แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดเงายาวลงบนทางเดินหิน เสียงหัวเราะของทั้งสามค่อย ๆ เบาลง เมื่อพวกเขาเดินออกจากเขตเมืองไปยังพื้นที่ราบบริเวณรอบนอก พื้นที่กว้างโล่ง รายล้อมด้วยต้นไม้สูง ลมพัดผ่านเบา ๆ พาเอากลิ่นดินและใบไม้มาแตะปลายจมูก
หลินเทียนหยุดเดิน
ไป๋ซีและจินซีที่เดินตามหลังมาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองอาจารย์ของตน
“พวกเ้าก็มีอาวุธกันครบแล้ว ทีนี้ข้าจะสอนเทคนิคบางอย่างให้พวกเ้า อย่าคิดว่าการประลองจะมีคนใจดีพอที่จะออมมือให้พวกเ้าล่ะ พวกเขาที่มาลงประลองก็มาเพื่อสิ่งที่้าเหมือนกัน จึงต้องลงมือแบบเต็มที่”
หลินเทียนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่จริงจัง
ทั้งสองตั้งใจฟังอย่างเงียบสนิท
“ถึงเทคนิคพื้นฐานที่ข้าให้พวกเ้าฝึก มันจะเอาชนะพวกเขาได้ง่ายก็จริง… แต่ก็แค่บางคนเท่านั้น”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“พวกที่มาจากสำนักใหญ่ คนจากตระกูลที่แข็งแกร่ง หรือผู้ฝึกตนที่เร้นกาย ไม่ค่อยออกมายุ่งเื่ทางโลก… คนพวกนั้นล้วนมีวิชาลับหรือไพ่ตายที่ซ่อนอยู่”
สายตาของเขาคมขึ้นเล็กน้อย
“ดังนั้น อย่าประมาทเด็ดขาด”
“ขอรับ—ค่ะ!” ทั้งสองรับคำอย่างแข็งขัน
หลินเทียนพยักหน้าอย่างพอใจ
“งั้นพวกเ้าฝึกควบคุมกระบี่ด้วยจิตให้ได้ก่อน ข้าจะสอนอย่างอื่นให้หลังจากทำได้แล้ว”
“ขอรับ—ค่ะ!”
ทั้งสองรับคำ ก่อนจะเริ่มฝึกอย่างจริงจังทันที
กระบี่ถูกยกขึ้น พลังปราณเริ่มไหลเวียน การเคลื่อนไหวในตอนแรกยังดูติดขัดเล็กน้อย แต่ความตั้งใจนั้นชัดเจน
หลินเทียนเองก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า เขานั่งลงขัดสมาธิ หลับตา และเริ่มฝึกฝนของตนเองเช่นกัน
ลมพัดเอื่อย ๆ พาเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบงัน
—
สามวันผ่านไป
เสียงลมยังคงพัดเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป คือกระบี่สองเล่มที่ลอยอยู่กลางอากาศ
ฟึ่บ… ฟึ่บ…
มันเคลื่อนไหวไปมาตามใจนึกอย่างลื่นไหล ราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย
หลินเทียนลืมตาขึ้น มองภาพตรงหน้าด้วยแววพอใจ
“ดี! ดีมาก”
เขาพูดขึ้น
“ทำได้ภายในเวลาไม่กี่วัน นับว่าเป็อัจฉริยะก็ไม่ผิด”
ทั้งสองยิ้มออกมาเล็กน้อย แม้จะยังหอบเหนื่อย
ใน่เวลาเดียวกัน หลินเทียนเองก็ทะลวงจากระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 5 ขึ้นสู่ขั้นที่ 6 ได้สำเร็จ
—
จินซีเก็บกระบี่ ก่อนจะหันมามอง
“อาจารย์ ข้าไม่เคยเห็นท่านใช้อาวุธเลย อย่างมากก็เห็นแค่ท่านใช้ไม้ไผ่ในการต่อสู้ แต่กลับแข็งแกร่งเหมือนใช้กระบี่ ท่านทำยังไงหรือขอรับ?”
