“แง! แง!”
เสียงร้องไห้ดึงสติของอวิ๋นตั๋วตั๋วกลับคืนมา ความโกลาหลและเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้นางใจนเบิกตากว้าง สองขาน้อย ๆ ถีบไปมา ั์ตากลมโตกลอกกลิ้งมองไปรอบด้านด้วยความตื่นตระหนกระคนตกตะลึง
แม้ว่าิญญาของนางจะเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเป็ความตาย สัญชาตญาณของทารกน้อยก็ยังคงทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวจับใจ
อุณหภูมิภายในห้องพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ อากาศที่ร้อนอบอ้าวจนแทบขาดใจทำให้นางรู้สึกอึดอัดทรมานอย่างยิ่ง นางพยายามอ้าปากสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ทว่ากลับรู้สึกราวกับอากาศกำลังพร่องลงทุกขณะ คล้ายกับว่าในวินาทีถัดไปนางอาจจะขาดใจตายได้
นางอยากจะหลบหนีออกไปให้พ้น ทว่าแขนขาเล็กจ้อยกลับไม่อาจขยับเขยื้อนได้ดั่งใจนึก นางอยากจะะโร้องขอความช่วยเหลือให้สุดเสียง ทว่าสุ้มเสียงที่เล็ดลอดออกมากลับกลายเป็เพียงเสียงแผดร้องไห้ของทารกน้อยเท่านั้น
ควันไฟที่ลอยคลุ้งทำให้นางสำลักจนแทบหายใจไม่ออกและลืมตาไม่ขึ้น แต่นางก็ยังคงพยายามฝืนบังคับตนเองให้รักษาสติเอาไว้ให้มั่น
[ไฟไหม้แล้ว! เร็วเข้า ใครก็ได้มาช่วยที!]
[์! ข้าเป็เพียงแค่บ่าวรับใช้ที่ต้องทำตามคำสั่งเท่านั้น ได้โปรดละเว้นข้าในครั้งนี้ด้วยเถิด!]
[ที่ต้องลอบวางเพลิงก็เพราะไม่มีทางเลือกอื่น ข้าคงไม่อาจเหลือศพที่สมบูรณ์ไว้ให้พวกเ้าได้แล้วล่ะ]
[ช่างสร้างเวรสร้างกรรมเสียจริง]
ข้างหูและภายในห้วงคำนึงของนางอัดแน่นไปด้วยสรรพเสียงมากมาย ทั้งเสียงร้องขอความช่วยเหลือด้วยความตื่นตระหนก และเสียงสวดมนต์อ้อนวอนขอให้์เมตตาอภัยในบาปกรรมที่ก่อ
คิ้วเรียวเล็กขมวดมุ่น นางอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ั์ตาฉายแววไม่อยากจะเชื่อ นี่นางกำลังจะตายอย่างนั้นหรือ?
นางกำลังจะถูกลอบสังหารอีกแล้วหรือนี่?
ให้ตายเถอะ! ชีวิตเช่นนี้ช่างอยู่ยากอยู่เย็นเสียจริง! จะเอาชีวิตรอดไปได้อย่างไรกัน!
สามวันลอบวางยา สองวันลอบวางเพลิง ต้องแขวนชีวิตอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็ความตายตลอดเวลา! สรุปแล้วผู้ใดกันแน่ที่คิดจะปองร้ายนางอีก?
อวิ๋นตั๋วตั๋วพยายามเงี่ยหูฟังเสียงจากด้านนอกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อจะได้รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่อยู่เื้ัแผนการชั่วช้านี้ ทว่าในครานี้นางกลับไม่ได้โชคดีเช่นเคย
ท่ามกลางกระแสเสียงในใจอันหลากหลาย ไม่มีผู้ใดหลุดปากสารภาพออกมาเลย นางจึงไม่อาจล่วงรู้ได้จากเสียงเ่าั้ว่า ใครกันแน่คือผู้บงการที่คิดจะเอาชีวิตนาง
ดีล่ะ! เ้าพวกสมควรตาย! ผลักลงบ่อน้ำไม่สำเร็จ ก็เปลี่ยนมาวางเพลิงเผานางให้ตายกลายเป็เถ้าถ่านงั้นหรือ! ล้างคอรอไว้ได้เลย รอให้นางเติบใหญ่เมื่อใด นางจะลากคอออกมาลงทัณฑ์ทีละคน ใครก็ตามที่กล้าคิดร้ายต่อนาง จะต้องไม่มีใครรอดพ้นไปได้แม้แต่คนเดียว!
