บทที่ 5 เื่ราวในอดีต
เฟิงซินจื่อสวมชุดดำดูมีราศียืนอยู่บนดาดฟ้า ท่ามกลางสายลมแรงที่พัดกระหน่ำ แต่เธอกลับไม่แสดงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เพียงแค่มองดูเหตุการณ์ตรงหน้า ที่เห็นเพียงเงาสีแดงและสีขาวตัดกันวูบวาบกลางอากาศ ชายชุดแดงคนหนึ่งและชายชุดขาวอีกคน กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ความเร็วของทั้งสองนั้นเร็วเกินไปจนมองเห็นได้เพียงแค่เงาสีแดงกับขาวสลับกันไปมา
เฟิงซินจื่อมองดูทุกสิ่งตรงหน้าอย่างสับสน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี: “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ชายชุดขาวคือไป๋อิง ส่วนชายชุดแดงที่aอยู่ตรงข้ามกันนั้น คือผู้ที่ถูกสืบพบว่าเป็คนแทรกแซงเส้นเวลานี้
ไป๋อิงเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของชายชุดแดง จากนั้นพลิกตัวเตะวนกลับ “ฉันถามหน่อย นายมาที่นี่ทำไม? ดูไม่มีเหตุผลเท่าไรนะ? แล้วก็นี่ไม่ใช่นิสัยของนายด้วยซ้ำ”
ชายชุดแดงพูดด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมยิ่งกว่าไป๋อิง “ห๊ะ? นายดูเหมือนว่านายรู้อะไรบางอย่างที่ฉันไม่รู้นะ แบบนี้มันไม่ค่อยยุติธรรมเลยใช่ไหม บอกหน่อยสิว่านายมาจากที่ไหน?”
ไป๋อิงได้ยินน้ำเสียงนั้นก็รู้สึกแปลก ๆ มันฟังดูไม่เหมือนคำโกหกเลย “อะไรอะไรอะไร ฉันคงไม่ได้ไปก่อเื่เข้าอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย?”
“นายดูแปลก ๆ นะ ให้ฉันเดา นายไม่ใช่คนจากเส้นเวลาในพื้นที่นี้ใช่มั้ย?”
คำพูดของชายชุดแดงทำเอาไป๋อิงนิ่งไปชั่วครู่ เมื่อชายชุดแดงเห็นท่าทางแบบนั้นก็มั่นใจได้ทันที ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ต้องถูกต้องแน่นอน
“ดูแล้ว...จะเป็อย่างที่คิดไว้จริง ๆ ...นายมาที่นี่เพราะอะไร? ฉันจำได้ว่าตอนนี้‘นาย’อีกคนควรถูกฉันขังไว้แล้วนี่นา การที่มีร่างกายสองร่างที่เหมือนกันอยู่ในมิติเดียวกัน น่าจะเป็ข้อผิดพลาดไม่ใช่เหรอ?”
“……แล้วไงต่อ?” หมอนี่เดาได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย? ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนมันออกจะโง่ๆ อยู่เลยนะ
“หึ ๆ ตอนนี้ก็น่าจะเป็มิติเวลาอิสระสิท่า”
เวลา มิติ…เวลาผลักดันการเคลื่อนไหวของมิติ มิติก็คือสิ่งที่บันทึกร่องรอยของเวลา
ภายในมิติหนึ่ง ทุกสิ่งล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะไม่ปล่อยให้สิ่งที่เหมือนกันมีอยู่ร่วมกันได้ และก็ไม่มีทางเป็ไปได้
เพราะมิติอยู่ตรงนั้น ไม่สามารถเข้าไปซ้อนทับกันได้
ถ้าเกิดมีอยู่พร้อมกันแล้วละก็ จะต้องเป็มิติอิสระเท่านั้น นั่นก็คือความสามารถของอันหยู่ เป็รูปแบบหนึ่งของพลังแห่งเวลา ที่สามารถแยก “มิติ” ออกมาจากภายใน “เวลา” ได้ กลายเป็เส้นเวลาย่อยที่มีอยู่อย่างอิสระ สามารถถูกแทรกแซงได้ และผลลัพธ์สุดท้ายก็จะส่งผลโดยตรงกับเส้นเวลาหลักของโลกจริง
ก็เหมือนกับซอฟต์แวร์ที่กำลังทำงานอยู่ตามปกติ เพื่อจะเปลี่ยนแปลงบางอย่าง จึงคัดลอกซอฟต์แวร์เดียวกันอีกชุดแยกออกมา ทำงาน จากนั้นก็ปล่อยไวรัสเข้าไปแทรกแซงระบบภายใน แล้วสุดท้ายก็ทำให้ตัวซอฟต์แวร์หลักได้รับผลกระทบตามไปด้วย
สถานการณ์ตอนนี้ของไป๋อิงก็คือ “ไวรัส” ที่แทรกซึมเข้ามาในเส้นเวลาย่อยที่แยกตัวออกมา เพื่อเข้าไปแทรกแซงได้โดยตรง
ไป๋อิงที่เห็นว่าโดนจับได้เข้า เลยไม่มีทางเลือกที่จะเล่นตามน้ำอีกต่อไป “เฮ้อ…โดนจับได้ซะแล้ว…ถ้างั้นต่อจากนี้ก็ขอเสียมารยาทหน่อยละกันนะ”
ชายชุดแดง “หา?”
