งผ่านปีศาจวานรไปสู่เป้าหมาย นั่นก็คือทางออกด้านหน้า แม้มันจะไม่ยอดเยี่ยมแต่อย่างน้อยเขาก็ประสบความสำเร็จ! ส่วนตัวเต็งทั้งสามคนกำลังโดนปีศาจวานรสกัดช่องทางการหลบหนีเอาไว้ และ เนื่องจากมันได้รับาเ็จากการโจมตีของ อู่ อวี้ จึงทำให้โทสะของมันทวีเพิ่มมากขึ้นเป็เท่าตัว ตัวเต็งทั้งสามเลยจำต้องต่อสู้กับปีศาจวานรต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
“ขอแสดงความยินดีกับ อู่ อวี้ ผู้ที่สามารถฝ่าด่านออกมาสู่แท่น์เป็คนแรก! นามของเ้าจะถูกจารึกไว้ในหน้าในประวัติศาสตร์ของนิกายกระบี่์ตลอดไป!”
เสียงของท่านผู้เฒ่ามู่เกอ ดังกึกก้องไปทั่วทั้ง์ และ ปฐี
ทุกเื่ราว ทุกเหตุการณ์สำคัญ จะถูกจารึกไว้ในบันทึกของนิกายกระบี่์
ผู้ที่สามารถเข้านิกายนี้ได้ จะเป็ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือได้ไม่ยาก
“อู่ อวี้!!!! อู่ อวี้!!!! อู่ อวี้!!!!”
ผู้คนนับพันนับหมื่น ต่างร้องะโเรียกชื่อของ อู่ อวี้ ดังกึกก้องไปทั่ว
สิ่งที่ อู่ อวี้ ได้กระทำออกมา ล้วนเป็ความใฝ่ฝัน และ สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เหล่าผู้รับใช้! เพราะเขากลายเป็ศิษย์นอกคนแรกที่เป็ผู้รับใช้ เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็ตำนาน และ ได้สร้างแรงบันดาลใจ ให้กับเหล่าผู้รับใช้อย่างยิ่ง ทั้งยังช่วยเตือนสติ ปลุกความหึกเหิมภายในกายให้ลุกโชนขึ้นสู้ ว่าพวกเขายังมีหวังเสมอตราบใดที่วัยของพวกเขา ยังไม่ครบ 16 ปีบริบูรณ์ ดังนั้นพวกเขาจำต้องพากเพียรพยายามให้มากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายไปตามเส้นทางที่ปรารถนา ไม่มีใครอยากมีชีวิตเยี่ยงชายชรา เสิ่น อู๋เต้า ต้องจมปรักอยู่กับความโศกเศร้าจวบจนกว่าชีวิตจะหาไม่
ผู้รับใช้ทุกคนต่างปรารถนาที่จะกลายเป็ ชาว์! แม้มันจะเหนื่อยล้า หรือ ยากเย็นแสนเข็ญมากเพียงใด แต่นั่นก็คือความใฝ่ฝันของพวกเขา!
“ชิ!”
เมื่อซือตู๋ จิน เห็น อู่ อวี้ ได้รับเสียงเชียร์ดังเซ็งแซ่เช่นนี้ จิตใจของเขาก็เริ่มขุ่นมัวขึ้นทันใด มันจ้องมองไปทาง อู่ อวี้ ราวกับจะกินเืกินเนื้อ มันกำหมัดแน่นพร้อมกับพ่นลมออกมาด้วยความไม่พอใจ
ส่วนทางด้าน เสิ่น อู๋เต้า กลับมีอารมณ์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ชายชรายืนนิ่งค้างด้วยดวงตาแดงก่ำ เขายังคงตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"น่ายินดี! น่ายินดียิ่งนัก!”
