“เฮ้ยเต้ เร็วสิวะ นั่นด้วย อันนั้นด้วย เก็บมาให้หมดนะ เป็เงินเป็ทองทั้งนั้น” หัวหน้าทีมซึ่งเป็นักผจญภัยระดับ C ชี้มือเอ่ยสั่งการกับเต้ซึ่งกำลังแบกกระเป๋าใบใหญ่ให้เดินเข้ามาเก็บเศษแร่พิเศษที่ตกอยู่ตามพื้นดิน
เต้ที่มีความสามารถเพียงเป็กุลีแบกข้าวของสำหรับปาร์ตี้ถอนหายใจออกมาจากนั้นจึงเดินไปก้มลงเก็บเศษแร่ที่ตกอยู่ตามพื้นดินขึ้นมาเก็บใส่กระเป๋าที่ด้านหลัง
แน่นอนว่าถึงแม้จะมีหน้าที่เพียงเป็กรรมกรแบกข้าวของหากแต่รายได้ซึ่งได้รับมันก็ถือว่ามากโขกว่าการทำงานในระบบทั่วไปอยู่พอสมควร ด้วยเพราะมีภาระที่ต้องส่งเสียน้องสาวซึ่งกำลังเรียนอยู่ในชั้นมหาวิทยาลัย ทำให้เต้ในตอนนี้ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก
“พี่เต้ เสร็จแล้วมาเก็บตรงนี้ด้วยนะ” นิด นักผจญภัยระดับ D หันมาเอ่ยบอกกับเต้ซึ่งพึ่งจะก้มลงเก็บเศษแร่โอริคัลคุมที่พึ่งจะถูกตนกระเทาะออกมาจากผนังของถ้ำ
พูดถึงแร่โอริคับคุมแล้ว นี่เป็ชื่อที่ถูกตั้งให้กับมันตามแบบฉบับในเกม RPG ต่างๆ ด้วยเพราะตัวมันนั้นเป็แร่จำเพราะซึ่งไม่สามารถที่จะถูกพบได้ในโลกมนุษย์ และสามารถพบได้แค่เพียงจากดันเจี้ยนซึ่งต้องเข้ามาผ่านประตูมิติที่ถูกเปิดออกเท่านั้น ที่ทำให้แร่โอริคัลคุมนี้มีมูลค่า ไม่ใช่เพราะเพียงชื่อหรือคุณสบบัติซึ่งสามารถเรืองแสงได้เท่านั้น หากแต่มันยังเป็แร่ที่มีคุณสมบัติพิเศษซึ่งสามารถตอบสนองต่อพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากความสามารถของนักผจญภัยได้
“พี่นัด ครั้งนี้พวกเราคงต้องไปเลี้ยงฉลองกันแล้ว นี่มันได้เยอะกว่าปกติเกือบสามเท่าเลยนะ ต้องแบบนี้สิถึงค่อยคุ้มกับที่พวกเราต้องเสี่ยงชีวิตหน่อย” นิดเดินเข้ามายิ้มกับนัดซึ่งเป็หัวหน้าทีมและเป็นักผจญภัยระดับ C
นัดหัวเราะ “คิดไม่ผิดจริงๆที่ทีมของพวกเราเลือกจะเข้าร่วมกับการเคลียร์เกทแห่งนี้ คิดว่าป่านนี้กลุ่มทีมผู้นำเขาคงกำลังเข้าไปจัดการกับหัวหน้าของพวกมอนสเตอร์กันอยู่ ที่ทีมของพวกเราทำได้ก็ทำแล้ว รีบเก็บแร่พวกนี้แล้วออกไปกันเถอะ”
“ค่ะพี่นัด” นิดยิ้มเอ่ยตอบด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย
เดินแบกหามเศษของแร่โอริฮารูกอนออกมาจากเกทซึ่งเป็ประตูมิติสู่โลกภายนอกเสร็จ เต้ก็ถอนหายใจออกมาขณะที่หันมองไปยังกลุ่มของนักผจญภัยซึ่งว่าจ้างตน
“ขอบใจว่ะเต้ ครั้งหน้าจะใช้บริการอีกก็แล้วกัน” นัดเดินเข้ามาตบไหล่บอกกับเต้ที่พึ่งจะวางเป้สะพายซึ่งหนักหลายสิบกิโลลง
“ครับ” เต้เอ่ยตอบ ในขณะที่สมาชิกคนอื่นๆภายในทีมต่างกำลังพากันยิ้มระรื่นกับจำนวนแร่โอริฮารูกอนที่เก็บเกี่ยวได้ ทว่าบนใบหน้าของเต้กลับไม่ปรากฎเค้าลางของความยินดีแม้แต่น้อยเนื่องเพราะตนนั้นไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับแร่จำนวนนี้