วินาทีต่อมาไป๋อิงก็โผล่ขึ้นที่ด้านหลังของชายชุดแดงทันที “ถึงจะไม่อยากทำแบบนี้ แต่ก็ช่วยไม่ได้นะ ดูเหมือนเื่วุ่นวายทั้งหมดที่ตามมาจะเป็ฝีมือนายหมดเลยใช่ไหมล่ะ”
ในวินาทีนั้นเอง เงาสีขาวก็พุ่งไปโผล่อยู่ด้านหลังของเงาสีแดงต่อหน้าต่อตาเฟิงซินจื่อ จากนั้นก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เงาสีแดงกลับถูกแรงอัดอากาศอย่างรุนแรงซัดกระเด็นออกไป
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?” เฟิงซินจื่อรีบวิ่งลงจากตึกอย่างร้อนรน พุ่งไปที่ถนนในทางที่เงาสีแดงหายไป แล้วเธอก็เห็นร่างกายของชายชุดแดงเต็มไปด้วยาแนอนนิ่ง
ชายชุดแดงพอเห็นเฟิงซินจื่อที่วิ่งเข้ามา แต่ก่อนจะพูดอะไรได้ เขาก็หมดสติไปซะก่อน
ด้านไป๋อิงถึงแม้อยากจะจัดการชายชุดแดงให้จบ ๆ ไป แต่พอเห็นเฟิงซินจื่อวิ่งเข้าไปหา ก็รู้สึกประหลาดใจ ก่อนจะสังเกตเห็นว่านั่นคือ “จิติญญา” ของเฟิงซินจื่อ หรือก็คือ ร่างิญญาของเธอนั่นเอง
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? เฟิงซินจื่อแค่นอนหลับก็ยังิญญาออกจากร่างได้อีกเหรอ?” ไป๋อิงพอเห็นเหตุการณ์นี้ก็รีบหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพไว้
แล้วก็ส่งข้อความไปหาอันหยู่ทันที อีกด้านหนึ่งอันหยู่ที่กำลังวาดรูปเล่นอย่างสบายใจบนแท็บเล็ตกราฟิกที่เชื่อมกับโน้ตบุ๊ก
อยู่ๆ ก็ได้รับข้อความจากไป๋อิง พอเปิดขึ้นมาก็เห็นเป็ภาพถ่ายที่ดูเหมือนภาพถ่ายติดิญญา
อันหยู่เองก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นอะไรแบบนี้ ถึงจะไม่บ่อย แต่ก็เคยเจออยู่บ้าง เขาหยิบหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งที่ทำจากหนังแกะเยิน ๆ ขึ้นมาจากกองหนังสือข้างๆ พอเปิดอ่านไปไม่กี่หน้า ก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดทันที
“น่าจะเป็ความสามารถในการแยกร่างกับิญญาของเฟิงซินจื่อนั่นแหละ แค่จะเกิดได้เฉพาะตอนหลับเท่านั้น แต่ระหว่างนั้นก็ไม่ควรถูกรบกวน นายเองก็อย่าไปยุ่งเลย รีบไปตามสืบต่อจะดีกว่าว่าเื่ทั้งหมดเป็มายังไงกันแน่”
ไป๋อิงที่นั่งอยู่บนดาดฟ้า ปล่อยให้ลมเย็นๆ พัดผมพลิ้วไปมา พลางอ่านข้อความของอันหยู่บนหน้าจอมือถือ
“หะ? แต่เมื่อกี้ฉันเพิ่งทำอะไรบางอย่างที่มันไม่ธรรมดาไปซะแล้วสิ...”
ไป๋อิงนั่งคิดนาน
แต่ยังไงก็คงไม่ควรบอกเื่นี้...เดี๋ยวนะ ฉันจำได้ว่าตู้จดหมายนั่นมันมีกลิ่นอายแปลก ๆ แถมตอนที่เพิ่งมาถึงเมื่อวานยังไม่เห็นมันเลย...หรือว่าจะเป็ฝีมือของเ้านั่น? ถ้าใช่ล่ะก็...
ไป๋อิงเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีอันเวิ้งว้างไร้ขอบเขต
สุดท้ายก็ส่งข้อความให้กับอันหยู่ว่า “โอเค ฉันจะสืบต่อ”
ถ้าถูกจับได้ขึ้นมาล่ะก็ คงอยากฆ่าฉันแน่ ๆ
ขอบฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้น แสงแรกของอรุณรุ่งสาดผ่านกระจกหน้าต่าง ทำให้เฟิงซินจื่อที่ยังหลับอยู่ค่อย ๆ ลืมตาตื่น
เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอลุกพรวดขึ้นมามองรอบห้อง พอเห็นว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ก็รู้สึกผิดหวังนิดหน่อย เธอถอนหายใจอย่างหนัก
“เฮ้อ…” นึกว่าจะเป็เื่จริงซะอีก สุดท้ายก็แค่ความฝันสินะ
เฟิงซินจื่อลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า จัดของใส่กระเป๋า ก่อนจะเหลือบตามองปฏิทินซึ่งมีหมายกำหนดการที่เขียนไว้ จากนั้นก็ถอนหายใจอีกรอบ
“ฟู่ว์...เหนื่อยจังเลย…”
หลังจากสวมชุดนักเรียนเสร็จ เฟิงซินจื่อก็สะพายกระเป๋าขึ้นหลัง เปิดประตูออกจากห้อง พอเห็นว่าข้างในห้องนั่งเล่นมีแค่พ่อที่กำลังสอนพี่ชายอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนแม่ก็ยกโจ๊กที่เพิ่งต้มเสร็จมาวางบนโต๊ะ แล้วก็นั่งลงข้าง ๆ ลูกชายอีกคนเพื่อพูดคุยกับสามี
ในขณะเดียวกันเฟิงซินจื่อกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็แค่อากาศธาตุ พอมองไปที่เก้าอี้ของตัวเองก็ไม่เห็นอะไรเลย เธอเดินไปที่ประตู สวมรองเท้าผ้าใบเก่าคู่หนึ่ง แล้วปิดประตูออกจากบ้านอย่างเงียบ ๆ เช่นเดียวกับทุกวัน
เฟิงซินจื่อเดินไปโรงเรียนตามลำพัง เข้าไปในห้องเรียนและนั่งที่ของตัวเอง พอเห็นครูเดินเข้ามาและเริ่มสอนตามปกติ
หลังเลิกเรียน เฟิงซินจื่อก็สะพายกระเป๋ากลับบ้านคนเดียว
ระหว่างทางกลับ เธอก็ได้ยินเสียงพูดคุยของคนกลุ่มหนึ่ง
“นี้ เธอว่ายัยประหลาดนั่นทำไมถึงอยู่คนเดียวตลอดเลยล่ะ?”
“ก็บอกแล้วไงว่าเธอมันตัวประหลาด ใครจะกล้าเข้าใกล้ล่ะ? แบบนั้นจะไม่เรียกว่าประหลาดได้ไง?”
“ใช่เลย ๆ แถมไม่ว่าใครจะเข้าไปคุยด้วย เธอก็ทำหน้าบูดใส่ตลอด แล้วก่อนหน้านั้นเธอก็เคยมีเพื่อนสนิทนะ แต่จู่ๆ ก็หายตัวไปแบบไม่มีใครรู้เื่เลย”
“ฉันก็ได้ยินมานะ ว่าครอบครัวนั้นเคยพาเธอไปดูดวง แล้วหมอดูบอกว่าเธอเป็ปีศาจ เป็ดวงอัปมงคล ใครเข้าใกล้ก็ซวยทั้งนั้น”
“จริงเหรอเนี่ย…งั้นเธอก็เป็ตัวประหลาดของจริงเลยสิ”
เฟิงซินจื่อได้ยินบทสนทนาพวกนั้นก็หันไปมองทันที
“ดูสิ ๆ ยัยนั่นมองมาทางนี้แล้ว!”
“ไปเถอะ…ไปเร็ว ๆ ฉันไม่อยากซวยไปด้วยหรอก”
เฟิงซินจื่อมองดูพวกเขารีบเดินหนีไปอย่างเร็ว เลยได้แต่ดึงสายสะพายกระเป๋าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
น่าเบื่อชะมัด…
พอกลับถึงบ้านคนเดียว ก็เปิดประตูเข้าไป สิ่งที่เห็นคือบ้านที่ว่างเปล่า
ไร้เงาของคนอื่น ๆ ไม่มีใครอยู่เลย นอกจากตัวเธอเอง
พวกเขายังกลับมาไม่ถึงเหรอ?
ขณะนั้นเองชายชุดแดงที่มีาแก็นั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นแล้วพูดขึ้นว่า “ไม่ใช่ว่ายังไม่กลับ แต่พวกเขาทิ้งเธอไปแล้วต่างหาก”
เฟิงซินจื่อตะลึง รีบวิ่งไปที่โซฟาในห้องนั่งเล่น คนตรงหน้าต้องเป็ชายที่เธอเห็นในความฝันเมื่อคืนแน่ “คุณ…” ไม่ใช่ความฝันงั้นเหรอ?! “คุณเป็ใคร?”
“ฉันเป็ใครงั้นเหรอ…ก่อนจะถามเื่นั้น ลองดูบ้านหลังนี้ก่อนเถอะ ที่นี่…ตอนนี้มีแค่เธอคนเดียวแล้วนะ”
“อะไรนะ?”
เฟิงซินจื่อยังไงก็ไม่มีทางเชื่อในสิ่งที่ได้ยินแน่ แต่พอเธอมองไปรอบบ้านอีกครั้ง เธอก็ไม่เห็นใครเลยสักคน ตอนเข้ามาเธอก็เห็นแล้วว่า ที่ชั้นวางรองเท้าไม่มีของใครเลย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ทั้งบ้านนี้ไม่มีของใช้ใดๆ เลยนอกจากของของเธอเอง ซึ่งก็น้อยเสียจนแทบจะเรียกว่าไม่มีเลยก็ได้
เพื่อให้แน่ใจ เธอเลยเปิดประตูทุกห้องดู ผลก็คือไม่มีอะไรอยู่เลย ยกเว้นห้องของเธอเท่านั้น…
สุดท้ายเฟิงซินจื่อก็ต้องยอมรับความจริงนี้ แต่ก็ไม่ได้น่าใเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้ แต่กลับมองทุกอย่างด้วยความสงบแทน
ชายชุดแดงเอนตัวี้เีบนโซฟา แล้วหยิบแอปเปิ้ลลูกหนึ่งขึ้นมา “โอ้โห ดูเหมือนเธอจะยอมรับความจริงได้แบบใจเย็นเลยนะ แล้วก็แอปเปิ้ลบ้านเธอนี่รสชาติดีเหมือนกันนะเนี่ย”
