ก็เธอไม่ได้แสดงให้เขาเห็นอย่างชัดเจนแล้วละหรือว่าเธอไม่ชอบหน้าเขาอย่างมาก? และเขาก็ยังบังอาจมาบอกกับน้องชายของตัวเองให้รู้ด้วยว่า นับแต่นี้ต่อไป เขาจะเป็อีกคนหนึ่งที่จะลงแข่งขันในสนามแห่งความรักด้วย อะลันน่าไม่รู้ว่าตัวเองควรจะร้องออกมาอย่างเกรี้ยวกราดใส่หน้าเขาดีหรือควรจะหัวเราะกับความเ้าเล่ห์ของโรลท์ดี
เคิร์ทผู้ซึ่งยืนตัวแข็งไปเมื่อได้ยินประโยคนั้นก็มีปฏิกิริยาแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจออกมาเช่นกัน ได้แต่จ้องหน้าโรลท์อยู่เช่นนั้น
่เวลาในขณะนั้นค่อยๆ ผ่านไปช้าๆ โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไรต่ออีกและดูเหมือนโรลท์จะติดต่อกับบุคคลที่อยู่ปลายสายได้ เมื่อเขากรอกเสียงลงไปในกระบอกโทรศัพท์ว่า
“เฮลโล แซม ผมมีงานหนึ่งชิ้นอยู่ตรงหน้านี่ อยากจะให้คุณโทรไปที่...”
แขนที่โอบอยู่บนไหล่กระชับแน่นเข้า
“เราไปกันเถอะ” เขาพูดเสียงขุ่น
ฝ่ามือที่ทาบทับอย่างหนักแน่นอยู่บนแผ่นหลัง พาอะลันน่าเดินออกจากห้องทำงาน เธออยากจะรีบออกไปเสียจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าๆ กับเคิร์ทเหมือนกัน ทั้งเขาและเธอไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยเมื่อก้าวล่วงออกมาจากตัวอาคารหลังนั้น เมื่อเขาไปนั่งในรถ เคิร์ทก็กระแทกกุญแจเข้าไปในตัวเครื่อง เอนหลังพิงพนักที่นั่งไว้ โดยไม่ได้มีท่าทีว่าจะติดเครื่องขึ้น
“สำหรับเื่ที่เกิดขึ้นในนั้น...” เขาเอ่ยขึ้นก่อนด้วยเสียงหนักๆ
“ฉันรู้ค่ะว่าโรลท์เป็พี่ชายของคุณ” อะลันน่าขัดขึ้นก่อน น้ำเสียงยังบอกความขุ่นขึ้งอยู่ไม่น้อย “แต่รู้สึกว่าเขาชักจะมากเกินไปเสียแล้ว ทำท่าหยิ่งยโสอย่างที่ฉันไม่เคยพบเคยเห็นผู้ชายคนไหนจะเป็อย่างนี้เลย คุณรู้หรือยังล่ะว่าเขาตั้งใจจะทำอะไรกับเราบ้าง?”
“รู้สึกว่า ตอนนี้ ชักจะเห็นอะไรออกลางๆ แล้วล่ะ” เคิร์ทพยักหน้ารับ คิ้วเข้มๆ เลิกขึ้นอย่างใช้ความคิด มือเกาะพวงกุญแจแน่น จนข้อนิ้วเป็สีขาวด้วยแรงบีบ ปรายหางตามองอะลันน่าแวบหนึ่ง เป็แววที่บอกถึงความระมัดระวังอยู่ “เขาจะต้องทำให้ได้อย่างที่เขาพูดออกมานะ อะลันน่า ผมรู้จักเขาดีกว่าที่จะสงสัยในเื่นั้น”
“คุณหมายถึงเื่ที่เขา้าฉันนั้นน่ะรึ?” เมื่อเคิร์ทผงกศีรษะรับอย่างหนักแน่น เธอก็ระบายลมหายใจออกมาแรงๆ อย่างขัดใจ “ฉันน่ะไปห้ามเขาไม่ให้ใช้ความพยายามไม่ได้หรอก แต่รับรองว่า เขาไม่มีวันไปได้ไกลแค่ไหนแน่”
“โรลท์น่ะ สามารถจะจู่โจมเข้าพิชิตผู้หญิงได้เหมือนกระดาษกางเหนียวๆ ที่ใช้ล่อแมลงวันเขียวนะ”
“แต่ฉันเป็ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองไว้จากไอ้เสน่ห์เถื่อนๆ นั่นแล้วล่ะ” อะลันน่าตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ใครก็ตามที่รู้จักกับเขาจะต้องมีความรู้สึกในทางร้ายกับเขาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็ทางใดทางหนึ่ง” เคิร์ทยืนยัน “บางครั้งก็ทั้งสองทางเลย รวมทั้งตัวผมเองด้วย แต่ผมไม่คิดว่าภูมิคุ้มกันเช่นที่คุณว่า มันจะช่วยป้องกันคุณไปได้นานหรอก”
อะลันน่ารู้ดีว่าเวลานี้เธอกำลังตกอยู่ในภาวะเช่นไร...ใจหนึ่งนั้น เธอเคียดแค้นในตัวโรลท์ยิ่งนัก เขาได้ทำให้ความรู้สึกรื่นรมย์ที่ได้กลับมาถึงบ้านสลายลงจนหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างสูญสลายลงอย่างที่เธอไม่คาดคิด และดูเหมือนเขาจงใจที่จะติดตามเธอมาในทุกนาที แม้แต่ในเวลานี้ก็เช่นกัน ขณะที่เธอกำลังนั่งอยู่ตามลำพังกับเคิร์ทในรถแท้ๆ แต่เื่ที่กำลังพูดถึงกันอยู่คือเื่ของใครเล่า?...ก็เื่โรลท์นั่นเอง
