กลางกรุงวอชิงตันประเทศสหรัฐอเมริกา
“คุณจางคะโทรศัพท์ค่ะ” เสียงเลขาคนสนิทร้องทักขึ้น ก่อนที่จางจื่อฟ่านนักธุรกิจสาวสวยจะเดินเข้าห้องประชุมไป หญิงสาวชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะหันกลับมาหยิบโทรศัพท์ไปจากมือเลขาฯ
“ฮัลโหล ว่าไงจื่อลู่” หญิงสาวถามไปยังปลายสายด้วยสีหน้าราบเรียบตามนิสัย
“พี่กำลังจะเข้าประชุม มีอะไรค่อยคุยกันทีหลัง ออกจากห้องประชุมแล้วจะรีบโทรกลับ” จางจื่อฟ่านรีบตัดบททันทีเมื่อมองที่นาฬิกาข้อมือและเห็นว่าถ้าขืนชักช้าอาจจะเข้าประชุมสาย แต่ทว่าสีหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยร่องรอยของความกังวลใจอย่างหนัก
จางจื่อฟ่านเดินเข้าห้อประชุม เพื่อเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งเธอเองเป็ตัวแทนของ บริษัทั์ใหญ่อย่าง ชาร์ล กรุ๊ป
และยังเป็เป็นักธุรกิจหญิงที่มีความสามารถรอบตัว เธอสร้างชื่อให้ตัวเองอย่างยิ่งใหญ่ ในการใช้ความสามารถ ก้าวเข้ามานั่งแท่นเป็มือขวาของผู้บริหารใหญ่ ของชาร์ลกรุ๊ป นั่นคือ โรเจอร์ ชาร์ล ซึ่งเป็นักธุรกิจหนุ่มหล่อไฟแรงอันดับต้นๆของโลก และยังเป็เ้าของธุรกิจอื่นๆในระดับโลกอีกหลายธุรกิจด้วยกัน เขาประสบความสำเร็จทั้งที่มีอายุเพียง 33 ปีเท่านั้น และเขาเป็ต้นแบบที่ทำให้จางจื่อฟ่านอยากเดินตามรอยของเขา หญิงสาวใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อธุรกิจ..ความฝันของเธอคือการประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในด้านธุรกิจนั่นเอง
เวลาผ่านไป 3 ชั่วโมงการประชุมจึงจบลง
จางจื่อฟ่านเดินออกมาจากห้องประชุม บอกกล่าวสั่งงานไปยังลูกน้องและเลขาฯของหล่อนที่ต่างยืนรอคำสั่ง ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงานที่ได้รับมอบหมายทันที
หญิงสาวเดินอย่างเร่งรีบออกมายังที่ๆไม่มีใคร เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าด้วยมือไม้ที่สั่นเทา คิดถึงเสียงร้องไห้ระล่ำระลักของจางจื่อลู่น้องสาวที่โทรมาก่อนที่เธอจะเข้าห้องประชุมเมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว หญิงสาวหน้าซีดเผือดด้วยความตะหนกและใจคอไม่ดี กดเลขหมายปลายทางหาน้องสาวทันที
“ฮัลโหล จื่อฟ่าน พี่ทำอะไรอยู่ ฮึก ฮึก พ่อไม่ไหวแล้ว ฮือออออ” เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของจื่อลู่ทำเอาคนเป็พี่แทบยืนไม่อยู่ จื่อฟ่านคว้าราวบันไดไว้แน่นเพื่อพยุงตัวเอง
“เกิดอะไรขึ้นจื่อลู่ พ่อเป็อะไร” หญิงสาวพยายามถามด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ทว่าในใจของเธอนั้นแทบหยุดเต้น
“อาการพ่อกำเริบหนัก ตอนนี้ฉันอยู่ที่โรงพยาบาล พี่กลับมาได้มั้ย ฉันไม่มีใคร ฮืออออ ฮือออ” เสียงพูดปนเสียงร้องไห้แทบะขาดใจของน้องสาวยิ่งทำให้จื่อฟ่านใจคอไม่ดี แต่เพราะความเป็พี่หญิงสาวคนโตเธอจะแสดงความอ่อนไหวให้น้องเห็นไม่ได้ จึงได้พยายามเก็บกลั้นความอกสั่นขวัญแขวนเอาไว้