อวิ๋นตั๋วตั๋วโกรธจัดจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สองมือเล็กจ้อยกำหมัดแน่น
แต่จะล้างแค้นผู้ใด เงื่อนไขสำคัญก็คือนางจะต้องมีชีวิตรอดไปให้ได้เสียก่อน ทว่าในเวลานี้นางกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย ความรู้สึกท้อแท้เริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจ
ทารกน้อยเริ่มตื่นตระหนก จะทำอย่างไรดี จะไม่มีใครมาช่วยนางจริง ๆ หรือ?
หากนางต้องตายลงที่นี่ ร่างของนางคงถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนกลายเป็เถ้าถ่าน แม้แต่ซากศพที่สมบูรณ์ก็คงไม่หลงเหลือ
นางเพิ่งจะลืมตาดูโลกใบนี้ได้เพียงแค่หนึ่งเดือนเต็ม ข้าวปลาอาหารสักคำก็ยังไม่เคยได้ลิ้มรส ได้แต่ดื่มกินเพียงน้ำแกงมาตลอดทั้งเดือน จู่ ๆ นางก็รู้สึกเศร้าสลดใจขึ้นมา ในเมื่อ์ประทานโอกาสให้นางได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว เหตุใดจึงต้องพรากมันกลับคืนไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ด้วยเล่า?
นางจะต้องมีชีวิตรอดต่อไป นางจะไม่มีทางยอมให้คนชั่วที่คิดร้ายต่อนางได้สมดั่งใจปรารถนาเป็อันขาด!
อวิ๋นตั๋วตั๋วอ้าปากกว้าง แยกเขี้ยวยิงฟัน งัดวิธีสุดท้ายของนางออกมาใช้ ด้วยการแผดเสียงร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดกำลัง ะโร้องสุดเสียงอย่างไม่ลดละ ด้วยความหวังว่ามันจะสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนภายนอกได้
“แง! แง! แง!”
ทางด้านอาเซียง นางกอดรัดร่างของอวิ๋นตั๋วตั๋วเอาไว้แน่นราวกับจะปกป้องด้วยชีวิต ค้อมตัวลงต่ำพลางกวาดสายตามองหาทางออก
ควันไฟภายในหอพระเริ่มหนาทึบขึ้นเรื่อย ๆ อวิ๋นตั๋วตั๋วสำลักควันจนไอคอกแคกไม่หยุด อาเซียงเองก็ถูกควันรมจนแสบตาแทบจะลืมไม่ขึ้น ทว่านางรู้ดีแก่ใจว่า ในยามนี้ผู้ที่จะสามารถช่วยชีวิตองค์หญิงน้อยได้ มีเพียงแค่นางเท่านั้น
‘ข้าจะต้องพาองค์หญิงน้อยออกไปให้จงได้!’
สองแขนของนางโอบอุ้มปกป้องอวิ๋นตั๋วตั๋วเอาไว้ พยายามหลบหลีกเปลวเพลิงที่ลุกลาม ทว่าทั้งบริเวณหน้าต่างและประตู ล้วนถูกรายล้อมไปด้วยกองเพลิงที่ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง ไร้ซึ่งหนทางให้หลบหนี อาเซียงทอดสายตามองขึ้นไปบนผืนฟ้าด้วยความสิ้นหวัง หยาดน้ำตาไหลรินรดอาบแก้มอย่างเงียบงัน
‘เป็ความผิดของข้าเอง ข้าไม่ควรพาองค์หญิงน้อยมาจุดธูปไหว้พระเลย! เป็ความผิดของข้าเอง!’
ภายในใจของอาเซียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิด นางหวาดกลัวเหลือเกินว่าความสะเพร่าของนางในวันนี้ จะทำให้องค์หญิงน้อยต้องมาจบชีวิตลง ณ ที่แห่งนี้
ฉับพลันนั้น ขื่อไม้ที่กำลังลุกไหม้ก็ร่วงหล่นลงมา อาเซียงหลบไม่ทัน นางจึงใช้ร่างกายของตนเองเข้าขวางรับขื่อไม้นั้นเอาไว้ เพื่อปกป้องอวิ๋นตั๋วตั๋วที่อยู่ในอ้อมอกให้ปลอดภัย
“กรี๊ด!”