ผู้รับใช้จำนวนมากแห่งเทือกเขาหยานหลี่ กำลังรายล้อมอยู่รอบ ๆ เสิ่น อู๋เต้า พวกเขาทั้งริษยา และ ชื่นชมยินดีในคราเดียวกัน เพราะสิ่งที่อู่อวี้ได้รับ พวกเขาไม่เคยมีโอกาสได้มันตลอดทั้งชีวิต
ในขณะนั้น ชิงเิ, จื่อฮั้ว, เ้าตานหลง สามารถจัดการปีศาจวานรได้แล้ว คนทั้ง 3 ก็รีบพุ่งตัวออกมาจากทางออกพร้อมกับหิ้วหัวของปีศาจวานรติดมือมาด้วย
“เ้าคนไร้ยางอาย เ้าฉวยโอกาสวิ่งหลบหนีระหว่างที่พวกข้าทั้งสามกำลังต่อสู้ ข้าจะฆ่าเ้า!” ใบหน้าแดงก่ำของ เ้า ตานหลง บ่งบอกถึงโทสะที่คุกรุ่นอยู่ภายใน เขายกกระบี่ขึ้นมาเตรียมพร้อมต่อสู้กับอู่ อวี้
“หยุดเดี๋ยวนี้” เพียงแค่ท่านผู้เฒ่ามู่เกอพูดออกมาด้วยเสียงแ่เบา แต่มันก็มากเพียงพอที่จะระงับโทสะของ เ้า ตานหลง เอาไว้ได้ เขาจ้องมองมาทาง อู่ อวี้ ราวกับจะกินเืกินเนื้อพร้อมกับพ่นลมหายใจฟึดฟัด แสดงความไม่พอใจออกมา จากนั้นเขาก็เปล่งวาจาออกมาว่า “รอให้การแข่งขันต่อสู้บนแท่น์เริ่มเสียก่อนเถอะ เราจะได้เห็นดีกัน!”
แม้ อู่ อวี้ จะฉกฉวยโอกาส โดยการวิ่งหนีออกมาก่อนผู้อื่นก็จริง แต่เขามิได้ละเมิดกฎใดๆ ดังนั้นเขาจึงไม่แยแสต่อคำกล่าวหาของ เ้า ตานหลง นับว่ายังเร็วเกินไปที่เขาจะด่วนยินดีมีความสุข เพราะยังเหลืออีกหนึ่งบททดสอบที่ต้องฝ่าฟัน และ บททดสอบนี้ถือเป็กุญแจดอกสำคัญอย่างยิ่ง
หลังจากนั้นไม่นานผู้เข้าสอบอีก 100 คนก็ค่อย ๆ ทยอยออกมาด้วยสภาพทุลักทุเล ร่างของพวกเขาอาบโชกไปด้วยเื บ้างทรุดเข่าลงกับพื้นเพราะความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ บ้างยืนตกตะลึง เมื่อพบเห็นสายตาของคนนับหมื่น กำลังจับจ้องร่างของพวกเขาอยู่
เมื่อผู้เข้าสอบออกมาจนครบจำนวน 100 คน ส่วนที่เหลือก็ออกไปทางตีนเขาด้านล่าง เนื่องจากไร้คุณสมบัติที่จะขึ้นต่อสู้บนแท่น์
บางคนใกล้จะถึงทางออกแล้ว แต่ก็ต้องพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย
ปิดทางเข้าสู่แท่น์!
ผู้เยาว์ในวัยหนุ่มสาวทั้ง 100 คน อยู่ภายใต้การจับจ้องของสายตานับหมื่น สายตาของพวกเขาบ่งบอกถึงความมุ่งมั่น พร้อมที่จะต่อสู้ เพื่อไขว่คว้าสิ่งที่ตนเองนั้นปรารถนา ทั้ง 100 คนล้วนปรารถนาจะก้าวเข้าสู่เส้นทางวิถีะ และ กลายเป็ชาว์ พวกเขาจะต้องก้าวขึ้นไป มากขึ้นเรื่อยๆ!
สถานที่ๆพวกเขากำลังยืนอยู่ คือแท่น์มันมีขนาดกว้างยาวกว่า 100 จั้ง มีหลุมลึก 10 จั้ง อยู่รอบ ๆ แท่น หากผู้ใดตกลงไป คนผู้นั้นก็จะต้องออกจากต่อสู้ บนแท่น์ทันที
ท่านผู้เฒ่ามู่เกอยืนขึ้นด้วยท่าทางองอาจ สีหน้าไร้ซึ่งความแยแสอย่างสิ้นเชิง ผู้ซึ่งเป็เซียนะ! อารมณ์ของ อู่ อวี้ รู้สึกพลุ่งพล่าน เพราะความตื่นเต้นอีกครั้ง เมื่อได้พบเจอชาว์ผู้มีพลังกดดันยิ่งใหญ่มหาศาลเยี่ยงนี้ เมื่อใดก็ตามที่เขาสามารถก้าวเข้าสู่นิกายกระบี่์ เขาจะได้รับความรู้มากมาย ซึ่งเขาจะไม่ยึดติดกับวิชาความรู้ที่ได้มาจากอาณาจักรบูรพา เย่ว อู่ แม้แต่น้อย
“เอาล่ะผู้เข้าสอบ 100 คน ด่านทดสอบในครั้งนี้คือการคัดเลือกผู้เข้าสอบให้เหลือเพียงแค่ 30 คน จากนั้นก็จะคัดเลือกจนเหลือเพียงแค่ผู้เดียว!”