คำถามเต็มไปด้วยความสงสัย
ไป๋ซีเองก็ตั้งใจฟังอยู่ข้าง ๆ
หลินเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ
“มันคือเต๋าน่ะ”
เขาตอบเรียบ ๆ
“หือ เต๋า? มันคืออะไรหรือขอรับ ท่านอาจารย์?” จินซีถามต่อทันที
หลินเทียนยังไม่ตอบ เขาเดินไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่
ทั้งสองรีบเดินตามไป แล้วนั่งลงตรงหน้าเขา
หลินเทียนมองทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“เ้าถามข้าว่าเต๋าคืออะไร อย่างนั้นหรือ… ฟังให้ดี”
“เต๋าคือสิ่งที่ ‘มีอยู่’ ในความ ‘ไม่มี’”
“มันอยู่รอบตัวเ้า แต่เ้ากลับมองข้ามมันไปตลอดชีวิต”
“สมมติ หากเ้าปรารถนาจะเดินบนวิถีแห่งเต๋าแห่งไฟ…”
“จงอย่ามองไฟด้วยดวงตา แต่จงััมันด้วยจิติญญา”
น้ำเสียงของเขานิ่งลึก
“อย่าเป็เพียงคนถือคบไฟ แต่จงเปลี่ยนสายเืในกายให้กลายเป็ลาวาที่ไหลเวียน”
“จงเข้าใจว่าเหตุใดไฟจึงลุกโชน และเหตุใดมันจึงดับสูญ”
บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน
“เมื่อใดที่เ้าและเปลวเพลิงมีลมหายใจเดียวกัน เมื่อนั้น เจตจำนงของเ้าจะแปรเปลี่ยนเป็กฎเกณฑ์”
“และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่เ้าจะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์”
—
เงียบ
ทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อย สีหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
หลินเทียนยิ้มมุมปาก
“วรยุทธอยู่ในกาย กระบี่อยู่ในใจ แม้เป็เพียงกิ่งไม้ ก็ไร้เทียมทาน”
จินซีเกาหัวเบา ๆ
“ท่านอาจารย์ช่างล้ำลึกนัก… พวกเรายังไม่ค่อยเข้าใจที่ท่านพูดเลยขอรับ”
ไป๋ซีก็พยักหน้าเห็นด้วย
หลินเทียนหัวเราะเบา ๆ
“ไม่เป็ไร ข้าเองก็เดินบนเส้นทางของผู้ฝึกตนมานาน จึงเข้าใจในหลายสิ่ง”
“เวลาของพวกเ้ายังเหลืออีกมากมายนัก อย่ารีบร้อน”
เขาพูดยิ้ม ๆ
“มาฝึกต่อ วันนี้ก่อนมืดค่ำ พวกเ้าต้องทบทวนกระบวนท่าพื้นฐาน 12 กระบวนท่าที่ข้าให้ฝึกจนจำขึ้นใจ”
“ส่วนอีก 4 วัน ข้าจะสอนวิชาใหม่ให้”
“ขอรับ—ค่ะ!”
ทั้งสองรับคำ ก่อนจะลุกขึ้นไปฝึกต่ออย่างแข็งขัน
—
เวลาล่วงเลยไปอีก 4 วัน
เช้าวันนี้บรรยากาศสดใส ท้องฟ้าปลอดโปร่ง
ทั้งสามเตรียมตัวเข้าเมืองอีกครั้ง
ใน่ 4 วันที่ผ่านมา จินซีได้ทะลวงจากระดับสร้างรากฐานขั้นที่ 6 ขึ้นสู่ขั้นที่ 7 ถือว่าเป็ความก้าวหน้าที่ดีมากสำหรับเขา
ทั้งสามเดินไปตามทาง มีเสียงพูดคุยเบา ๆ สลับกับเสียงหัวเราะเป็ระยะ
“ผู้คนมากมายจริง ๆ ข้าล่ะไม่ชอบที่ต้องเดินในที่คนเยอะ ๆ แบบนี้เลย…” หลินเทียนบ่นอุบอิบ
“แต่นายท่านก็มาแล้วนี่ค่ะ (◕ᴗ◕✿)” เสียงเสี่ยวเอ๋อดังแทรกขึ้น
หลินเทียนทำหน้ารำคาญเล็กน้อย
ทันใดนั้น—
“อ้าว คุณชายหลิน!”
