กลางคืนห้องของหลิงเซียวที่คนภายนอกไม่อาจเห็นเงาใต้แสงจันทร์ของโหยวเสี่ยวโม่สะท้อนไปยังหน้าต่าง
ท่าท่างตั้งอกตั้งใจขยับไปมาช่างน่าดึงดูดว่ากันว่าเวลาที่ผู้ชายจดจ่อกับบางสิ่งอยู่ดูมีเสน่ห์ที่สุด คำพูดนี้จริงที่สุดหลิงเซียวที่นั่งตรงข้ามนอกจากกระพริบตาเวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการนั่งจ้องโหยวเสี่ยวโม่
จากยามไฮ่จนถึงยามจื่อโหยวเสี่ยวโม่หลอมไปราวสองชั่วยามได้ จนพลังปราณใช้หมดจึงหยุด
จากนั้นบรรจุยาใส่ขวดโหยวเสี่ยวโม่ปาดเหงื่อ หน้าตาออกซีดแต่ก็ปิดรอยยิ้มกว้างไม่ได้ครั้งนี้ความเร็วการหลอมยาของเขาเพิ่มขึ้นสองชั่วยามหลอมแบบคุณภาพสูงได้ทั้งหมดสิบเม็ด เร็วกว่าเมื่อวานไม่น้อย
“ศิษย์พี่หลิง นี่คือยาเซียนตันสิบเม็ดรสชาติน่าจะเหมือนกับเม็ดที่ท่านกินไป”
โหยวเสี่ยวโม่เก็บของบนโต๊ะชาจากนั้นยื่นขวดยาให้เขา
หลิงเซียวชำเลืองขวดยาจากนั้นจ้องใบหน้าซีดขาว ขณะที่โหยวเสี่ยวโม่นึกไปเองว่าเขาจะไม่รับเขาก็รีบคว้าขวดยาไป จากนั้นเอ่ยท่าทีนิ่งเฉยว่า “ครั้งหน้าไม่ต้องเร่งรีบขนาดนี้ก็ได้”
พูดจบก็หันหลังเดินเข้าห้องนอน
โหยวเสี่ยวโม่“…….”เจ้าบ้า แล้วทำไมไม่บอกแต่แรก!
ตอนที่หลอมยาเขาคิดว่าหลิงเซียวรีบอยากได้ ดังนั้นจึงหลอมติดต่อกันสองชั่วยามเพื่อหลอมสิบเม็ดนี้ให้ทัน เพราะกลัวหลิงเซียวจะโกรธแล้วขอเพิ่มจำนวนใครจะรู้พอเขาหลอมจบดันพูดแบบนี้ขึ้นมา นี่วางแผนแกล้งกันชัดๆ
บ่นอุบอิบอยู่ในใจแล้วโหยวเสี่ยวโม่ก็เดินตามเข้าห้องนอน
ยามจื่อประมาณเวลาห้าทุ่มถึงตีหนึ่งของเวลาปัจจุบันตอนนี้ห้าทุ่มพอดี แม้จะไม่ดึกมาก แต่สายกลางดับไฟกันหมดแล้วเป็นช่วงที่เงียบสงัดที่สุด
โหยวเสี่ยวโม่เดินเข้าห้องเห็นหลิงเซียวกำลังถอดชุดนอกออก เหลือไว้เพียงผ้าชั้นในสีขาวบางตัวเดียวรูปร่างสูงใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าบาง ทั้งยังเผยให้เห็นรอยกล้ามโผล่มาแลดูนิ่งเฉยแต่ก็ดุดัน ทำเอาเขาหน้าแดงเหมือนกุ้งที่ถูกนึ่งสุก
เขาเพิ่งคิดได้ว่าจากนี้ต้องนอนเตียงเดียวกับหลิงเซียว
“ศิษย์น้องเล็ก ยืนทำอะไรตรงนั้น ยังไม่มานอนอีก”
หลิงเซียวเหลียงมองโหยวเสี่ยวโม่ที่ยืนนิ่งทำตัวไม่ถูกใบหน้าไม่ได้ซีดขาวเหมือนตอนแรก หากแต่แดงกล่ำ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเขาตื่นเต้นมาก
โหยวเสี่ยวโม่มือไม้ไปไม่เป็นแลดูระวังตัวเป็นพิเศษ “ศิษย์พี่หลิงข้าว่าข้าปูผ้าห่มนอนบนพื้นดีกว่า สองคนนอนด้วยกันดูจะเบียดกันเกินไปอีกอย่างมีคนเพิ่มมาคนนึง ท่านคงไม่ชิน”
หลิงเซียวมุมปากโค้งขึ้น“ไม่เคยนอนดู เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าไม่ชิน?”