“จาก 300 คัดจนเหลือ 30 มีโอกาสเพียงแค่ 1/10 เท่านั้นการทดสอบครั้งนี้ เป็การประเมินความสามารถของผู้เข้าสอบอย่างแท้จริง ว่าใครมีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงพอที่จะได้เข้าสู่นิกายกระบี่์”
“เส้นทางผู้ซึ่งจะกลายเป็ชาว์ นั้นเต็มไปด้วยภยันตราย! คนผู้นั้นจะต้องสู้กับ์ และ ปฐี รวมถึงปีศาจ! ผู้ไร้ซึ่งความเพียร ไม่มีความมุ่งมั่นมุมานะมากพอ ก็มิอาจก้าวไปถึงความลึกลับของวิถีแห่งเซียนได้ บนเส้นทางนี้เหล่าเทพเซียนต้องสังเวยชีวิตไปมากมายนับไม่ถ้วน พวกเขาเ่าั้ยอมเสี่ยงชีวิต เพื่อจะได้ล่วงรู้ความลึกลับนี้!”
“การที่พวกเ้าสามารถมาถึงจุดนี้ได้ ข้ามั่นใจว่าพวกเ้าจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรค และ ภยันตราย เพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งชาว์ได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นในหัวข้อนี้ข้าจึงไม่จำเป็ต้องอธิบายอย่างละเอียด”
“กฎของการต่อสู้บนแท่น์ หากผู้เข้าแข่งขันหักแผ่นศิลาแดง หรือ ล่วงตกออกจากแท่น์ คนผู้นั้นจะถูกตัดออกจากการสอบในทันที จงจำเอาไว้ว่าการทดสอบครั้งนี้จะไม่มีการฆ่าฟันกันถึงชีวิต เพราะผู้มีจิตใจต่ำช้า ย่อมมิอาจก้าวเข้าสู่การเป็เซียนได้”
“เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้ครบ 30 คนแล้ว หลังการทดสอบ พวกเ้าทั้ง 30 คนจะสร้างมิตร หรือ ศัตรู มันก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของพวกเ้า ... เ้าจงทำตามใจปรารถนา แต่จงจำไว้ให้มั่น ว่าพวกเ้าจะถูกตัดออกจากการแข่งขันทันที หากตกจากแท่น์.”
นี่คือกฎการกติกาในการต่อสู้บนแท่น์
หากฟังจากที่กล่าว อาจดูเหมือนมันช่างง่ายดาย แต่แท้จริงแล้วการทดสอบในครั้งนี้ เต็มไปด้วยอันตรายอย่างที่สุด เนื่องจากเป็การต่อสู้ระยะประชิดแบบกลุ่ม เมื่อการต่อสู้เพื่อแย่งชิง เพื่อเข้าสู่เส้นทางของเซียนเริ่มต้นขึ้น เมื่อนั้นก็จะไม่มีมิตรแท้ หรือ ศัตรูถาวร สิ่งเดียวที่ทำได้นั่นก็คือการระวังตัว แต่ก็ยังคงต้องพึ่งพาผู้อื่นด้วยเช่นกัน
ผู้รับใช้ที่เหลือ 30 คนสุดท้าย อาจจะไม่แข็งแกร่งเหมือนกันทุกคน แต่ทว่าพวกเขาล้วนมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว เขาอาจมีทักษะหลบหลีกอยู่ในระดับแนวหน้า
“แน่นอนว่าหากมีกรณีเช่นนั้นเกิดขึ้น การแข่งขันครั้งนี้คงน่าเบื่อแย่”
ท่านผู้เฒ่ามู่เกอหัวเราะอย่างสนุกสนาน หลังจากเขากล่าวจบ มันยิ่งไปกระตุ้นความอยากรู้ของเหล่าฝูงชน
“ตามประเพณีดั้งเดิมของเรา ผู้เข้าสอบจะต้องแย่งชิงลูกแก้ว์! วันนี้เพื่อเป็การต้อนรับลูกศิษย์คนใหม่ ข้าจึงตระเตรียมของรางวัลเอาไว้ 3 ชิ้น รางวัลชิ้นแรกผู้ชนะในครั้งนี้จะได้กลายเป็ศิษย์สายนอกในทันที ยิ่งไปกว่านั้นแม้การประลองจะยังไม่สิ้นสุด ผู้ที่แย่งชิงลูกแก้ว์มานั้น ก็สามารถออกจากการสอบได้กลางคัน แต่ก็ยังได้รับสิทธิ์เข้าเป็ศิษย์สายนอก แน่นอนว่ามันอาจจะไม่สำคัญสำหรับพวกเ้า แต่ของสำคัญที่ว่าคือของรางวัล 2 ชิ้น ที่ข้าจัดเตรียมเอาไว้ให้ต่างหาก! สมบัติชิ้นแรกคือ เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ!”