เสียงหนึ่งดังทักมาจากด้านข้าง
หลินเทียนหันไปมอง เห็นร่างหนึ่งยืนยิ้มหวานให้อยู่
“หือ ท่านเองรึ แม่นางซือเหยา”
นางทำหน้าเบ้เล็กน้อย เหมือนไม่พอใจ
“ข้าบอกให้ท่านเรียกแบบสนิทกันไงคะ ท่านจำไม่ได้งั้นหรือ?”
หลินเทียนทำหน้าไม่ถูกเล็กน้อย
“งั้น… ข้าเรียกท่านว่าเหยาเหยาแล้วกัน”
เขาพูดพร้อมยิ้มบาง ๆ
ซือเหยาดูพอใจขึ้นทันที
“งั้นท่านก็เรียกข้าว่าเหยาเหยาได้ค่ะ”
นางพูดยิ้ม ๆ
ด้านหลัง—
จินซีก้มลงกระซิบ
“ข้าว่านางมีใจให้ท่านอาจารย์แน่นอน เ้าว่าไหม?”
ไป๋ซีพยักหน้าหงึก ๆ
“ข้าก็คิดแบบท่านค่ะ ท่านพี่”
ทั้งสองแอบมองภาพตรงหน้าอย่างรู้ทัน
“แล้วท่านจะไปที่ไหนหรือ... เหยาเหยา?” หลินเทียนเอ่ยถาม หลังจากทั้งกลุ่มเดินออกมาได้ไม่ไกล
ซือเหยาหันมามองเขา ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“ข้าเองก็จะไปดูการประลองเช่นกันค่ะ”
“งั้นหรือ” หลินเทียนพยักหน้าเล็กน้อย
ระหว่างทาง เขาแวะซื้อของกินติดไม้ติดมือมาไม่น้อย ทั้งผลไม้ ขนม และของกินเล่นอีกสารพัด ราวกับจะมาดูการแสดงมากกว่ามาประลอง
ไม่นานนัก ทั้งหมดก็มาถึงบริเวณลานแข่งขัน
ภาพตรงหน้าคึกคักอย่างยิ่ง ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งผู้ฝึกตนจากสำนักต่าง ๆ คนจากตระกูลใหญ่ ไปจนถึงผู้เร้นกายที่ไม่ค่อยปรากฏตัว
ไป๋ซีและจินซีมองไปรอบ ๆ ด้วยแววตาตื่นเต้น
นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นงานใหญ่เช่นนี้
ซือเหยาเดินนำพวกเขาขึ้นไปยังที่นั่ง้า ซึ่งอยู่สูงกว่าตัวสนามเล็กน้อย ทำให้มองเห็นภาพรวมทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
ทันทีที่มีคนเห็นนาง พวกเขาก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับอย่างนอบน้อม
หลินเทียนเดินตามไปเงียบ ๆ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างสบาย ๆ
ซือเหยานั่งลงข้างเขาโดยไม่ลังเล
“ทุกท่าน ยินดีต้อนรับเข้าสู่การแข่งขันประจำปี!”
เสียงของผู้ประกาศดังขึ้นกังวานไปทั่วลาน
“กรุณารออีกสักครู่ งานจะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งชั่วโมง ขอเชิญทุกท่านตามสบาย!”
ชายวัยกลางคนผู้กล่าวคำประกาศยืนอยู่กลางสนาม พลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
หลินเทียนมองไปยังชายคนนั้น พลางหยิบผลไม้ขึ้นมากัดอย่างสบายใจ
“เขาเป็ใครหรือ?”
ซือเหยามองตามสายตาเขา ก่อนจะตอบ
“เขาเป็องครักษ์คนสนิทของท่านเ้าเมืองค่ะ งานนี้จัดขึ้นโดยท่านเ้าเมืองทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงฝีมือ”
“พลังของเขาอยู่ระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 8 ถือว่าสูงมากในเมืองนี้”
หลินเทียนพยักหน้าเบา ๆ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ—
ครืนนนน… แกร็ก!
