ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 41 ไม่ชอบผู้ชายที่อธิบาย

    ตอนที่ 41 ไม่ชอบผู้ชายที่อธิบายแต่ว่าตอนนี้จะไปหาเงินสามพันหยวนจากที่ไหนดีล่ะ? หนึ่งหมื่นสองพันหยวนเป็นเงินที่เบิกล่วงหน้ามาจากทางหลินชงนั้น เงินสามพันหยวนนี้ในปี 1993 ก็ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลย ถ้าอาศัยคนที่หวังซินรู้จักในตอนนี้ นอกจากหลินชงแล้ว ก็ยังไม่เจอคนที่จะสามารถให้ตัวเองยืมเงินสามพันหยวนได้จริง ๆ เลย“การตกแต่งบ้านให้เป็นไปตามความต้องการทุกอย่างของละครซิทคอม สามพันหยวนก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่จริง ๆ แล้วควรจะไปหาใครกันนะ?” ในหัวของหวังซินก็เริ่มนึกหาคนที่สามารถให้ตัวเองยืมเงินสามพันหยวนได้ แต่พยายามคิดมาตั้งนานแล้ว ซึ่งนอกจากพ่อแม่ ก็ไม่มีใครแล้วจริง ๆ แหงนไปมองห้องด้านบนที่เพิ่งจะซื้อไป ตอนนี้หวังซินก็ค่อนข้างลำบากใจแล้ว การตกแต่งตอนนี้ยังจำเป็นต้องใช้เงินก้อนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ไม่คุ้นเคยกับใครในโลกยุคนี้เลย จะไปหาได้ที่ไหนล่ะ? “ในยุคนี้เงินสามพันหยวนก็ค่อนข้างสูงเลยนะ ใครจะยอมให้ฉันยืมกันล่ะ?” ในหัวของหวังซินกำลังคิดปัญหานี้อยู่ ซึ่งในหัวสมองคนที่เล่นได้ดีพวกนั้น ในหัวของตัวเองก็มีหน้าตาของพวกเขาที่ล้วนเคยนึกมาแล้วรอบหนึ่ง น่าเสียดายที่ทุกคนอายุไล่เลี่ยกับตัวเขาเอง จึงยังหาไม่เจอว่าใครที่แค่เอ่ยปากก็สามารถให้ตัวเองยืมเงินสามพันหยวนได้“ไม่ใช่สิ ในช่วงก่อนพี่ชายก็เพิ่งจะหาเงินได้แปดพันกว่า ขอยืมเงินจากเขาหน่อยละกัน!” ก่อนหน้านี้ทำไมไม่นึกถึงพี่หวังเฉิงกันนะ ถึงยังไงเขาก็อยู่โรงเรียน ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกับตัวเอง จึงมองข้ามลูกพี่ลูกน้องคนนี้ไปแต่ตอนนี้จำเป็นที่จะต้องใช้เงินพอดี ครั้งที่แล้วพี่ชายก็ได้ช่วยทำระบบการจัดซื้อของ Kingdee ซึ่งพ่อก็ให้เขาไปแปดพันกว่าหยวน ถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ตามปกติแล้วจะใช้เงินแบบชุบมือเปิบ แต่ว่าค่าใช้จ่ายในยุคนี้ก็ยังไม่ได้สูงมากขนาดนั้น จะต้องใช้ยังไม่หมดแน่นอนหลังจากที่นึกถึงพี่ชายหวังเฉิงแล้ว หวังซินจึงเตรียมที่จะไปรบเร้าพี่ชายแล้วเมื่อโทรศัพท์บอกที่บ้านเรื่องที่เย็นนี้ไม่กลับบ้านแล้ว หวังซินจึงรีบมุ่งหน้าไปยังสถาบันนิวซอฟท์ในช่วงเวลานี้ในใจของหวังเฉิงก็เต็มไปด้วยความปลื้มปริ่ม เงินก็มีอยู่ในมือแล้ว โดยปกติมักจะชวนรุ่นน้องที่สถาบันมาเลี้ยงข้าวและร้องคาราโอเกะอะไรพวกนั้น ในระยะเวลาอันสั้นก็กลับสร้างความรู้สึกดีให้กับรุ่นน้องที่สถาบันได้ไม่น้อยเลยนี่จึงทำให้เขาสนุกสนานไปทั้งวันเมื่อนึกถึงอะไรก็ยิ้มไปหมด