เมื่อได้ยินชื่อของเม็ดยาหลอมรวมลมปราณ ฝูงชนก็เริ่มแตกตื่นโกลาหลทันที! เม็ดยาหลอมรวมลมปราณเป็โอสถล้ำค่า ผู้ที่สร้างมันขึ้นมาได้ต้องอยู่ในระดับสร้างแกนนภา ดังนั้นมันจึงเป็ของล้ำค่าของเหล่าชาว์! แต่อาจไร้ประโยชน์สำหรับผู้ที่อยู่ในขั้นสละร่างมนุษย์ เมื่อใดก็ตามที่เขาผู้นั้นอยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณ เม็ดยาเม็ดนี้จะแสดงประสิทธิ์ภาพออกมาให้เห็นอย่างดีเยี่ยม!
เมื่อ ซู หยานหลี่ รู้ว่าเป็เม็ดยาขั้นหลอมรวมลมปราน นางก็กระหายอยากได้ขึ้นมาในทันที!
แน่นอนว่ามันเป็เพียงแค่หนึ่งในสองของสมบัติ
“ ส่วนรางวัลที่สองเป็อาวุธชั้นเลิศ! มันมีชื่อว่ากระบี่ปราบมาร! พลังของมันมิอาจเปรียบได้กับอาวุธธรรมดาทั่วไป!”
อาวุธเวทต้องเป็ชาว์เท่านั้นถึงจะใช้มันได้
กระบี่ปราบมาร!
ดวงตาของ อู่ อวี้ ลุกวาวขึ้นมาในทันที กระบี่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ต้องล้ำค่ากว่ากระบี่ที่อยู่ในมือของเขามากเป็แน่ คุณค่าของมันเปรียบเทียบได้กับผู้มีวรยุทธขั้นสูง ทั้งยังล้ำค่ากว่าอาวุธหลายชนิด!
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ กับ กระบี่ปราบมาร ... ของรางวัล 2 ชิ้นนี้ มันก็มากพอที่จะทำให้เหล่าลูกศิษย์เก่า ต่างดวงตาลุกวาวเพราะความโลภ และ แรงริษยา อย่างเช่นซือตู๋ จินกับเหล่าสหายของมัน
กระทั่งซือตู๋ ิหลาง ที่เป็อัจฉริยะวัย 13 ปี เองก็อยากที่จะสมบัติทั้ง 2 ชิ้น อย่างกระบี่ปราบมาร และ เม็ดยาหลอมรวมลมปราณเช่นกัน
“แย่งชิงลูกแก้ว์ จะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการต่อสู้บนแท่น์ ผู้ใดก็ตามที่สามารถถือลูกแก้ว์ได้นานถึง 60 ลมหายใจ คนผู้นั้นจะเป็ผู้คว้าชัยชนะ แล้วจะได้ลูกแก้ว์ไป”
“แต่หากถูกแย่งชิงกลับ เวลาทั้งหมดจะถูกคำนวณใหม่อีกครั้ง!”
“เมื่อผู้เข้าสอบเหลืออยู่บนแท่น์เพียง 30 คน จะมีเสียงสัญญาณดังขึ้น เพื่อเป็การแจ้งว่าได้สิ้นสุดการแข่งขันบนแท่น์แล้ว ถ้าหากไม่มีผู้ใดสามารถลูกแก้ว์ได้ถึง 60 ลมหายใจ ข้าก็จะริบทั้งเม็ดยาหลอมรวมลมปราณ และ กระบี่ปราบมารกลับทันที ”
การประกาศของท่านผู้เฒ่ามู่เกอเสร็จสิ้นลง
การต่อสู้บนแท่น์เริ่มต้นขึ้นได้!
..............................................................................................................................