เฟิงซินจื่อวางกระเป๋าลง นั่งลงตรงด้านหน้าของเขา “พวกเขาอยากทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว…แค่รอจังหวะดีๆ ที่จะ ‘ทิ้ง’ ฉันก็เท่านั้นเอง” จากนั้นก็มองแอปเปิ้ลในมือชายคนนั้นก่อนพูดต่อ “ว่าแต่ แอปเปิ้ลลูกนั้นน่ะ ถูกวางไว้มาหลายวันแล้วนะ ตอนนี้คงเน่าไปแล้วล่ะ”
พอชายชุดแดงได้ยินแบบนั้น ก็เผลอคายแอปเปิ้ลที่กัดไปครึ่งหนึ่งร่วงลงพื้นทันที
“ฟังดูเหมือนเธอรู้อยู่แล้วสินะ เธอนี่น่าสงสารนะ”
เฟิงซินจื่อมองชายคนนั้นอย่างเบื่อหน่าย ช่วยอย่าทำหน้าเอาจริงเอาจังตอนพูดเื่แบบนี้ได้ไหม แล้วก็กินแอปเปิ้ลเน่าขนาดนั้น เดี๋ยวก็ปวดท้องเอาหรอก
“…ไม่มีอะไรน่าสงสารหรอก แล้วนายเป็ใคร? โผล่มาอยู่ในบ้านฉันแบบนี้ มันน่าสงสัยมากนะ”
“ฉันเหรอ…” ชายหนุ่มคิดก่อนจะพูดอย่างจริงจัง “ดีมาก ผู้หญิงอย่างเธอทำให้ฉันสนใจแล้วสิ!”
พอเจอคำพูดปัญญาอ่อนแบบนั้นเข้าไป เฟิงซินจื่อก็ไม่ลังเล หยิบมือถือออกมากดโทร 120 ทันที “ฮัลโหล? 120 ใช่ไหมคะ? ทางนั้นทำคนไข้หลุดออกมาคนหนึ่งรึเปล่าคะ? สงสัยจะมีคนบ้าหนีออกมา”
“นี้! ไม่เอาน่า ฉันผิดไปแล้ว ๆ…อย่าทำแบบนี้จริงสิ!”
เฟิงซินจื่อวางสายทันที “พูดให้มันรู้เื่หน่อยได้ไหม”
“ฉันชื่อจีเหยียน เื่ที่เกิดเมื่อคืนที่เธอเห็นน่ะ จะถือว่าเป็ความฝันก็ได้ แต่จริง ๆ มันก็เกิดขึ้นจริง ๆ แหลาะ”
“แล้ว…นายไม่เป็ไรใช่ไห?”
“ไม่เป็ไรแล้วล่ะ เมื่อคืนเธอเป็คนพาฉันกลับมาที่นี่เอง ตอนนี้ก็ดีขึ้นเยอะแล้ว ต้องให้ฉันตอบแทนไหมล่ะ? เห็นเธอดูน่าสงสารเหมือนกัน”
“ฉันคิดว่าฉันไม่้าความสงสารอะไรทั้งนั้น...มันเป็แบบนี้มาั้แ่แรก ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย การตอบแทนของนายจะให้อะไรให้ฉันได้? ยังไงฉันก็ไม่้าอยู่ดี”
จีเหยียน “พูดแบบนี้ ก็หมายความว่าเธอไม่้ามันจริง ๆ งั้นเหรอ? ไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรเลยเหรอไง?”
“แค่นี้ก็ดีแล้ว การเปลี่ยนแปลงมันยุ่งยากเกินไป…ฉันไม่สามารถแบกรับได้ แล้วก็ี้เีจะเปลี่ยนอะไรด้วย มันก็แค่จะนำปัญหาเข้ามามากกว่าเดิม อีกอย่างฉันก็ไม่ชอบคุยกับใคร มันวุ่นวาย”
จีเหยียนหัวเราะเบา ๆ “เพราะกลัวผลทางลบจากการเปลี่ยนแปลงใช่ไหมล่ะ?”
ดูเหมือนเขาจะพูดจี้ใจดำเข้า เฟิงซินจื่อเลยมองจีเหยียนด้วยความหวาดระแวง “...ก็ประมาณนั้นแหลาะ เพราะงั้นนายที่จริงแล้วเป็ใครกันแน่!”
จีเหยียนหันไปมองใบไม้ที่เหี่ยวแห้งที่ริมหน้าต่าง “ฉันน่ะเหรอ…”