เสียงบางอย่างดังขึ้นกลางอากาศ
มิติบริเวณหนึ่งบิดเบี้ยว ก่อนจะแตกออกเป็รอยแยกสีดำ
แกร๊ซซ!!
รอยแยกเปิดกว้างขึ้น ราวกับผืนผ้าถูกฉีกกระชาก
ผู้คนรอบด้านตกตะลึงทันที
จากนั้น—
ร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยก
และไม่ใช่แค่หนึ่ง
รอยแยกแบบเดียวกันเกิดขึ้นอีกสามถึงสี่จุดติด ๆ กัน
จนกระทั่งรอยแยกสุดท้ายเปิดออก
หญิงสาวผู้หนึ่งก้าวออกมาเป็คนสุดท้าย
นางงดงามเกินบรรยาย ผิวพรรณขาวเนียน ดวงตาเรียวยาวเปล่งประกายอ่อนโยน แต่แฝงความลึกลับ
เหนือศีรษะมีหูจิ้งจอกสีขาวนุ่มฟู
ด้านหลังมีหางจิ้งจอกพลิ้วไหวอย่างสง่างาม
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที
“เฮ้ย… นั่นมัน…”
“เผ่าจิ้งจอก์!”
“พวกนางก็มาด้วยงั้นหรือ!?”
บรรยากาศเริ่มวุ่นวาย
หญิงสาวทั้งแปดก้าวออกมาจากรอยแยก ก่อนจะกวาดสายตามองรอบ ๆ
ผู้นำของพวกนางยกมือขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะคำนับผู้คนรอบด้านอย่างสง่างาม
“ครั้งนี้ เผ่าของพวกเราก็เข้าร่วมการแข่งขันด้วยเช่นกัน ขอให้ทุกท่านเพลิดเพลินเถิด”
น้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงพลังที่ทำให้ผู้ฟังเงียบลงโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นนางก็หันมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง
ก่อนจะหยุดชะงัก
สายตาของนางไปหยุดอยู่ที่ร่างหนึ่ง
“เอ๊ะ… นั่นหลินเอ๋อร์ไม่ใช่หรือ?”
นางเอ่ยขึ้นเบา ๆ พร้อมชี้ไปยังหลินเทียน
ในขณะนั้น—
หลินเทียนกำลังกินผลไม้อย่างสบายใจ…
แต่พอได้ยินเสียงนั้น—
“พรวด!”
ผลไม้ในปากพุ่งออกมาเป็ฝอยทันที
เขาทำหน้าใสุดขีด
“ทำไมนางมาอยู่ที่นี่ได้เนี่ย!?”
หญิงสาวคนนั้นค่อย ๆ ลอยตัวลงมา ก่อนจะเดินตรงมาหาเขา พร้อมรอยยิ้มบาง
“ทำไมเ้ามาอยู่ที่นี่ได้กัน… หืม?”
“เอ่อ… ข้ามีธุระนิดหน่อยน่ะ” หลินเทียนยิ้มแห้ง
“แล้วเ้าล่ะ มาที่นี่ทำไม… ไป๋เยว่?”
ไป๋เยว่ยิ้มมุมปาก
“ก็แน่นอนว่า… มาร่วมประลองสิ”
ซือเหยาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมามองทันที
“คุณชายหลิน… ท่านรู้จักนางหรือคะ?”
“ใช่… คนรู้จักข้าน่ะ เื่มันยาว เอาไว้ค่อยคุยกันหลังจบการแข่งขันเถอะ”
พูดยังไม่ทันจบ—
หญิงสาวอีกเจ็ดคนก็เดินเข้ามาใกล้
พวกนางล้วนงดงามไม่แพ้กัน
และในพริบตาเดียว—
หลินเทียนก็ถูกล้อมวง
“คุณชายหลิน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเ้าคะ~”
“นายท่านยังจำพวกเราได้หรือไม่?”