ตอนนี้ยังครุ่นคิดอยู่ว่าเมื่อไหร่น้าเขยจะแนะนำงานให้ตัวเองอีก หาเงินอีกสักหน่อยเพื่อให้ชีวิตของตัวเองมีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งกว่านี้อีกนิดหน่อยในขณะที่กำลังคิดปัญหานี้อยู่นั้น ประตูในหอพักก็ถูกเคาะเสียงดัง จึงหันไปเปิดประตู ซึ่งคนที่เห็นอยู่หน้าประตู หวังเฉิงก็ตกตะลึง จากนั้นก็กอดหวังซินไปหนึ่งครั้ง แล้วพูดด้วยความดีใจว่า: “น้องชายสุดที่รัก ครั้งนี้มาหาพี่ชาย มีเรื่องดีอะไรอีกล่ะ? ขอแค่เป็นเรื่องเกี่ยวกับด้านซอฟต์แวร์ ฝีมือพี่ชายคนนี้ช่วยแกจัดการได้แน่นอน!” เมื่อรู้สึกถึงความกระตือรือร้นของพี่ชาย หวังซินก็กลอกตาบน ถ้าพี่รู้ว่าผมมาเพื่อยืมเงินพี่ ไม่รู้ว่าพี่จะยังกระตือรือร้นแบบนี้อยู่อีกไหม“พี่ชาย ครั้งนี้ที่ผมมาหาพี่มีเรื่องสำคัญก็คือ……..” “น้องชาย ยังไม่เคยไปคาราโอเกะใช่ไหม ไปกัน เวลาตอนนี้ยังเช้าอยู่เลย พี่ชายจะพาแกไปมีความสุข” หวังเฉิงในตอนนี้ดีใจมาก ในมือก็ยังมีเงินนิดหน่อย แต่ว่าจะเอาแต่กินเที่ยวโดยไม่หาเงินแบบนี้คงจะไม่ได้การ เงินของสิ่งนี้ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งดี ไม่อย่างงั้นจะไปแซวจีบพวกสาว ๆ ได้ยังไงกันล่ะน้องชายก็คือความหวังของตัวเอง ครั้งที่แล้วก็หางานมาให้ตัวเองมารอบหนึ่ง ที่ทำให้ตัวเองหาเงินได้นิดหน่อย ถึงใช้ชีวิตสุรุ่ยสุร่ายได้อย่างทุกวันนี้ ตอนนี้หวังซินในสายตาของเขา ก็คือเทพโชคลาภไปแล้วเมื่อหวังซินได้ยินคำพูดของพี่ชายจึงหมดคำพูดเล็กน้อย สำหรับคาราโอเกะในยุคเก้าศูนย์นี้หวังซินก็มีความอยากรู้อยากเห็น แต่ว่าตอนนี้มาทำธุระสำคัญ จึงกลับละทิ้งความคิดในการเที่ยวเล่น“พี่ชาย ผมมาหาพี่เพื่อคุยธุระสำคัญครับ” หวังซินพูดไม่ออกพร้อมกับผายมือออกไปธุระสำคัญงั้นเหรอ?ถ้าไม่ใช่ธุระสำคัญแล้วแกจะมาหาฉันงั้นเหรอ?หวังเฉิงหัวเราะ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้จึงถามว่า: “น้องชาย ครั้งนี้จะให้ทำระบบหรือว่าขโมยข้อมูลคอมพิวเตอร์จากคนอื่นล่ะ?สำหรับพี่ชายของแกแล้วทักษะนี้มันง่ายมากเลย พอคุยธุระสำคัญเสร็จแล้ว ฉันจะพาแกไปมีความสุข ถือโอกาสหาสาวน้อยสักคน เอาให้เด็กแบบนายเตลิดกันไปเลย!” หวังซินพูดไม่ออก ซึ่งก็นึกไม่ถึงว่าพี่ชายจะเป็นคนที่หยาบขนาดนี้“พี่ครับ พูดธุระสำคัญให้เสร็จแล้วค่อยพูดเรื่องอื่น” “โอเค เข้าเรื่องเลย” หวังเฉิงพยักหน้า ถึงยังไงตอนนี้น้องชายก็เป็นเทพโชคลาภของตัวเอง ธุระที่เขาจะพูด ต้องเป็นสิ่งที่หาเงินให้ตัวเองแน่นอน“พี่ครับ ครั้งนี้ที่ผมหาธุรกิจมาให้พี่ พี่ไม่เตรียมหักเปอร์เซ็นต์ให้น้องชายสักหนึ่งส่วนเหรอ?” เมื่อมองสีหน้าจริงจังของหวังเฉิง หวังซินก็รีบพูดจุดประสงค์ของตัวเองออกมาทันทีอะไรนะ?