โหยวเสี่ยวโม่ถูกสวนกลับเรื่องแบบนี้ต้องเคยนอนถึงจะรู้ได้รึไง ไร้สาระ!
หลิงเซียวเดินดุ่มไปลากแขนเขามาที่เตียงพลันเอ่ยเสียงหวาน “ศิษย์น้องเล็กอยากให้ข้าช่วยถอดเสื้อผ้าหรือไม่?”
ท่าทีโหยวเสี่ยวโม่คือรีบยกมือข้างหนึ่งขึ้นคว้าคอเสื้อตัวเองแน่นราวกับว่าหลิงเซียวจะช่วยเขา ‘ถอด’จริงๆ แต่พอคิดอีกแง่นึงเข่าก็แทบทรุด ทำไมปฏิกิริยาตัวเองเหมือนผู้หญิงเช่นนี้? ความผิดหลิงเซียวแท้ๆ หากไม่ใช่เพราะเขาชอบใช้น้ำเสียงแบบนี้แกล้งกันเขาก็คงไม่ตอบกลับท่าทีเช่นนี้!
“ไม่ ไม่ดีกว่า ข้าชินกับใส่เสื้อนอนมากกว่าน่ะ”โหยวเสี่ยวโม่หน้าแดง แต่ไม่วายหาเหตุผลมาอ้างได้
หลิงเซียวจ้องหน้าเขาแวบนึงยกมุมปากเอ่ย “ใส่เสื้อนอนไม่อึดอัดหรือ?”
โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มแห้ง“ก็พอได้”
เมื่อฟังเช่นนี้หลิงเซียวยิ้มเยาะชำเลืองมองเขา “ถ้าเจ้าชอบแบบนั้นข้าก็ไม่บังคับ ทีนี้จะขึ้นเตียงกันได้รึยัง?”
“นะ…แน่นอน”โหยวเสี่ยวโม่รีบถอดรองเท้า เหมือนกลัวว่าหลิงเซียวจะเปลี่ยนใจจากนั้นรีบปีนเข้าด้านในเตียง แล้วดึงผ้าห่มมาม้วนตัวเองไว้
ตอนที่หลิงเซียวเอนตัวลงนอนก็เห็นเขานอนขดตัวดูบอบบางหลุดขำออกมา แล้วนอนตะแคงตั้งศอกขึ้นพิงหัว พูดเชิงเย้าแหย่ “ศิษย์น้องเล็ก เจ้าต้องกลัวเพียงนี้เชียวหรือ รึกลัวว่าข้าจะกินเจ้ารึไง?”
“ไม่นะ ข้าคิดว่าแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว…” เพียงแต่มันไม่ค่อยคุ้น
ความรู้สึกนี้เหมือนกับเจ้ามีศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้แต่วันดีคืนดีพวกเจ้าต้องมานอนเตียงเดียวกันอารมณ์แบบนี้จะว่าอึดอัดมากแค่ไหนก็อึดอัดมากเท่านั้นใครจะไปคิดว่าต้องมานอนร่วมเตียงกัน แม้กับหลิงเซียวจะไม่ใช่ศัตรูแต่ความรู้สึกที่ได้มันก็เหมือนกัน มือเท้าไปไม่ถูกกลัวว่าอีกฝ่ายจะทำเรื่องที่น่าผวาตลอดเวลา
“ตามใจ!” หลิงเซียวพ่นออกมาอย่างขี้เกียจพลิกตัวแล้วเริ่มนอน ไม่สนใจโหยวเสี่ยวโม่ที่นอนขดเป็นดักแด้
โหยวเสี่ยวโม่อาศัยแสงจันทร์ที่สาดเข้ามาเห็นหลิงเซียวหลับตา ลมหายใจสม่ำเสมอเหมือนหลับไปแล้ว
ขยับผ้าห่มโหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าผ้าห่มเล็กไป ตอนเช้าที่จัดของกลับลืมนึกถึงจุดนี้
ผ่านไปชั่วครู่ความง่วงซึมเริ่มถามหา โหยวเสี่ยวโม่ก็มิอาจต้านทางความง่วงได้สองตาปิดลงและผล็อยหลับไป
ในตอนนี้เองหลิงเซียวที่น่าจะหลับไปแล้วลืมตาขึ้น ตะแคงดูโหยวเสี่ยวโม่ที่ขดตัวเป็นวงรอยยิ้มสื่อออกมาทางสายตา อันที่จริงจากสภาวะร่างกายเขาความหนาวกลางดึกนั้นไม่เท่าไหร่ แม้จะนอนกลางหิมะเขาก็ยังหลับได้ ที่ทำแบบนี้ก็เพราะอยากรู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่จะทนได้นานแค่ไหนถึงจะยอมขยับตัวเข้ามา
คิดไม่ถึงว่ารอไม่ทันถึงไหนเขากลับหลับซะนี่!