เธอตวัดสายตามองไปทางเคิร์ท เขาเป็ชายชาตรีที่สมลักษณะที่สุด ผิวคล้ำ หน้าตาคมสัน อะลันน่ารู้ดีว่าเคิร์ทคือผู้ชายในฝันของเธอ ซึ่งโรลท์ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกในเื่นี้ไปจากใจเธอได้ เขาไม่มีทางเข้ามาเป็เครื่องกีดขวางระหว่างเธอกับเคิร์ทแน่ไม่ว่าจะใช้ความพยายามสักแค่ไหนก็ตาม เธอเองต่างหากที่โง่เกินไปที่มัวมานั่งรู้สึกผิดหวังเสียใจอยู่เช่นนี้ ไม่มีประโยชน์ที่จะไปนั่งเคืองแค้นเขาอยู่เลย
“ฉันคิดถึงคุณเหลือเกิน” เธอเอ่ยขึ้นเบาๆ แววตาซึ่งเมื่อครู่ยังเคืองขุ่นด้วยความโกรธ บัดนี้ เปลี่ยนเป็แสงแห่งความรักที่ฉายโซนออกมา ยามที่เธอสบตาเคิร์ท
รอยยิ้มฉาบขึ้นบนริมฝีปากเคิร์ทช้าๆ
“จริงหรือ?” แววแห่งความยุ่งยากในดวงตาเขาค่อยๆ เปลี่ยนไป เมื่อกวาดไปทั่วใบหน้าเธอ และแล้วมือหนึ่งก็เอื้อมมาประคองใบหน้าเธอไว้ “ผมเองก็อยากจะไปรับคุณที่สนามบินจริงๆ” เคิร์ทเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบห้าว “ถ้าไอ้เครื่องยนต์นั่นมันไม่เกิดเสียขึ้นเสียก่อนล่ะก็ ผมต้องไปแน่ๆ”
“เื่ที่มันผ่านมาแล้วก็ให้แล้วกันไปเถอะ” อะลันน่าพูดด้วยน้ำเสียงที่บอกให้รู้ว่ามันไม่ใช่เื่สลักสำคัญอะไรอีกต่อไปแล้ว “เราควรจะลืมมันเสียแล้วก็หาเื่ใหม่ดีกว่า”
“ใช่สิ เราควรจะทำอย่างนั้นอย่างยิ่ง” เคิร์ทคล้อยตามทันที “ก็เริ่มกันเสียเดี๋ยวนี้เลยเถอะ”
มืออีกข้างหนึ่งของเขาโอบลงตรง่ลำคอรั้งร่างให้เธอเคลื่อนกายเข้ามา และแล้ว ก็ประทับจุมพิตดื่มด่ำนิ่งและนานลง และครั้งนี้เมื่อไม่มีพี่ชายของเขามาจ้องดูการกระทำของเธออยู่ อะลันน่าก็ตอบรับในจุมพิตได้อย่างสนิทใจเมื่อมันสุดสิ้นลง เขาก็ยังคงไล้จุมพิตไปตามนวลแก้มและตรงมุมปากอย่างไม่อยากจะจากไปเสียง่ายๆ
“ผมอยากจะให้เวลาแห่งความสุขของเรามันยืนยาวออกไปกว่านี้จริงๆ” เคิร์ทพึมพำออกมา “แต่ไอ้ที่นั่งแบบนี้มันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับที่เราจะกอดจูบกันอย่างสะดวกใจเสียด้วย” เขาแตะจุมพิตแ่ๆ ลงบนเรียวปากของเธออีกครั้งก่อนที่จะกระถดกายออกห่าง “อันที่จริงผมก็เคยสงสัยเหมือนกันนะว่าโรลท์เคยร่วมรักกับผู้หญิงในรถมาก่อน”
เธอเองที่เป็คนพูดว่า “ลืมมันเสีย” แต่กระนั้น ชื่อของโรลท์ก็ยังแทรกเข้ามาในเื่ที่กำลังคุยกันอยู่จนได้อะลันน่าได้แต่ทอดถอนใจเมื่อเอนหลังพิงพนักที่นั่งลง มันคล้ายจะมีอะไรบางอย่างที่คอยตามบอกเธออยู่ว่า จริงๆ แล้วโรลท์ไม่ใช่ผู้ชายที่ใครจะลืมหรือทำเป็ไม่สนใจว่ามีเขาอยู่ได้ง่ายๆ เลย
เธอปัดปอยผมที่อยู่กับนวลแก้มออกอย่างหงุดหงิดใจ และมือที่เคลื่อนไหวอยู่นั้นก็ปัดไปถูกคอเสื้อเข้า มันเหมือนจะเตือนความทรงจำให้นึกไปถึงว่า เธอได้ผ่านการดิ้นรนให้หลุดพ้นจากมือของโรลท์มาแล้วในรถคันนี้ ตอนที่เขาปลดกระดุมคอเสื้อออกให้เป็รูปตัววีนั้น ผิวเนื้อตรงส่วนที่ถูกเขาแตกต้องไว้ เหมือนกับาแที่เกิดจากการลวกร้อน อีกครั้งหนึ่งที่ความแค้นใจเกิดขึ้นในอารมณ์
“คืนนี้ เราออกไปฉลองเป็การต้อนรับการกลับบ้านของคุณกันดีกว่า” เคิร์ทเอ่ยขึ้นเมื่อขับรถผ่านพ้นประตูทางออกมาแล้ว “ผมจะไปรับคุณหกโมงตรง เราจะได้มีเวลาคุยกันเร็วขึ้นอีกหน่อยดีไหมล่ะ?”