ที่ประตูทิศใต้ของพระราชวัง ขบวนรถม้าและทหารฝูงหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวผ่านประตูเข้ามา หลังจากที่ปล่อยให้ผู้มาเยือนผ่านเข้าไปแล้ว เหล่าทหารองครักษ์รักษาการณ์ก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทากัน
“สหาย เ้าได้ยินหรือไม่ว่าผู้ที่เพิ่งผ่านประตูเข้าไปนั้นคือคนของตระกูลจิน!” ทหารยามนายหนึ่งหันมองซ้ายขวา ก่อนจะเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ตระกูลจิน ตระกูลจินไหนกัน?” ทหารยามรักษาการณ์ที่พกกระบี่ติดเอวเอ่ยถามด้วยใบหน้าฉงน
“ปัดโธ่! จะเป็ตระกูลจินไหนได้อีกเล่า ก็ต้องเป็ตระกูลจินที่เคยนำทัพตีแตกทัพซยงหนู หนานหรง และต้าเยว่จือจนพ่ายราบคาบ และต่อมาก็เป็ผู้นำทัพพิทักษ์แดนเหนือคอยพิทักษ์รักษาการณ์อยู่ที่ชายแดนเหนืออย่างไรเล่า!”
ทหารยามอีกนายที่กำลังง่วนอยู่กับการปิดประตูวังเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีไม่แยแส พร้อมกับแสดงสีหน้าราวกับจะตำหนิว่า ‘เื่แค่นี้เ้าก็ไม่รู้หรือ?’
“ท่านแม่ทัพใหญ่จิน จินเซียวหรานผู้นั้นน่ะหรือ? เหตุใดเ้าถึงไม่รีบบอกแต่แรกล่ะ หากเ้าบอกว่าเป็ท่านแม่ทัพจิน ข้าก็ย่อมต้องรู้จักอยู่แล้วสิ!”
ครอบครัวของจินเซียวหรานเดินทางรอนแรมจากชายแดนเหนือมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง เมื่อเดินทางมาถึงเมืองเฉวียนโจว พวกเขาก็ได้พบกับขบวนรถม้าและทหารที่ฮ่องเต้ทรงส่งมาต้อนรับ จากนั้นคณะเดินทางทั้งหมดจึงเร่งรุดควบม้าเต็มกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงในทันที
เมื่อมาถึงภายในวังหลวง จ้าวกงกง หรือ จ้าวตงเฉวียน ก็ออกมารอรับเสด็จด้วยตนเอง จินเซียวหรานและจินจิ่นจือก้าวลงจากหลังม้า คณะเดินทางหยุดพักรออยู่บนทางเดินภายในวัง
“บ่าวรับพระราชโองการจากฝ่าา ให้ออกมาต้อนรับครอบครัวของท่านแม่ทัพจินโดยเฉพาะขอรับ” จ้าวกงกงมองหน้าจินเซียวหรานพลางคลี่ยิ้มกว้าง
“กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้โห! ท่านนี้คงจะเป็ท่านแม่ทัพน้อยกระมัง ช่างดูหล่อเหลาเอาการ สง่างามราวกับต้นหยกต้องลม ระหว่างคิ้วฉายแววองอาจห้าวหาญ ช่างมีกลิ่นอายความสง่างามถอดแบบมาจากท่านแม่ทัพใหญ่ในวัยเยาว์เสียจริง!” จ้าวกงกงมองจินจิ่นจือพลางถูมือไปมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชม
เมื่อจินจิ่นจือได้ยินว่าหัวข้อสนทนาวกมาที่ตน เขาก็ประสานมือคารวะจ้าวตงเฉวียนเล็กน้อยเป็การตอบรับ
“จ้าวกงกง ฝ่าาทรงมีรับสั่งประการใดหรือ?” จินเซียวหรานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฝ่าาทรงมีรับสั่งเชิญท่านแม่ทัพจินไปยังตำหนักจื่อเฉินขอรับ ส่วนตำหนักที่ประทับก็ได้จัดเตรียมไว้ให้ท่านแม่ทัพเรียบร้อยแล้ว ฮูหยินจินและท่านแม่ทัพน้อยจะพำนักอยู่ที่ตำหนักเซี่ยวเยว่ขอรับ”