หลังจากที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เตรียมไว้จนแล้วเสร็จ เต้ก็แบกร่างที่เหน็ดเหนื่อยกลับมายังห้องพัก ทันทีที่วางข้าวของเครื่องใช้ของตนลงกับพื้น เต้ก็ก้าวขาขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงพร้อมกับที่เอามือของตนขึ้นมาก่ายยังหน้าผากอย่างครุ่นคิด “บ้าเอ้ย..ทำไมความสามารถของเราที่ได้มาถึงได้ไร้ประโยชน์ ถ้าได้ความสามารถที่มีประโยชน์มาเหมือนกับคนอื่นเขา อย่างน้อยตอนนี้เราก็คงไม่..” นึกคิดตัดพ้อกับตัวเองได้อย่างนั้น เต้ก็เปิดหน้าต่างค่าสถานะซึ่งมีแต่มนุษย์ที่ผ่านการตื่นขึ้นของพลังมาแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถเปิดใช้ได้
“โลกยุทธจักร” นั่นคือชื่อความสามารถที่ได้มาของเต้ ซึ่งความสามารถนี้ไม่ใช่ความสามารถซึ่งทำให้เต้กลายเป็จอมยุทธหรือมีพลังเหนืุ์อะไรทั้งนั้น หากแต่มันเป็ความสามารถที่เต้ไม่สามารถจะทำความเข้าใจหรือหาประโยชน์จากมันได้ เนื่องเพราะั้แ่ได้ความสามารถนี้มา สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือความฝัน
ในความฝัน เต้นั้นได้เกิดใหม่ในโลกแห่งยุทธจักร หากจะบอกว่านั่นคือความฝัน มันก็ออกจะแปลกประหลาดเกินไปอยู่บ้าง เนื่องเพราะโลกที่เต้คิดว่าคือความฝัน ทุกอย่างนั้นสมจริง ทั้งเงื่อนเวลาที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและความมีสตินึกคิดและความรู้สึกในความฝันนั้น ทุกอย่างกลับไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากโลกความเป็จริงเลย เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเข้า แม้แต่ตัวของเต้เองในตอนนี้ก็แทบที่จะแยกไม่ออกแล้วว่าโลกไหนคือความจริง และโลกไหนคือความฝันกันแน่
ถอนหายใจอย่างหนักหน่วงออกมาครั้งหนึ่ง เต้ที่นอนใช้มือก่ายหน้าผากอยู่ก็หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน
ในขณะที่เต้หลับตาลงและเข้าสู่ห้วงลึกของการหลับไหล ร่างของเย่หลางก็ลืมตาตื่นขึ้น
ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง จากนั้นเย่หลางก็ลุกขึ้นจากที่นอน พร้อมกันนั้นก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นขณะที่สำรวจมองดูตนเอง เย่หลางจงคนนี้ก็คือตัวของเต้เอง หลังจากที่ได้รับความสามารถ “โลกยุทธจักร” มาจากการตื่นของพลังเมื่อสิบปีก่อน ทุกครั้งนี่นอนหลับฝันไป เต้จะพบว่าตนเองตื่นขึ้นมาในร่างของอีกคนซึ่งอยู่ในโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งคนๆนั้นก็คือเย่หลางจง แน่นอนว่าการตื่นขึ้นในร่างของเย่หลางจงนี้ ไม่ใช่การตื่นขึ้นมาในร่างที่สมบูรณ์พร้อม หากแต่เป็การตื่นขึ้นมาในร่างของเย่หลางจงั้แ่ที่ยังเป็ทารก