ได้แต่ส่ายหัวอย่างผิดหวังหลิงเซียวดึงผ้าห่มทั้งผืนมาห่มตัวเขาไว้ จากนั้นปิดตาลงและหลับไปในที่สุด
หลิงเซียวนึกว่าจะหลับได้ถึงเช้าที่ไหนได้ กลางดึกก็มีร่างอุ่นๆ มาปลุกเขาตื่น
เมื่อลืมตาก็เห็นโหยวเสี่ยวโม่ที่ควรนอนอยู่มุมเตียงมาเกาะตัวเขาไว้ราวกับปลาหมึกยักษ์ผ้าห่มหลุดลุ่ย มีแค่ส่วนมุมที่ยังห่มร่างบางไว้ ที่เหลือไหลลงไปกองที่มุมเตียง
คงเป็นเพราะรับรู้ได้ถึงไออุ่นโหยวเสี่ยวโม่จึงขยับตัวเข้าหาความอบอุ่นที่สัมผัสได้ หัวซบบนอกกว้างคงเพราะแข็งเกินไป ริมฝีปากจึงขยับไปมา เหมือนกับบ่นเล็กน้อยแต่แขนขายังคงกอดเกี่ยวร่างนั้นไว้แน่น ร่างกายไม่ขยุกขยิกเพราะความหนาวอีกต่อไปเหมือนว่าจะหลับลึกกว่าเดิม
จนหลิงเซียวรู้ตัวอีกทีโหยวเสี่ยวโม่ก็พาดตัวอยู่บนตัวเขาแล้ว ลมหายใจเป็นกลิ่นของเขา
ทว่าโหยวเสี่ยวโม่เป็นคนนอนไม่นิ่งพาดอยู่บนตัวเขาก็ยังขยับไปมา สีหน้าหลิงเซียวพลันเปลี่ยนรีบกดร่างที่ขยับไปมานั่น จากนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงหยุดดิ้น เมื่อได้ท่าที่สบายตัว ขยับปากจ้วบจั้บสองทีแล้วหลับต่อเพราะใครบางคนร่างกายเริ่มเกิดความพลุ่งพล่าน จึงร้อนขึ้นโหยวเสี่ยวโม่ที่รู้สึกยิ่งอบอุ่นก็ยิ่งไม่ปล่อยมือออก
หลิงเซียวยกหัวขึ้นมองโหยวเสี่ยวโม่ที่นอนนาบอยู่บนอกเผยอริมฝีปากพร้อมกัดฟันกราม
ดีที่ความอดทนไม่เหมือนคนธรรมดาไม่งั้นคงน่าอายแย่ หลังกดอารมณ์พลุ่งพล่านในร่างกายลง หลิงเซียวก็หลับไม่ลงอีกลืมตาจ้องโหยวเสี่ยวโม่ทั้งค่อนคืน
วันถัดมาโหยวเสี่ยวโม่ตื่นขึ้นพบว่าตัวเองนอนอยู่ในอ้อมอกหลิงเซียวสะดุ้งพลันจะรีบลุกขึ้นมา
แต่ความเคลื่อนไหวนี้สะกิดหลิงเซียวที่หลับตาอยู่แต่ไม่ได้นอนหลิงเซียวลืมตาถมึงทึงจ้องโหยวเสี่ยวโม่ มือที่โอบเอวเขาไว้ก็ไม่ได้ปล่อยพร้อมเอ่ยน้ำเสียงแข็งกร้าว “โหยวเสี่ยวโม่ ถ้าเจ้ายังกล้าขยับอีกที!”
ทันใดโหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่กล้าขยับตัวตัวสั่นกลับไปซุกในอ้อมอกเขาต่อ เอ่ยอย่างอึกอัก “ข้าข้ามานอนที่นี่ได้อย่างไร?”
“เจ้าว่าไงล่ะ?” หลิงเซียวบ่นออกมาเสียงแหบพร่าแม้น้ำเสียงจะเย้ายวน แต่ก็แฝงความน่ากลัวไว้ด้วย
โหยวเสี่ยวโม่บ่นอุบอิบถ้าเขารู้ก็คงไม่ถาม ขณะที่กำลังคิด จู่ๆ ก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างดุนขาเขาอยู่เมื่อเขาคิดออกว่านั่นคืออะไร ทั่วใบหน้าตั้งแต่ลำคอยันหูแดงระเรื่อทันใด…
นี่นี่นี่นี่มันช่างน่าตกใจ!
ทำไมนอนหลับมาตื่นนึงถึงเป็นแบบนี้ไปได้ใครก็ได้บอกเขาที?
-----------------------------------------------