วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินชูดาบขึ้นเหนือศีรษะบริเวณด้านหลังของเขาเป็พายุหมุนลูกใหญ่ที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ปรากฏปราณดาบขนาดใหญ่ั์อยู่เหนือศีรษะขึ้นไปบนฟากฟ้าร่างของเขาค่อย ๆ ลอยขึ้นอย่างสง่างาม อยู่ในท่วงท่าน่าเกรงขาม แม้แต่ฝุ่นละอองและเศษหินดินทรายที่หมุนวนอยู่ในพายุหมุนก็รวมตัวเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็ดาบ
สุริยะเทพิหวั่งรีบถ่ายเทลมปราณของตนเองเข้าสู่ตัวดาบอย่างรวดเร็วกระบวนท่าของคู่ประลองตรงหน้าทำให้มันบังเกิดความรู้สึกหวั่นเกรง นับเป็ครั้งแรกในรอบร้อยปีที่บังเกิดความรู้สึกเช่นนี้ความกดดันจากที่ได้รับจากฝ่ายตรงข้ามทำให้มันจำต้องใช้ยอดวิชาอัคคีออกมา
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินฟาดฟันดาบลงมาอย่างเชื่องช้าปราณดาบใหญ่ั์ก็ตามติดมาอย่างเชื่องช้าเช่นกัน กลายเป็พายุหมุนด้านหลังที่เคลื่อนตัวทีหลังแต่ถึงก่อนพลังอันรุนแรงของพายุหมุนกระแทกใส่โล่เพลิงที่ฝ่ายตรงข้ามสร้างขึ้นเสียงเสียดสีกันของดาบฝุ่นดินทรายกับกำแพงเพลิงดังสะท้านไปทั่ว แต่นั่นเป็การเริ่มต้นเท่านั้นกระบวนท่าที่แท้จริงกำลังจะมาถึง
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินถ่ายเทพลังเข้าสู่ตัวดาบมากมายมหาศาลเขาบรรจงฟันดาบลงไปสุดแรงเกิด จากเชื่องช้าแปรเปลี่ยนเป็รวดเร็ว สองศัสตราเทพปะทะกันอีกครั้งเสียงะเิกัมปนาทดังสะท้านไปทั่วทุ่งหญ้า หมู่สกุณาที่หาอยู่บริเวณใกล้เคียงล้วนแตกตื่นบินหนีไปพื้นดินบริเวณที่สุริยะเทพิหวั่งยืนอยู่พลันะเิออกมากลายเป็หลุมขนาดใหญ่หลุมหนึ่ง
ร่างของสุริยะเทพิหวั่งหายไปแล้วท่ามกลางฝุ่นดินที่คลุ้งกระจาย ปรากฏเปลวเพลิงที่ร้อนแรงทะยานเข้าสู่พายุดาบบ้าคลั่งที่ยังคงทำลายล้างอย่างต่อเนื่อง
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินใช้สองมือกุมดาบฟาดฟันอย่างรวดเร็วทุกดาบที่ฟันออกล้วนแฝงพลังลมปราณที่คอยจู่โจมใส่ชีพจรฝ่ายตรงข้าม การเคลื่อนไหวด้วยท่าร่างที่คล่องแคล่วว่องไวของเขากลายเป็ภาพหลอนให้กับศัตรูคล้ายกับว่าเขาสามารถแยกร่างออกมาได้นับร้อยนับพันร่าง ดาบวายุสลาตันในมือก็จู่โจมออกทุกครั้งที่มีโอกาสเช่นกัน
สุริยะเทพิหวั่งต้านรับด้วยความสงบแต่ไม่เชื่องช้าดาบเพลิงในมือของมันฟาดฟันได้ดังใจ ประสาทััของยอดยุทธ์ระดับนี้ไม่มีข้อผิดพลาดหากผิดพลาดก็หมายถึงความตายเท่านั้น เมื่อเขารับมือได้ห้าร้อยกระบวนท่าร่างของฝ่ายตรงข้ามก็หายวับไปแล้ว
สุริยะเทพิหวั่งปักดาบลงพื้นที่ข้างกายส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ในที่สุดการประลองก็จบสิ้นเสียทีไม่ปรากฏผู้แพ้ ไม่ปรากฏผู้ชนะ นี่เป็การต่อสู้ที่ะเืฟ้าสะท้านดินในรอบหลายสิบปีไม่มีการต่อสู้ครั้งใดจะสมใจมันเท่ากับครั้งนี้อีกแล้ว
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินที่ยืนห่างออกไปยิ้มรับผลการประลองด้วยหัวใจที่พองโตเขารู้สึกสาสมใจที่สามารถปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจหลายสิบปีออกมา แม้จะสำเร็จยอดวิชาอย่างเคล็ดวาตะมาเนิ่นนานแล้วแต่ยังไม่เคยได้ใช้ออกอย่างจริงจังเช่นนี้มาก่อนอานุภาพของมันกลับทัดเทียมกับลมปราณอัคคีของสุริยะเทพิหวั่งที่น่ายินดีกลับเป็เพราะเขายังหนุ่มแน่น ยังมีเวลาพัฒนาตนเองอีกนับร้อยปี ถึงวันนั้นเคล็ดวาตะของเขาอาจจะเป็หนึ่งในยุทธภพแล้ว