ในขณะที่วันเวลาล่วงเลยผ่านไป เย่หลางจงก็ค่อยๆเติบโตขึ้น จนถึงปีนี้เย่หลางก็มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์แล้ว
หลังจากที่ตื่นขึ้นมาและจัดการกับตัวเองแล้ว เย่หลางก็เตรียมที่จะขึ้นเขาไปตัดไม้ เก็บสมุนไพร ถึงแม้นี่จะเป็อีกชีวิตซึ่งคล้ายกับความฝัน หากแต่เย่หลางนั้นไม่ได้เกิดใหม่โดยคาบช้อนเงินช้อนทองมาด้วยอย่างที่หวัง เพราะแบบนั้นจึงจำเป็ที่จะต้องปากกัดตีนถีบเพื่อหาเลี้ยงชีพไม่ต่างจากอีกชีวิต
หันมองกลับมายังบ้านเก่าหลังน้อยของสกุลเย่อย่างหวนนึก เย่หลางก็สะพายเป้ออกเดินทางขึ้นเขาไป
“คนอับโชคจะอย่างไรก็ยังคงอับโชค ขนาดในโลกที่คล้ายเหมือนกับความฝันนี้ เราก็ยังคงต้องทำงานหนัก ์ช่างไม่เข้าข้างคนดี” เยหลางนึกคิดตัดพ้อกับตัวเอง
ใช้เวลาตลอดทั้งวันในการเก็บสมุนไพรและตัดฟืน เมื่อทำงานในส่วนของวันนี้จนเสร็จแล้ว เย่หลางก็แบกสะบายตะกล้าที่เต็มไปด้วยสมุนไพรและท่อนฟืนมายืนเหม่อมองอยู่หน้าเหวลึกแห่งหนึ่งอย่างที่ทำเป็ประจำมาตลอดหลายปี
หุบเหวแห่งนี้นั้นมีชื่อเรียกว่าหุบเหวไร้ก้น ที่ชื่อว่าหุบเหวไร้ก้นก็สืบเนื่องจากความลึกที่ยากจะหยั่งถึงของหุบเหวแห่งนี้ เหม่อมองลงไปยังความดำมืดว่างเปล่าที่เบื้องล่าง เย่หลางก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้งจากนั้นจึงหันหลังกลับหมายจะเดินจากไปเพื่อลงจากเขา แต่แล้วผืนแผ่นดินก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรงอย่างไม่มีการแจ้งเตือนใดๆมากก่อน
เนื่องจากอยู่ๆพื้นดินก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ทำให้เย่หลางที่แบกข้าวของไว้มากมายเสียหลักล้มหงายตกลงไปยังหุบเหวไร้ก้น ขณะที่ร่างกำลังร่วงหล่น แขนทั้งสองข้างของเย่หลางก็ไขว่คว้าวุ่นไปทั่วโดยหวังจะคว้าเข้าใส่เส้นเถาวัลย์มากมายที่ยึดโยงไปมาท่ามกลางหุบเหวเพื่อเอาตัวรอด
“บัดซบ..เราจะมาตายอย่างนี้หรือยังไง?…ช่างเถอะ ยังไงนี่ก็เป็แค่ความฝัน จะยังไงหลังจากตายแล้ว ไอ้เื่พวกนี้จะได้จบๆไปเสียที” เย่หลางนึกคิดกับตัวเอง แต่แล้วในห้วงคับขันเป็ตาย เย่หลางก็พลันเปลี่ยนความคิด ถึงแม้จะนึกคิดว่าโลกแห่งนี้นั้นเป็เพียงความฝันซึ่งเกิดจากความสามารถ “โลกยุทธจักร” ของตน แต่จะอย่างไรความฝันนี้มันสมจริงเกินไป ทั้งความรู้สึก ทั้งเงื่อนเวลา ทุกอย่างในโลกแห่งนี้มันไม่คล้ายเหมือนกับความฝัน แน่นอนว่าความกลัวตายตามสันชาตญาณก็เป็หนึ่งในนั้น ในห้วงสุดท้ายก่อนที่จะยอมแพ้ เย่หวางก็ยื่นมือออกไปคว้าจับเข้าใส่เส้นเถาวัลย์ได้เส้นหนึ่ง
ร่วงหล่นตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงสักพัก ร่างของเย่หลางที่ยึดจับเส้นเถาวัลย์ไว้ก็ถูกเหวี่ยงให้เข้ามายังถ้ำแห่งหนึ่งที่ชะง่อนผา