อะลันน่าก้มมองนาฬิกาข้อมือ พยายามตั้งสติให้มั่นไว้
“ที่จริงมันเป็คืนแรกที่ฉันกลับมาถึงบ้านนะ แม่กับพ่อคงอยากจะให้ฉันอยู่คุยด้วยนานสักหน่อย”
“ถ้าอย่างนั้น เอาเป็ทุ่มตรงก็แล้วกัน” เคิร์ทตอบอย่างประนีประนอมเหลือบตามองหน้าเธอแวบหนึ่ง “ตลอดฤดูร้องปีนี้คุณก็ต้องอยู่บ้านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น พ่อกับแม่ก็มีเวลาคุยกับคุณได้ทุก่กลางวัน ส่วนผมจะมาอยู่กับคุณทุกคืนเลย”
“ทุกคืนเลยหรือคะ?” เธอพูดล้อๆ
“ที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะได้ตั้งใจไว้แล้วว่า จะต้องไม่ยอมเปิดโอกาส่ไหนให้โรลท์แอบย่องเข้ามาตีท้ายครัวได้เป็อันขาด” เคิร์ทว่า “เพราะคุณก็รู้ว่าลองเขาพูดแบบนั้นแล้วรับรองว่าเขาจะต้องคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ แน่”
“และถ้าเขาทำอย่างนั้นจริงๆ ก็คงจะต้องแปลกใจกันบ้างละที่จะได้รับการต้อนรับอย่างหยาบคายที่สุด” อะลันน่าเชิดคางอย่างทระนงเมื่อเอ่ยคำพูดประโยคนั้นออกมา “เพราะว่าฉันจะชี้ประตูให้เขาออกไปเร็วที่สุด ไม่ให้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น กว่าจะรู้ก็โน่น...เมื่อออกไปพ้นบ้านฉันแล้วนั่นแหละ”
“แหม...ผมอยากจะอยู่ตอนนั้นด้วยจริงๆ” เคิร์ทหัวเราะออกมา “เห็นจะเป็ครั้งแรกแน่ ที่มีใครกล้าทำอย่างนี้เอากับเขา” อะลันน่าก็พลอยหัวเราะตามเขาไปด้วย รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ได้ขุ่นเคืองอีกต่อไปกับคำพูดของโรลท์ที่ว่าเขาจะต้องเอาชนะเธอให้ได้ เพียงแต่รู้สึกนึกขัน มันเป็ความรู้สึกพอใจที่ได้สนองความพยายามของตัวเอง ยามเมื่อเธอจะได้เป็ผู้บอกเขาให้ออกไปให้พ้นจากชายคาบ้านเธอจะมีความสุขอย่างที่สุดถ้าจะได้จัดการความหยิ่งยโสของผู้ชายคนนี้เสียให้สะใจ
การได้เปล่งเสียงออกมาร่วมกันช่วยให้ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอยู่คลายลงได้เป็อย่างมาก หลังจากนั้น การสนทนาระหว่างกันก็เป็เื่ที่ห่างไกลจากเื่รบกวนจิตใจอะลันน่าเล่าให้เขาฟังถึงชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างมีความสุขเลยไปถึงเื่การสอบ และโครงการที่จะพักผ่อนใน่ฤดูร้อนปีนี้ โดยไม่ได้เอ่ยเน้นว่าในทุกโครงการนั้นย่อมจะต้องมีเคิร์ทร่วมอยู่ด้วยเพราะเป็เื่ที่รู้ใจกันอยู่แล้ว