“สมใจนักเคล็ดวาตะยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริง ๆ ศัสตราเทพสองเล่มนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง นานมาแล้วที่ไม่ได้ต่อสู้สุดความสามารถเช่นนี้ครั้งนี้ต้องขอบใจเ้ามากที่ตอบรับคำท้าประลองจากเรา ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะพบเจอกันอีก”
“ขอบคุณท่านที่ชมเชยปราณอัคคีของท่านก็เลิศล้ำดังเดิม ทำเอาข้ามือไม้ปั่นป่วนไปหมด หากรับมือผิดพลาดเพียงครั้งเดียวต้องพ่ายแพ้ให้แก่ท่านแน่นอน”
“ถึงเวลาที่เ้าจะคอยค้ำจุนยุทธภพแล้วระวังพวกมารด้วยล่ะ พวกมันหวนคืนสู่ยุทธภพแล้ว”
พูดจบสุริยะเทพิหวั่งก็หยิบดาบแล้วพุ่งตัวจากไปทันที วิชาตัวเบาของคนผู้นี้สูงส่งสมฐานะเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพเพียงครู่เดียวก็หายลับไปในดงไม้ที่ห่างไกล
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินยืนสงบนิ่งอยู่ที่เดิมสายตาเหลียวมองผลงานของตนเองและคู่ต่อสู้ที่เกิดจากการประลองพื้นดินกลายเป็หลุมเป็บ่อนับไม่ถ้วน หญ้าในบริเวณสองร้อยก้าวล้วนถูกแผดเผาจนเหลือแต่ขี้เถ้าร่องรอยเพลงไหม้ยังคงชัดเจน เขายืนสงบนิ่งเช่นนี้เป็เวลาเนิ่นนาน
“ท่านเป็อย่างไรบ้าง”
แว่วเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของหงลู่เสียนดังมาจากด้านหลังวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินหันหน้ามายิ้มให้กับหญิงสาวผู้งดงาม ทันใดนั้นก็กระอักเืคำโตออกมานี่เป็ผลพลอยได้จากการประลอง ใบหน้าของสตรีทั้งสามที่มาถึงต้องกลับกลายเป็ขาวซีดพวกนางย่อมมีความเห็นตรงกันว่าเทพวายุที่ยืนอยู่เบื้องหน้ากลายเป็ฝ่ายพ่ายแพ้แล้ว
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของสตรีทั้งสามจึงหัวร่อออกมา จากนั้นกล่าวว่า
“สุริยะเทพิหวั่งเองก็ต้องกระอักเืเช่นกัน”
สตรีทั้งสามต้องอ้าปากค้างเอาไว้พวกนางล้วนปรับอารมณ์ตามสถานการณ์ไม่ทันการประลองครั้งนี้เปิดหูเปิดตาให้แก่ผู้ที่ชมดูอยู่ด้านข้างพวกนางล้วนรู้สึกว่าตนเองยังคงห่างไกลจากยอดฝีมือระดับนี้อีกไกล บางทีอาจจะไม่สามารถไปถึงระดับเดียวกับยอดฝีมือพวกนี้ได้เลยในชีวิตนี้
ยมทูตน้อยหานหนี่ว์ขยับตัวเข้าใกล้วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินพร้อมกับสำรวจดูร่างกายของบุรุษเบื้องหน้า กล่าวว่า
“พวกท่านเก่งกาจเกินไปแล้วไม่น่าเชื่อว่าคนผู้หนึ่งจะกระทำได้ถึงเพียงนี้ คนหนึ่งสามารถสั่งลมฟ้าให้เกิดพายุหมุนได้อีกคนก็ผลิตอัคคีเผาผลาญไปทั่ว หากจะต้องต่อสู้กับพวกท่าน ข้าขอกินนอนอยู่ที่บ้านจะประเสริฐกว่าว่าแต่เจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพอีกห้าคนที่เหลือมีพลังฝีมืออยู่ระดับไหน?”
“ก็คงจะเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับที่เ้าเห็นนี่แหละ”
ยมทูตน้อยหานหนี่ว์ต้องถอยหลังไปสองก้าวพร้อมกับทำท่าจะเป็ลมเรียกเสียงหัวเราะจากวายุเทพเซียวเหลิ่งได้อีกครั้ง
“ข้าต้องฟื้นฟูลมปราณหลายชั่วยามระหว่างนี้พวกเ้าเตรียมอาหารให้ด้วย หลังจากฟื้นฟูลมปราณข้ามักจะหิวเป็พิเศษ”
พูดจบก็พุ่งตัวไปต้นไม้ต้นหนึ่งที่ห่างออกไปสามร้อยก้าวเมื่อไปถึงก็นั่งลงในท่านั่งสมาธิ คนเข้าสู่สมาธิอย่างรวดเร็วทิ้งให้สามสตรีหันมามองหน้ากันด้วยความงงงวยสุดท้ายแล้วก็ทำการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน หงลู่เสียนเป็คนก่อไฟหูเทียนฉินหาน้ำดื่ม และยมทูตน้อยหานหนี่ว์เป็คนออกล่าสัตว์
การประลองของสองสุดยอดฝีมือจบไปแล้วมีผู้โชคดีได้รับชมเพียงห้าคน
หากเื่นี้กระจายไปในยุทธภพต้องเป็ข่าวครึกโครมอย่างแน่นอน