“ท่านดูหล่อขึ้นอีกแล้วนะคะ~”
เสียงหวานดังระงมรอบตัว
หลินเทียนนั่งตัวแข็งราวกับรูปปั้น
“พะ… พวกเ้า… ใจเย็นก่อน…”
“พวกเ้าสำรวมหน่อย ที่นี่คนเยอะ!”
เขาพูดเสียงเบาแต่รีบห้าม
“ไว้คุยกันทีหลังเถอะ”
“เ้าค่ะ~”
พวกนางรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะนั่งล้อมรอบเขาอย่างเป็ระเบียบ
ภาพตรงหน้านั้น… ทำให้ผู้คนรอบข้างถึงกับอึ้ง
ซือเหยามองภาพนั้น ก่อนจะทำหน้าเบ้เล็กน้อย
จากนั้นก็หันหน้าหนีไปอีกทาง
“…”
ในขณะเดียวกัน
เสียงผู้ประกาศก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ทุกท่าน! ตอนนี้ได้เวลาที่เหมาะสมแล้ว!”
“ข้าขอประกาศเริ่มการแข่งขันอย่างเป็ทางการ ณ บัดนี้!”
เสียงเฮดังขึ้นทั่วลาน
“เพื่อไม่ให้เสียเวลา ขอเชิญผู้เข้าแข่งขันคู่แรกลงสู่สนาม!”
“ชินฟาน จากสำนักเซียวเชี่ย!”
“เฉินเซียง จากสำนักชิงซาน!”
ทั้งสองก้าวออกมา
การประลองเริ่มขึ้นทันที
เสียงปะทะ เสียงพลังปราณะเิดังต่อเนื่อง
ผู้คนส่งเสียงเชียร์ไม่ขาดสาย
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป
คู่แล้วคู่เล่าผลัดเปลี่ยนกันขึ้นสนาม
มีทั้งผู้ชนะและผู้พ่าย
บางคนสู้ได้อย่างสูสี
บางคนแพ้อย่างรวดเร็ว
หลินเทียนนั่งมองเงียบ ๆ มือหนึ่งกินผลไม้ อีกมือเท้าคางอย่างสบายใจ
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่
ในที่สุด—
จินซีและไป๋ซีก็ถูกเรียกชื่อ
ทั้งสองขึ้นสนาม
และสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างไม่ยากเย็น
เสียงเชียร์ดังขึ้น
พวกเขาผ่านเข้ารอบมาได้อย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่ง—
“คู่สุดท้ายของวันนี้!”
“ไป๋ซี จากสำนักวิถี์!”
“ฉางเซี่ย จากสำนักเมฆาภิภพ!”
ไป๋ซีก้าวออกมา
แววตาแน่วแน่
นางหันไปมองหลินเทียน
เขาพยักหน้าให้เล็กน้อย พร้อมรอยยิ้ม
อีกฝั่ง—
ฉางเซี่ยเดินออกมาอย่างมั่นใจ
พลังของเขาอยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นที่ 8
สูงกว่าไป๋ซีอย่างชัดเจน
แต่ในระดับนี้… ผลแพ้ชนะไม่ได้วัดกันแค่พลัง
วรยุทธ เทคนิค และประสบการณ์… ต่างหากที่ตัดสินทุกอย่าง
“เริ่มการประลอง!”
เสียงประกาศดังขึ้น
ฉางเซี่ยยิ้มเยาะ
“หึ… ยอมแพ้เถอะยายหนู ข้าเห็นแก่ที่เ้ามาถึงตรงนี้ได้”
ไป๋ซีไม่ตอบ
เพียงตั้งท่า
สายตานิ่งสงบ
ฉางเซี่ยหุบยิ้มทันที
“ข้าให้โอกาสเ้าแล้วนะ… อย่ามาเสียใจทีหลังว่าข้าไม่ออมมือ”
ลมพัดผ่านสนาม
เงาของทั้งสองทอดยาว
พลังปราณเริ่มไหลเวียน
และในวินาทีนั้น—
การต่อสู้… ก็ใกล้จะปะทุขึ้นแล้ว