“ขอบคุณจ้าวกงกง เรียกข้าว่าจิ่นจือก็พอ” จินจิ่นจือโค้งตัวคารวะเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามหลังนางกำนัลที่อยู่ด้านหลังของจ้าวตงเฉวียน มุ่งหน้าไปยังทิศทางของตำหนักเซี่ยวเยว่
ส่วนจินเซียวหรานก็เดินตามจ้าวตงเฉวียนมุ่งหน้าไปยังตำหนักจื่อเฉิน
อันที่จริงตระกูลจินเองก็มีจวนของตนอยู่ในเมืองหลวง ทว่าอวิ๋นเป่ยเยี่ยกลับไม่อนุญาตให้คนตระกูลจินกลับไปพักที่จวนของตนในทันที ทรงมีรับสั่งให้ตระกูลจินพำนักอยู่ภายในวังหลวงเสียก่อน รอจนกว่าจะจัดเตรียมจวนตระกูลจินให้เรียบร้อย แล้วจึงค่อยให้กลับไปพักที่จวน
ประการแรก คือการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและการยอมรับที่ราชสำนักมีต่อตระกูลจิน เพราะในแคว้นหนานหยางแห่งนี้ การที่ขุนนางได้รับอนุญาตให้พักอาศัยอยู่ภายในวังหลวง ถือเป็เกียรติยศอันใหญ่หลวงยิ่งนัก
ประการที่สอง การให้จินเซียวหรานรั้งอยู่ภายในวัง ย่อมสะดวกต่อการเรียกตัวเข้าเฝ้าเพื่อไต่ถามข้อราชการได้ตลอดเวลา สิบกว่าปีที่ไม่ได้พบหน้ากัน การสื่อสารล้วนต้องพึ่งพาเพียงจดหมาย
มาบัดนี้เมื่อได้พานพบ ย่อมมีเื่ราวให้พูดคุยกันไม่รู้จบ การสนทนาในครั้งนี้ถือเป็ความลับ การหารือที่ตำหนักจื่อเฉินในครั้งนี้ จะทำให้อวิ๋นเป่ยเยี่ยได้รับรู้สถานการณ์ชายแดนเหนือโดยตรง
จินจิ่นจือและสวินอวิ๋นเกอ มารดาของเขา เดินทางมาถึงบริเวณหน้าประตูของตำหนักเซี่ยวเยว่ ที่บริเวณหน้าประตูมีทหารองครักษ์ยืนเฝ้ายามอยู่มากมาย ซึ่งล้วนเป็กองกำลังที่อวิ๋นเป่ยเยี่ยส่งมาเพื่ออารักขาความปลอดภัยให้แก่พวกเขา
จินจิ่นจือเลิกม่านรถม้าขึ้น “ท่านแม่ ระวังเท้าด้วยขอรับ”
เขาคอยประคองสวินอวิ๋นเกอให้ก้าวลงจากรถม้าอย่างเชื่องช้า สวินอวิ๋นเกอที่กำลังอุ้มท้องแก่โย้ ส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับบุตรชาย
เมื่อผู้คนที่อยู่ภายในตำหนักเซี่ยวเยว่เห็นว่าฮูหยินจินกำลังตั้งครรภ์ ต่างก็รีบเข้ามาช่วยพยุง สวินอวิ๋นเกอมองเห็นฝูงชนแห่แหนเข้ามาล้อมรอบตัวนาง นางก็แย้มยิ้มพลางเอ่ย “ไม่เป็ไร ข้าเดินเองได้”
ทั้งสองคนเดินลึกเข้าไปภายในตำหนักที่ประทับ บรรดานางกำนัลและขันทีต่างพากันขนย้ายสัมภาระจากบนรถม้าเข้าไปไว้ด้านใน จัดวางสิ่งของแต่ละชิ้นอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ในขณะเดียวกัน ทางห้องเครื่องก็เริ่มทยอยนำของว่างและอาหารเลิศรสจากเมืองหลวงหลากหลายชนิดมาจัดเตรียมไว้ให้
หลังจากที่จัดการดูแลมารดาจนเรียบร้อยแล้ว จินจิ่นจือก็พลันสังเกตเห็นควันไฟพวยพุ่งหนาทึบลอยขึ้นมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บรรดานางกำนัลและขันทีต่างพากันหิ้วถังน้ำวิ่งมุ่งหน้าไปทางทิศนั้น ดูราวกับว่าพวกเขากำลังเร่งรีบไปดับไฟ