“ทำใจดีๆไว้จื่อลู่ พ่อไม่เป็อะไรหรอก เข้มแข็งไว้ พี่จะกลับเดี๋ยวนี้” จางจื่อฟ่านตอบน้องสาวผ่านสายโทรศัพท์เรียบๆ ก่อนที่จะกดวางสายไป
หญิงสาวยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งเพื่อปรับสภาพอารมณ์และจิตใจให้คงที่ เมื่อทำจิตใจให้มั่นคงได้ในระดับหนึ่งแล้ว หญิงสาวจึงเดินออกมาจากตรงจุดนั้น ก้าวตรงไปหาเลขาฯของเธอที่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ
“อีฟ” จางจื่อฟ่านเรียกชื่อเลขาสาวชาวอเมริกันของเธอ
“คะคุณจาง” เลขาสาวหันมาหาด้วยท่าทีที่กระตือรือร้น
“ฉันจะไม่อยู่สักระยะหนึ่งฝากงานที่นี่ด้วยนะ” จางจื่อฟ่านกล่าวเรียบๆตามปกตินิสัยของเธอ
“เอ่อ คุณจางจะไปไหนหรือคะ” เลขาสาวถามอย่างสงสัย
“จะไปทำธุระหน่อยน่ะ เดี๋ยวฉันจะบอกกับ ชาร์ล ด้วยตัวเอง” จางจื่อฟ่านพูดถึงเ้านายหรืออีกในหนึ่งก็คือเพื่อนสนิทของเธอนั่นเอง
“เอ่อ อีฟ..ฝากจองตั๋วเครื่องบินให้ด้วยนะ Thanks”
พูดจบหญิงสาวก็เดินออกจากบริษัทขับรถอย่างรวดเร็วกลับที่พัก เมื่อถึงที่พักหล่อนแทบจะวิ่งเข้าไปในห้อง หญิงสาวกวาดเอาเพียงของใช้ที่จำเป็เท่านั้นใส่กระเป๋าใบเดียว และมุ่งตรงสู่สนามบินทันทีโดยไม่ยอมให้เสียเวลาแม้แต่เพียงเสี้ยวนาทีเดียว
บนเครื่องบิน หญิงสาวนั่งกัดริมฝีปากแน่นด้วยความกังวลใจอย่างที่สุด
เธอเหลือพ่อเพียงคนเดียวเท่านั้น พ่อต้องไม่เป็อะไร ถ้าพ่อเป็อะไรเธอจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเด็ดขาด เธอคิดและจิกมือตัวเองแน่นจนเืซิบ แต่เธอไม่ได้สนใจที่จะเ็ปเลยสักนิด
3 พี่น้องแห่งตระกูลจางถึงแม้จะเป็ผู้หญิงทั้งหมดแต่ทุกคนก็เก่ง ฉลาด และมีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างมาก
จางจื่อฟ่าน พี่คนโต เป็คนสวยด้วยส่วนสูง 175 น้ำหนัก 55 จึงจัดว่าเธอเป็คนที่มีรูปร่างสมส่วน ผมยาวตรงสลวยถึงกลางหลัง มีนิสัยเย่อหยิ่ง สุขุม และทะเยอทะยาน เธอชอบการทำธุรกิจ ธุรกิจคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ ส่วนในเื่ของความสวยนั้น จางจื่อฟ่าน สามารถลงประกวดนางงามได้อย่างสบายๆ ไม่ว่าจะด้วยหุ่น ความสูง รูปร่างหน้าตา เว้นเสียแต่ว่า เธอไม่สนใจในเื่พวกนี้เลยสักนิดเดียว เธอมุ่งเป้าหมายไปที่การทำธุรกิจเพียงอย่างเดียวและเธอก็ทำได้อย่างดีเสียด้วย มีบริษัทระดับต้นๆของโลกหลายที่ ที่พยายามส่งคนมาทาบทามและเสนอเม็ดเงินก้อนโตเพื่อให้เธอร่วมงานด้วย แต่หญิงสาวปฏิเสธ เธอพร้อมที่จะยิ่งใหญ่ไปกับ ชาร์ลกรุ๊ป เท่านั้น