มาหาตัวฉันเองเพื่อต้องการส่วนแบ่งงั้นเหรอ?ฟังผิดไปหรือเปล่า?เมื่อหวังเฉิงได้ยินคำพูดของหวังซิน ก็ตาค้าง และตกตะลึงน้องชายไม่ใช่เทพโชคลาภของตัวเองหรอกเหรอ?ทำไมครั้งนี้ถึงมาหาตัวเองเพื่อต้องการส่วนแบ่งล่ะ?“ฉันไม่ได้ฟังผิดสินะ?” หวังเฉิงรีบถอยหลัง แล้วจึงมองหวังซินด้วยความหวาดระแวง“สามพันหยวน ไม่งั้นครั้งหน้ามีงานดีขนาดนี้ก็จะไม่ให้พี่แล้ว” หวังซินตั้งใจพูดจำนวนตัวเลขออกมาเมื่อพูดประโยคนี้ออกมา หวังเฉิงก็อึ้งอีกระบบการจัดซื้อของ Kingdee ตัวเองขายแค่แปดพันแปดร้อย คาดไม่ถึงว่าน้องชายต้องการจะเอาไปสามพัน! “ด่วนเลย ต้องรีบใช้น่ะ ครั้งหน้าไม่ต้องมีค่าส่วนแบ่ง” เมื่อรู้ว่าพี่ชายใช้เงินไว แต่ในยุคนี้เงินแปดพันหยวนยังไงก็ใช้ไม่หมดง่ายขนาดนั้น แม้ว่าพี่ชายจะใช้จ่ายเก่ง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เงินหมดภายในหนึ่งเดือน“ต้องรีบใช้งั้นเหรอ?” มองหวังซินอย่างจริงจัง น้องชายคนนี้ไม่เหมือนกับตัวเอง ไม่ใช่คนที่ธุรกิจล้มละลาย แต่ก็ยังต้องยืนยันสักหน่อย“ใช่ครับ” หวังซินรู้นิสัยของพี่ชาย แต่ถึงยังไงตัวเองก็ได้เอ่ยปากแล้ว ขอแค่เขามี ก็จะต้องให้ตัวเองแน่นอน“เอาเถอะ” สักพักหวังเฉิงก็หยิบกระเป๋าสะพายที่วางอยู่บนเตียงของตัวเอง ข้างในมีแค่สามพันห้าร้อย เขาจึงนับธนบัตรสามสิบใบให้หวังซิน คิดแล้วคิดอีก แล้วห้าใบสุดท้ายก็ให้ไปพร้อมกันเลย“มีแค่เท่านี้แล้ว ไอ้น้องชาย แกจะต้องหางานมาให้พี่ชายเยอะหน่อยนะ” ใบหน้าหวังเฉิงมีความเสียดายเงินสามพันห้าที่ให้หวังซินหวังซินจึงหยิบเงินมา แล้วพูดว่า: “วางใจเถอะ ผ่านไปสักช่วงหนึ่งจะคืนให้นะพี่” “น่าสงสารฉันที่ยังอยากจะใจป้ำต่อไปอีกสักช่วงหนึ่ง น้องชายแกมาครั้งนี้ทำให้ฉันได้กลับไปสู่ชีวิตก่อนที่จะได้รับอิสรภาพเลยล่ะ!” เมื่อมองดูหวังซินที่กำลังหยิบเงิน หวังเฉิงก็อยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตา“เฮ้ยเฮ้ย หลังจากนี้ต้องมีการตอบแทน” หวังซินพูดจบก็ไม่อยากเห็นอารมณ์ที่ทนไม่ได้ของพี่ชาย จึงรีบบอกลาทันที“เฮ้ น้องชาย ต้องตัดกันขนาดนี้เลยเหรอ พอได้เงินคนก็ไปเลย ไม่คุยกันสักหน่อยเหรอ!” “มีธุระน่ะ ครั้งหน้าค่อยแวะมาหานะพี่” เมื่อเสียงพูดของหวังซินที่เบาลง หวังซินที่อยู่ตรงปากประตูก็ดึงเงินออกมาห้าร้อยแล้ววางไว้บนโต๊ะตรงปากประตู แล้วจึงออกจากสถาบันนิวซอฟท์ไปเมื่อได้เงินมาสามพันหยวนแล้ว เรื่องการตกแต่งก็ลงมือได้แล้ว แต่อีกสักพักตัวเองก็จะกลายเป็นลูกหนี้ผ่อนบ้านแล้วสิ“โธ่ ที่ดินในยุคนี้ก็ยังคงราคาถูกมาก รอให้มีเงินก็จะซื้อเก็บไว้สักสองสามแปลง เหอเหอ!” ระหว่างทางที่กลับซีจิง ใบหน้าของหวังซินก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจในเรื่องการจ่ายค่าห้องในส่วนที่เหลือ สำหรับหวังซินแล้ว ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรวันต่อมา หวังซินได้กลับมาเข้าเรียนต่อที่โรงเรียน ตอนนี้นอกจากจะถ่ายละครและเขียนบทแล้ว ยังจะประความสำเร็จในการเปลี่ยนตำแหน่งเป็นลูกหนี้ผ่อนบ้านด้วย และที่โรงเรียนก็ยังจะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนตำแหน่งเป็นนักเรียนดีเด่นอีกด้วยนักเรียนทั้งหมดในห้องเรียนล้วนเปลี่ยนมุมมองที่มองหวังซินใหม่ นักเรียนจำนวนมากได้นับถือเทพโดดเรียนคนนี้ ที่โดดเรียนตลอดทั้งวัน แล้วผลการเรียนก็ยังดีจนไม่มีอะไรจะพูดได้ตอนนี้ก็เข้าเรียนทุกวัน สายตาครูประจำชั้นก็เต็มไปด้วยสายตาที่เฝ้าคอยถ้าดูจากการสอบกลางภาคก่อนหน้านี้แล้ว ในเวลานั้นผลการสอบก็ยังไม่ออก ไม่มีห้องไหนที่เต็มใจจะรับหวังซินเอาไว้ ต่อให้ผลการสอบทางวิทยาศาสตร์จะดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถแทนที่อะไรได้แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มคนนี้ได้สร้างเรื่องที่เกินความคาดหมายให้กับทุกคน ซึ่งมีแค่สิ่งเดียวที่ทำให้หวังซินรู้สึกไม่สบายใจก็คือจะต้องรับเป้าหมายในการตั้งคำถามของหยางเจียอิ่งทุกวัน ระยะเวลาการสอบกลางภาคได้ผ่านไปแล้วสามวัน ในช่วงสามวันนี้ หยางเจียอิ่งก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับตัวเองสักเท่าไหร่ กลับกันสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามนับวันก็ยิ่งเยอะขึ้นนี่จึงทำให้หวังซินพูดไม่ออก แล้วอาศัยช่วงที่ว่างจากการทบทวน หวังซินรู้สึกว่าก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายสักหน่อย“หัวหน้าห้องคนเก่ง ยุ่งไหม?” แม้ว่าจะแบ่งชั้นเรียนไปเรียบร้อยแล้ว แต่หวังซินกับหยางเจียอิ่งก็ยังเป็นเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ กันอยู่ในเวลานี้เขาได้แตะไปที่แขนของหยางเจียอิ่งเบา ๆ แล้วถามด้วยเสียงที่ไม่ดังมาก“มีเรื่องอะไรเหรอ?” หยางเจียอิ่งขมวดคิ้ว แล้วมองไปที่หวังซิน หลังจากนั้นจึงวางหนังสือทบทวนที่อยู่ในมือลงเบา ๆ ซึ่งค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญกับคำพูดของหวังซิน“ทำไมช่วงนี้ไม่พูดกับเราเลยล่ะ?” “ตอนนี้การเรียนค่อนข้างยุ่ง เรามีอะไรที่จะต้องคุยกับนายกัน!” หยางเจียอิ่งกลอกตาบน เด็กหนุ่มคนนี้ดูท่าทางแล้วยังคงไม่แก้นิสัยเดิม ที่ยังรักสนุก“เอิ่ม ทำไมถึงจะไม่มีเรื่องพูดล่ะ? พวกเราสามารถถกเรื่องการเรียนกันได้นะ การเรียนของเรายังมีจุดที่ไม่เข้าใจเยอะมาก หลายวันมานี้ทำไมเธอไม่มาทบทวนบทเรียนให้เราเลยล่ะ” หวังซินพูดอย่างจริงจัง ซึ่งไม่รู้ว่าจู่ ๆ หัวหน้าห้องคนเก่งก็มีแนวโน้มที่จะโกรธขึ้นมา“ทบทวนบทเรียนไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ผลคะแนนนายก็อยู่หนึ่งในสิบของระดับชั้น การสอบสำหรับนายแล้ว ก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไรนี่” หยางเจียอิ่งจึงรีบหันกลับไปยิ้มให้หนึ่งที แต่ว่ารอยยิ้มนี้ในสายของหวังซินทำไมถึงได้รู้สึกเย็นชานะซึ่งเป็นไปตามคาด ตอนที่หวังซินยิ้มกลับไป แล้วหน้าของหยางเจียอิ่งก็แสดงความไม่พอใจออกมา สีหน้าจึงเปลี่ยนไปเร็วยิ่งกว่าพลิกหนังสือซะอีกหัวหน้าห้องคนเก่งที่ปกติดูเย็นชาราวกับน้ำแข็ง ก็นึกไม่ถึงว่าจะมีมุมขี้เล่นแบบนี้ด้วย ในทางกลับกันพอมาอยู่ในสายตาของหวังซินแล้ว ก็คือมีชีวิตชีวา“หัวหน้าห้องคนเก่ง เรื่องผลการเรียน เรารู้สึกว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายสักหน่อย” หวังซินเรียบเรียงคำพูดมาเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนที่กำลังเตรียมจะพูดออกไป หยางเจียอิ่งกลับรีบหันมาพูดกับหวังซินว่า: “ไม่จำเป็นต้องอธิบาย เราต้องการจะดูการกระทำจริง ๆ เราไม่ชอบผู้ชายที่ชอบอธิบาย!” น้ำเสียงในประโยคนี้ค่อนข้างดัง ในห้องเรียนที่ทุกคนต่างทำการทบทวนอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่มีคุณครูอยู่ แต่ห้องเรียนเดิมที่แล้วก็ไม่มีเสียงอะไรเลย ถึงยังไงก็เป็นห้องสายศิลป์ อีกทั้งยังเป็นห้องสายศิลป์ขั้นเทพหลังจากการสอบกลางภาค นักเรียนพวกนี้ก็แทบจะเป็นเด็กเรียนประเภทหนึ่งแต่ตอนนี้ก็ล้วนได้ยินประโยคนี้ของหยางเจียอิ่งในระยะเวลาอันสั้นนี้เพื่อนนักเรียนทั้งหมดก็ล้วนจับจ้องสายตาไปที่ใบหน้าของหยางเจียอิ่งหยางเจียอิ่งก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างที่ไม่ปกติ จึงเงยหน้าขึ้นมามอง แต่แค่ชั่วพริบตาก็ได้เห็นเพื่อนนักเรียนที่อยู่รอบ ๆ มองมาด้วยสายตาที่อบอุ่นและน่าเหลือเชื่อเมื่อเห็นสายตาของพวกเขา ก็นึกถึงสิ่งที่ตัวเองพูด หยางเจียอิ่งจึงรู้ว่าตัวเองได้พูดผิดไปแล้ว จึงถูกเพื่อนนักเรียนในห้องให้ความสนใจ แม้ว่าหยางเจียอิ่งที่ปกติแล้วจะมีท่าทางที่เย็นชาราวกับน้ำแข็ง แต่ในตอนนี้ก็แก้มแดงขึ้นมาหวังซินจึงชะงักไปแล้ว ยังไงก็นึกไม่ถึงว่าคำตอบของหยางเจียอิ่งจะตอบด้วยความกล้าหาญแบบนี้ ว่าไม่ชอบผู้ชายที่ชอบอธิบายงั้นเหรอ? ประโยคนี้สำหรับหวังซินแล้ว มีพลังที่เสียดสีสูงมาก จากในประโยคนี้แล้ว แค่ในระยะเวลาอันสั้นหวังซินก็ได้วิเคราะห์ปัจจัยหลาย ๆ อย่างขึ้นมาโดยอัตโนมัติก็แค่หันกลับไปมองสายตาอันอบอุ่นพวกนั้นของเพื่อนนักเรียน แม้ว่าหวังซินจะเป็นคนที่ไร้ยางอาย ก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดง“ฮ่าฮ่า หัวหน้าห้องไม่ชอบผู้ชายที่ชอบอธิบาย!” มีคนหัวเราะขึ้นมาทันที...