หอบหายใจอย่างถี่ยิบขณะที่หัวใจเต้นตูมตามปานจะกระดอนออกมาจากร่างได้ทุกเมื่อ เย่หลางก็หันมองลงมาเพื่อสำรวจดูร่างของตนเอง “ความรู้สึกแบบนี้??” ถึงแม้จะใช้ชีวิตอยู่ภายในโลกแห่งนี้มานานนับสิบปีแล้ว ทว่านี่กลับเป็ครั้งแรกที่เย่หลางได้เฉียดเข้าใกล้กับความตายในโลกยุทธจักรแห่งนี้ ทว่ามันกลับไม่ใช่ครั้งแรกที่เย่หลางเฉียดเข้าใกล้กับความตาย เมื่อเฉียดเข้าใกล้กับความตายในโลกยุทธจักร ความทรงจำซึ่งเย่หลางคิดว่าได้ปิดผนึกมันไปแล้วก็ผุดขึ้นมาใหม่ นั่นก็คือความทรงจำจากโลกก่อนซึ่งทีมของตนได้ล้มเหลวในการเข้าเคลียร์ดันเจี้ยนจนเป็เหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น
ในชั่วเสี้ยววินาทีนี้เองที่ตระหนักรู้ได้ถึงความตาย ทำให้เย่หลางได้รู้และยอมรับถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโลกแห่งนี้ไปอย่างไม่รู้ตัว
หลังจากที่ตั้งสติได้ และทำใจให้สงบลงแล้ว เย่หลางก็หันมองไปยังโดยรอบบริเวณของถ้ำซึ่งตนถูกเหวี่ยงเข้ามาเพื่อสำรวจ ภายใต้แสงสลัวจากแสงทีน้อยนิด สายตาของเย่หลางก็ไปสะดุดเข้ากับเงาร่างบางอย่างเข้า “คน?”
ไวเท่าความคิด เย่หลางรีบลุกขึ้นและตรงดิ่งเข้าไปสำรวจยังเงาร่างประหลาดซึ่งนัดขัดสมาธิอยู่ภายในถ้ำประหลาดใต้ชะง่อนผาแห่งนี้ทันที
วูบแรกที่กวาดตาสำรวจมองดูร่างซูบผอมซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้า เย่หลางก็รู้ได้ทันทีว่าเ้าของร่างซูบผอมที่เบื้องหน้าต้องไม่ใช่คนทั่วไปเหมือนกับตนอย่างแน่นอน หากแต่เป็ผู้ฝึกยุทธที่มากด้วยประสบการณ์
“น่าเสียดายที่ตายเสียแล้ว ไม่อย่าง..” เย่หลางเอ่ยอย่างรู้สึกผิดหวังพร้อมกับที่ยื่นมือออกไปหมายจะลองัักับร่างซูบผอมนั้น
“ไม่อย่างนั้นจะทำไมหรือเด็กน้อย” เสียงแหบพร่าจากร่างปริศนานั้นดังเอ่ยถามขึ้นพร้อมท่อนแขนเล็กที่ยกขึ้นมาจับมือของเย่หลางไว้
เห็นอย่างนั้นเย่หลางก็สะดุ้งเฮือกพร้อมกับที่ส่งเสียงร้องออกมาอย่างรู้สึกใ “เฮ้ย..อะไรวะ”
ขณะที่พยายามจะชักมือกลับ เย่หลางก็พบว่ามือเหี่ยวแห้งของชายชราซึ่งยึดจับมือของตนไว้กลับมีเรี่ยวแรงที่มหาศาลอย่างน่าเหลือเชื่อ หลังจากที่ฉุดยื้อดึงรั้งกันอยู่พักหนึ่ง ชายชราคนดังกล่าวก็ปล่อยมือเย่หลางแต่กลางคันส่งให้เย่หลางที่ออกแรงดึงเสียหลักผงะล้มก้นจั้มเบ้าลง
เห็นอย่างนั้นชายชราก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา “นับว่า์ยังไม่ทอดทิ้งข้า ์ยังไม่ทอดทิ้งข้า” ชายชราคนดังกล่าวหัวเราะเอ่ยบอก
หลังจากเสียงหัวเราะจบลง ชายชราก็เอ่ยขึ้น “เด็กน้อย กราบข้าเป็อาจารย์ แล้วข้าจะถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเ้า”