จางจื่อหลิน คนรอง ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ส่วนสูง175 น้ำหนัก 56 กิโลกรัม เธอตัดผมสั้นดัดลอนโชว์ต้นคองามระหงส์อยู่เสมอ เธอมีความน่ารักสดใส ชอบเสียงหัวเราะ และมีนิสัยขี้เล่นอยู่เป็ประจำ มีเธออยู่ที่ไหนที่นั่นจะเต็มไปด้วยความสนุกสนานร่าเริง เพราะเธอเป็หญิงสาวที่ร่าเริงแจ่มใสอยู่เป็นิจนั่นเอง หญิงสาวศึกษาด้านนิรุติศาสตร์อยู่ที่ประเทศเยอรมนี ไปพร้อมกับการทำงานในด้านประวัติศาสตร์ควบคู่ไปด้วย ในเื่ความสวยนั้น จางจื่อหลินไม่มีตรงไหนด้อยไปกว่า จางจื่อฟ่านพี่สาวเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่หนำซ้ำเธอยังเป็คนเข้ากับคนได้ง่ายเสียด้วย
จางจื่อลู่ น้องสาวคนสุดท้อง ปัจจุบันทำงานเป็นางพยาบาลวิชาชีพ อยู่ที่โรงพยาบาลบ้านเกิด ห่างจากบ้านเพียงไม่กี่กิโเมตร เธอสูง 173 น้ำหนัก 53 กิโลกรัม เป็หญิงสาวที่เรียบร้อยอ่อนน้อมถ่อมตัวและรักสงบ เธอมีหน้าที่ดูแลพ่อที่ไม่ค่อยแข็งแรงแทนพี่สาวทั้งสองที่อยู่ต่างประเทศ ในเื่ความสวยนั้นเธอไม่เป็สองรองใคร เพียงแต่เธอไม่ค่อยชอบแต่งตัว ในแต่ล่ะวันหญิงสาวจะอยู่ที่โรงพยาบาลเลิกงานก็กลับมาดูแลพ่อ และเข้าสวนผลไม้ ควบคุมดูแลงานในสวนทำเองแทบทุกอย่างแทนผู้เป็พ่อ ไม่เคยปริปากบ่น
ั้แ่ที่แม่ของพวกเธอได้จากพวกเธอและพ่อของเธอไปนั้น ทุกคนรู้ดีทีเดียวว่าพ่อของเธอไม่มีแม้แต่กระจิตกระใจที่จะอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป แต่เพียงเพราะ้าเลี้ยงลูกให้เติบโตและมีหน้าที่การงานที่ดีเท่านั้น ที่ทำให้ จางเหมิน ผู้เป็พ่อยังสู้ทนอุตส่าห์อยู่ต่อบนโลกใบนี้ และขณะนี้ลูกสาวของเขาทั่งสามคนก็เติบโตมีชีวิตของแต่ละคนอย่างสมบูรณ์พอแล้ว ผู้เป็พ่อจึงไม่คิดจะมีชีวิตต่อหรือหาวิธีต่อสู้กับโรคร้ายที่กำลังเผชิญ นอกจากปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไปตามชะตาฟ้าลิขิตเท่านั้น
มีเพียงลูกๆ ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อเป็การยื้อชีวิตผู้เป็พ่อเอาไว้ ไม่ว่าจะต้องเสียเงินมากแค่ไหนก็ยอม
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ จางจื่อฟ่านยังคงนั่งหลับตาจิกมือแน่นอยู่บนเครื่องอย่างรอคอยเวลาที่เครื่องจะแล่นลงจอด ช่างนานเหลือเกิน นานจนแทบจะขาดใจตายไปเพราะความกังวล
“คุณเป็อะไรหรือเปล่าคะ มีอะไรให้ดิฉันช่วยเหลือหรือเปล่า” เสียงพนักงานแอร์โฮสเตสทักขึ้นเมื่อเห็นว่าอาการหญิงสาวไม่สู้ดี เธอนั่งหลับตาแน่น และมีเหงื่อผุดซึมไปทั่วใบหน้า
“ไม่เป็ไรค่ะ ขอบคุณมาก” จางจื่อฟ่านกล่าว เมื่อค่อยๆลืมตาขึ้นและแลเห็นสายตาคู่หนึ่งจ้องกลับมาที่เธออย่างเป็ห่วง
แอร์โฮสเตสยื่นผ้าเช็ดหน้าให้หล่อน เธอรับมาแล้วฉีกมันยกขึ้นเช็ดเบาๆตามซอกคอ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย
“ขอบคุณมากนะคะ” จางจื่อฟ่านกล่าวเบาๆ
“รับอะไรร้อนๆทานสักหน่อยมั้ยคะ” พนักงานสาวแอร์ยังคงถามและจ้องมองใบหน้าของเธออยู่อย่างนั้น
“ไม่ดีกว่าค่ะ ขอบคุณ” หญิงสาวกล่าว ก่อนที่ สาวแอร์ฯคนเดิมจะผละเดินจากไป
หญิงสาวพยายามทำจิตใจให้สงบ และรอเวลาที่เครื่องจะล่อ
นลงจอด แต่มันก็ช่างเป็เวลาที่เนิ่นนานเหลือเกิน เธอคิดอย่างกังวลใจ….